Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่8 การส่งเสริมภาวะโภชนาการ - Coggle Diagram
บทที่8
การส่งเสริมภาวะโภชนาการ
8.1ความหมายของโภชนาการและภาวะโภชนาการ
8.1.1 ความหมายของโภชนาการ(Nutrition)
วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร สารอาหาร และสารอื่นที่มีอยู่ในอาหารหรือสารอาหาร ตลอดจนปฏิกิริยาระหว่างกันของสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตย่อย ดูดซึม ขนส่ง นำสารอาหารไปใช้
และสะสมในร่างกาย
วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของอาหารทั้งทางด้านอินทรีย์เคมี อนินทรีย์เคมี ชีววิทยา และฟิสิกส์ของอาหาร โดยเริ่มตั้งแต่อาหารเข้าสู่ร่างกาย ผ่านกระบวนการย่อย การดูดซึม การใช้จ่ายสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย การเก็บสะสมสารอาหารที่เหลือใช้
และการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
8.1.2 ภาวะโภชนาการ(Nutritional Status)
1) ภาวะโภชนาการดี
(Good nutritional status)
ภาวะที่ร่างกายได้รับอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ
2)ภาวะโภชนาการไม่ดี
(Badnutritionalstatus)
ภาวะทุพโภชนาการ(Malnutrition)หมายถึง ภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือได้รับเพียงพอแต่ร่างกายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสารอาหารที่ได้รับ
(2) ภาวะโภชนาการเกิน
(Over nutrition)
ภาวะที่ร่างกายได้รับอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย
และเก็บสะสมไว้จนเกิดอาการปรากฏ
(1)ภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์
(Malnutrition)
ภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการ
โดยอาจขาดสารอาหารเพียง 1 ชนิด หรือมากกว่า และ
อาจขาดพลังงานด้วยหรือไม่ก็ได้
8.5การส่งเสริมภาวะโภชนาการในผู้ป่วย
ที่มีปัญหาภาวะโภชนาการ
8.5.3Nausea and vomiting
(อาการคลื่นไส้และอาเจียน)
8.5.3.1 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน
3) การพยาบาลผู้ป่วยหลังอาเจียน
(2)จัดสิ่งแวดล้อม ดูแลให้อากาศถ่ายเท วางของให้เป็นระเบียบ
ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและพักผ่อนได้
(3)ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในบรรยากาศที่สงบ ลดการรบกวนจากภายนอก
(1)ดูแลความสะอาดของร่างกายและเครื่องใช้
(4) น้ำและอาหาร ในระยะแรกให้งดอาหารและน้ำ และเริ่มให้ทีละน้อย เมื่ออาการดีขึ้นจึงให้อาหารธรรมดา ถ้าผู้ป่วยได้รับอาหารน้อยไปหรือไม่ได้รับเลย ต้องรายงานและปรึกษาแพทย์เพื่อทดแทนโดยให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
4)การป้องกันและแก้ไขอาการอาเจียน
(2) พยายามหลีกเลี่ยงและลดแหล่งของความเครียดต่างๆ
ดูแลให้ผู้ป่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ
(3) ให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าออกลึกๆ ยาวๆ ภายหลังอาเจียน
และเมื่อรู้สึกคลื่นไส้
(1) พยายามหาสาเหตุแล้วแก้ไขที่สาเหตุ
(4) หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายหรือเปลี่ยนท่าเร็วๆ
รวมทั้งหลีกเลี่ยงการมองสิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วๆ ไปมา
ผู้ป่วยควรนอนพักท่าศีรษะสูง หลับตานิ่งๆ
(5)พิจารณาให้ยาระงับอาเจียน (Antiemetic drug)ตามแผนการรักษา
(6)ถ้าผู้ป่วยมีอาเจียนอย่างต่อเนื่องมักใส่สายเข้าทางจมูกลงสู่กระเพาะอาหารเป็นทางให้อาเจียนออกหรือเป็นทางใส่สารละลายเข้าไปล้างกระเพาะอาหารในกรณีกินยาพิษหรือสารพิษบางครั้งอาจต่อกับเครื่องสุญญากาศให้มีการดูดออกด้วยแรงดันต่ำๆ เป็นระยะๆ
2) สังเกตสิ่งต่างๆ เพื่อบันทึกและรายงานอย่างถูกต้อง
5)ดูแลความสะอาดร่างกาย ปาก ฟัน เครื่องใช้ สิ่งแวดล้อม
1)การพยาบาลผู้ป่วยขณะอาเจียนเมื่อพบผู้ป่วยจะอาเจียน พยาบาลต้องรีบให้การช่วยเหลือโดยมีเป้าหมายให้ผู้ป่วยปลอดภัยและสุขสบาย
(2)จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่อาเจียนออกได้สะดวก ช่วยลูบหลังลงเบา ๆ
เพื่อป้องกันการสำลักอาเจียนเข้าสู่หลอดลม
(3)คอยอยู่เป็นเพื่อนขณะที่ผู้ป่วยกำลังอาเจียน
พยาบาลควรเฝ้าดูด้วยความเห็นใจ สงบ ไม่ตื่นเต้น
ไม่แสดงท่าทีรังเกียจ คอยให้ความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้น
(1)จัดหาภาชนะรองรับอาเจียน เตรียมกระดาษเช็ดปาก
หรือผ้าไว้ให้ผู้ป่วยสำหรับเช็ดปาก
6) เตรียมพร้อมถ้ามีการอาเจียนซ้ำ
8.5.4Abdominal distention(ภาวะท้องอืด)
8.5.4.1 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะท้องอืด
2) งดอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น มะม่วงดิบ แตงโม ผักสด เป็นต้น
3) แสดงความเข้าใจและเห็นใจและยินดีให้การช่วยเหลืออย่างจริงใจ
1) จัดให้นอนศีรษะสูง 45'-60'เพื่อช่วยลดอาการแน่นท้อง
และผายลมสะดวก
4) ค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะท้องอืดและช่วยเหลือตามสาเหตุ
8.5.2 Emaciation(ภาวะผอมแห้ง)
8.5.2.2 BulimiaNervosa
เป็นความผิดปกติของพฤติกรรมการรับประทานโดยจะรับประทาน
วันละหลายๆ ครั้ง ครั้งละมากๆ โดยหลังจากรับประทานเสร็จจะ
รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกผิดที่รับประทานเข้าไปมากมาย จึงต้องหา
วิธีเอาออกโดยอาจล้วงคอให้อาเจียนออกมาจนหมดหรือ
กินยาระบายอย่างหนักตลอดจนอดอาหาร
8.5.2.3การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะAnorexianervosaและBulimianervosa
1)หาสาเหตุ ที่พบได้บ่อยๆ เช่น โรคปากและฟัน
คออักเสบ โรคมะเร็ง เป็นต้นแล้วขจัดสาเหตุ
2) ส่งเสริมความรู้สึกอยากอาหารให้มากที่สุดและลดความรู้สึก
เบื่ออาหารโดยจัดให้รับประทานอาหารในท่าสบาย
3)ดูแลด้านจิตใจ พยายามให้ช่วงเวลารับประทานอาหารเป็นเวลาที่จิตใจสบาย สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายขณะที่รับประทานอาหารเท่าที่ทำได้
4)การใช้ยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยากระตุ้นความอยากอาหาร
ในรายที่ไม่พบโรคทางร่างกายและต้องการให้รับประทานอาหาร
มากขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้ยากลุ่มที่มีฤทธิ์ต้าน Serotonin
5) การดูแลให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเพียงพอ
กับความต้องการของร่างกาย
5.1 พยายามให้รับประทานอาหารทางปากมากที่สุด โดยอำนวยความ
สะดวกและช่วยเหลือเกี่ยวกับการรับประทานตามความเหมาะสม
5.2 พิจารณาและแนะนำเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
5.3 ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือทำกิจกรรมตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งจะทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น
5.4 การให้อาหารด้วยวิธีพิเศษ
8.5.2.1 Anorexianervosa
ภาวะเบื่ออาหารเป็นความรู้สึกไม่อยากรับประทานอาหาร อาจรู้สึกต่อต้าน เมื่อนึกถึงหรือเมื่อเห็นอาหาร รับประทานแล้วไม่ค่อยรู้สึกอร่อย
ตรงข้ามกับความรู้สึกอยากอาหาร (Appetite) อาการเบื่ออาหารอาจเกิดควบคู่กับคลื่นไส้ อาเจียน กลไกการเกิดไม่ทราบแน่นอน
8.5.5Dysphagia and aphagia
(ภาวะกลืนลำบากและกลืนไม่ได้)
8.5.5.1 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบากและกลืนไม่ได้
4)ระมัดระวังการสำลัก
5)ดูแลด้านความสะอาดของร่างกาย
โดยเฉพาะความสะอาดของปากและฟัน
3)ดูแลการได้รับยาตามแผนการรักษา
6)การเตรียมผู้ป่วยเพื่อตรวจหรือรักษา การตรวจรักษาโดยการส่องกล้องเข้าไปดูที่หลอดอาหาร (Esophagoscopy) หลังการตรวจผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บและมีเสมหะมาก พยาบาลควรให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม รวมถึงบอกถึงความจำเป็นของการตรวจ
2) ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ
7)การดูแลด้านจิตใจ ปลอบโยน ให้กำลังใจ การสังเกตและการดูแล
เอาใจใส่ที่ดี สามารถบอกถึงสาเหตุและอาจแก้ไขอาการได้
1) สังเกตและประเมินอาการเกี่ยวกับการกลืนไม่ได้หรือกลืนลำบากว่าเกิดขึ้นทันทีทันใดหรือค่อยๆ มากขึ้น ชนิดของอาหารที่กลืนไม่ได้ มีอาการเจ็บร่วมด้วยหรือไม่ รวมถึงประเมินภาวะโภชนาการและสมดุลของน้ำในร่างกาย ประเมินและติดตามเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ โดยการชั่งน้ำหนัก บันทึกปริมาณน้ำที่ได้รับและที่ขับออกจากร่างกาย
8.5.1 Obesity(ภาวะอ้วน)
การพยาบาลผู้ที่มีภาวะอ้วน
4)หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แป้งและไขมันสูง
5)รับประทานอาหารครั้งละน้อย แต่บ่อยครั้งและจำกัดอาหารมื้อเย็น
3)จำกัดการใช้น้ำมัน ไขมัน น้ำตาล
6)หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารขณะดูโทรทัศน์
2)จำกัดมื้ออาหารและสัดส่วนของอาหารตามพีระมิดอาหาร
7)เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารจากผักผลไม้
และธัญพืชที่ไม่ขัดสี
1)คำนวณพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน
8)ส่งเสริมให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือสัปดาห์ละ 3 วัน
8.7การล้างภายในกระเพาะอาหาร (Gastric lavage)
การล้างภายในกระเพาะอาหาร ใช้มากในกรณีที่รับประทานยาพิษ
ได้รับยาเกินขนาด (Over dose) รวมถึงเป็นการล้างกระเพาะอาหารเพื่อห้ามเลือด สำหรับการตรวจโดยการส่องกล้อง
เพื่อวินิจฉัยภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร
8.3ความสำคัญของอาหารต่อความเจ็บป่วย และความต้องการพลังงานของร่างกายในภาวะเจ็บป่วย
อาหาร หมายถึง สิ่งใด ๆซึ่งรับประทานเข้าไปแล้ว
เพื่อเสริมสร้างความเจริญเติบโตและการมีโภชนาการที่ดี
ให้แก่ร่างกาย อาหารได้มาจากพืชและสัตว์อาหารที่
รับประทานเข้าไปจะย่อยได้สารอาหารสำคัญ
8.3.1ความต้องการพลังงานของร่างกายในภาวะเจ็บป่วย
ขึ้นอยู่กับ เพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และความรุนแรงของโรค
สูตรคำนวณความต้องการพลังงานพื้นฐาน
(Basal energy expenditure) ของHarrisbenedict
ความต้องการพลังงานพื้นฐาน
(Basal energyexpenditure:BEE)
ความต้องการพลังงานทั้งหมด
(Total EnergyExpenditure:TEE)
ความต้องการพลังงานหรือพลังงานที่ต้องการใช้
(Energy Expenditure:EE)
8.8 กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมภาวะโภชนาการ
การส่งเสริมภาวะโภชนาการ เป็นการตอบสนองความต้องการด้านพื้นฐานแก่ผู้ป่วยทั้งในด้านร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ จึงถือเป็นบทบาทสำคัญยิ่งที่พยาบาลทั้งบทบาทอิสระ และกึ่งอิสระดังนั้นพยาบาลจะต้องตระหนักถึงในการดูแลผู้ป่วยให้มีภาวะโภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ร่างกายเจ็บป่วย
8.6การส่งเสริมภาวะโภชนาการในผู้ป่วย
ที่รับประทานอาหารเองไม่ได้
8.6.3การให้อาหารทางสายยางให้อาหาร
จากจมูกถึงกระเพาะอาหาร
วิธีการให้อาหารทางสายยางมี 2 วิธี
1) Bolus dose
เป็นการให้อาหารทางสาย NG โดยใช้ Toomey syringe เหมาะ
สำหรับผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้เอง
2) Drip feeding
เป็นการให้อาหารทางสาย NG โดยใช้ชุดให้อาหาร (Kangaroo) มีลักษณะคล้ายกับชุดให้สารน้ำสามารถปรับจำนวนหยดของอาหาร และควบคุมเวลาการให้อาหารได้ตามความต้องการ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของระบบประสาท หรือหลังการผ่าตัดสมอง
8.6.4 การถอดสายยางให้อาหารจากจมูกถึงกระเพาะอาหาร
การถอดสายให้อาหารจากจมูกถึงกระเพาะอาหาร เป็นการถอดสายยางที่เคยใส่ไว้เพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง แต่การถอดสายให้อาหารออกนั้นเป็นบทบาทกึ่งอิสระของพยาบาลเมื่อแผนการรักษาเปลี่ยนไป
8.6.2การใส่สายยางให้อาหารจากจมูกถึงกระเพาะอาหาร
การใส่สายยางให้อาหารจากจมูกถึงกระเพาะอาหาร
นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า การใส่ NGtube
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาที่แตกต่างกัน
8.6.5การให้อาหารทางสายยางให้อาหาร
ทางรูเปิดของกระเพาะอาหาร
การให้อาหารวิธีนี้เป็นหัตถการโดยแพทย์ และมีรอยแผลตำแหน่งที่เปิดออกทางหน้าท้องจึงต้องทำแผลวันละครั้ง หรือเมื่อจำเป็น
และให้การพยาบาลผู้ป่วยที่มีแผลด้วย
8.6.1การป้อนอาหาร
8.6.1.1 วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
ได้รับอาหารตามความต้องการของร่างกาย
8.6.1.2 อุปกรณ์เครื่องใช้
1) ถาดอาหารพร้อมอาหาร
2)ช้อนหรือช้อนส้อม
3)แก้วน้ำพร้อมน้ำดื่ม และหลอดดูดน้ำ
4)กระดาษหรือผ้าเช็ดปาก
5)ผ้ากันเปื้อน
8.6.1.3วิธีปฏิบัติ
1) การเตรียมผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อม
(1)ก่อนเวลาอาหาร แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายบ้าง
โดยเฉพาะในรายที่เคลื่อนไหวด้วยตนเองได้
และควรหลีกเลี่ยงการกระทำ
ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือไม่สุขสบาย
(2)จัดให้อยู่ในท่านั่ง กรณีที่นั่งไม่ได้จัดให้นอนตะแคงขวาเล็กน้อย
(3)ปูผ้ากันเปื้อนตั้งแต่ใต้คางลงไป หากผู้ป่วยที่อยู่ในท่านอนตะแคง
ควรปูบนที่ไหล่และหมอนด้วย
(4)วางถาดอาหารในตำแหน่งที่ผู้ป่วยสามารถมองเห็นชนิดของอาหารได้ บอกรายการอาหารและเชิญชวนให้เกิดความอยากอาหารมื้อนั้น
(5)วางเครื่องใช้อื่นๆ ในตำแหน่งที่สามารถหยิบได้สะดวก
(6)ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง
2) การป้อนอาหาร
(2) จังหวะในการป้อนต้องสัมพันธ์กับความสามารถ
ในการรับประทานอาหาร เคี้ยวและกลืนของผู้ป่วย
(3)ไม่ควรจ้องหน้าผู้ป่วย ระวังการตักอาหารไม่ทำอาหารหกรดผู้ป่วย และเช็ดปากให้เมื่อเปื้อนอาหาร
(1) ขณะป้อนอาหารตักอาหารให้มีปริมาณที่เหมาะสม
(4) หลังป้อนอาหารให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ บ้วนปากหรือแปรงฟัน
และเช็ดปากให้สะอาด
(5) เก็บถาดอาหาร และเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อผู้ป่วยรับประทานเสร็จ
(6) ลงบันทึกทางการพยาบาล
3)สำหรับผู้ป่วยพิการ
(1)ถ้าผู้ป่วยจับช้อนไม่ถนัดควรสาธิตการใช้ช้อนและส้อมในการตักอาหารใส่ปากหรือดัดแปลงที่จับของให้จับได้สะดวก
(2)ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย ควรรับประทานอาหารเหลวที่สอดคล้องกับการแผนรักษาของแพทย์
4)สำหรับผู้ป่วยกลืนลำบาก
(3)สอนวิธีการใช้ลิ้นและการกลืน เพื่อช่วยให้การกลืนได้ดีขึ้น
(4)ควรเริ่มจากอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวก่อน เพราะอาหารอ่อน
จะง่ายต่อการกลืน แต่อาหารเหลวจะทำให้สำลักง่าย
ควรหลีกเลี่ยงอาหารเหลวและอาหารที่ต้องอาศัยการเคี้ยวมาก
(2) สอบถามผู้ป่วยถึงความรู้สึกเกี่ยวกับอาหารในปาก
เพื่อดูว่ามีอาหารที่เหลือค้างในปาก
(5) ให้อาหารครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง
(1) จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งหรือศีรษะสูงในลักษณะก้มเล็กน้อย
เพื่อป้องกันการสำลัก
(6) ในขณะรับประทานอาหารควรหยุดพักเป็นระยะๆ
จะช่วยให้ได้รับประทานอาหารได้มากขึ้น
8.2ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะโภชนาการ
5)ความชอบส่วนบุคคล
6)ผลจากการดื่มแอลกอฮอล์
4)ภาวะสุขภาพ
7) วิถีชีวิต
3)การใช้ยา
8) เศรษฐานะ
2)เพศ
9) วัฒนธรรม ความเชื่อ และศาสนา
1)อายุ
10)ปัจจัยด้านจิตใจ
8.4การประเมินภาวะโภชนาการ
8.4.2 การประเมินทางชีวเคมี
(Biochemical assessment:B
เป็นวิธีการเจาะเลือดเพื่อประเมินภาวะโภชนาการ
8.4.3 การตรวจร่างกายทางคลินิก
(Clinical assessment:C)
เป็นวิธีการตรวจร่างกายเช่นเดียวกับการประเมินภาวะสุขภาพ
แต่จะให้ความสนใจตรวจร่างกายเบื้องต้น
8.4.1 การวัดสัดส่วนของร่างกาย
(Anthropometric measurement:A)
1) ดัชนีมวลของร่างกาย (Body Mass Index ; BMI)
เป็นการประเมินมวลของร่างกายทั้งหมด โดยวัดส่วนสูงและน้ำหนักแล้ว นำมาประเมินภาวะโภชนาการโดยคำนวณหาดัชนีมวลของร่างกาย
มีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร จากสูตรการคำนวณ
8.4.4การประเมินจากประวัติการรับประทานอาหาร
(Dietary assessment:D)
ประกอบด้วย ประวัติการรับประทานอาหาร
ชนิดของอาหารที่บริโภค พฤติกรรมการรับประทานอาหาร