Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนและการดูดเสมหะ - Coggle Diagram
การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนและการดูดเสมหะ
เทคนิคการพยาบาลที่เกี่ยวข้องในการให้ออกซิเจนแบบต่าง ๆ
ระบบให้ความชื้น (Humidification)
ชนิดละอองฝอย (Jet)
ชนิดละอองโต (Bubble)
ระบบการให้ออกซิเจน
ระบบการไหลของออกซิเจนชนิดสูง
(High flow system)
การให้ออกซิเจนทางท่อหลอดลม (tracheostomy collar)
การให้ออกซิเจนชนิด croupette tent
การให้ออกซิเจนชนิดT- piece
การให้ออกซิเจนชนิด hood หรือ oxygen box
การให้ออกซิเจนทางท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube: ET)
ระบบการไหลของออกซิเจนชนิดต่า (Low flow system)
การให้ออกซิเจนทางหน้ากาก (mask)
การให้ออกซิเจนชนิดเขี้ยว (nasal cannula) หรือ nasal prongs
แหล่งให้ออกซิเจน (Oxygen source)
ระบบท่อ (Oxygen pipeline)
ถังบรรจุออกซิเจน (Oxygen tank)
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
การจัดท่าผู้ป่วย
การดูดเสมหะ (suction)
การบริหารการหายใจ
การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือกระบังลม (diaphragmatic breathing)
การหายใจโดยการห่อปาก (pursed - lip breathing)
ปัจจัยที่มีผลต่อการไดรับออกซิเจนของบุคคล
ผู้สูงอายุ
ร่างกายของคนเราจะเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น
ทำให้ความสามารถในการรับออกซิเจนน้อยลง
ความเครียด
เกิดภาวะนอนไม่หลับ
ต้องการออกซิเจนมากขึ้น
การหายใจถี่ขึ้น
การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนัก ๆ
่ร่างกายต้องการออกซิเจนมากกว่าปกติ
ทำให้ได้รับออกซิเจนไม่ทั่วถึงและเพียงพอ
เป็นสาเหตุทำให้เหนื่อยเร็ว และอ่อนล้า
อาหารที่มีไขมันมาก
มีปริมาณออกซิเจนน้อย
ทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลง
อยู่ในที่ที่มีมลพิษสูง
ทำให้อากาศบริเวณนั้นมีออกซิเจนลดลง
ทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในขบวนการขจัดสารพิษ
การสูบบุหรี่
มีผลเสียต่อร่างกายในหลาย ๆ ระบบ
ทำให้หลอดเลือดมีคาร์บอนไดออกไซด์มาก และมีออกซิเจนน้อย
สูบบุหรี่เป็นระยะเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการพร่องออกซิเจนเป็นมากขึ้น
การเดินทางหรืออาศัยในที่สูง
มีความหนาแน่นของอากาศลดลง ผลให้ออกซิเจนมีระดับต่ากว่าปกติ
ถ้าร่างกายปรับตัวไม่ได้ทำให้เกิดการภาวะพร่องออกซิเจน
ร่างกายได้ออกซิเจนน้อยกว่าปกติ
การดื่มสุราและเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์
ดื่มในปริมาณมากส่งผลให้ร่างกายเกิดผลเสียแบบเฉียบพลับและเรื้อรัง
ปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดมากกว่า 400mg%
ระบบหัวใจและหลอดเลือดมีการสูบฉีดเลือดลดลง
เกิดอาการหมดสติ และอาจถึงตายได้
ระบบสมองทาให้ได้รับออกซิเจนน้อยลง
ความสำคัญของก๊าซออกซิเจนที่มีต่อร่างกาย
การทำงานของเม็ดเลือดแดง
มี Hemoglobin (ฮีโมโกลบิน) ทำหน้าที่ในการ“จับกับก๊าซเพื่อการขนส่ง”
มีหน้าที่ขนส่งก๊าซ เม็ดเลือดแดง
หลักในการขนและส่งก๊าซในระบบหมุนเวียน มีอายุขัยประมาณ 120 วัน
ร่างกายมีการการสร้างและทำลายเม็ดเลือดใหม่ตลอดเวลา
ความดันออกซิเจนและการขนส่งสู่เนื้อเยื่อ
เมื่อการเดินทางไปในอวัยวะที่ไกลขึ้นความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดลดลง
เลือดเป็นตัวกลางการส่งผ่านออกซิเจนสู่เซลล์ ส่วน เม็ดเลือดแดงเป็นถังเก็บออกซิเจน
เม็ดเลือดแดงจะปล่อยออกซิเจนจานวนน้อยสู่กระแสเลือดเพื่อส่งไปหาเซลล์ต่างๆ
หลังจากเลือดที่ออกจากปอดมีความดันออกซิเจนในเลือดสูง
เม็ดเลือดแดงจะปล่อยออกซิเจนมากขึ้นเมื่อความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดลดลง
การหมุนเวียน
คาร์บอนไดออกไซด์ไปรวมกับน้า เพื่อเกิดสารประกอบ กรดคาร์บอนิก (H2CO3) และแตกตัว
เป็นไฮโดรเจนไออน (H+) กับไบคาร์บอเนต (HCO3)
การขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์โดย hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง
สาเหตุและการพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ
Hemoptysis
สาเหตุของการไอเป็นเลือด
การอักเสบ ทาให้เกิดอาการไออย่างรุนแรง หรือมีแผลในคอ
เนื้องอก และมะเร็ง
ความผิดปกติของหลอดเลือดและโรคปอดต่าง ๆ ทำให้เกิดการไอเป็นเลือดได้
อุบัติเหตุ
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการไอเป็นเลือด
ถ้าเสียเลือดมาก อาจต้องให้เลือด และพยาบาลจะต้องเฝูาระวังการแพ้เลือดที่อาจเกิดขึ้นได้
ผู้ป่วยอาจตกใจมาก ทาให้มีอาการหายใจเร็วขึ้น
ประเมินชีพจร หายใจ และความดันโลหิต
ให้ผู้ป่วยพักผ่อนและให้การหายใจเคลื่อนไหวน้อยที่สุด
ชนิดของการไอเป็นเลือด
ไอจนมีเลือดออกเป็นสาย
ไอจนมีเสมหะสีคล้ายสนิม จากมีเลือดเก่า ๆ ปนออกมาด้วย พบในวัณโรคปอด
ไอจนมีเลือดปนออกมา คือ มีเสมหะและเลือดปนเป็นเนื้อเดียวกัน
ไอจนมีเลือดสดออกมา พบในวัณโรคปอด
Hiccup
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการสะอึก
ให้ชิมของเปรี้ยวจัด
แนะนาให้หายใจเข้าออกในถุงปิด เพื่อเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
แนะนาให้กลั้นหายใจเป็นพัก ๆ
ใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ
ให้ดมสารที่มีกลิ่นฉุน
ดูแลความปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อม
สาเหตุของอาการสะอึก
ดื่มเครื่องดื่มพวกที่ทาให้เกิดแก๊ส (Carbonate)
กินอิ่มมากเกินไป
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สูบบุหรี่จัด หรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของกระเพาะอาหารทันที
อาการไอ (Cough)
ลักษณะของอาการไอ
ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ
ไอมีเสมหะ ซึ่งเสมหะที่เป็นหนอง มักเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินลมหายใจ
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการไอ
สังเกตและบันทึกลักษณะ เสียง ความถี่ และระยะเวลาของการไอ
ถ้าไอมีเสมหะให้สังเกต บันทึกจานวน ลักษณะ สี และกลิ่นของเสมหะด้วย
ประเมินประสิทธิภาพการไอ
ดูแลความสะอาดของปาก ฟัน และสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
กระตุ้นให้ดื่มน้าอุ่นบ่อย ๆ และปริมาณมาก เพื่อให้เสมหะอ่อนตัว
กระตุ้นให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เพื่อให้เสมหะที่ค้างในปอดเคลื่อนออกมาได้ง่าย
สอนการไออย่างมีประสิทธิภาพ (effective cough)
ดูแลให้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอตามแผนการรักษาของแพทย์
สาเหตุของการไอ
ฝุ่น ควัน สารเคมี อาหาร หรือน้ำที่สำลักเข้าไป
ความร้อน - เย็นของอากาศ จะทำให้การไอมากขึ้น
การอักเสบหรือการบวมบริเวณทางเดินหายใจ
Dyspnea
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการหายใจลำบาก
เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ สาหรับช่วยเหลือผู้ปุวยฉุกเฉิน
ดูแลให้ยาขยายหลอดลม หรือยาขับเสมหะ ตามแผนการรักษา
ดูแลประคับประคองด้านจิตใจ และประเมินสัญญาณชีพตามความเหมาะสม
ดูแลให้ออกซิเจนชนิดละอองฝอย (nebulizer) เพื่อให้หายใจสะดวก
ดูแลให้ผู้ปุวยนอนศีรษะสูง และให้ออกซิเจนร่วมด้วย
ฝึกให้ผู้ปุวยหายใจและการไออย่างมีประสิทธิภาพ
สาเหตุของการหายใจลาบาก
สาเหตุเกี่ยวกับหัวใจ เช่น การทางานของหัวใจไม่ดี
สาเหตุเกี่ยวกับประสาท ทาให้การควบคุมการหายใจไม่ดี
สาเหตุเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น ทางเดินหายใจอุดกั้น
Chest pain
ีลักษณะ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจาก เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมักเป็นตรงบริเวณหัวใจ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากหัวใจ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากหลอดลมอักเสบ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากเส้นประสาท
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก
ประเมินหาสาเหตุของอาการว่า อาการเจ็บหน้าอกเกิดจากหัวใจ
จัดเตรีมอุปกรณ์การให้ออกซิเจนและพิจารณาให้ออกซิเจนแก่ผู้ปุวย
สังเกตอาการ ถ้าผู้ปุวยมีอาการเจ็บปวดที่เยื่อหุ้มปอด
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
อาการและอาการแสดงของภาวะขาดออกซิเจน
ช่วงแรกอัตราการหายใจเร็วและลึก (increase rate and depth respiration) ระยะ
ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นหายใจสั้นและตื้น (shallow and slow respiration)
ความดันโลหิตลดลง (blood pressure will decrease)
อัตราการเต้นของชีพจรเร็วขึ้น (increase pulse rate) ขั้นรุนแรง และพบ bradycardia
หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ (cardiac dysthymias)
แสดงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป (behavior changes)
มีภาวะซีด (pallor)
มีอาการวิงเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน (vertigo)
ความอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าเพิ่มขึ้น (increased fatigue)
มีอาการเขียวคล้า (cyanosis)
ระดับความรู้สึกตัวลดลง (decreased level of consciousness)
กรณีเป็นภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง พบนิ้วปุูม (clubbing)
ระดับการมีสมาธิลดลง (decreased ability to concentrate)
อาการหายใจลำบาก (dyspnea)
วิตกกังวล (anxiety) กระสับกระส่าย (restlessness)
ข้อชี้บ่งของการให้ออกซิเจน
เกิดภาวะบาดเจ็บขั้นรุนแรง (severe trauma)
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ hypoxemia
การให้ออกซิเจนเป็นเวลาช่วงสั้น ๆ ในการทาผ่าตัด
มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือด
วัตถุประสงค์ของการให้ออกซิเจนเพื่อการรักษา
เป็นการลดอาการขาดออกซิเจนเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งฟอง
เป็นการช่วยการทางานของระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และระบบการไหลเวียนโลหิตและ
หลอดเลือดจากภาวะพร่องออกซิเจน
เป็นการรักษาภาวะพร่องออกซิเจนทาให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ
การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน
ดูแลทางเดินหายใจโดยท่าทางเดินหายใจ(Clear air way)
ดูแลความสะอาดของจมูกและปากบ่อยๆ หรือ ทุก 2 - 3 ชั่วโมง
หมั่นตรวจดูอุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจน
หมั่นสังเกตและประเมินภาวะของผู้ป่วยเกี่ยวกับ
ดูแลด้านจิตใจ เพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและญาติ
ความปลอดภัยขณะผู้ป่วยได้รับออกซิเจน
ข้อควรปฏิบัติและต้องคานึงถึง
อาจเกิดการทาลายเนื้อเยื่อในปอด
อาจเกิดอันตรายกับดวงตา (retrolental fibroplasias)
อาจทาให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดการระคายเคืองได้
อาจเกิดการหยุดหายใจ ในผู้ปุวยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
อาจเกิดการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน การให้ออกซิเจนอุปกรณ์ที่ใช้มีโอกาสก่อให้เกิดการติดเชื้อได้
อาจเกิดอุบัติเหตุจาการเกิดไฟไหม้หรือการระเบิด
หลักปฏิบัติในการให้ออกซิเจนชนิดต่าง ๆ
ปรับระดับลูกลอยใน flow meter
หมุนปุมเปิด flow meter ปรับอัตราการไหลของออกซิเจนทิ้งไว้ 1 – 2 นาที
ต่อกระบอกความชื้นที่ใส่น้ากลั่นปลอดเชื้อ
กรณีให้ nasal cannula
ใส่ flow meter กับแหล่งที่มาของออกซิเจนที่มาจากชนิดผนัง (wall type)
กรณีให้ mask
ประเมินสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัว
กรณีให้ oxygen hood (oxygen box)
ล้างมือให้สะอาด สวมmask เพื่อป้องกันการนาเชื้อเข้าสู่ผู้ป่วย
กรณีให้ T- piece
การประเมินภาวะพร่องออกซิเจน
การประเมินสภาพร่างกาย
ระบบประสาทส่วนกลาง
ความรู้สึกตัวของผู้ปุวยเปลี่ยนแปลงกระสับกระส่าย
เพ้อ หมดสติ หรือชัก
ระบบผิวหนัง
ระยะแรก พบว่า ผิวหนังผู้ปุวยเย็น ซีด เพราะร่างกายจะตอบสนองต่อภาวะพร่องออกซิเจน
ต่อมาพบอาการเขียวคล้า โดยเห็นชัด บริเวณริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้า และเสียชีวิตในที่สุด
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นในระยะแรก
ระยะต่อมาหัวใจเต้นผิดจังหวะ บีบตัวช้าลง เจ็บหน้าอก
ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ
หัวใจหยุดเต้นในระยสุดท้าย
ระบบทางเดินอาหาร
อาเจียนในระยะแรก
พบมีอาการคลื่นไส้
ระบบทางเดินหายใจ
ระยะแรกของเซลล์พร่องออกซิเจนอย่างอ่อน
หายใจลาบากเมื่อนอนราบ (Orthopnea)
นั่งหายใจหลังจากนอนหลับไปแล้วระยะหนึ่งต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ
ผู้ปุวยมีอาการหายใจไม่สะดวก
มีอาการกระสับกระส่าย
การประเมินการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ระดับค่าก๊าซในหลอดเลือดแดง
(Arterial blood gas: ABG)
ค่าการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
(Arterial oxygen saturation)
การตรวจหาระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb)
กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
การประเมินภาวะสุขภาพ (Health assessment)
การปฏิบัติการพยาบาล (Implementation)
การวางแผนการพยาบาล (Planning)
การประเมินผลการพยาบาล (Evaluation)
การวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)