Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนและการดูดเสมหะ - Coggle Diagram
การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจนและการดูดเสมหะ
ความสำคัญของก๊าซออกซิเจนที่มีต่อร่างกาย
ความดันออกซิเจน
ความดันออกซิเจนและการขนส่งสู่เนื้อเยื่อ โดย เลือดเป็นตัวกลางการ ส่งผ่านออกซิเจนสู่เซลล์ ส่วน เม็ดเลือดแดงเป็นถังเก็บออกซิเจน
การหมุนเวียน
เมื่อเซลล์เนื้อเยื่อขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก จะมีการขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลับไป ที่ปอด
การขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์โดย hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง
คาร์บอนไดออกไซด์ไปรวมกับน้ า เพื่อเกิดสารประกอบ กรดคาร์บอนิก (H2CO3) และแตกตัว เป็นไฮโดรเจนไออน (H+) กับไบคาร์บอเนต (HCO3)
การทำงานของเม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ หลักในการขนและส่งก๊าซในระบบหมุนเวียนจะมีส่วนประกอบที่เป็น Hemoglobin (ฮีโมโกลบิน) ทำหน้าที่ในการ“จับกับก๊าซเพื่อการขนส่ง”
การประเมินภาวะพร่องออกซิเจน
การประเมินสภาพร่างกาย
เทคนิคการสังเกต และการประเมินสัญญาณชีพ
อุณหภูมิร่างกาย (Temperature: T)
ชีพจร (Pulse: P)
การหายใจ (Respiration: R)
ความดันโลหิต (Blood pressure: BP)
เทคนิคการสังเกตลักษณะทั่วไป
ระบบทางเดินหายใจ
หายใจไม่สะดวก หายใจลำบากเมื่อนอนราบ (Orthopnea)ต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ (paroxysmal nocturnal dyspnea) มีอาการกระสับกระส่าย หายใจแบบอ้าปากเสมือนว่าหิวอากาศ (air hunger)
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นใน ระยะแรก ระยะต่อมาหัวใจเต้นผิดจังหวะ บีบตัวช้าลง เจ็บหน้าอก และหัวใจหยุดเต้นในระยะ สุดท้าย
ระบบประสาทส่วนกลาง
กระสับกระส่าย สับสน มึนศีรษะ ปวดศีรษะ (เนื่องจากหลอดเลือดสมองขยายตัว) เพ้อ หมดสติ หรือชัก
ระบบผิวหนัง
ผิวหนังผู้ป่วยเย็น ซีด ต่อมาพบอาการเขียวคล้ำ โดยเห็นชัด บริเวณริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้า และเสียชีวิตในที่สุด
ระบบทางเดินอาหาร
มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในระยะแรก
การประเมินการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ระดับค่าก๊าซในหลอดเลือดแดง (Arterial blood gas: ABG)
pH เป็นตัวชี้วัดภาวะความเป็นกรดด่างของร่างกาย ค่าปกติ อยู่ระหว่าง 7.35-7.45 ค่าต่ำกว่า 7.35 แสดงว่าเกิดภาวะเป็นกรด และถ้าค่าสูงกว่า 7.45 แสดงว่าเกิดภาวะเป็นด่าง
PaCO2 เป็นการวัดความดันของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในเลือด ค่าปกติอยู่ระหว่าง 35-45 mmHg
PaO2 เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึงปริมาณของออกซิเจน (O2) ในเลือดที่จับกับ Hemoglobin ค่าปกติ อยู่ระหว่าง 80-100 mmHg
Moderate hypoxemia : PaO2 มีค่าระหว่าง 40 - 60 mmHg
Severe hypoxemia : PaO2 มีค่าน้อยกว่า 40 mmHg
Mild hypoxemia : PaO2 มีค่าระหว่าง 60 – 80 mmHg
HCO3 เป็นการวัดค่าความเข้มข้นไฮโดรเจนไอออน (HCO3-)การทำงานของ ไต หรือความเป็นกรดด่างในร่างกายได้ ค่าปกติอยู่ระหว่าง 18-25 mEg/L
SaO2 เป็นค่าเปรียบเทียบระหว่าง Hemoglobin ที่มี O2 ที่อิ่มตัวกับความสามารถสูงสุดของ Hemoglobin ที่จะจับกับ O2 ได้ ค่าปกติอยู่ระหว่าง 97-100 %
การแปลผลภาวะระบบทางเดินหายใจเป็นกรดเฉียบพลัน
ค่า pHต่ ากว่าปกติ ค่า PaCO2 สูงกว่าปกติ ส่วนค่า HCO3 ปกติ
อาการและอาการแสดงที่พบ
hypoventilation จะมีอาการง่วงเหงาหาวนอน ประสาท สัมผัสเปลี่ยนแปลงไป ระดับความรู้สึกลดลงจนไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะ
การแปลผลภาวะระบบทางเดินหายใจเป็นด่างเฉียบพลัน
ค่า pH สูงกว่าปกติ ค่าPaCO2 ต่ ากว่าปกติ ส่วนค่า HCO3 ปกติ
อาการและอาการแสดงที่พบ
Hyperventilation หัวใจเต้นเร็ว ประสาทสัมผัสเปลี่ยนแปลง ไป ชา หมดความรู้สึก มีอาการชาตามมือตามหน้า ระดับความรู้สึกลดลงจนไม่รู้สึกตัว ไม่เป็นจังหวะ
การแปลผลภาวะการเผาผลาญเป็นกรดเฉียบพลัน
ค่า pH และ ค่าHCO3 ต่ ากว่าปกติ ส่วนค่า PaCO2 ปกติ
อาการและอาการแสดงที่พบ
อาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ประสาทสัมผัส เปลี่ยนไป มีอาการสั่นกระตุก (tremor) ชัก (convulsion)
การแปลผลภาวะการเผาผลาญเป็นด่างเฉียบพลัน
ค่า pH และค่า HCO3 สูงกว่าปกติ ส่วนค่า PaCO2 ปกติ
อาการและอาการแสดงที่พบ
คล้ายกับ metabolic acidosis แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะ
ค่าการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Arterial oxygen saturation)
ใช้ pulse oximeter เป็นอุปกรณ์ที่วัดร้อยละของฮีโมโกลบินที่จับกับออกซิเจน (oxyhemoglobin) ต่อปริมาณ ฮีโมโกลบินทั้งหมดในเลือด
การวัด arterial oxygen saturation (SPO2) ค่าการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดปกติอยู่ระหว่าง 98 - 99 % หากวัด SPO2ได้น้อยกว่า 90% จำเป็นต้องได้รับการรักษา
ยกเว้นผู้ปุวยโรคปอดอุดตันเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease: COPD)
การตรวจหาระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb)
เลือดค่าฮีโมโกลบินปกติในผู้หญิง 11.5 – 16.5 gm % (กรัมเปอร์เซนต์)
ผู้ชาย 13.0 - 18 gm % (กรัมเปอร์เซนต์)
สาเหตุของ hypoxia และหรือ hypoxemia จำเป็น ต้องได้รับการรักษาด้วยออกซิเจน
ระบบทางเดินหายใจ เช่น การอุดกั้น การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ
ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ หรือภาวะช็อกจากสาเหตุต่าง ๆ
ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดโดยเฉพาะการผ่าตัดส่วนอกและช่องท้อง
โรคเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดแดงน้อย เช่น ภาวะโลหิตจาง เป็นต้น
ระบบเผาผลาญเมตาบอลิซึมผิดปกติต่าง ๆ
ระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ การบาดเจ็บของสมอง และได้รับยาที่กดการหายใจ
ปัจจัยที่มีผลต่อการได้รับออกซิเจนของบุคคล
ความเครียด
อาหารที่มีไขมันมาก
การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนัก ๆ
ผู้สูงอายุ
อยู่ในที่ที่มีมลพิษสูง
การสูบบุหรี่
การเดินทางหรืออาศัยในที่สูง
การดื่มสุราและเครื่องดื่มที่เป็นแอลกอฮอล์
ระบบทางเดินหายใจและกลไกการทำงาน
ระบบทางเดินหายใจ
รักษาสมดุลก๊าซในกระแสเลือด
มีหน้าที่ในการ เติมก๊าซที่ สำคัญ และกำจัดก๊าซของเสียจากร่างกาย
การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นในถุงลม
“เม็ดเลือดแดง” ทำหน้าที่ในการขนส่งก๊าซ
อวัยวะและหน้าที่
ฝาปิดกล่องเสียง ทำหน้าที่กันไม่ให้อาหารที่เรากลืนตกลงสู่ ระบบทางเดินหายใจ
กล่องเสียง ใช้ในการสร้างเสียง และเป็นทางเดินหายใจ
โพรงจมูกและช่องคอ ทำหน้าที่ เพิ่มอุณหภูมิ ดักจับเชื้อโรค และเพิ่มความชุ่มชื้นของอากาศ
หลอดคอ หลอดลม และ หลอดลมฝอย ทำหน้าที่ลำเลียงอากาศ ดักจับเชื้อโรค และกำจัดเชื้อโรค
จมูก ใช้เพื่อเป็นทางเข้าของอากาศ มีหน้าที่ในการดักจับฝุุนละออง และเพิ่มความชุ่มชื้นของอากาศ
ถุงลม ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส ระหว่างอากาศที่ลำเลียงมากับเส้นเลือดฝอยที่ล้อมรอบ
กลไกการหายใจของมนุษย์
การหายใจออก (Expiration)
กล้ามเนื้อที่ยึดซี่โครง มีการคลายตัว กระดูกซี่โครงเลื่อนต่ำลง โดยกระบังลมที่เลื่อนต่ำลงก็จะกลับเลื่อนตัวสูงขึ้น ทำให้ ปริมาตรของช่องอกลดลง ความดันอากาศภายในช่องอกก็จะกลับสูงขึ้น ดังนั้น จึงสามารถดันให้อากาศจาก ภายในปอดออกสู่ภายนอกได้ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด คือ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด
การหายใจในระดับเซลล์
กระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างก๊าซออกซิเจนกับสารอาหาร ภายในเซลล์ทำให้เกิด (adenosine triphosphate: ATP) ขึ้นเพื่อไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น
การหายใจเข้า (Inspiration)
กล้ามเนื้อที่ยึดซี่โครงหดตัว กระดูกซี่โครง เลื่อนสูงขึ้น กระบังลมก็จะหดตัวและเลื่อนต่ำลงปริมาตรของช่องอกมีมากขึ้นความ ดันภายในช่องอกจะลดต่ าลง ดังนั้น อากาศจากภายนอกจึงสามารถผ่านเข้าสู่ปอดได้
กลไกควบคุมการหายใจ
การควบคุมแบบอัตโนมัติ
ไม่สามารถบังคับได้ โดยสมองส่วน pons และ medullaหายใจ เข้า-ออกเกิดขึ้นได้อย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอทั้งในยามหลับและยามตื่น โดยไม่จำเป็นต้องพะวงกับการสั่งการ ให้มีการหายใจ
การควบคุมภายใต้อำนาจจิตใจ
สามารถบังคับได้ โดยสมองส่วนหน้า เรียกว่า cerebral cortex hypothalamus สมองส่วนหลัง เรียกว่า cerebellum
เทคนิคการพยาบาลที่เกี่ยวข้องในการให้ออกซิเจนแบบต่าง ๆ
ระบบการให้ออกซิเจน
ระบบการไหลของออกซิเจนชนิดต่ า (Low flow system)
การให้ออกซิเจนชนิดเขี้ยว (nasal cannula) หรือ nasal prongs
ข้อดี
ผู้ปุวยสามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องปลดสายออก
ไม่ค่อยรู้สึก อึดอัดหรือรำคาญมากนัก และติดต่อสารกับผู้อื่นได้สะดวก
ข้อเสีย
อาจมีการระคายเคืองช่องจมูกทั้งสองข้าง ทำให้เยื่อบุจมูกบวมและมีน้ำมูกออกมาอุดทำ ให้ท่อตันได้
การให้ออกซิเจนทางหน้ากาก (mask)
Simple mask เป็นชนิดที่ให้ออกซิเจนความเข้มข้นร้อยละ 40-50 การปรับอัตรา ไหลของออกซิเจน 5 – 8 ลิตร/ นาที
Reservoir bag (partial rebreathing mask)ให้ความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 60– 90 ซึ่งสูงกว่าชนิดไม่มีถุงชนิดนี้
Non rebreathing mask ลักษณะคล้าย partial rebreathing ยกเว้นรูระบาย อากาศส่วนหน้ากากลักษณะเป็นลิ้นไหลทางเดียว (unidirectional valve) ทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้อากาศไหลออกสู่ ภายนอกอย่างเดียวไหลเข้าไม่ได้
ระบบการไหลของออกซิเจนชนิดสูง (High flow system)
การให้ออกซิเจนชนิดT- piece
การให้ออกซิเจนทางท่อหลอดลม (tracheostomy collar)
การให้ออกซิเจนชนิด croupette tent
การให้ออกซิเจนชนิด hood หรือ oxygen box
การให้ออกซิเจนทางท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube: ET)
ระบบให้ความชื้น (Humidification)
ชนิดละอองโต (Bubble)
สายให้ก๊าซมีขนาดเล็ก น้ำจะปุดเป็นฟองเมื่อ เปิดให้กับผู้ป่วย
ให้ความชื้นในส่วนต้นของทางเดินหายใจ 30 – 40 %
ชนิดละอองฝอย (Jet)
มักเห็นเป็นหมอก สายให้ ออกซิเจนมักมีขนาดใหญ่และเป็นลูกฟูก (corrugated)
ให้ความชื้นในทางเดินหายใจที่อยู่ลึกเหมาะกับผู้ปุวยที่มีเสมหะเหนียว
แหล่งให้ออกซิเจน (Oxygen source)
ถังบรรจุออกซิเจน (Oxygen tank)
ระบบท่อ (Oxygen pipeline)
ภาวะบ่งชี้ในการรักษา
โรคคาร์บอนมอนน็อคไซด์เป็นพิษ/ การสำลักควันไฟ (CO poisoning and smoke inhalation)
การติดเชื้อของเนื้อเยื่อจากแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (clostridial gas gangrene)
โรคฟองแก๊สอุดตันในหลอดเลือดแดง (air or gas Embolism )
การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเนื่องจากการถูกบดขยี้
โรคที่เกิดจากความดัน เช่น อากาศ หรือน้ำ(decompression sickness)
โรคแผลเรื้อรัง (chronic wounds)
โลหิตจางเนื่องจากเสียเลือดจำนวนมาก (exceptional blood loss)
การติดเชื้อและมีการตายของเนื้อเยื่อ (necrotizing soft tissue infection)
การติดเชื้อเรื้อรังของเยื่อหุ้มกระดูก (refractory osteomyelitis)
การปลูกถ่ายผิวหนังและกล้ามเนื้อ (compromised skin graft or flap)
การได้รับบาดเจ็บจากรังสี (radiation Injury)
แผลไหม้จากความร้อน (thermal burn)
โรคฝีในสมอง (intracranial abscess)
ชนิดและลักษณะของห้องปรับบรรยากาศ
สามารถจุผู้ปุวยนอนได้ครั้งละ 1 คน เท่านั้น
ผู้ปุวยสามารถผ่อนคลาย นอนพัก หรืดูโทรทัศน์ ขณะเข้ารับการรักษา
สามารถทนความกดบรรยากาศได้สูงสุด 3 บรรยากาศ
เพิ่มความกดบรรยากาศด้วยออกซิเจนผู้ปุวยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการหายใจ
ลักษณะคล้ายหลอดแก้วใหญ่ท าด้วยพลาสติกอะครีลิค ใส ขนาด 0.7 X 2.2 เมตร
มีระบบสื่อสาร ผู้ปุวยสามารถพูดคุยติดต่อกับบุคคลภายนอกได้ขณะเข้ารับการรักษา
สาเหตุและการพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ
Hiccup การสะอึก
สาเหตุของอาการสะอึก
โดยทั่วไป
กินอิ่มมากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มพวกที่ท าให้เกิดแก๊ส (Carbonate) ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มเย็นจัด หรือ กินอาหารร้อนจัด เมื่อท้องว่าง กินอาหารรสจัด เช่น เผ็ด เปรี้ยว เค็ม และหวานจัด หายใจเอาควันต่าง ๆ เข้าไป
ยาบางชนิด
เช่น ยาเคมีบ าบัดรักษาโรคมะเร็ง มีก้อนในบริเวณล าคอ เช่น คอพอก อาจสัมพันธ์กับปัญหาทาง จิตใจ หรือ อารมณ์ เช่น ตน่ืเต้น เครียด กังวล กลัว และซึมเศร้า
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการสะอึก
ให้ชิมของเปรี้ยวจัด เช่น น้ำมะนาว เป็นต้น หรือดื่มน้ำเปล่า
แนะนำให้หายใจเข้าออกในถุงปิด เพื่อเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ให้ดมสารที่มีกลิ่นฉุน เช่น แอมโมเนีย เป็นต้น
แนะนำให้กลั้นหายใจเป็นพัก ๆ
ใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ เช่น ชวนคุยในเรื่องที่สนุกตื่นเต้น เป็นต้น
ดูแลความปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อม เช่น ถือแก้วน้ำแล้วหลุดออกจากมือขณะสะอึก หรือ ขณะรับประทานอาหารอาจสำลักได้ เป็นต้น
แต่เมื่อเป็นการสะอึกที่ต่อเนื่องนานเกิน 2 วันขึ้นไป ให้ไปพบแพทย์จะให้การรักษา
Dyspnea อาการหายใจลำบาก
สาเหตุของการหายใจลำบาก
สาเหตุเกี่ยวกับหัวใจ เช่น การทำงานของหัวใจไม่ดี
สาเหตุเกี่ยวกับประสาท ทำให้การควบคุมการหายใจไม่ดี
สาเหตุเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น ทางเดินหายใจอุดกั้น หรือปอดถูกทำลาย เป็นต้น
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการหายใจลำบาก
ดูแลประคับประคองด้านจิตใจ และประเมินสัญญาณชีพตามความเหมาะสม ทุก 1 - 2 ชั่วโมง
เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ส าหรับช่วยเหลือผู้ปุวยฉุกเฉิน
ดูแลให้ผู้ปุวยนอนศีรษะสูง และให้ออกซิเจนร่วมด้วย
ดูแลให้ยาขยายหลอดลม หรือยาขับเสมหะ ตามแผนการรักษา
ดูแลให้ออกซิเจนชนิดละอองฝอย (nebulizer) เพื่อให้หายใจสะดวก
ฝึกให้ผู้ปุวยหายใจและการไออย่างมีประสิทธิภาพ
Hemoptysis อาการไอเป็นเลือด
ชนิดของการไอเป็นเลือด
ไอจนมีเลือดปนออกมา
ไอจนมีเลือดออกเป็นสาย
ไอจนมีเลือดสดออกมา พบในวัณโรคปอด
ไอจนมีเสมหะสีคล้ายสนิม
สาเหตุของการไอเป็นเลือด
การอักเสบ
เนื้องอก และมะเร็ง
อุบัติเหตุ
ความผิดปกติของหลอดเลือดและโรคปอดต่าง ๆ
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการไอเป็นเลือด
ประเมินชีพจร หายใจ และความดันโลหิต
ถ้าเสียเลือดมาก อาจต้องให้เลือด และพยาบาลจะต้องเฝูาระวังการแพ้เลือดที่อาจเกิดขึ้นได้
ให้ผู้ป่วยพักผ่อนและให้การหายใจเคลื่อนไหวน้อยที่สุด
ผู้ปุวยอาจตกใจมาก ท าให้มีอาการหายใจเร็วขึ้น (hyperventilation) พยาบาลต้องคอย ปลอบโยน ให้ก าลังใจ
Chest pain อาการเจ็บหน้าอก
สาเหตุ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจาก เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมักเป็นตรงบริเวณหัวใจ และเจ็บ ตลอดเวลา
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากหัวใจ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากหลอดลมอักเสบ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากกล้ามเนื้ออักเสบ
อาการเจ็บหน้าอก สาเหตุจากเส้นประสาท
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอก
ประเมินหาสาเหตุของอาการว่า อาการเจ็บหน้าอกเกิดจากหัวใจหรือ ปอด
จัดเตรีมอุปกรณ์การให้ออกซิเจนและพิจารณาให้ออกซิเจนแก่ผู้ปุวย
สังเกตอาการ ถ้าผู้ปุวยมีอาการเจ็บปวดที่เยื่อหุ้มปอด ควรแนะน าให้นอนตะแคงทับด้านที่ เป็น ถ้าอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา
อาการไอ (Cough)
สาเหตุของการไอ
ฝุุน ควัน สารเคมี อาหาร หรือน้ าที่สำลักเข้าไป
ความร้อน - เย็นของอากาศ จะท าให้การไอมากขึ้น
การอักเสบหรือการบวมบริเวณทางเดินหายใจ มีอาการไอน้อยกว่า 2 สัปดาห์
ลักษณะของอาการไอ
ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ เช่น ไอเนื่องจากมีฝุุนละอองมาก เป็นต้น
ไอมีเสมหะ ซึ่งเสมหะที่เป็นหนอง มักเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินลมหายใจ เช่น โรคปอด บวม และวัณโรคปอด เป็นต้น และเสมหะที่ไม่เป็นหนอง เช่น โรคหอบหืด เป็นต้น
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการไอ
ประเมินประสิทธิภาพการไอ ลักษณะไอแห้ง ๆ หรือไอแบบมีเสมหะ โดยการฟังเสียงไอ
สังเกตและบันทึกลักษณะ เสียง ความถี่ และระยะเวลาของการไอ
ดูแลให้ยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอตามแผนการรักษาของแพทย์
ถ้าไอมีเสมหะให้สังเกต บันทึกจ านวน ลักษณะ สี และกลิ่นของเสมหะด้วย
ดูแลความสะอาดของปาก ฟัน และสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
กระตุ้นให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ และปริมาณมาก เพื่อให้เสมหะอ่อนตัว
สอนการไออย่างมีประสิทธิภาพ (effective cough)
กระตุ้นให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เพื่อให้เสมหะที่ค้างในปอดเคลื่อนออกมาได้ง่าย
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
การจัดท่าผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะที่มีออกซิเจนในเซลล์ต่ า (hypoxia) ควรจัดอยู่ในท่าศีรษะสูง (high fowler’s position)
ผู้ป่วยที่หายใจลำบากทำให้นอนราบไม่ได้ ควรจัดท่า orthopnea position เป็นท่าศีรษะสูง ต้องอยู่ในท่านั่งหรือฟุบหลับบนเก้าอี้
การบริหารการหายใจ
การหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือกระบังลม (diaphragmatic breathing)
วิธีการปฏิบัติ
แนะนำให้ผู้ปุวยหยุดหายใจช้าๆ หลังหายใจเข้าลึกเต็มที่แล้วเปุาลมออกทางปากช้า ๆ โดยการห่อปาก (purse – lips)
กระตุ้นให้ผู้ป่วยหดเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไล่อากาศออกจากปอดให้มากที่สุด
สอนผู้ปุวยให้หายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก (ปิดปากให้สนิท)
อธิบายให้ผู้ปุวยเป่าลมออกทางปากช้า ๆ ประมาณ 2 – 3 เท่า ของระบบการหายใจเข้า
ช่วยเหลือผู้ปุวยจัดท่าให้อยู่ในท่าที่สบาย
หลังจากฝึกปฏิบัติจนชำนาญแล้ว อาจใช้ของหนักประมาณ 5 ปอนด์ (อาจเป็น หนังสือเล่มโต ๆ หรือหมอนทราย)
ตรวจดูให้แน่ใจว่าจมูก หลอดลม ไม่มีน้ำมูก หรือเสมหะ และไม่มีอาการบวมคั่ง ถ้ามี น้ำมูกหรือเสมหะให้พ่นละอองไอน้ำดูดเสมหะออก
ให้ผู้ป่วยฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือกระบังลมหายใจครั้งละ 10 – 20 นาที ทุกชั่วโมง จนเกิดความเคยชิน
การหายใจโดยการห่อปาก (pursed - lip breathing)
วิธีการปฏิบัติ
อธิบายให้ผู้ป่วยตั้งใจเป่าลมออกทางปากช้า ๆ
ใช้วิธีการหายใจ เมื่อผู้ปุวยมีการหายใจสั้น และฝึกการหายใจ 5-10 นาที วันละ 4 ครั้ง
แนะนำผู้ปุวยให้หายใจออกทางปากช้า ๆ โดยการห่อปาก
เนื่องจากหายใจลำบาก ถ้าผู้ปุวยฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความวิตกกังวลของ ผู้ป่วย
แนะนำผู้ปุวยให้หายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก (ปิดปากให้สนิท) และค่อย ๆ หยุดหายใจช้า ๆ เมื่อหายใจเข้าเต็มที่ ท าติดต่อกัน 3 ครั้ง
ช่วยเหลือผู้ป่วยจัดท่าให้อยู่ในท่าที่สบาย
การหายใจเข้าลึกๆ (deep breathing)
วิธีการปฏิบัติ
แนะนำให้ผู้ป่วยหายใจเข้าลึก ๆ อย่างช้า ๆ ในกรณีผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ควรให้ยา ระงับปวดก่อน 20 – 30 นาที
แนะนำผู้ป่วยให้กลั้นหายใจและไอออกแรงๆ
รวบตรึงบริเวณผ่าตัดด้วยหมอน โดยใช้มือกอดหมอน หรือรวบหมอนกดให้แน่น ขณะที่ ผู้ป่วยไอ ถ้าผู้ป่วยทำไม่ได้พยาบาลต้องช่วยเหลือ
เตรียมกระดาษเยื่อและชามรูปไต หรือกระโถนให้ผู้ป่วย
จัดท่าให้ผู้ป่วยหายใจเข้าลึก ๆ และไอได้สะดวก
อุปกรณ์ที่ช่วยในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน เรียกว่า spirometer (tri-flow)
วิธีการปฏิบัติ
ให้ผู้ป่วย อม mouthpiece และสูดหายใจเข้า สังเกตลูกบอลลอยขึ้นได้กี่ลูก
ให้ผู้ปุวยหายใจเข้าลึก ๆ อย่างช้า ๆ แล้วกลั้นหายใจไว้ประมาณ 3 – 6 วินาที แล้วสังเกตลูกบอลที่ลอย ขึ้นมาได้กี่ลูกระดับปริมาตรเท่าไร (ตัวเลขด้านข้าง)
จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนในท่าศีรษะสูง (fowler’s position)
เอา mouthpiece ออกจากปาก และหายใจออกอย่างปกติก่อนที่จะเป่าครั้งต่อไปด้วย Spirometers
ยาขยายหลอดลม
การให้ยาขยายหลอดลมชนิด Metered – Dose Inhaler (MDI) เป็นการให้ยาตามแผนการรักษา ของแพทย์เพื่อแก้ปัญหาที่ระบบทางเดินหายใจ ให้โดยการพ่น
การให้ยาขยายหลอดลมโดยผ่านออกซิเจนละอองฝอย (oxygen nebulizer) อาจเรียกว่า handhold nebulizer ตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งเป็นยาน้ำใส่ในกระเปาะที่ต่อสายกับออกซิเจน
การดูดเสมหะ (suction)
การช่วยทำให้ทางเดินหายใจโล่ง
จัดท่านอนให้เหมาะสม กระตุ้นให้เปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ
กระตุ้นให้ไอบ่อย ๆ และให้ดื่มน้ำมาก ๆ ให้เสมหะอ่อนตัวไอออกได้ง่าย
ทำการดูดเสมหะออก
การทำ postural drainage เป็นการจัดท่าเพื่อช่วยระบายเสมหะที่ค้างอยู่
การเพิ่มความสามารถในการขยายตัวของทรวงอกและปอด
จัดให้มีการออกกำลังกายตามความสามารถของผู้ป่วย
ป้องกันอาการท้องอืดที่อาจเกิดขึ้น โดยให้อาหารที่ย่อยง่ายครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง และงดอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซง่าย
กระตุ้นให้ผู้ปุวยหายใจลึก ๆ บ่อยๆ
ใส่เสื้อผ้าที่สวมสบายให้แก่ผู้ป่วย
จัดท่านอนศีรษะสูง
การเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่เข้าปอด โดยอาจมีการให้ออกซิเจน อาจให้ออกซิเจนชนิดเขี้ยว (nasal cannula) หรือทางหน้ากาก (oxygen mask) หรือทางเต้นท์ (oxygen tents)
การลดความต้องการปริมาณออกซิเจนในร่างกาย เมื่อการเผาผลาญสารอาหารภายในเซลล์ มากขึ้นร่างกายจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น
การผ่อนคลายความวิตกกังวล โดยแนะน าการทำสมาธิ หรือการนอนใส่หูฟัง ให้ฟังเพลง เป็นต้น
วิธีการดูดเสมหะ
อุปกรณ์
เครื่องดูดเสมหะชนิดเคลื่อนที่ (mobile suction)
ชนิดติดฝาผนัง (wall suction)
วิธีการดูดเสมหะ
การดูดเสมหะทางจมูก (Nasopharygeal) หรือปาก (oropharyngeal suction)
การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ(Endotracheal) หรือทางท่อหลอดคอ (tracheostomy suction)
การดูดเสมหะทางปาก
สิ่งที่ต้องประเมิน
สังเกตอาการเหนื่อย หายใจลำบาก ได้ยินเสียงดังขณะหายใจเข้าและออก
สังเกตลักษณะสีผิว เล็บ และริมฝีปาก มีอาการ cyanosis
ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงเสมหะ (adventitions sound)
สังเกตอาการซึมลงของผู้ป่วย
สังเกตแบบแผนและลักษณะการหายใจค่อนข้างแรงมาก อัตราการหายใจเร็ว
ประเมินอาการไอมีประสิทธิภาพที่จะขับเสมหะออกได้ลดลง
สังเกตลักษณะเสมหะ เหนียว และมีจำนวนมาก
สังเกตอาการอาเจียนหรือขย้อนอาหารอยู่ในปาก
การเตรียมเครื่องใช้สำหรับการดูดเสมหะทางปาก
oral airway หรือ nasal airway
เครื่องดูดเสมหะ
สายหล่อลื่นหรือน้ำกลั่น
สายดูดเสมหะที่สะอาดปราศจากเชื้อ ตามขนาดผู้ป่วย
ท่อต่อ (connector) ใช้ต่อสายดูดเสมหะกับเครื่องดูดเสมหะ
ไม้กดลิ้นที่สะอาด
ถุงมือสะอาด
ขวดน้ำเกลือใช้ภายนอก (normal saline external use) ขนาด1000 ซีซี
วิธีการปฏิบัติการดูดเสมหะทางปาก
อธิบายให้ผู้ปุวยและญาติเข้าใจ
ล้างมือให้สะอาด ใส่mask เพื่อลดการแพร่ของเชื้อโรค
สวมถุงมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการเปื้อนเสมหะ
จัดท่าผู้ปุวยให้นอนตะแคงศีรษะต่ำเล็กน้อย
หยิบสายดูดเสมหะต่อกับเครื่องดูดเสมหะแล้ว ปรับแรงดันเครื่องดูดเสมหะให้เหมาะสมตาม ประเภทของผู้ป่วย
ให้ผู้ป่วยช่วยอ้าปาก
ขณะทำการดูดเสมหะ พบว่า ดูดไม่ขึ้นหรือดูดไม่ออกให้หยุดท าการดูดเสมหะไว้ก่อน
การดูดเสมหะแต่ละครั้งไม่ควรนานเกิน 10 วินาที
ล้างสายดูดโดยการดูดผ่านน้ำเกลือใช้ภายนอก เป็นการทำความสะอาด สายดูดเสมหะ 1-2 ครั้ง
เช็ดท าความสะอาดบริเวณที่มีน้ าเปียก
ถอดสายดูดเสมหะ เก็บของให้เข้าที่เรียบร้อย ถอดถุงมือออกทิ้ง
อาการแทรกซ้อน
แรงกด
อาจเกิดการสำลักจากการกระตุ้น gag reflex หรือจัดท่าผู้ป่วยไม่ถูกต้อง
เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจ
ริมฝีปากแห้งเกิดเป็นแผลได้ง่าย ให้ทาครีมทุกครั้งหลังท าความสะอาดปาก
มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
อาจเกิดความผิดปกติในผู้ปุวยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และเกิดภาวะความดัน ในสมองสูง
การพยาบาลผู้ป่วยด้านจิตใจก่อน/ ขณะ/ และหลังการดูดเสมหะ
บอกให้ผู้ป่วยทราบก่อนว่า
อธิบายให้ผู้ปุวยเข้าใจว่าจะมีการหายใจลำบากในขณะดูด
อธิบายให้ผู้ปุวยเข้าในถึงวัตถุประสงค์และความจำเป็นของการดูดเสมหะ
ทำการดูดเสมหะด้วยความเบามือ และนุ่มนวล
แสดงท่าทางสุภาพอ่อนโยน
หลังดูดเสมหะเสร็จเช็ดท าความสะอาด เก็บของใช้ และจัดสิ่งแวดล้อมให้เรียบร้อย
พูดให้กำลังใจก่อนเดินออกจากเตียงผู้ป่วย
การเก็บเสมหะส่งตรวจ (Sputum examination)
การตรวจเสมหะแบบเพาะเชื้อ (Sputum culture)
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
การให้ออกซิเจนเพื่อการรักษา (Oxygen therapy)
อาการและอาการแสดงของภาวะขาดออกซิเจน
ระดับการมีสมาธิลดลง (decreased ability to concentrate)
ระดับความรู้สึกตัวลดลง (decreased level of consciousness)
วิตกกังวล (anxiety) กระสับกระส่าย (restlessness)
ความอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าเพิ่มขึ้น (increased fatigue)
มีอาการวิงเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน (vertigo)
แสดงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป (behavior changes)
อัตราการเต้นของชีพจรเร็วขึ้น (increase pulse rate) ขั้นรุนแรง และพบbradycardia
ในช่วงแรกอัตราการหายใจเร็วและลึก (increase rate and depth respiration) ระยะ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นหายใจสั้นและตื้น (shallow and slow respiration)
ความดันโลหิตลดลง (blood pressure will decrease)
หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ (cardiac dysthymias)
มีภาวะซีด (pallor)
มีอาการเขียวคล้ำ (cyanosis)
กรณีเป็นภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง พบนิ้วปุูม (clubbing)
อาการหายใจลำบาก (dyspnea)
วัตถุประสงค์ของการให้ออกซิเจนเพื่อการรักษา
เป็นการลดอาการขาดออกซิเจนเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ปุวยโรคถุงลมโปุงฟอง
เป็นการช่วยการท างานของระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และระบบการไหลเวียนโลหิตและ หลอดเลือดจากภาวะพร่องออกซิเจน
เป็นการรักษาภาวะพร่องออกซิเจนท าให้ออกซิเจนในเลือดต่ า โดยวิธีการเพิ่มปริมาณ ออกซิเจนในถุงลมปอด และกระแสเลือด
ข้อชี้บ่งของการให้ออกซิเจน
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ hypoxemia ตามมาหลังได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว เช่น ผู้ปุวยหลัง โดนไฟไหม้ เป็นต้น
เกิดภาวะบาดเจ็บขั้นรุนแรง (severe trauma)
มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือด คือ มีภาวะPaO2 < 60 mmHg หรือ SaO2 < 90 % เมื่อ หายใจเข้าในบรรยากาศปกต ิ
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน (acute myocardial infarction: MI)
การให้ออกซิเจนเป็นเวลาช่วงสั้น ๆ ในการท าผ่าตัด เช่น หลังการดมยาสลบ หรือการทำ ผ่าตัดใหญ่ เป็นต้น
ข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ออกซิเจน
อาจเกิดภาวะปอดแฟบ (lung atelectasis) ออกซิเจนเป็นพิษ (oxygen toxicity)
ควรระวังการให้ออกซิเจนในผู้ปุวยที่ได้รับพิษจาก paraquat
อาจเกิดภาวะกดการหายใจผู้ปุวยที่หายใจเอง
ขณะท าผ่าตัดด้วยวิธีเลเซอร์ในทางเดินหายใจ ควรจ ากัดความเข้มข้นของออกซิเจนที่ใช้ในต่ำ ที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการติดไฟ ด้วยคุณสมบัติเคมีของออกซิเจนเอง
ควรระวังการให้ความชื้นร่วมกับออกซิเจนโดยเฉพาะการให้ความชื้นแบบ nebulizer
การมีความเข้มข้นระดับสูงของออกซิเจน บริเวณที่เกิดไฟไหม้จะท าให้ขบวนการติดไฟ เพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น
การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน
หมั่นสังเกตและประเมินภาวะของผู้ป่วยเกี่ยวกับ
ความผิดปกติของสีผิว ดูลักษณะบริเวณริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า
ระดับความรู้สึกตัว
ตรวจวัดสัญญาณชีพ ดูลักษณะ และอัตราเร็วของการหายใจ ความดันโลหิตและชีพจร
วัดปริมาตรหายใจเข้า-ออกต่อครั้ง (Tridal Volume)
ติดตามผลค่าก๊าซให้ออกซิเจน (Blood gas)
หมั่นตรวจดูอุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจน
ตรวจดูสายยาง ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
ขวดทำความชื้นมีน้ำอยู่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยจนเกินไป
ออกซิเจนไม่รั่วจากขวดทำน้ำกลั่นที่ทำความชื้น
ถ้าเป็นออกซิเจนถัง จะต้องให้มีออกซิเจนอยู่เสมอ โดยดูจากที่หน้าปัดบอกระดับของ ออกซิเจน ถ้าเหลือ 1/3 ของถัง ควรเตรียมถังใหม่เพื่อเปลี่ยนได้ทันที
เปลี่ยนและนำอุปกรณ์การใช้ออกซิเจน ไปทำความสะอาดและทำให้ปลอดเชื้้อ
ถ้าให้ออกซิเจนจากระบบ pipeline ที่มีรูเปิด (outlet) ส าหรับเสียบ flow meter จะต้องดูให้ flow meter เสียบเข้าที่
ดูแลทางเดินหายใจโดยท่าทางเดินหายใจ(Clear air way)
การจัดท่านอน ท่านั่ง ให้ผู้ปุวยรู้สึกสบาย
ดูดเสมหะที่ค้างตามท่าทางเดินหายใจเป็นระยะๆ เพื่อปูองกันการอุดตัน
สอนการไออย่างถูกวิธี เพื่อให้ระบายเสมหะออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระตุ้นให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อให้น้ำช่วยละลายเสมหะให้ขับออกได้ง่าย
ดูแลความสะอาดของจมูกและปากบ่อยๆ หรือ ทุก 2 - 3 ชั่วโมง
ทาริมฝีปากด้วย กลีเซอรีน บอแรกซ์
ทำความสะอาดช่องจมูก
ถ้าเจ็บคอ ให้ล้างปากด้วยน้ำยา หรือบ้วนด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ
ดูแลความสะอาดบริเวณหน้า โดยเฉพาะในผู้ปุวยที่ได้รับ Oxygen mask จะมีเหงื่อออก มาก ควรเช็ด mask และทาแปูงให้บ่อยๆ หรือทุก 2 - 3 ชั่วโมง เพื่อให้สบายขึ้น
ให้จิบน้ำบ่อยๆ
ดูแลด้านจิตใจ เพื่อลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและญาติ
แนะนำอธิบายให้ผู้ปุวยรู้จักเครื่องมือต่างๆได้ง่าย
ดูแลควบคุมอัตราการไหของออกซิเจนให้เพียงพอ ไม่ให้ผู้ปุวยอึดอัด
พยาบาลควรมีความชำนาญในการใช้เครื่องมือ
สนใจ รับฟังความต้องการของผู้ปุวยอย่างจิงจัง
บอกประโยชน์ของการได้รับออกซิเจน
ให้เวลาผู้ปุวยในการพูดคุย สัมผัสผู้ปุวยบ้างและรีบไปดูแลทันทีเมื่อผู้ปุวยขอความ ช่วยเหลือ
ความปลอดภัยขณะผู้ป่วยได้รับออกซิเจน
ข้อควรปฏิบัติและต้องคำนึงถึง
อาจเกิดการทำลายเนื้อเยื่อในปอด
อาจเกิดอันตรายกับดวงตา (retrolental fibroplasias)
อาจทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและเกิดการระคายเคืองได้
อาจเกิดการหยุดหายใจ ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
อาจเกิดการติดเชื้อโรคแทรกซ้อน
อาจเกิดอุบัติเหตุจาการเกิดไฟไหม้หรือการระเบิด
หลักปฏิบัติในการให้ออกซิเจนชนิดต่าง ๆ
ประเมินสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัว
ใส่ flow meter กับแหล่งที่มาของออกซิเจนที่มาจากชนิดผนัง
ล้างมือให้สะอาด สวมmask เพื่อปูองกันการนำเชื้อเข้าสู่ผู้ป่วย
ต่อกระบอกความชื้นที่ใส่น้ำกลั่นปลอดเชื้อ
ปรับระดับลูกลอยใน flow meter
หมุนปุุมเปิด flow meter ปรับอัตราการไหลของออกซิเจนทิ้งไว้ 1 – 2 นาที
ให้ nasal cannula
ทำความสะอาดช่องจมูกทั้งสองข้าง และทุก 8 ชั่วโมงเพื่อให้ช่องจมูกโล่ง
สวมเขี้ยวเข้าในช่องจมูกทั้ง 2 ข้างโดยให้ส่วนโค้งแนบไปกับโพรงจมูก
ให้ mask
simple mask ครอบหน้ากากบริเวณสันจมูกและปากให้แนบสนิท
ชนิดมีถุง เปิดออกซิเจนไหลผ่านถุง 10 -20 ลิตร/ นาที
ให้ oxygen hood (oxygen box)
ต่อท่อออกซิเจนเข้ากับกล่อง
วางครอบเฉพาะศีรษะและไหล่ ระวังไม่ให้สายอยู่ใกล้หน้าเด็ก
ให้ T- piece ให้ปฏิบัติ
ควรดูดเสมหะออกก่อนเพื่อให้ออกซิเจนไหลผ่านหลอดลมคอได้สะดวก
ต่อสาย T – piece ครอบท่อหลอดลมคอ
ลงบันทึกทางการพยาบาล
กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
การประเมินภาวะสุขภาพ (Health assessment)
การวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)
ข้อมูลสนับสนุน
การวางแผนการพยาบาล (Planning)
วัตถุประสงค์
เกณฑ์การประเมินผล
การวางแผน
การปฏิบัติการพยาบาล (Implementation)
จัดสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัย
ติดตามผล
ประเมินสภาพผู้ปุวยก่อน
ดูแลส่งเสริม
ให้การพยาบาลด้านจิตใจและจิตวิญญาณ
การประเมินผลการพยาบาล (Evaluation)
ประเมินผลกิจกรรมการพยาบาล
ประเมินผลคุณภาพการบริการ
ประเมินผลลัพธ์การพยาบาล