Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 7 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน และการดูดเสมหะ - Coggle Diagram
บทที่ 7 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับออกซิเจน
และการดูดเสมหะ
ความสำคัญของก๊าซออกซิเจน
ที่มีต่อร่างกาย
การแลกเปลี่ยนก๊าซ
การทำงาน 3 ส่วน
2. ความดันออกซิเจนและ
การขนส่งออกซิเจนสู่เนื้อเยื่อ
เดินทางไปอวัยวะที่ไกลขึ้น ความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดลดลง
เม็ดเลือดแดงจะปล่อยออกซิเจนจำนวนมากขึ้นตามลำดับ
เลือดเป็นตัวกลางการส่งผ่านออกซิเจนสู่เซลล์
ส่วนเม็ดเลือดแดงเป็นถังเก็บออกซิเจนค่อยๆปล่อยออกซิเจนออกมาเรื่อยๆ
เลือดที่ออกจากปอดมีความดันออกซิเจนสูงอยู่ เม็ดเลือดแดงปล่อยออกซิเจนจำนวนน้อยสู่กระแสเลือดส่งไปหาเซลล์ต่างๆ
ออกซิเจนในถุงลมเยอะ ออกซิเจนในเลือดและเม็ดเลือดแดงเยอะตาม
3. การหมุนเวียน
กำจัดจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
กลับไปที่ปอด เพื่อหายใจระบายออก
กลไกการขนส่ง 2 หลัก
การขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์
โดย hemoglobin ในเม็ดเลือดแดง
คาร์บอนไดออกไซด์ไปรวมกับน้ำ เกิดสารประกอบ กรดคาร์บอนิก (H2CO3)
และแตกตัวเป็นไฮโดรเจนไออน (H+) กับไบคาร์บอเนต (HCO3)
1. การทำงานของเม็ดเลือดแดง
ร่างกายมีการทำลายและสร้างเม็ดเลือดใหม่ตลอดเวลา
แต่ละเซลล์เม็ดเลือดแดง จะมีส่วนประกอบที่เป็น Hemoglobin 97 %
Hemoglobin
: จับกับก๊าซเพื่อการขนส่ง แต่ละตัว สามารถจับกับแก๊สได้ 4 โมเลกุล
เม็ดเลือดแดง ขนและส่งก๊าซในระบบหมุนเวียน
มีอายุขัยประมาณ 120 วัน
ทำให้เกิดการซึมผ่านเยื่อเลือกผ่านที่ผนัง
ของถุงลมและหลอดเลือด และเข้าไปในเลือด
ความเข้มข้นที่ต่างกันของก๊าซ
ระหว่างบรรยากาศและในเส้นเลือด
ปัจจัยที่มีผลต่อการ
ได้รับออกซิเจนของบุคคล
หากผิดปกติ ร่างกายรับออกซิเจนไม่พอ ส่งผลให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
คาร์บอนไดออกไซด์คั่ง เกิดพิษของคาร์บอนไดออกไซด์
ร่างกายรับออกซิเจนไม่เพียงพอ
กับความต้องการของร่างกาย
ความเครียด เกิดภาวะนอนไม่หลับ หายใจถี่ขึ้น ต้องการออกซิเจนมากขึ้น
อาหารมีไขมันมาก จะมีปริมาณออกซิเจนน้อย
เวลาทานจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลง
ออกกาลังกายหนัก ร่างกายต้องการออกซิเจนมากกว่าปกติ
ทำให้รับออกซิเจนไม่ทั่วถึงและเพียงพอ ทำให้เหนื่อยเร็ว อ่อนล้า
ผู้สูงอายุ เช่น ระบบการหมุนเวียนเลือดและหัวใจ ความสามารถรับออกซิเจนน้อยลง
อยู่ที่ที่มีมลพิษสูง อากาศมีออกซิเจนลดลง ร่างกายได้รับสารพิษจากอากาศ
ทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นเพื่อขจัดสารพิษ
การเดินทาง/อาศัยในที่สูง มีความหนาแน่นของอากาศลดลงออกซิเจนมีระดับต่ำกว่าปกติ ร่างกายได้ออกซิเจนน้อยกว่าปกติ
การดื่มแอลกอฮอล์ เกิดผลเสียแบบเฉียบพลับและเรื้อรัง
ส่งผลต่อตับ สมอง/หัวใจและหลอดเลือด
แบบเฉียบพลัน
50 mg% กระทบต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย
200 mg% เกิดอาการสับสน
ปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด
30 mg%
เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ มีอาการร่าเริง
มากกว่า 400mg% ระบบสมองรับออกซิเจนน้อยลง
ระบบหัวใจและหลอดเลือดมีการสูบฉีดเลือดลดลง เกิดอาการหมดสติ และตายได้
การสูบบุหรี่ การรับออกซิเจนน้อยลง หลอดเลือดมีคาร์บอนไดออกไซด์มาก
สูบนาน เกิดอาการพร่องออกซิเจนมากขึ้น
เลือดเปนตัวนำเข้าสู่กระบวนการออกซิเดชันในเนื้อเยื่อและนำคาร์บอนไดออกไซด์
เข้ากระแสเลือดกลับไปปอดและปลอยออกภายนอกโดยการหายใจออก
นำอากาศจากภายนอก ผ่านโครงสร้างของทางเดินหายใจภายนอกและในเข้าสู่ปอด
ผ่านกลไกการควบคุมทางระบบประสาทและควบคุมทางเคมีเกิดการหายใจเข้าและออก
การประเมินภาวะพร่องออกซิเจน
การประเมินสภาพร่างกาย
การประเมินการตรวจ
ทางห้องปฏิบัติการ
: การเจาะเลือด
ระดับค่าก๊าซในหลอดเลือดแดง
(Arterial blood gas: ABG)
ความสามารถของ Hemoglobinในการจับออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ และนำ CO2 ออกจากเซลล์ ประกอบด้วย pH, PaCO2, PaO2, HCO3, และ SaO2
pH ตัวชี้วัดความเป็นกรดด่างของร่างกาย
ค่าปกติ 7.35-7.45 ต่ำกว่า7.35 = กรด และค่าสูงกว่า 7.45 = ด่าง
ตรวจเพื่อหาประสิทธิภาพการทำงานของปอด
เพื่อประเมินความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซ และการหายใจ
PaCO2 วัดความดันของ CO2 ในเลือด
ถ้าระดับของ CO2 ในเลือดสูงเพิ่มขึ้นอัตราการหายใจจะเร็วขึ้น
เพื่อให้ปอดสามารถขับ CO2 ที่คั่งออก ค่าปกติอยู่ระหว่าง 35-45 mmHg
PaO2 ตัวบ่งชี้ปริมาณของ O2 ในเลือดที่จับกับ Hemoglobin
ค่าปกติ 80-100 mmHg การแปลผลภาวะขาดออกซิเจน 3 ระดับ
Moderate hypoxemia : PaO2 มีค่าระหว่าง 40 - 60 mmHg
Severe hypoxemia : PaO2 มีค่าน้อยกว่า 40 mmHg
Mild hypoxemia : PaO2 มีค่าระหว่าง 60 – 80 mmHg
HCO3 วัดค่าความเข้มข้น HCO3- ในเลือด
บอกการทำงานของไต ค่าปกติอยู่ระหว่าง 18-25 mEg/L
SaO2 ค่าเปรียบเทียบระหว่าง Hemoglobin ที่มี O2 ที่อิ่มตัว
กับความสามารถสูงสุดของ Hemoglobin ที่จับกับ O2 ได้ ค่าปกติอยู่ระหว่าง 97-100 %
การแปลผลภาวะระบบทางเดินหายใจเป็นกรดเฉียบพลัน
ค่า pHต่ำกว่าปกติ ค่า PaCO2 สูงกว่าปกติ ส่วนค่า HCO3 ปกติ
อาการแสดง
คือ hypoventilation ง่วงเหงาหาวนอน ความรู้สึกลดลง หัวใจเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะ
การแปลผลภาวะระบบทางเดินหายใจเป็นด่างเฉียบพลัน
ค่าpH สูงกว่าปกติ ค่าPaCO2 ต่ากว่าปกติ ส่วนค่า HCO3 ปกติ
อาการแสดง
คือ Hyperventilation หัวใจเต้นเร็ว ประสาทสัมผัสเปลี่ยน ชา หมดความรู้สึก
การแปลผลภาวะการเผาผลาญเป็นกรดเฉียบพลัน
ค่า pH และค่าHCO3 ต่ำกว่าปกติ ส่วนค่า PaCO2 ปกติ
อาการแสดง
คือ ปวดศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย ประสาทสัมผัสเปลี่ยน สั่นกระตุก ชัก
การแปลผลภาวะการเผาผลาญเป็นด่างเฉียบพลัน
ค่า pHและค่า HCO3 สูงกว่าปกติ ส่วนค่า PaCO2 ปกติ
อาการแสดง
คล้ายกับ metabolic acidosis แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะ
ค่าการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด
(Arterial oxygen saturation)
ค่าการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดปกติอยู่ระหว่าง 98 - 99%
หากวัด SPO2 ได้น้อยกว่า 90% ต้องรับการรักษา ยกเว้นผู้ป่วย COPD
ใช้ pulseoximeter อวัดร้อยละของฮีโมโกลบินที่จับกับออกซิเจน (oxyhemoglobin) ต่อปริมาณฮีโมโกลบินทั้งหมดในเลือด
การตรวจหาระดับฮีโมโกลบิน
(Hemoglobin: Hb)
ค่าฮีโมโกลบินปกติในผู้หญิง11.5 – 16.5 gm %
และในผู้ชาย 13.0 - 18 gm %
สาเหตุของ hypoxia
และ hypoxemia
โรคเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดแดงน้อย เช่น ภาวะโลหิตจาง
ระบบเผาผลาญเมตาบอลิซึมผิดปกติต่างๆ
ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจชนิดต่างๆ
ระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ
การบาดเจ็บของสมองและได้รับยาที่กดการหายใจ
ระบบทางเดินหายใจ เช่น การอุดกั้น การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ
ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดโดยเฉพาะ การผ่าตัดส่วนอกและช่องท้อง
การประเมินสภาพร่างกาย
ใช้เทคนิคการสังเกตลักษณะทั่วไป
3.ระบบประสาทส่วนกลาง
ความรู้สึกตัวของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงกระสับกระส่าย สับสน ปวดศีรษะ (เนื่องจากหลอดเลือดสมองขยายตัว)
เพ้อ หมดสติ/ชัก
4.ระบบผิวหนัง
ระยะแรก ผิวหนังเย็น ซีด ร่างกายตอบสนองต่อภาวะพร่องออกซิเจน
โดยหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง
เลือดที่เลี้ยงผิวหนัง ไต ปอด เพราะต้องการ
ออกซิเจนน้อยกว่า และทนต่อการขาดออกซิเจนได้
ต่อมาพบอาการเขียวคล้ำ บริเวณริมฝีปาก
เล็บมือเล็บเท้า และเสียชีวิตในที่สุด
2.ระบบหัวใจและหลอดเลือด
ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
ในระยะแรก เพื่อปรับชดเชย
ระยะต่อมาหัวใจเต้นผิดจังหวะ บีบตัวช้าลง เจ็บหน้าอก และหัวใจหยุดเต้นในระยะสุดท้าย
5.ระบบทางเดินอาหาร อาการคลื่นไส้ อาเจียนในระยะแรก
1.ระบบทางเดินหายใจ
กระสับกระส่าย การหายใจไม่สม่ำเสมอ เมื่อหายใจเข้ามีเสียงดัง
และหายใจหอบสังเกตจากปีกจมูกบานและ air hunger
ใช้กล้ามเนื้อซี่โครงและไหล่ช่วยในการหายใจ
เมื่อเกิดการขาดออกซิเจนระดับรุนแรงจนหยุดหายใจในที่สุด
เซลล์พร่องออกซิเจนอย่างอ่อน
อาการหายใจไม่สะดวก หายใจลาบากเมื่อนอนราบ
การประเมินสัญญาณชีพ คือ
Temperature: T , Pulse: P ,
Respiration: R และ Blood pressure: BP
สาเหตุและการพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ
อาการไอ
กลไก
ป้องกันกำจัดเชื้อโรค เสมหะ/สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ
ตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งผิดปกติในทางเดินหายใจ
เริ่มจากสิ่งกระตุ้นตัวรับสัญญาณการไอ/สารระคายเคือง
ในบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนและล่าง เช่น ช่องหูและเยื่อบุแกวหู จมูก
ตัวรับสัญญาณการไอบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจและกระเพาะอาหาร กระตุ้นผ่านทางเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 (vagus nerve) เป็นหลักไปที่ศูนย์ควบคุมการไอในสมองบริเวณเมดุลลา
ควบคุมลงมายังกล้ามเนื้อและอวัยวะการหายใจ เช่น หลอดลม เกิดการตีบแคบเกิดอาการไอขึ้น
สาเหตุของการไอ
ฝุ่น ควัน สารเคมี อาหาร/น้ำที่สำลักเข้าไป
ความร้อน - เย็นของอากาศ ทำให้ไอมากขึ้น
การอักเสบ/บวมบริเวณทางเดินหายใจ
ไอมากกว่า 2 สัปดาห์ หลอดลมอักเสบ
จมูกและไซนัสอักเสบเรื้อรัง หอบหืด
ไอน้อยกว่า 2 สัปดาห์ ไข้หวัด
ติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง
ลักษณะของอาการไอ
ไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ เช่น ไอเนื่องจากมีฝุนละอองมาก
ไอมีเสมหะ เป็นหนองเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินลมหายใจ
เช่น โรคปอดบวม และไม่เป็นหนอง เช่น โรคหอบหืด
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีอาการไอ
ดูแลความสะอาดของปาก ฟัน และสิ่งแวดล้อม
เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
กระตุ้นให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ และปริมาณมากเพื่อให้เสมหะอ่อนตัว
ถ้าไอมีเสมหะให้สังเกต บันทึกจำนวน
ลักษณะ สี และกลิ่นของเสมหะด้วย
กระตุ้นให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เสมหะที่ค้างในปอดเคลื่อนออกมาได้ง่าย
สังเกตและบันทึกลักษณะ เสียง ความถี่ และระยะเวลาของการไอ
สอนการไออย่างมีประสิทธิภาพ ให้นั่ง/นอนยกศีรษะสูง (Fowler’s position)
และหายใจเข้าลึกๆ เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องกลั้นหายใจสักครู่ ไอออกมาอย่างแรง
ประเมินประสิทธิภาพการไอ
ลักษณะไอแห้งๆ/มีเสมหะ โดยการฟังเสียงไอ
ดูแลให้ยา บรรเทาอาการไอตามแผนการรักษาของแพทย์
Hemoptysis
เลือดออกจากทางเดินหายใจตั้งแต่
กล่องเสียงลงไป ไม่รวมเลือดกำเดา
มีปริมาณเลือด คือ มากกว่า 2 มิลลิลิตรขึ้นไป
และต้องแยกออกจากการอาเจียนเป็นเลือด
อาการไอเป็นเลือดที่รุนแรง คือ การมีเลือดออกครั้งละ
เกิน 200 ml. / 800 – 1,000 ml. ในระยะเวลา 24 –48 ชั่วโมง
ชนิดของการไอเป็นเลือด
ไอจนมีเลือดปนออกมา
พบในโรคมะเร็งของหลอดลม/วัณโรคปอด
ไอจนมีเลือดออกเป็นสาย แต่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน
พบโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง/มะเร็งหลอดลม
ไอจนมีเลือดสดออกมา พบในวัณโรคปอด
ไอจนมีเสมหะสีคล้ายสนิม
จากมีเลือดเก่าๆปนออกมาพบในวัณโรคปอด
สาเหตุ
การอักเสบ ไออย่างรุนแรง/มีแผลในคอ
กล่องเสียง หลอดลมใหญ่ และในเนื้อปอด
เนื้องอก และมะเร็ง
อุบัติเหตุ
ความผิดปกติของหลอดเลือดและโรคปอดต่างๆ
เช่น หลอดเลือดที่เลี้ยงปอดอุดตัน
การพยาบาลผู้ป่วย
ประเมินชีพจร หายใจ และความดันโลหิต
เพื่อประเมินอาการเปลี่ยนแปลงและความรุนแรง
ถ้าเสียเลือดมาก อาจให้เลือด
และเฝ้าระวังการแพ้เลือดที่อาจเกิดขึ้นได้
ให้ผู้ป่วยพักผ่อนและให้การหายใจเคลื่อนไหวน้อยที่สุด
ผู้ป่วยอาจตกใจมาก มีอาการหายใจเร็วขึ้น
ให้กำลังใจ และดูแลจนผู้ป่วยควบคุมตนเองได้
Hiccup การสะอึก
หายใจเอาอากาศเข้าไปก่อนและจะหยุดหายใจเข้าทันที
ปากหลอดลมจะปิด ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้น
เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ และหายไปได้เอง หากสะอึกนานและบ่อยต้องหาสาเหตุจากโรคของอวัยวะควบคู่
การหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อ
ระหว่างช่องปอดและช่องท้อง เกิดขึ้นเองไม่สามารถควบคุมได้
สาเหตุ
เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของกระเพาะอาหารทันที
เช่น ดื่มเครื่องดื่มเย็นจัด/กินอาหารร้อนจัด
ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง
กินอิ่มมากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มทำให้เกิดแก๊ส (Carbonate) ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การสะอึกต่อเนื่อง/สะอึกที่ควบคุมรักษายาก
ภาวะหลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร/ในช่องท้อง
หรือหลังจากการใช้ยาสลบ
พยาธิสภาพของโรค เช่น โรคทางสมอง
การพยาบาลผู้ป่วย
แนะนำให้หายใจเข้าออกในถุงปิด
เพื่อเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
แนะนำให้กลั้นหายใจเป็นพักๆ
ให้ชิมของเปรี้ยวจัด เช่น น้ำมะนาว
ใช้เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ
เช่น ชวนคุยในเรื่องที่สนุกตื่นเต้น
ให้ดมสารที่มีกลิ่นฉุน เช่น แอมโมเนีย
ดูแลความปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อม
เช่น ถือแก้วน้ำแล้วหลุดออกจากมือขณะสะอึก
Dyspnea
อาการหายใจลำบาก
คนที่หายใจเร็ว tachypnea ไม่จำเป็นต้องมีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย เช่น การหายใจเร็วจากการออกกาลังกาย
สาเหตุ
หัวใจ เช่น การทางานของหัวใจไม่ดี กล้ามเนื้อบางส่วนของหัวใจตายทำให้การควบคุมการหายใจไม่ดี เช่น โรคไขสันหลังอักเสบ
ทางเดินหายใจ เช่น ทางเดินหายใจอุดกั้น
ประสาท ทำให้การควบคุมการหายใจไม่ดี
เช่น โรคไขสันหลังอักเสบ
ใช้ความพยายาม/แรงในการหายใจ
ไม่มีความสัมพันธ์กับความเร็วของการหายใจ
มีเสียง wheeze ร่วม เนื่องจาก หดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม
ทำให้ผู้ป่วยหายใจเข้าออกไม่สะดวก พบได้ในโรคหืด/หลอดลมอักเสบ
การพยาบาลผู้ป่วย
ให้ยาขยายหลอดลม/ขับเสมหะ ตามแผนการรักษา
และให้ออกซิเจนชนิดละอองฝอยเพื่อหายใจสะดวก
ฝึกให้หายใจและไออย่างมีประสิทธิภาพ ห่อริมฝีปาก
ช่วยให้ทางเดินหายใจไม่ปิดในขณะหายใจออกอากาศจะค้างในปอดน้อยลง
ระยะเวลาหายใจออกมากขึ้น และช่วยให้เสมหะที่อยู่ในปอดส่วนลึกๆขับออกมาง่าย
ดูแลประคับประคองด้านจิตใจประเมินสัญญาณชีพ
ตามความเหมาะสม ทุก 1 - 2 ชั่วโมง
ให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง และให้ออกซิเจนร่วมด้วย
เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube: ET)
Chest pain
อาการเจ็บหน้าอก
สาเหตุ
เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ตรงบริเวณหัวใจ และเจ็บตลอดเวลา
หัวใจ เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงหัวใจโคโรนารีตีบแคบ
แน่นหน้าอกบริเวณกระดูก sternum เจ็บมากเมื่อออกกาลังกาย
เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เจ็บบริเวณที่มีอาการอักเสบ และเจ็บมาก
เมื่อเวลาหายใจเข้าลึกๆ/เวลาไอ ทำให้ผู้ป่วยต้องหายใจตื้นๆ
หลอดลมอักเสบ แน่นหน้าอกบริเวณหลังกระดูก
เจ็บตลอดเวลา และเจ็บมากเมื่อเวลาไอ
กล้ามเนื้ออักเสบ เจ็บเฉพาะที่ และเจ็บเมื่อใช้มือกดที่บริเวณนั้น
เส้นประสาท เช่น โรครากประสาทสันหลัง
ปวดร้าวไปตามแขนงของประสาท intercostal nerve
อยู่ตามแนวกระดูกซี่โครง และปวดตลอดเวลา พบในโรคงูสวัด
การพยาบาลผู้ป่วย
ประเมินหาสาเหตุของอาการ ถ้าเป็นอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจ
เช่น myocardial infarction มีอันตรายกว่าการเจ็บหน้าอกจากระบบหายใจมาก
จัดเตรีมอุปกรณ์การให้ออกซิเจน
และพิจารณาให้ออกซิเจนแก่ผู้ปุวย
สังเกตอาการ ถ้ามีอาการเจ็บปวดที่เยื่อหุ้มปอด ให้นอนตะแคงทับด้านที่เป็น ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา
บทบาทพยาบาล
ในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
อาการและอาการแสดง
ของภาวะขาดออกซิเจน
แสดงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปและอัตราการเต้น
ของชีพจรเร็วขึ้น ขั้นรุนแรง และพบ bradycardia
ช่วงแรกอัตราการหายใจเร็วและลึก
ระยะต่อมา เปลี่ยนเป็นหายใจสั้นและตื้น
ความอ่อนเพลีย เหนื่อยล้าเพิ่มขึ้น
และวิงเวียนศีรษะคล้ายบ้านหมุน
ความดันโลหิตลดลงและหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ระดับการมีสมาธิลดลงและระดับความรู้สึกตัวลดลง
วิตกกังวล และกระสับกระส่าย
มีภาวะซีดและเขียวคล้ำ
กรณีเป็นภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง พบนิ้วปุูม
อาการหายใจลาบาก
วัตถุประสงค์
เป็นการลดอาการขาดออกซิเจนเรื้อรัง
โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งฟอง
ช่วยการทำงานของระบบทางเดินหายใจ หัวใจ
และระบบการไหลเวียนโลหิตและหลอดเลือดจากภาวะพร่องออกซิเจน
รักษาภาวะพร่องออกซิเจน ออกซิเจนในเลือดต่ำ
โดยวิธีการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในถุงลมปอด และกระแสเลือด
ข้อชี้บ่งของ
การให้ออกซิเจน
เกิดภาวะบาดเจ็บขั้นรุนแรง
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะ hypoxemia ตามมา
หลังได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว เช่น ผู้ป่วยหลังโดนไฟไหม้
การให้ออกซิเจนเป็นเวลาช่วงสั้นๆ ในการทำผ่าตัด เช่น หลังการดมยาสลบ
มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือด คือ มีภาวะPaO2 < 60 mmHg / SaO2 < 90 %
เมื่อหายใจเข้าในบรรยากาศปกติ
ข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อน
ที่อาจเกิดขึ้น
4.ขณะผ่าตัดด้วยวิธีเลเซอร์ในทางเดินหายใจ
ควรจำกัดความเข้มข้นของออกซิเจนที่ใช้ในต่ำที่สุด
ควรระวังการให้ความชื้นร่วมกับออกซิเจนโดยเฉพาะการให้ความชื้นแบบ nebulizer เพิ่มภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจได้
3.ควรระวังการให้ออกซิเจนในผู้ป่วยที่ได้รับพิษจาก paraquat เช่น ยาฆ่าหญ้า
เข้มข้นระดับสูงของออกซิเจน บริเวณที่เกิดไฟไหม้
จะทำให้ขบวนการติดไฟเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น
ภาวะปอดแฟบอละออกซิเจนเป็นพิษ/กด cilia กำจัดสิ่งแปลกปลอม
ในทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดขาว
FiO2 ความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนขณะหายใจเข้า
ภาวะกดการหายใจ
ผู้ป่วยที่หายใจเอง
PaO2 ค่าความดันบางส่วนของ
ก๊าซออกซิเจนในหลอดเลือดแดง
ค่า PaO2 ≥ 60 มม.ปรอท ที่ค่าPaCO2 สูงกว่าภาวะปกติ
PaCO2 ค่าความดันบางส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลอดเลือดแดง
การพยาบาลผู้ป่วย
ดูแลทางเดินหายใจ
โดยท่าทางเดินหายใจ
ดูดเสมหะที่ค้างตามท่าทางเดินหายใจเป็นระยะๆ
สอนการไออย่างถูกวิธี เพื่อให้ระบายเสมหะ
ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดท่านอน-นั่ง ให้รู้สึกสบาย และปอดขยายได้เต็มที่
กระตุ้นให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
ความสะอาดของจมูกและ
ปากบ่อยๆ/ทุก 2 - 3 ชั่วโมง
ทาริมฝีปากด้วย กลีเซอรีน บอแรกซ์
และทำความสะอาดช่องจมูก
ดูแลความสะอาดบริเวณหน้า โดยเฉพาะที่ได้รับ Oxygen mask จะมีเหงื่อออกมาก ควรเช็ด mask และทาแป้งให้บ่อยๆ
ให้จิบน้ำบ่อยๆและถ้าเจ็บคอ ให้ล้างปากด้วยน้ำยา
หมั่นตรวจดูอุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจน
ขวดทำความชื้นมีน้ำอยู่พอเหมาะไม่มาก/น้อยจนเกินไป
ออกซิเจนไม่รั่วจากขวดทาน้ำกลั่นที่ทำความชื้น
ตรวจดูสายยาง ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
ไม่เลื่อนหลุดจากที่รอยต่อต่างๆ
ถ้าเป็นออกซิเจนถัง จะต้องให้มีออกซิเจนอยู่เสมอ ดูจากที่หน้าปัดบอกระดับของออกซิเจน ถ้าเหลือ 1/3 ของถัง เตรียมถังใหม่ได้ทันที
เปลี่ยนและนำอุปกรณ์การใช้ออกซิเจน ทำความสะอาดและให้ปลอดเชื้อ
ถ้าให้ออกซิเจนจากระบบ pipeline ที่มีรูเปิดสำหรับเสียบ flow meter
จะต้องดูให้ flow meter เสียบเข้าที่
ดูแลด้านจิตใจ ลดความวิตกกังวล
ของผู้ป่วยและญาติ
แนะนำ อธิบายให้ผู้ป่วยยรู้จักเครื่องมือต่างๆได้ง่าย
และดูแลควบคุมอัตราการไหลของออกซิเจน
สนใจ รับฟังความต้องการของผู้ปุวยอย่างจิงจัง
และให้เวลาผู้ปุวยในการพูดคุย
บอกประโยชน์ของการได้รับออกซิเจน
และชำนาญในการใช้เครื่องมือ
หมั่นสังเกตและประเมิน
ภาวะของผู้ป่วยเกี่ยวกับ
ระดับความรู้สึกตัวและวัดปริมาตรหายใจเข้า-ออกต่อครั้ง
ติดตามผลค่าก๊าซให้ออกซิเจน
ความผิดปกติของสีผิว ดูลักษณะบริเวณริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้า
ตรวจวัดสัญญาณชีพ ดูลักษณะ และอัตราเร็ว
ของการหายใจ ความดันโลหิตและชีพจร
เทคนิคการพยาบาลที่เกี่ยวข้อง
ในการให้ออกซิเจนแบบต่าง ๆ
อุปกรณ์และวิธีการให้
ออกซิเจนเพื่อการรักษา
บทบาทกึ่งอิสระของพยาบาล ได้แก่ การให้ออกซิเจนผ่านทาง
ท่อช่วยหายใจ การให้ทางหลอดลมจากการเจาะคอ และเครื่องช่วยหายใจ
การให้ออกซิเจนชนิดเขี้ยวทางจมูก
และการให้ออกซิเจนชนิดหน้ากาก
ระบบการให้ออกซิเจน
ระบบการไหลของออกซิเจนชนิดต่ำ
(Low flow system)
1. การให้ออกซิเจนชนิดเขี้ยว
(nasal cannula)
จะได้ออกซิเจนร้อยละ 30 – 40 ในขณะที่
ปรับอัตราการไหลของออกซิเจน 4 – 6 ลิตร/ นาที
ข้อดี
ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำรับประทานอาหาร ได้โดยไม่ต้องปลดสายออก
ไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดหรือราคาญมากนักและติดต่อสารกับผู้อื่นได้สะดวก
ให้ออกซิเจนทางจมูก วิธีนี้ผู้ป่วยจะได้รับ
ออกซิเจนที่มีความเข้มข้นต่า
ข้อเสีย
ปรับสายรัดรอบศีรษะของผู้ปุวยให้พอเหมาะปรับอัตราไหลของออกซิเจน และเฝ้าระวังการเกิดแผลกดทับบริเวณใบหูที่กดกับสายยาง
การระคายเคืองช่องจมูกทั้งสองข้าง ทำให้เยื่อบุจมูกบวมและมีน้ำมูกออกมาอุด
ทำให้ท่อตันได้ จึงควรทาความสะอาดท่อและรูจมูกทุก 8 ชั่วโมง
2. การให้ออกซิเจนทางหน้ากาก
(mask)
Simple mask
เป็นชนิดที่ให้ออกซิเจนความเข้มข้นร้อยละ 40-50 การปรับอัตราไหลของออกซิเจน 5 – 8 ลิตร/ นาที
Reservoir bag
(partial rebreathing mask)
ออกซิเจนจากเครื่องจะไหลเข้าถุง การหายใจครั้งแรกจะเป็นออกซิเจนบริสุทธิ์เมื่อหายใจออกคาร์บอนไดออกไซด์จะไหลกลับเข้าในถุงประมาณ 1/ 3 ของความจุของถุงไปผสมรวมกับออกซิเจนในถุง
ให้ความเข้มข้นสูงกว่าร้อยละ 60 – 90
หายใจเข้าครั้งต่อไปจะทำให้ได้ออกซิเจนผสมกัคาร์บอนไดออกไซด์ และออกซิเจน เข้าสู่ร่างกายส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหลือจะขับออกทางรูด้านข้างของ mask
เปิดออกซิเจนเข้าในหน้ากาก วิธีนี้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เพราะจะได้รับออกซิเจนที่มีความเข้มข้นสูง
Non rebreathing mask
รูระบายอากาศส่วนหน้ากากลักษณะเป็นลิ้นไหลทางเดียว ทั้ง 2 ข้าง
เพื่อให้อากาศไหลออกสู่ภายนอกอย่างเดียวไหลเข้าไม่ได้
ระหว่างหน้ากากกับถุงมีลิ้นกั้นไม่ให้คาร์บอนไดออกไซด์จาก
ลมหายใจออกเข้าถุงสำรอง และถูกผลักออกทางรูระบายอากาศด้านข้าง แต่ยอมให้ออกซิเจนไหลเข้าถุงสารองขณะหายใจเข้า
เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการออกซิเจนบริสุทธิ์ใน
ความเข้มข้นสูง/ในผู้ปุวยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลว
ข้อเสีย ไม่ควรให้ติดต่อกันนาน ออกซิเจนที่ความเข้มข้นสูงมีผลต่อ
ระบบทางเดินหายใจ ทำให้ขนกวัดถูกทาลาย สารลดแรงตึงผิวในปอดถูกทำลายเกิดปอดแฟบ
ระบบการไหลของออกซิเจนชนิดสูง
(High flow system
การให้ออกซิเจนชนิด croupette tent
ให้ออกซิเจนที่ครอบตัวผู้ปุวยลักษณะคล้ายเต็นท์
อุณหภูมิในเต็นท์ต้องไม่ต่ากว่าอุณหภูมิห้อง 10 – 15˚ F
ข้อเสีย ออกซิเจนหนักกว่าอากาศจึงทำให้ตกบนที่นอน
พร้อมความชื้น ร่างกายผู้ป่วยชื้น ต้องหมั่นเปลี่ยนอุปกรณ์ที่นอน
การให้ออกซิเจนทางท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube: ET)
ใส่ท่อเข้าไปในหลอดลม ต่อเข้ากับเครื่องช่วยหายใจ
การให้ออกซิเจนทางท่อหลอดลม
(tracheostomy collar)
คล้ายหน้ากากคล้องไว้กับคอ ครอบบนท่อเจาะหลอดลมคอ
ออกซิเจนจะไหลเข้าทางรูเปิดขณะหายใจเข้า มี corrugated tube
เพื่อให้ได้ความชื้นแบบละอองฝอย ออกซิเจนที่ได้จะไม่แห้ง
การให้ออกซิเจนชนิด hood /oxygen box ครอบศีรษะและไหล่เด็ก
เป็นกระโจมให้ออกซิเจนมีท่อนำออกซิเจนเข้าภายใน อัตราการไหลของออกซิเจน
10 - 12 ลิตร/ นาที ความเข้มข้นของออกซิเจนที่ได้ร้อยละ 60 – 70
การให้ออกซิเจนชนิดT- piece
ลักษณะเป็นท่อสายลูกฟูก "corrugated tube"
สวมยึดติดกับท่อเจาะหลอดลมคอ ให้
ให้ความชื้นสูงไอน้ำอาจเกาะเป็นหยดน้ำไหล
สู่ท่อหลอดลมคอได้
ระบบให้ความชื้น
(Humidification)
ชนิดละอองโต (Bubble)
ให้ความชื้นในส่วนต้นของทางเดินหายใจ 30 – 40 %
สายให้ก๊าซมีขนาดเล็ก น้ำจะปุดเป็นฟองเมื่อเปิดให้กับผู้ปุวย
ใช้กับ oxygen cannula, simple face mask,
partial rebreathing mask
ชนิดละอองฝอย (Jet)
สายให้ออกซิเจนมีขนาดใหญ่และเป็นลูกฟูก (corrugated)
ได้แก่ croupette tent, oxygen box (hood) ,
Tpiece,และtracheostomy collar
ให้ความชื้นในทางเดินหายใจที่อยู่ลึก
เหมาะกับผู้ป่วยที่มีเสมหะเหนียว
แหล่งให้ออกซิเจน
(Oxygen source)
ถังบรรจุออกซิเจน
ช่วยกำหนดอัตราการไหลของก๊าซออกซิเจนและควบคุมค่าแรงดัน
ของก๊าซในถังออกซิเจนให้ลดลงเหลือเท่ากับค่าแรงดันที่ต้องการใช้จริง
มีอุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลของก๊าซ
ระบบท่อ
มีอุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลของก๊าซ
ควบคุมอัตราการไหลของก๊าซออกซิเจน
ให้ออกมาถูกต้องตามที่ต้องการ
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริม
การได้รับออกซิเจน
การจัดท่าผู้ป่วย
ภาวะที่มีออกซิเจนในเซลล์ต่ำ จัดท่าศีรษะสูง
(highfowler’s position) ปอดขยายตัวเต็มที่และมีปริมาณอากาศเพิ่มมากขึ้น
ผู้ป่วยที่หายใจลำบาก นอนราบไม่ได้ ควรจัดท่า orthopnea position ท่าศีรษะสูง
ต้องอยู่ในท่านั่งใช้หมอน 3 – 4 ใบ วางซ้อนกันและตัวผู้ปุวยฟุบพาดโต๊ะ
การบริหารการหายใจ
การหายใจ ใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง(diaphragmatic breathing)
ทำได้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการหายใจเรื้อรังและเฉียบพลัน
การหายใจโดยการห่อปาก (pursed - lip breathing)
ช่วยลดการคั่งของอากาศในถุงลม รักษาความดันบวกในการหายใจ
หลอดลมขยายตัวนานกว่าปกติ ช่วยให้อากาศออกจากถุงลมปอดได้มากขึ้น
การหายใจเข้าลึกๆ (deep breathing) ขยายหลอดลม กระตุ้นการสร้างสารเคลือบ
ภายในปอด และช่วยขยายพื้นที่การแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอด
การดูดเสมหะ (suction)
การเพิ่มความสามารถในการขยายตัว
ของทรวงอกและปอด
การเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่เข้าปอด
ให้ออกซิเจน ชนิดเขี้ยว/ทางหน้ากาก
การช่วยทำให้ทางเดินหายใจโล่ง
การลดความต้องการปริมาณออกซิเจนในร่างกาย
การผ่อนคลายความวิตกกังวล โดยแนะนำการทำสมาธิ/นอนใส่หูฟัง ให้ฟังเพลง
วิธีการดูดเสมหะ
การดูดเสมหะทางจมูก (Nasopharygeal) / ปาก ท่อโค้งสอดใส่เข้าทางรูจมูกผ่านไปถึงโพรงจมูกด้านหลัง
การดูดเสมหะทางท่อช่วยหายใจ (Endotracheal)
ช่วยให้เสมหะที่อยู่ในทางเดินหายใจส่วนล่างออกมาได้ง่าย
เครื่องดูดเสมหะ 1.เครื่องดูดเสมหะชนิดเคลื่อนที่ (mobile suction)
ชนิดติดฝาผนัง (wall suction)
การดูดเสมหะทางปาก
ประเมิน
ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงเสมหะ
สังเกตอาการเหนื่อย หายใจลาบาก
สังเกตแบบแผนและลักษณะการหายใจค่อนข้างแรงมาก
การเตรียมเครื่องใช้
สายหล่อลื่น/น้ำกลั่น และปลายสายดูดเสมหะที่สะอาด
ปราศจากเชื้อ ตามขนาดผู้ป่วย
ท่อต่อและไม้กดลิ้นที่สะอาดและถุงมือสะอาด
เครื่องดูดเสมหะ
ขวดน้ำเกลือใช้ภายนอกขนาด1000 ซีซี
oral airway หรือ nasal airway
วิธีการปฏิบัติ
ล้างสายดูดโดยการดูดผ่านน้ำเกลือใช้ภายนอก
การดูดเสมหะแต่ละครั้งไม่ควรนานเกิน 10 วินาที /ประมาณเวล
าเท่ากับการกลั้นหายใจของผู้ดูดเสมหะ
ดูดเสมหะในบริเวณที่ต้องการจะดูดเสมหะ เป็นแก้ม ใต้ลิ้น และบริเวณด้านหลังของปาก หลีกเลี่ยง บริเวณคอหอยด้านหลัง
อาการแทรกซ้อน
มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น โพรงจมูกอักเสบ
เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจ
แรงกด/ระคายเคืองบริเวณรูจมูกและริมฝีปาก เกิดแผล
สำลักจากการกระตุ้น gag reflex
เกิดความผิดปกติในผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
การเก็บเสมหะ
การเก็บเสมหะส่งตรวจ (Sputum examination)
การตรวจเสมหะแบบเพาะเชื้อ (Sputum culture)
ความปลอดภัย
ขณะผู้ป่วยได้รับออกซิเจน
ข้อควรปฏิบัติและต้องคำนึงถึง
อาจเกิดการทำลายเนื้อเยื่อในปอด ออกซิเจนจะก่อพิษในปอด
การได้รับออกซิเจนความเข้มข้นสูงเป็นระยะเวลานานๆ จะเกิดกับหลอดเลือดหลังเลนส์เปลี่ยนแปลง
ต้องให้ออกซิเจนผ่านน้ำเสมอก่อนเข้าสู่ผู้ป่วย
หยุดหายใจ ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
การเฝ้าระวังในเรื่องการติดเชื้อ
เกิดอุบัติเหตุจาการเกิดไฟไหม้/การระเบิด
หลักปฏิบัติในการให้
ออกซิเจนชนิดต่างๆ
ใส่ flow meter กับแหล่งที่มาของออกซิเจน
และต่อกระบอกความชื้นที่ใส่น้ากลั่นปลอดเชื้อ
ปรับระดับลูกลอยใน flow meterหมุนปุมเปิด flow meter
ปรับอัตราการไหลของออกซิเจนทิ้งไว้ 1 – 2 นาที
ล้างมือให้สะอาด สวมmask ป้องกันการนำเชื้อเข้าสู่ผู้ป่วยและประเมินสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัว เพื่อประเมินอาการผู้ป่วย
กรณีให้ nasal cannula าความสะอาดช่องจมูกทั้งสองข้าง สวมเขี้ยวเข้าในช่องจมูกทั้ง 2 ข้าง
กรณีให้ mask
simple mask ครอบหน้ากากบริเวณสันจมูก
และปากให้แนบสนิท
ชนิดมีถุง เปิดออกซิเจนไหลผ่านถุง 10 -20 ลิตร/ นาที
กรณีให้ oxygen hood (oxygen box)ต่อท่อออกซิเจนเข้ากับกล่อง
วางครอบเฉพาะศีรษะและไหล่ ระวังไม่ให้สายอยู่ใกล้หน้าเด็ก
กรณีให้ T- piece ดูดเสมหะออกก่อน
ต่อสาย T – piece ครอบท่อหลอดลมคอ ลงบันทึกการพยาบาล
กระบวนการพยาบาล
ในการส่งเสริมการได้รับออกซิเจน
การประเมินภาวะสุขภาพ (Health assessment)
การวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)
การวางแผนการพยาบาล (Planning)
การปฏิบัติการพยาบาล (Implementation)
การประเมินผลการพยาบาล (Evaluation)
ประเมินผลกิจกรรมการพยาบาล
ประเมินผลคุณภาพการบริการ
ประเมินผลลัพธ์การพยาบาล