Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยในระยะก่อน-หลังผ่าตัด การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย -…
การพยาบาลผู้ป่วยในระยะก่อน-หลังผ่าตัด
การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย
5.1 การพยาบาลผู้ป่วยก่อนผ่าตัด
5.1.1 การประเมินผู้ป่วยก่อนผ่าตัด
5.1.1.1 การซักประวัติ โดยการสอบถามข้อมูลจากผู้ป่วยและญาติ รวมถึงการทบทวนแฟ้มประวัติของผู้ป่วย ใบส่งตัว หรือใบบันทึกต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สาคัญซึ่งอาจมีผลต่อการผ่าตัด
3) ประวัติการแพ้ยาหรืออาหาร
4) การใช้ยา สารเสพติด การสูบบุหรี่ และดื่มสุรา
2) ประวัติการผ่าตัด และการได้รับยาระงับความรู้สึกก่อนหน้านี้ โดยครอบคลุมถึงวิธีการให้ยาระงับความรู้สึก และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
5) ประวัติของคนในครอบครัวหรือญาติที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้รับยาระงับความรู้สึก ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมที่มีผลต่อการได้รับยาระงับความรู้สึก
1) ประวัติโรคประจำตัว ควรครอบคลุมถึงอาการ ความรุนแรงของโรค
ภาวะแทรกซ้อนของโรค และประวัติการรักษา ยาที่ใช้ประจำ
6) ประวัติเกี่ยวกับโรคของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคลมชัก โรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
5.1.1.2 การตรวจร่างกาย เป็นการประเมินผู้ปุวยเพิ่มเติมจากการซักประวัติ
1) สัญญาณชีพ
2) การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง
3) การตรวจประเมินทางระบบหายใจ
4) การตรวจร่างกายตามระบบ โดยเน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคหรือบริเวณที่จะทำการผ่าตัด
5.1.1.3 การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย สามารถใช้เป็น Screening tests นอกจากนี้จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค
1) ข้อบ่งชี้ของการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษอื่นๆ
2) ข้อแนะนำการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Screening tests)
5.1.2 การเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัด
5.1.2.1 การเตรียมผู้ป่วย ซึ่งระยะเวลาก่อนผ่าตัด หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยเริ่มตระหนักว่ามีบางสิ่งผิดปกติ และแพทย์วินิจฉัยว่าต้องผ่าตัด
1) ด้านร่างกาย ภาวะสมดุลทางด้านร่างกายก่อนผ่าตัดมีความสาคัญเท่าๆ กับความสมดุลทางด้านจิตใจ
(3) ระบบทางเดินปัสสาวะ ต้องประเมินสภาวะของไต
(4) ประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายในการได้รับอาหารที่พอเหมาะ การได้รับอาหารที่ดีมีประโยชน์ที่เพียงพอ และถูกส่วน เพื่อให้ผู้ป่วยทนต่อการผ่าตัดได้ดี
(2) ระบบทางเดินหายใจ ต้องประเมินสภาวะของปอดและหลอดลม ดูการ
ทำงานของระบบทางเดินหายใจ
(5) ภาวะสารน้ำและอีเล็คโทรลัยต์ในร่างกาย ต้องประเมินสภาวะความ
สมดุลของสารน้ำ และอีเล็คโทรลัยต์ในร่างกาย
(1) ระบบหัวใจและหลอดเลือด ต้องประเมินความสามารถในการทำงานของหัวใจ และหลอดเลือด เพื่อดูว่าร่างกายสามารถทนต่อการผ่าตัดได้หรือไม่
(6) การพักผ่อนและการออกกาลังกาย ต้องได้รับการพักผ่อนที่ดี และมี
การออกกาลังกายที่พอเหมาะ
(7) ให้คำแนะนำและข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ป่วยควรทราบเพื่อลดความวิตกกังวล
3) การให้คำแนะนำการปฏิบัติหลังผ่าตัด รวมทั้งการฝึกทักษะการปฏิบัติตัวในระยะหลังผ่าตัด เพื่อทาให้การพักฟื้นหลังผ่าตัดเร็วขึ้น
2) ด้านจิตใจ ผู้ป่วยและครอบครัวส่วนใหญ่จะมีความวิตกกังวลเมื่อรู้ว่าตนเองหรือบุคคลในครอบครัวต้องผ่าตัด
5.1.2.2 การเตรียมผู้ป่วยก่อนวันที่ผ่าตัด
2) การขับถ่าย ถ้าเป็นการผ่าตัดเล็ก หรือการผ่าตัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับอวัยวะในช่องท้อง แพทย์อาจให้สวนอุจจาระหรือไม่ก็ได้ หรือให้รับประทานยาระบายก่อนวันผ่าตัด
3) การเตรียมผิวหนังก่อนผ่าตัด เนื่องจากผิวหนังเป็นแหล่งที่มีเชื้อจุลินทรีย์อาศัยอยู่มาก เพราะเป็นบริเวณที่กว้าง ดังนั้นต้องมีการเตรียมความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัด
1) อาหารและน้ำดื่ม ควรงดอาหารผู้ป่วยก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง สาหรับอาหารเหลวใสให้ได้ 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ถ้าผู้ป่วยปากแห้ง ให้ผู้ป่วยบ้วนปากบ่อยๆ
4) การดูแลสภาพร่างกายทั่วไป
(1) ในคืนก่อนวันผ่าตัด
ให้ผู้ป่วยทำความสะอาดปาก ฟัน ถ้ามีฟันปลอมให้ถอดฟันปลอมออกเพราะขณะที่ดมยากล้ามเนื้อคลายตัว ฟันปลอมอาจหลุดและตกลงไปในหลอดลมได้
ของปลอม ของมีค่าต่างๆ ถอดเก็บไว้ให้ญาติดูแลรักษา
สื่อไฟฟ้าต่างๆ เช่น กิ๊บที่ทำด้วยโลหะ ที่คาดผมที่ทาด้วยโลหะ เป็นต้น ให้ถอดออก เนื่องจากสื่อไฟฟ้าต่างๆ จะทำให้เกิดไฟฟ้าสปาร์คขึ้นขณะทำการผ่าตัด
ไม่ให้ผู้ป่วยแต่งหน้า ทาปาก ทาเล็บ เพราะบริเวณเหล่านี้จะเป็นที่สังเกตอาการเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นอาการแสดงแรกเริ่มของการขาดออกซิเจน
(2) ในเช้าวันที่จะผ่าตัด
ให้ผู้ป่วยทำความสะอาดร่างกาย เปลี่ยนชุดสำหรับใส่เพื่อผ่าตัด และหวีผมเก็บผมให้เรียบร้อย แล้วนอนพักอยู่บนเตียงตลอดเวลาจนกว่าจะไปห้องผ่าตัด
สังเกตภาวะทางอารมณ์ของผู้ป่วย ความกลัวการผ่าตัด เช่น กระวน
กระวาย นอนไม่หลับ เป็นต้น พยาบาลต้องผ่อนคลายความกลัวโดยการอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างง่ายๆถึงวิธีการผ่าตัดและผลของการผ่าตัด ให้ความเชื่อมั่น และมั่นใจ ให้กาลังใจผู้ป่วยถ้าหลังจากอธิบายแล้ว
ผู้ป่วยยังมีความกลัวมากให้รายงานแพทย์ทราบ
สังเกตสภาพร่างกายทั่วไป วัดและบันทึกสัญญาณชีพ อาการของผู้ป่วยลงในใบแบบฟอร์มผ่าตัด และใบแบบฟอร์มบันทึกทางการพยาบาล ถ้าผิดปกติ ให้รีบรายงานแพทย์ทราบ
5) การให้ยาแก่ผู้ป่วยก่อนผ่าตัด แพทย์มักจะให้ยาในคืนวันก่อนผ่าตัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวลและนอนหลับพักผ่อนได้ดี และก่อนผ่าตัดประมาณ 45-90 นาที
6) เตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่พิเศษ เช่น สายใส่จมูกถึงกระเพาะอาหาร ชุดให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เครื่องมือผ่าหลอดเลือด เครื่องดูดเสมหะเครื่องดูดของเหลวจากกระเพาะอาหาร เป็นต้น พยาบาลต้องเตรียมให้พร้อมเพื่อที่จะใช้หรือนาไปห้องผ่าตัด
7) แผ่นบันทึกรายงานต่างๆ ต้องบันทึกให้ครบ และรวบรวมให้เรียบร้อย เพื่อส่งเข้าห้องผ่าตัด อธิบายและให้ผู้ป่วยเซ็นใบยินยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัด
9) การดูแลครอบครัวผู้ป่วย พยาบาลต้องแจ้งให้ครอบครัวทราบถึงเวลาที่ผู้ป่วยจะเข้าห้องผ่าตัด ควรให้ญาติมาดูแล ให้กาลังผู้ป่วย คอยรับผู้ป่วยเมื่อออกจากห้องผ่าตัด
8) การส่งผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด ให้ผู้ป่วยนอนบนรถนอน (Stretcher) ห่มผ้าให้เรียบร้อย ยกไม้กั้นเตียงขึ้น เจ้าหน้าที่ที่เข็นรถนอนต้องเข็นรถด้วยความนุ่มนวล
10) การเตรียมผ่าตัดผู้ป่วยฉุกเฉิน ในรายที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉินจากสาเหตุใดก็ตาม มีการเตรียม
5.2 การพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัด
5.2.1 การประเมินสภาพผู้ป่วย
5.2.1.1 แบบแผนกิจกรรมและการออกกำลังกาย
1) ประวัติโรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีก่อนผ่าตัด
2) การเปลี่ยนแปลงสัญญาณชีพ ซึ่งบ่งบอกการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด โดยการประเมินการหายใจ ความสามารถในการหายใจ
5.2.1.2 แบบแผนอาหารและการเผาผลาญ การประเมินที่สำคัญได้แก่ ประวัติการได้รับและสูญเสียสารน้ำและเกลือแร่ ตั้งแต่ก่อนผ่าตัดจนถึงหลังผ่าตัด
5.2.1.3 แบบแผนการขับถ่าย ควรประเมินในเรื่อง
ลักษณะการเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการขับถ่ายปัจจุบัน เช่น ปัสสาวะออก
น้อยหรือไม่ออกหลังผ่าตัด ปัสสาวะขุ่น ท้องผูก เป็นต้น
การทางานของไต เช่น การประเมินภาวะไม่สมดุลสารน้ำและเกลือแร่ จาก
การเสียหน้าที่ของไต การมีของเสียคั่ง
ประวัติการเสียเลือด สารน้ำทางปัสสาวะ การขับถ่ายที่ปกติก่อนและหลัง
ผ่าตัด
5.2.1.4 แบบแผนการรับรู้และการดูแลสุขภาพ ได้แก่ ประเมินความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับในการผ่าตัดที่เกิดขึ้น ความร่วมมือในการปฏิบัติการรักษาพยาบาล
5.2.1.5 แบบแผนการปรับตัวและการเผชิญกับความเครียดประเมินการรับรู้ และวิธีการเปลี่ยนแปลงความเครียด สังเกตพฤติกรรมตอบสนองต่อความเครียด
5.2.2 กิจกรรมการพยาบาลหลังผ่าตัด
5.2.2.2 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและไหลเวียน ปัญหาด้านระบบไหลเวียนที่พบบ่อยหลังผ่าตัด ได้แก่ การเกิดความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำและภาวะหัวใจเต้น
ผิดปกติ
5.2.2.1 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมการหายใจให้โล่ง และคงไว้ซึ่งการทำงานระบบหายใจภายหลังการผ่าตัดระยะแรก ภาวะพร่องออกซิเจนเป็นภาวะที่พบได้บ่อย
5.2.2.3 การพยาบาลเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด โดยพยาบาลประเมินความเจ็บปวดของผู้ป่วยโดยใช้ Pain scale ดูและให้ได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา
5.2.2.4 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมภาวะโภชนาการของผู้ป่วย เพื่อลดอาการท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดีหลังผ่าตัด
5.2.2.6 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมการหายของแผล
5.2.2.5 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมความสุขสบายและความปลอดภัยของผู้ป่วย
5.2.2.7 การให้คำแนะนำก่อนกลับบ้านสาหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัด
5.3 การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย
การฟื้นฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) หมายถึง การช่วยบุคคลที่ด้อยสมรรถภาพ ทางกายจิตใจ บุคคลที่เจ็บป่วยเรื้อรัง หรือบุคคลที่อยู่ในระยะพักฟื้นได้ตระหนักถึงสมรรถภาพของตนเองที่ยังเหลืออยู่และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการทำงานหรือจุดมุ่งหมายของการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อป้องกันความพิการหรือความด้อยสมรรถภาพที่อาจเกิดขึ้น
5.3.1 การช่วยเหลือผู้ป่วยเคลื่อนไหวบนเตียง
5.3.1.2 ปฏิบัติการพยาบาลในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยบนเตียง
5.3.1.1 การประเมินผู้ป่วย พยาบาลจะให้การช่วยเหลือผู้ป่วยนั้นควรทราบข้อมูลต่างๆของผู้ป่วย
5.3.2 การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีหลักการ การประเมินผู้ป่วย และวิธีการเคลื่อนย้าย
5.3.2.3 วิธีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
5.3.2.2 การประเมินผู้ป่วยก่อนการเคลื่อนย้าย
5.3.2.1 หลักการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
5.3.3 การช่วยเหลือผู้ป่วยหัดเดิน
5.3.3.2 การช่วยเหลือผู้ป่วยหัดเดิน
5.3.3.1 การออกกำลังกายเพื่อเตรียมผู้ป่วยเดิน
5.3.4 การช่วยเหลือผู้ป่วยหัดเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน
การช่วยเหลือผู้ป่วยในการหัดเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน พยาบาลต้องทราบชนิดของอุปกรณ์ช่วยเดิน (Gait aids) ประโยชน์ การเตรียมผู้ป่วยก่อนการฝึกใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
5.4 การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกาย
5.4.1 การออกกำลังกาย
5.4.1.1 การออกกำลังกายชนิดให้ผู้ป่วยทาเอง (Active or Isotonic Exercise) ผู้ป่วยจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วยตนเอง การออกกำลังกายชนิดนี้ให้ผลดีเพราะข้อต่างๆ
5.4.1.2 การออกกาลังกายโดยให้ผู้อื่นทำให้ผู้ป่วย (Passive exercise) เป็นการออกกำลังกายโดยการเคลื่อนไหวข้อต่างๆ
5.4.1.3 การออกกำลังกายชนิดที่ให้ผู้ป่วยทำร่วมกับความช่วยเหลือของผู้อื่น (Activeassistive exercise) วิธีนี้ให้ผลดีกว่าวิธีที่ให้ผู้อื่นทำให้ผู้ป่วย
5.4.1.4 การออกกำลังกายโดยให้กล้ามเนื้อทางานแต่ข้อไม่เคลื่อน (Isometric orStatic exercise) เพื่อเพิ่มความตึงตัวและแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
5.4.1.5 การออกกำลังกายให้ผู้ป่วยออกแรงต้านกับแรงอื่น (Resistive exercise) เป็นการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ให้ผู้ป่วยออกแรงต้าน วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น
5.4.2 การเคลื่อนไหวร่างกาย
การเคลื่อนไหวของร่างกาย หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะในบ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่สันทนาการใดๆ เช่น การออกกำลังกาย การเข้าร่วมเล่นกีฬา เป็นต้น
5.4.3 ผลกระทบจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย
5.4.3.1 ระบบผิวหนัง ผิวหนังเสียหน้าที่ทำให้เกิดแผลกดทับ (Bed sore or Pressuresore or Decubitus ulcer) พบในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่อ้วนมากหรือผอมมาก
5.4.3.2 ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
5.4.3.3 ระบบหัวใจและหลอดเลือด
5.4.3.4 ระบบทางเดินหายใจ
5.4.3.5 ระบบทางเดินอาหาร
5.4.3.6 ระบบทางเดินปัสสาวะ
5.4.3.7 ระบบเมตาบอลิซึมและการเผาผลาญอาหาร
5.5 กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัด
5.5.3 การวางแผนการพยาบาล ให้การพยาบาล และประเมินผลหลังให้การพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ
5.5.3.1 ประเมินระดับความวิตกกังวล
5.5.3.2 เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึก และค้นหาสาเหตุของความวิตกกังวล
5.5.3.3 ร่วมกันหาทางแก้ไขสาเหตุของความวิตกกังวลร่วมกับผู้ป่วยและญาติ
5.5.3.4 ดูแลความสุขสบายทั่วไป
5.5.3.5 จัดหมวดหมู่กิจกรรมการพยาบาลเพื่อลดการรบกวนผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยได้พัก
5.5.3.6 รายงานแพทย์เมื่อพบอาการผิดปกติ
5.5.2 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล จะสอดคล้องกับข้อมูลสนับสนุนที่รวบรวมได้จากการประเมินสภาพผู้ป่วย
5.5.1 การประเมินสภาพผู้ป่วย รวบรวมข้อมูลที่จาเป็นเพื่อนาไปสู่การวางแผนการพยาบาลเช่น การปรับตัวและความทนทานต่อความเครียด