Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ปัญหาสุขภาพ อาการผิดปกติที่พบบ่อย การจัดการอาการ และการใช้แพทย์ทางเลือก -…
ปัญหาสุขภาพ อาการผิดปกติที่พบบ่อย การจัดการอาการ และการใช้แพทย์ทางเลือก
ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย
ในผู้สูงอายุ
โรคหลอดเลือดสมอง
อาการ
พูดไม่ชัด
หน้าเบี้ยว
แขนขาอ่อนแรง
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
ชาติพันธ์คนผิวดำ: อุบัติการณ์ 1,283/100,000 คน คนเชื้อสาย Hispanic: อุบัติการณ์ 667/100,000 คน คนผิวขาว: อุบัติการณ์ 712/100,000 คน
เพศเพศชายเสี่ยงเป็น 1.5 เท่า
พันธุกรรม
ปัจจัยด้านบิดาเพิ่มความเสี่ยง 2.4 เท่า ปัจจัยด้านมารดาเพิ่มความเสี่ยง 1.4 เท่า
อายุ
อายุ 45 ปีขึ้นไป อุบัติการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุก ๆ 10 ปีที่อายุเพิ่มขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้
โรคหลอดเลือดหัวใจ
ความเสี่ยง 2 เท่ากลุ่มที่ได้รับยาต้านเกล็ดเลือดเป็นโรคหัวใจซ้ำหรือเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง
ความผิดปกติของหลอดเลือดแดง Carotid เสี่ยง2เท่า หลังการผ่าตัดภายใน 3 ปี การผ่าตัดช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่ายาต้านเกล็ดเลือดร้อยละ 2
การสูบบุหรี่
เสี่ยง 1.5 เท่าหลังจากหยุดสูบบุหรี่ 5 ปี ความเสี่ยงจะลดลงจนเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่
ชนิดของโรคหลอดเลือดสมอง
เกิดจากการมีเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic stroke) พบประมาณร้อยละ 20-25
เกิดจากสมองขาดเลือด (Ischemic stroke) พบ ประมาณร้อยละ 75-80
การประเมินสภาพ
ประวัติ: อาการสำคัญ ระยะเวลาที่เกิดอาการผิดปกติ (สำคัญมาก) ให้ได้เวลาที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้การรักษาของแพทย์
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
การตรวจร่างกาย:
ระดับความรู้สึกตัว (Glasgow coma scale) การแปลผล
คะแนน 14-15 เสียการทำงานเล็กน้อย
คะแนน 11-13 เสียการทำงานปานกลาง
คะแนน ≤ 10 เสียการทำงานรุนแรง เป็นผู้ป่วยวิกฤติ
การอ่อนแรงกล้ามเนื้อใบหน้า มุมปากด้านใดตกแสดงว่ากล้ามเนื้อใบหน้าด้านนั้นอ่อนแรง
การอ่อนแรงกล้ามเนื้อแขนขา
อาการแสดงที่ต้องรายงานแพทย์ทันที
BP; SBP > 185-220 mmHg, DBP>120-140 mmHg
พร่องออกซิเจน O2 sat < 95 หรือมีภาวะcyanosis
GCS < 10 หรือ ลดลง
DTX<50mg% หรือ >400mg%
เจ็บหน้าอก ชัก เกร็ง กระตุก เหนื่อยหอบ เป็นต้น
การตรวจวินิจฉัย
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ: CBC, PT, PTT, INR, Glusose, E+, EKG, BUN, Cr+, ABG, Lipid profife; LDL, HDL, Cholesterol
การตรวจทางรังสี: CT (computer tomography) เพื่อตรวจสอบภาวะเลือดออกในสมอง MRI (Magnetic resonance imaging) เพื่อตรวจสอบหาภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน
การรักษา
ทางด่วน (fast track)
กรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และเข้ารับการรักษาภายในโรงพยาบาลไม่เกิน 3 ชั่วโมง
Reperfusion therapy คือ ให้ยาละลายลิ่มเลือด
แบบไม่ใช่ทางด่วน
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่สำคัญและพบบ่อย
ข้อวินิจฉัย
ระดับความรู้สึกตัวลดลงเนื่องจากเนื้อเยื่อสมองได้รับออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
ระดับความรู้สึกตัวลดลงเนื่องจากมีภาวะสมองบวมหรือความดันกะโหลกศีรษะสูง
เนื้อเยื่อสมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เนื่องจากหลอดเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน/แตก
การพยาบาล
ระยะฉุกเฉินและวิกฤติ
ระยะพักฟื้นและฟื้นฟูสภาพ
ขณะให้ยาละลายลิ่มเลือด
ข้อเสื่อม (Osteoarthritis: OA)
ลักษณะ
กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมเป็นรอยถลอกกรอนไป ร่วมกับมีการสร้างกระดูกใหม่บริเวณขอบข้อ
พบมากในวัยสูงอายุ
มีการเสื่อมทำลายของกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณข้อ โดยไม่มีการอักเสบของข้อ
ปัจจัย
อายุ
โรคอ้วน
การใช้งานข้อมากเกินไป เป็นเวลานาน
อาการและอาการแสดง
ปวด ปวดตื้อ ๆ บริเวณข้อ ปวดมากเมื่อใช้งานหรือลงน้ำหนักบนข้อนั้น ทุเลาเมื่อพักใช้งาน
ข้อฝืด พบบ่อย ในช่วงเช้าและหลังพักใช้ข้อนั้นนาน ๆ
ข้อเสื่อมมักเป็นหลายข้อ เป็นมากที่สุดคือข้อที่รับน้ำหนักมาก
การวินิจฉัย
ซักประวัติและตรวจร่างกาย การตรวจข้อเข่าพบลักษณะที่สำคัญคือ ข้อบวม หรือขนาดข้อใหญ่
การถ่ายภาพรังสี พบช่องว่างระหว่างกระดูกเข่า
การเจาะเลือด การเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคปวดเข่าเรื้อรัง
การตรวจน้ำหล่อเลี้ยงเข่า
การรักษา
ป้าหมาย สำคัญเพื่อบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ
ป้องกันและชะลอภาวะแทรกซ้อน
ให้มีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติ
การพยาบาล
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่สำคัญและพบบ่อย
การเคลื่อนไหวของร่างกายบกพร่อง เนื่องจากปวดข้อและข้อมีการเคลื่อนไหวจำกัด
ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองลดลง เนื่องจากความสามารถในการทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวลดลง
ปวดเรื้อรัง เนื่องจากมีการอักเสบของข้อ
การพยาบาล
ประเมินความปวด
ประเมินปัจจัยที่ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้นหรือทำให้อาการปวดลดลง
ประเมินผลกระทบของความปวดต่อการทำกิจวัตรประจำวัน
แนะนำให้พักใช้ข้อในระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลัน ลดการนั่ง ยืน เดินนาน ๆ แต่ยังให้มีการเคลื่อนไหว
กระดูกพรุน (Osteoporosis)
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
การไม่ได้เคลื่อนไหวหรือขาดการออกกำลังกาย
รับประทาน แคลเซียม ในปริมาณไม่เพียงพอเป็นสาเหตุกระดูกพรุน
การใช้ยาที่มีผลการสลายเนื้อกระดูก
อาการและอาการแสดง
น้ำหนักลด
กล้ามเนื้อเกร็งโดยเฉพาะบั้นเอว
Dowager’s hump กระดูกสันหลังโค้งเพราะมีการหักของกระดูกสันหลังซ้ำ ๆ
การก้มทำได้น้อยกว่าการแหงนเหยียด
ปวดหลัง ถ้ากระดูกสันหลังยุบ จะปวดร้าวไปยังปลายเท้า จะมีอาการมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว
การวินิจฉัย
ใช้ Dual Energy X-ray Absorptionmetry (DEXA) ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก
การรักษา
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
การได้รับปริมาณแคลเซียมเพียงพอ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
การรักษาโดยใช้ยา ต้องทำควบคู่กับการรักษาโดยไม่ใช้ยาเสมอ
รับประทานแคลเซียมอย่างเพียงพอ
นมและผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าเป็นแคลเซียมที่มีการดูดซึมได้ดีที่สุด
การป้องกัน
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารหมักดอง และมีความเครียดสูง
ออกกำลังกายหรือมีกิจกรรม ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ให้มีการลงน้ำหนักของกระดูก
การพยาบาล
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
ปวดเนื่องจากมีแรงกดที่กระดูกและมีเนื้อกระดูกลดลง
กาพรยาบาล
ดูแลให้รับประทานอาหารที่แคลเซียมสูง
ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา และใช้วิธีอื่น ๆ ในการลดอาการปวด
กระตุ้นให้มีกิจกรรม มีการเคลื่อนไหว ให้เวลาในการทำกิจกรรมและถูกแสงแดด
โรคเบาหวาน
ประเภทเบาหวาน
เบาหวานชนิดที่1 (Type 1 Diabetes Mellitus)
เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินสุลินได้ ต้องรักษาโดยการฉีดอินสุลิน
ถ้าขาดจะเกิดภาวะหมดสติจากน้ำตาลในเลือดสูงและกรดคั่งในเลือด (Ketoacidosis)
พบในเด็กหรือผู้ที่อายุน้อย ส่วนใหญ่น้อยกว่า 30 ปี
เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus)
ระยะแรกรักษาโดยการควบคุมอาหารหรือยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือด
เป็นนาน ๆ อาจต้องฉีด เพราะเบต้าเซลล์เสื่อมหน้าที่
ตับอ่อนยังพอผลิตอินสุลินได้ แต่มีภาวะดื้อต่ออินสุลิน
ปัจจัยชักนำ
เกิดการดื้ออินสุลินเนื่องจากสูงอายุ
ยาที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ปริมาณอินสุลินลดลงเนื่องจากภาวะสูงอายุ
กิจกรรมด้านร่างกายลดลง
การเจ็บป่วยหรือความเครียด
อาการและอาการแสดง
ติดเชื้อบ่อย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย รา ที่ระบบทางเดินปัสสาวะ ผิวหนัง มีแผลหายยาก
ระบบประสาททำงานบกพร่อง เช่น ชา เจ็บ ปวดแสบปวดร้อน
อาการทั่วไป: กินจุ ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำมาก น้ำหนักลด
เกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน
ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดน้ำงดอาหาร
. ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลา 2 ชั่วโมงหลังทำการทดสอบความทนกลูโคส
มีอาการของโรคเบาหวานร่วมกับมีระดับน้ำตาลกลูโคสในพลาสมาจากหลอดเลือดดำ
ภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลัน (Acute complication)
ระดับน้ำตาลในเลือดสูง, สูญเสียน้ำจำนวนมาก, ขาดน้ำ
ภาวะแทรกซ้อนต่อหลอดเลือดขนาดใหญ่ ได้แก่ Myocardial infarction, Hypertension, Stroke, peripheral vascular disease, neuropathy, amputation
ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดขนาดเล็ก ได้แก่ Retinopathy ทำให้ตามองไม่เห็น และไตวายระยะสุดท้าย (end-stage renal failure)
อาการแสดงที่เตือนว่ามีปัญหาที่เท้า
ค่อยๆเปลี่ยนแปลงรูปร่างของนิ้ว
สีและความหยาบของผิวหนังเปลี่ยน
เท้าเย็น และมีอาการปวดเป็นพัก ๆ
การควบคุมเบาหวาน
ควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดใหญ่ เช่น ระดับไขมันและความดันโลหิต
การควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
การพยาบาล
ส่งเสริมให้มีความรู้และสามารถปฏิบัติเพื่อควบคุมโรคเบาหวานได้ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
กินยาเบาหวาน
กระตุ้นการหลั่งอินสุลินจากตับอ่อน: sulfonylurea
แก้ไขภาวะดื้อต่ออินสุลินที่ตับ เซลล์กล้ามเนื้อทำให้อินสุลิน ออกฤทธ์ดีขึ้น: metformin
ชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลของลำไส้ ลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร ต้องรับประทานยาพร้อมอาหาร: acarbose
แก้ไขภาวะดื้อต่ออินสุลินที่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับและไขมัน: rosiglitozone
ภาวะท้องผูก
(Constipation)
ชนิดของภาวะท้องผูก
Primary constipation เกิดขึ้นเองโดยไม่มีโรคอื่นเป็นสาเหตุนำมาก่อน อาจเกิดจาก กินอาหารที่มีกากน้อย ไม่ถ่ายอุจจาระทันทีที่ปวด ออกกำลังกายน้อย
Secondary constipation
มีก้อนเนื้องอกของลำไส้ ลำไส้กลืนกัน ไส้เลื่อน การเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติ ความผิดปกติทางจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า
ประเมินอาการท้องผูก
โดยการซักประวัติ เช่น แบบแผนการขับถ่าย ความถี่ ลักษณะอุจจาระ ความปวด ยาที่ใช้ การสวนอุจจาระ
การตรวจร่างกาย เช่น การฟังเสียงลำไส้บีบตัว ลดลงหรือเพิ่มขึ้น แสดงถึงลำไส้อุดตัน กดเจ็บ
การพยาบาล
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟทำให้ขับน้ำในระบบปัสสาวะมากร่วมกับทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวลดลง
ออกกำลังกายอวัยวะที่ช่วยในการขับถ่าย คือ กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะหลังตื่นนอนตอนเช้าควรดื่มน้ำ 1 แก้ว เย็นก่อนนอนดื่มน้ำประมาณ 500-1000
กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ โดยการพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง
แนะนำรับประทานอาหารอย่างเพียงพอ และอาหารที่มีเส้นใย
ต่อมลูกหมากโต
สาเหตุ
ฮอร์โมน dihydrotestosterone หรือ DHT เกี่ยวข้องกับการเกิด BPH
วัยสูงอายุระดับเทสโตเสตอโรนในเลือดจะลดลงแต่ระดับ DHT จะคั่งอยู่ในต่อมลูกหมาก จะกระตุ้นให้สร้างเซลล์เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
การโตของต่อมลูกหมากสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงตามวัย
พยาธิสภาพ
ผนังด้านข้างหรือด้านในของต่อมลูกหมากจะเพิ่มจำนวนเซลล์มากผิดปกติ เกิดเป็นก้อน
เบียดเนื้อเยื่อเดิมให้บางออกจนเหมือนเปลือกหุ้มหรือเป็นแคบซูล เปรียบได้กับผลส้ม
ต่อมลูกหมากที่โตจะเปรียบเหมือนกลีบส้มส่วนของเดิมจะเปรียบเหมือนเปลือกส้ม
อาการ
ปัสสาวะไม่พุ่งเป็นลำเล็ก ๆ
ปัสสาวะไม่สุดเหมือนคนที่ยังไม่ได้ปัสสาวะ
อาการที่พบได้บ่อยคือ ปัสสาวะต้องเบ่งเมื่อเริ่มปัสสาวะ หรือรอนานกว่าจะปัสสาวะออกมาได้
ปัสสาวะบ่อย ต้องตื่นกลางคืนเนื่องจากปวดปัสสาวะ
ภาวะแทรกซ้อน
กลั้นปัสสาวะไม่ได้
ไตเสื่อม
เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไม่ดีเกิดการคั่งของปัสสาวะ
การวินิจฉัยโรค
การตรวจร่างกาย
ตรวจทางทวารหนัก เพื่อดูขนาดและลักษณะต่อมลูกหมาก
คลำและเคาะบริเวณหน้าท้องเหนือหัวหน่าวจะพบกระเพาะปัสสาวะโป่งนูนมีเสียงทึบ เนื่องจากมีการคั่งค้างของปัสสาวะ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ตรวจปัสสาวะเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของไต
ตรวจ Prostate-specific antigen (PSA) ค่าปกติประมาณ 0-4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร
Tumor-marker ในการสืบค้นหามะเร็งของต่อมลูกหมาก
อาศัยการซักประวัติ
ระยะเวลาที่เริ่มอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
สอบถามอาการถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
การตรวจพิเศษ
Plain kidney ureter bladder (KUB) และการทำ IVP [ intravenous pyelography]
Uroflowmetry เพื่อดูว่าทางเดินปัสสาวะอุดกั้นมากน้อย
Cystoscope เพื่อดูว่ามีท่อปัสสาวะตีบตันหรือไม่ ต่อมลูกหมากโตเพียงใด และกระเพาะปัสสาวะเป็นอย่างไร
การรักษา
การเฝ้าสังเกตอาการ (Watchful waiting)
รักษาโดยยา
การรักษาต่อมลูกหมากโตโดยไม่ใช้วิธีผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาต่อมลูกหมากโต
การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
(Urinary Incontinence)
ผลกระทบที่เกิดจากภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ด้านร่างกาย: ระคายเคืองผิวหนัง เกิดบาดแผล เสี่ยงต่อการติดเชื้อผิวหนังและทางเดินปัสสาวะ
ด้านจิตใจและสังคม: คุณค่าตัวเองลดลง แยกตัวจากสังคม เกี่ยวข้องเศรษฐกิจ
ปัจจัย
โครงสร้าง สรีรวิทยา ความสมบรูณ์ในการทำหน้าที่ของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
จิตใจและวัฒนธรรม: การตระหนักรู้
การใช้อุปกรณ์ในการขับถ่าย
สิ่งแวดล้อมที่ช่วยเกื้อกูลในการปัสสาวะ
ชนิดของกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบชั่วคราว (Transient) หรือ แบบเฉียบพลัน (Acute): ป้องกัน รักษาให้หายได้ พบบ่อย แต่มักไม่ค่อยได้รับการประเมิน
การประเมิน
DIAPPERS หลักการประเมิน
P= Pharmacological agents/ drug
P= Psychological factors ปัญหาทางจิตทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์
A = Atrophic vaginitis/ urethritis การขาดฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
E = Excess urine output
I = Infection of urinary tract
R= Restrict mobility ไม้กั้นเตียง อุปกรณการแพทย์ติดตัว
D = Delirium สูญเสียการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ
S = Stool impact อุจจาระอัดแน่น มีผลต่อกดท่อปัสสาวะ และกระเพาะปัสสาวะ
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบเรื้อรัง (Chronic)
Functional incontinence
สมองเสื่อม ทำให้ไม่รับรู้มารยาทในการขับถ่ายปัสสาวะ
ภาวะซึมเศร้าทำให้ไม่สนใจดูแลตนเอง
ไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพ คล้ายกับกลุ่มปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบชั่วคราว
Stress incontinence
มีปัสสาวะเล็ดราดออกมาเมื่อมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น ไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของ
Urge incontinence
การมีปัสสาวะเล็ดร่วมกับความรู้สึกปวดถ่ายอย่างรุนแรง ไม่สามารถไปห้องน้ำได้ทัน
เกิดขึ้นเองจากความสูงอายุ เรียกว่า Overactive bladder (OAB)
ภาวะนี้เกิดจากกล้ามเนื้อ detrusor บีบตัวเอง ไม่สามารถควบคุมได้ เกิดขึ้นบ่อยแม้เวลากลางคืน
Overflow incontinence
การรักษา
การรักษาโดยการใช้ยา (pharmacologic therapy)
การรักษาโดยการผ่าตัด (surgical therapy)
การรักษาเชิงพฤติกรรม (behavioral therapy)
การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic muscle exercise or kegel exercise)
การใช้อุปกรณ์ช่วยในการบริหารช่องคลอด
การฝึกกระเพาะปัสสาวะ (bladder training)
ข้อวินิจฉัยการพยาบาล
แยกตัวจากสังคมเนื่องจากวิตกกังวลเกี่ยวกับการกลั้นปัสสาวะไม่ได้
การดูแลตนเองบกพร่องเนื่องจากขาดความรู้ในการดูแลตนเอง
มีโอกาสเกิดแผลและติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธ์และผิวหนังเนื่องจากชื้นแฉะจากปัสสาวะ
ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ: หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และปัญหาในการสื่อสาร
หัวใจขาดเลือด
ความหมาย
กล้ามเนื้อหัวใจมีความไม่สมดุลของการใช้ออกซิเจน กับความต้องการออกซิเจน ทำให้หัวใจขาดเลือดและหรือตายจากเลือดในหลอดเลือดหัวใจไปเลี้ยงลดลงอย่างเฉียบพลัน
สาเหตุและกลไกการเกิด
มีหลายสาเหตุ เช่น พยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจ ลิ้นหัวใจตีบ ภาวะซีด กล้ามเนื้อหัวใจโต หรือสาเหตุหลายอย่างร่วมกัน
ร้อยละ 70 เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจัยเสี่ยง
ลักษณะของคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจ
ขนาด ความหนาตัว ตำแหน่ง และรูปร่างของคราบไขมัน การหนาตัวของชั้นกล้ามเนื้อในหลอดเลือดและผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ
การไหลเวียนของเลือดในหัวใจ
ความหนืดของเลือด แรงกระแทก การไหลเวียนลดลง/และภาวะความดันโลหิตสูง
กระบวนการแข็งตัวของเลือดภายในปริมาณหรือการทำหน้าที่ของเกล็ดเลือด การเปลี่ยนแปลงของจังหวะ circadian การขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (factor V Leiden) และ antiphospholipid syndrome: APS)
อาการ
เหงื่อออกมากตัวเย็น
อาการของระบบหัวใจและหลอดเลือด
ไข้
อาการทางจิตใจ
คลื่นไส้อาเจียน
เจ็บหน้าอก
การตรวจวินิจฉัย
การซักประวัติ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
การตรวจ cardiac marker
การตรวจพิเศษ
การรักษา
การรักษาเบื้องต้น คือ เปิดหลอดเลือดด้วยยาละลายลิ่มเลือด หรือการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน
มีขั้นตอนการรักษา ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก
เป้าหมาย คือ การจำกัดบริเวณการขาดเลือดของหัวใจ ไม่ให้เกิดในวงกว้าง และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน
กิจกรรมการพยาบาล
ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบต่อเนื่อง (ECG monitoring) ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีอาการเจ็บหน้าอก
หยุดการทำกิจกรรมของผู้ป่วย เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก จัดท่านั่งหรือนอนแบบ semi Fowler position
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 leads เมื่อแรกรับผู้ป่วยภายใน 10 นาที และทุกครั้งที่มีอาการเจ็บหน้าอก
ดูแลให้ได้รับออกซิเจน 2 LPM ทาง nasal cannula ถ้าหายใจเร็วหรือมี oxygen saturation ต่ำกว่าร้อยละ 90
ประเมินสัญญาณชีพ oxygen saturation และระดับความรู้สึกตัว เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกทุกชั่วโมง
ดูแลให้ได้รับยาขยายหลอดเลือด ในรูปแบบยาอมใต้ลิ้นหรือยาพ่นใต้ลิ้น ตามแผนการรักษาและติดตามอาการและความดันโลหิต ถ้าอาการไม่ดีขึ้น อาจให้ซ้ำได้ทุก 5 นาที
หัวใจล้มเหลว
ชนิด
ชนิดของหัวใจล้มเหลว: แบ่งตามประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ
Heart failure with reduce ejection fraction (HFrEF) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย
Heart failure with mid range ejection fraction (HFmrEF) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลว ทีมี LVEF 40-49% มีระดับฮอร์โมนที่หลั่งเมื่อผู้ป่วยมีภาวะน้ำเกินจากการมีภาวะหัวใจล้มเหลว
Heart failure with preserved ejection fraction (HFpEF) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลว ที่มี LVEF ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป
ชนิดของหัวใจล้มเหลว: จำแนกกลุ่มผู้ป่วยตามระดับความรุนแรง
Stage A HF เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการมีโครงสร้างและการทำหน้าที่ของหัวใจผิดปกติ เช่น HT DM หลอดเลือดตีบแข็ง และกลุ่มอาการเมตาโบลิก
Stage B HF เป็นผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจแต่ไม่มีอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว
Stage C HF เป็นผู้ป่วยที่มีหรือเคยมีอาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลวมาก่อน เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในกลุ่ม Symptomatic heart failure
Stage D HF เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้ายของโรค มีการดำเนินการของโรคไม่ดี และตอบสนองต่อการรักษาต่ำ ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ
ชนิดของหัวใจล้มเหลว: แบ่งตามเวลาการเกิดโรค
Acute heart failure เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดแบบเฉียบพลัน
Chronic heart failure เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวที่เกิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ
จำแนกตามหน้าที่ทางกาย (NEW YORK HEART ASSOCIATION (NYHA)-FUNCTIONAL CLASS)
Class II หมายถึง ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมเล็กน้อย หรือผู้ป่วยรู้สึกสบายเมื่อพัก
Class III หมายถึง ผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมมาก หรือผู้ป่วยจะรู้สึกสบายเมื่อพัก
Class I หมายถึง ผู้ป่วยไม่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมหรือทำกิจวัตรประจำวันปกติ
Class IV หมายถึง ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เลย
ปัจจัยเสี่ยง
โรคเบาหวาน โรคอ้วน และกลุ่มอาการเมตาโบลิก
ที่ไม่ได้รับการควบคุม จะนำไปสู่การมีหลอดเลือดแดงตีบแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและรูปร่างของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่าง
กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
เป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหัวใจล้มเหลว
โรคความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยที่มี SBP สูงกว่า 160 mmHg และ DBP ตั้งแต่ 90 mmHg จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว มากกว่าผู้ป่วยที่มี SBP น้อยกว่า 140 mmHg และ DBP น้อยกว่า 90 mmHg
พยาธิสภาพ
Renin-angiotensin-aldersterone system (RASS) ถูกกระตุ้น ทำให้มีการดูดน้ำกลับและโซเดียมทางไตมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณเลือดเข้าสู่หัวใจเพิ่มขึ้น
Antidiuretic hormone (ADH) ทำหน้าที่เพิ่มการดูดน้ำกลับที่ท่อไตรวมและส่วนปลาย
Sympathetic nervous system จะทำงานมากขึ้น ทำให้หลอดเลือดแดงหดตัว เลือดดำไหลกลับหัวใจเพิ่มขึ้น หัวใจมีความแรงและเร็วในการบีบตัวมากขึ้น เพื่อเพิ่ม CO
อาการแสดง
อาการแสดงภาวะหัวใจซีกซ้ายวาย
อาการแสดงภาวะหัวใจซีกขวาวาย
หลอดเลือดดำที่คอโป่งพอง (Jugular vein distention) จากมีแรงดันกลับ superior venacava เพิ่มขึ้น
บวมกดบุ๋ม บริเวณข้อเท้าและขา ตับโต มีน้ำในช่องท้อง และอาจพบอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร
การประเมิน
การตรวจร่างกาย
ระบบหายใจ เหนื่อย หายใจลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนอนราบ มีอาการไอ ฟังปอดได้ยินเสียง crepitation
ระบบหัวใจและหลอดเลือด หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว ประเมิน jugular vein distention ขนาดและตำแหน่ง PMI เพื่อประเมินหัวใจโต
ระบบประสาท งุนงง สับสน ระดับความรู้สึกตัวลดลงหรือหมดสติ จากร่างกายมีภาวะพร่องออกซิเจน
ระบบต่อมไร้ท่อและไต มีปัสสาวะออกน้อยลง และมีภาวะบวมจากการคั่งน้ำและโซเดียม
ระบบทางเดินอาหาร พบตับโต ท้องอืด คลื่นไส้ ความอยากอาหารลดลง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การซักประวัติ
ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น อาการเหนื่อย ระดับการทำกิจกรรม การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว หรือมีปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น
การรักษา
2) การใส่เครื่องมือพิเศษ
3) การผ่าตัด
1) การรักษาด้วยยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
อาการแสดงภาวะหัวใจซีกขวาวาย
ความดันโลหิตสูง
การรวบรวมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
4) สูบบุหรี่
5) ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ total cholesterol > 200 มก./ดล., LDL-C > 130 มก./ดล., HDL-C < 40 มก./ดล. ในเพศชายหรือ< 50 มก./ดล.ในเพศหญิง หรือระดับ triglyceride > 150 มก./ดล.
3) อายุ >55 ปี ในเพศชาย หรือ>65 ปี ในเพศหญิง
6) FPG 100-125 มก./ดล.
2) ระดับของ pulse pressure > 60 มม.ปรอท
7)ประวัติการเกิด CVD ในบิดา มารดา หรือพี่น้องก่อนวัยอันควร
1) ระดับ SBP และ DBP
8)อ้วนลงพุง WC >90 ซม. ในเพศชาย และ>80 ซม. ในเพศหญิง
การรักษา
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต
การรักษาด้วยยา
การพยาบาล
การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง
ติดตามวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนักตัว และวัดรอบเอวอยู่เสมอ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และมีรอบเอวเกิน ต้องลดน้ำหนัก
หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น อาการปวดมึนศีรษะบริเวณท้ายทอย ตึงที่ต้นคอ วิงเวียน ปวดศีรษะตุบๆ แบบไมเกรน เลือดกำเดาไหล
สร้างสุขนิสัยที่ดีและมีพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันความดันโลหิตสูง
ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ
การพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูงระดับต่ำจนถึงปานกลาง
ควบคุมอาหาร ควรรับประทานอาหารแบบ DASH (Dietary approach to stop hypertension) ลดอาหารรสจัดและมีโซเดียมสูง
ผ่อนคลายความเครียด และพักผ่อนอย่างเพียงพอ แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงภาวะเครียด โดยทำให้จิตใจให้แจ่มใส
หยุดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์ เพราะในบุหรี่มีสารนิโคติน ทำให้หลอดเลือดหดตัว การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากจะเพิ่ม renin หรือ aldosterone ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
(Chronic obstructive pulmonary disease)
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
มลพิษในอากาศ
การขาด alpha1-antitrypsin (โรค Alpha1-antitrypsin (AAT) deficiency เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้โมเลกุลของเอ็นไซม์ AAT ที่ผลิตในตับผิดปกติไป
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุหลัก ทั้งสูบด้วยตนเอง หรือ เป็นผู้สูบบุหรี่มือสอง
พยาธิสภาพ
มีความผิดปกติของการแลกเปลี่ยนก๊าซ (Gas exchange abnormalities)
มีการหลั่งมูกเพิ่มมากขึ้น (Mucus hypersecretio)
การจำกัดการไหลของอากาศและการขังของอากาศในถุงลม (Airflow limitation and air tapping)
ความดันในปอดสูง (Pulmonary hypertension: PAH)
อาการแสดง
แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด (Wheeze)
เหนื่อยล้า น้ำหนักลด เบื่ออาหาร พบบ่อยในผู้ป่วยที่อยู่ในระยะรุนแรง
ไอเรื้อรัง พบในระยะแรกของโรค อาจมีหรือไม่มีเสมหะร่วมด้วย
เหนื่อย หายใจลำบาก ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยในการหายใจ ผู้ป่วยต้องใช้แรงมากขึ้นในการหายใจ
การวินิจฉัยโรค
Chest x- ray
ABG
การตรวจร่างกาย
สมรรถภาพปอด
การซักประวัติ
การรักษา
การรักษาอื่น ๆ
การรักษาด้วยออกซิเจน
การใช้ยา
การหยุดสูบบุหรี่
การพยาบาล
ความทนในการทำกิจกรรมลดลงเนื่องจากหายใจลำบาก
มีความวิตกกังวลเนื่องจาก อาการหายใจลำบาก
การระบายเสมหะไม่มีประสิทธิภาพ จากปริมาณเสมหะมีปริมาณมาก เหนียว และการไอไม่มีประสิทธิภาพ
มีภาวะทุพโภชนาการ เนื่องจากรับประทานอาหารได้น้อย / ความอยากอาหารลดลง
มีความพร่องในการแลกเปลี่ยนก๊าซจากการระบายอากาศที่ลดลงและมีเสมหะปริมาณมาก
ปัญหาในการสื่อสาร
ปัจจัยด้านผู้สูงอายุ
ตา
ตาฝ้ามัว มองไม่ชัด เนื่องจากแก้วตามีความหนาตัว มีความโค้งน้อย การหักเหของแสงไม่ดี รวมทั้งเลนส์ตาจะขุ่น หนาและแข็ง รูม่านตาลดลง ตอบสนองต่อแสงช้าลง จึงทำให้มีโอกาสเกิดโรคต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อได้ง่าย
อวัยวะการพูด
มะเร็งกล่องเสียง หรือช่องปาก ผู้สูงอายุที่เจาะคอ รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีความจำเสื่อม ในที่สุดผู้สูงอายุเหล่านี้มักจะมีปัญหาในการสื่อภาษา
หู
ความสามารถในการได้ยินลดลง โดยช่วงแรกการรับเสี่ยงที่มีความถี่สูงหรือเสียงแหลมจะสูญเสียไปก่อน ต่อมาเป็นเสียงที่มีความถี่ปานกลางและต่ำ
เยื่อบุแก้วหูที่มีลักษณะแข็ง และเหี่ยวลีบ หรืออาจมีการอุดตันของขึ้หู
ความผิดปกติของการสื่อสารด้วยคำพูดที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ
aphasia
ลักษณะอาการคือ พูดไม่ได้ หรือพูดได้หรือไม่เข้าใจภาษา
สาเหตุของความผิดปกติ มักจะพบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุทางสมอง เนื้องอกที่สมอง
dysarthia
สาเหตุเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดสมองที่มีการตีบขนาดใหญ่ หรือตีบบริเวณเนื้อสมองส่วนสีขาว บริเวณก้านสมอง หรือบริเวณสมองน้อย ทำให้เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมบริเวณปากได้
โดยปกติแล้วผู้ป่วยยังสามารถเข้าใจการสนทนา การอ่าน หรือการเขียน
เกิดจากการอ่อนแรงของใบหน้า ปาก ลิ้น และขากรรไกร
ปัญหา (Dysarthria) จะดีขึ้นด้วยการบำบัดด้วยการฝึกพูดและการออกกำลังกาย
เป็นความผิดปกติในการควบคุมกล้ามเนื้อการพูด คือ พูดไม่ได้ พูดไม่ชัด พูดแบบลิ้นแข็งๆ หรือพูดตะกุกตะกัก
การพยาบาลผู้สูงอายุที่มีปัญหาการสื่อสารด้วยการพูดชนิด APHASIA
พยายามสื่อสารด้วยคำพูดถ้าผู้สูงอายุฟังเข้าใจ
อดทนและให้เวลาสำหรับผู้สูงอายุในการสื่อสาร จัดสิ่งแวดล้อมที่เงียบ
ปฏิบัติกับผู้สูงอายุอย่างผู้ใหญ่ ไม่ดูแลแบบเด็ก
พูดช้า ชัด ถามทีละคำถาม ให้รอคำตอบ อาจต้องถามซ้ำตามจำเป็น
อธิบายสถานการณ์ การบำบัดรักษาและกิจกรรมทุกอย่างที่ต้องปฏิบัติกับผู้สูงอายุ
สร้างสิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมผู้สูงอายุในการตัดสินใจ อธิบายหรือให้ข้อเสนอแนะ และสื่อสารในสิ่งที่ต้องการและความคิดได้ตามอิสระ
การพยาบาลผู้สูงอายุที่มีปัญหาการสื่อสารด้วยการพูดชนิด DYSARTHRIA
พูด ช้า ๆ ดังๆ ในสิ่งแวดล้อมที่เงียบ
หายใจลึก ๆก่อนพูด พูดทีละคำ พูดในขณะหายใจออก เปิดปากให้กว้างเวลาพูด เพื่อให้ลิ้นได้เคลื่อนไหว
การสนทนาควรกำหนดระยะเวลาและให้หยุดเมื่อรู้สึกเหนื่อย
จัดท่านั่งหรือยืนในท่าตัวตรง จะช่วยให้ออกเสียงดีขึ้น
บอกกับผู้ที่ผู้สูงอายุสื่อสารด้วยว่า มีความยากลำบากในการสื่อสาร
เมื่อรู้สึกคับข้องใจในการพูด ให้วิธีการอื่นทดแทน เช่น การชี้ แสดงท่าทาง วาดรูป
บริหารใบหน้า เช่น เป่าลมห่อปาก ย่นหน้าผาก ยิ้ม นวดกล้ามเนื้อใบหน้า