Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ลักษณะของงานตรวจสอบภายใน - Coggle Diagram
ลักษณะของงานตรวจสอบภายใน
การควบคุมภายใน (Internal Control)
หมายถึง กระบวนการ/ขั้นตอนการทำงานที่เป็นผลจากการออกแบบโดย Board CEO บุคลากรอื่นขององค์กร เพื่อก่อให้เกิดความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผล ว่าองค์กรจะบรรลุวัตถุประสงค์ O R C
วัตถุประสงค์ของการควบคุมภายใน 5 ข้อ
1) การบรรลุวัตถุประสงคขององค์กร และเป้าหมายของการดำเนินงานหรือโครงการ
2) ความเชื่อถือได้และความถูกต้องของข้อมูลและรายงานทางการเงินและการปฏิบัติงาน
3) การดำเนินงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
4) ความปลอดภัยของสินทรัพย์
5) การปฏิบัติตาม กม. ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบาย วิธีปฏิบัติงาน และสัญญา
วัตถุประสงค์ 3 ด้าน
วัตถุประสงค์การดำเนินงาน (Operations : O)
วัตถุประสงค์การรายงาน (Reporting : R)
วัตถุประสงค์การปฏิบัติตามระเบียบ (Compliance : C)
COSO 2013 Internal Control - Intergrated Framework องค์ประกอบ 5 ด้าน 17 หลักการ
1.สภาพแวดล้อมของการควบคุม (Control Environment)
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เป็นแกนหลักขององค์ประกอบอื่น
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม
ความซื่อสัตย์และจริยธรรม
ความรู้ ทักษะและความสามารถ
การมีส่วนร่วมของ Board และ AC
ปรัชญา และรูปแบบการทำงานของผู้บริหาร
โครงสร้างการจัดองค์กร
การมอบอำนาจและความรับผิดชอบ
นโยบายและวิธีบริหารงานด้านทร้พยากรมนุษย์
คนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการปฏิบัติงานในทุกด้าน
1) องค์กรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อคุณธรรมและจริยธรรม
2) Board แสดงถึงความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และหน้าที่กำกับดูแล
3) ผู้บริหารจต้องสร้าง/กำหนด โครงสร้าง สายการรายงาน อำนาจ/หน้าที่
Soft Control > จริยธรรม , Hard Control > คู่มือ ระเบียบ นโยบาย
4) องค์กรแสดงถึง ความมุ่งมั่น แสวงหา พัฒนา และดำรงไว้ซึ่งพนักงานที่มีความสามารถ
5) องค์กรรับผิดชอบ ต่อการควบคุมภายในของแต่ละคน
2.การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
ขั้นตอนในการประเมินความเสี่ยง
2.1 การระบุปัจจัยความเสี่ยง (Risk Identification)
2.2 การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis)
2.3 การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
6) องค์กรระบุวัตถุประสงค์ ชัดเจน เพื่อช่วยในการระบุ/ประเดมินความเสี่ยง
7) องค์กรระบุความเสี่ยง ที่มีต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ และวิเคราะห์ความเสี่ยง
8) องค์กรพิจารณาความเป็นไปได้ของการทุจริต
9) องค์กรระบุและประเมินการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการควบคุม
3.กิจกรรมการควบคุม (Risk Assessment)
องค์ประกอบของกิจกรรมควบคุม
การกำหนดนโยบายและแผนงาน
การสอบทานโดยผู้บริหาร
การประมวลผลข้อมูล
การควบคุมทางกายภาพ
การแบ่งแยกหน้าที่
ดัชนีวัดผลการปฏิบัติงาน
การจัดทำเอกสารหลักฐาน
การตรวจสอบการปฏิบัติงาอย่างเป็นอิสระ
10) องค์กรเลือกและพัฒนากิจกรรมการควบคุมที่ช่วยลดความเสี่ยง
11) องค์กรเลือกและพัฒนากิจกรรมควบคุมทั่วไปที่ใช้ควบคุมเทคโนโลยี
12) องค์กรใช้กิจกรรมการควบคุมโดยผ่านนโยบาย
4.สารสนเทศและการสื่อสาร (Informatio and Communication)
สารสนเทศ > เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารในปัจจุบัน รวมถึงข้อมูลทางการเงินและการดำเนินงานอื่นๆ
สารสนเทศที่ดี
เหมาะสมกับการใช้ > มีเนื้อหาสาระที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ
มีความถูกต้อง สมบูรณ์ สะท้อนความเป็นจริง ครบถ้วน
เป็นปัจจุบัน
ทันเวลา
เหมาะสมในการเข้าถึง
การสื่อสาร > 2 ทาง
13) สารสนเทศที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพ
14) การสื่อสารภายในองค์กร
15)สื่อสารกับหน่วยงานภายนอก
5.การติดตามและประเมินผล (Monitoring)
ไม่มีการควบคุมภายในขององค์กรใดจะมีความสมบูรณ์และเหมาะสมตลอดกาล
การติดตาม > ใช้กับมาตรการหรือระบบที่อยู่ระหว่างการออกแบบ หรืออยู่ระหว่างการปฏิบัติงาน
การประเมินผล > ใช้กับมาตรการหรือระบบที่ใช้ไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งสมควรจะได้รับการประเมินว่ายังมีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด
16) องค์กรติดตามและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้มั่นใจว่าการควบคุมภายในยังดำเนินไปอย่างครบถ้วนเหมาะสม
17) องค์กรประเมินและสื่อสารข้อบกพร่องของการควบคุมภายในอย่างทันเวลาต่อบุคคลที่รับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการตามความเหมาะสม
5 ประเภทของการควบคุมภายใน
1 แบบป้องกัน (Preventive Control) > ป้องกันไม่เกิดข้อผิดพลาด เช่น การแบ่งแยกหน้าที่ การอนุมัติ password สรรหาบุคลากร
2 แบบค้นหา (Detective Control) > เพื่อตรวจพบข้อผิดพลาด เช่น การตรวจนับ กระทบยอด สอบทานรายงาน
3 แบบแก้ไข (Corrective Control) > จาก Preventive/Detective เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น การแก้ไขรายการที่ผิดโดยระบบ IT
4 แบบสั่งการ (Directive Controls) > ให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น ระเบียบ คำสั่ง นโยบาย การฝึกอบรม
5 แบบทดแทน (Compensating Controls) > เป็นกิจกรรมควบคุมอื่นที่นำมาใช้แทนอันเดิม
วิธีการควบคุมทั่วไป > เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของการควบคุม
วิธีการควบคุมเฉพาะอย่าง > การปฏิบัติงานกิจกรรมต่างๆ โดยละเอียด
1 ด้านองค์กร
วัตถุประสงค์ โครงสร้างองค์กร อำนาจตัดสินใจ JD
2 ด้านปฏิบัติงาน
วางแผน งบประมาณ สารสนเทศ อำนาจอนุมัติ นโยบายปฏิบัติงาน
3 ด้านการจัดการบุคลากร
สรรหา จัดตั้ง พัฒนาพนักงาน ควบคุมโดยหัวหน้างาน ประเมินผล รางวัล
4 การสอบทาน
สอบทานพนักงานรายบุคคล การปฏิบัติงาน โครงการ Peer review
5 สถานประกอบการ สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องใช้อุปกรณ์
เพียงพอเหมาะสม ปลอดภัย มีการบำรุงรักษา
อุปสรรคและข้อจำกัด
Management Override ยอมยกเว้นของผู้บริหาร
Access of Assets การเข้าถึงสินทรัพย์ Passward
Form over Substance รูปแบบสำคัญกว่าเนื้อหา
Conflicts of Interest ความขัดแจ้งทางผลประโยชน์ (พรรคพวก, ญาติ)
การอธิบายระบบการควบคุมภายใน
1 พรรณาความ (Narrative Description)
2 การใช้แผนผังแสดงทางเดินของงาน (Flowcharts)
3 ใช้แผนผังทางเดิน+พรรณา (Combined Flow + Narrative)
4 ใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการควบคุมภายใน (ICQ)
การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance : CG)
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development Centre : OECD)
ความหมาย
ระบบการกำกับและควบคุมกิจการ โดยการแบ่งสิทธิและหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ โดยกำหนดเป็นหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติ เพื่อใช้ในการตัดสินใจในกรณีต่างๆ โดยยึดวัตถุประสงค์ของกิจการเป็นสำคัญ
ทฤษฎีตัวแทน (Agency Theory)
ผู้บริหาร เรียกว่า ตัวแทน (Agents)
บริหารจัดการทรัพยากรของกิจการให้เกิดมูลค่า
กำหนดกลยุทธ์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการ
นำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ
ผู้ควบคุมงานและพนักงาน
ผู้ถือหุ้น เรียกว่า ตัวการ (Principals)
จ้างผู้บริหาร
กำหนดวัตถุประสงค์กิจการ
พื้นฐานการกำกับดูแล ภาวะผุ้นำพื้นฐาน 4 ประการ
ความโปร่งใส Transparency
ความซื่อสัตย์ Integrity
ความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่ Accountability
ความสามารถในการแข่งขัน Competitiveness
หลักการกำกับดูแลกิจการของ OECD 5 เรื่อง
1 สิทธิ์ของผู้ถือหุ้น
2 การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเป็นธรรม
3 บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย
4 การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส
5 ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
ความสัมพันธ์ของ G R C
ฺฺBoard มีบทบาทชี้แนะกำกับดูแล ตรวจตราผู้บริหารระดับสูง และมอบหมายหน้าที่ให้ผู้บริหารรับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน
R C เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานประจำวัน โดย C เป็นส่วนหนึ่งของ R
เสาหลักที่ผลักดันให้เกิด CG ในองค์กร
ฺBoard
CEO
IA
CPA
หลักการของการกำกับดูแล 5 ข้อ (TARIF)
1 ความโปร่งใส (Transparency)
การปฏิบัติตามหน้าที่ (Responsibility)
ความรับผิดชอบตามผลงาน (Accountability)
ด้านความเป็นอิสระ (Independence)
ความเสมอภาค (Fairness)
การบริหารความเสี่ยง (Risk)
ความเสี่ยง
โอกาสที่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างไปจากผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ ความแตกต่างเกิดจากความไม่แน่นอนของปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดความสำเร็จ
ผลกระทบในเชิงลบ (Negative Effect)
ทำให้องค์กรไม่บรรลุวัตถุประสงค์ สร้างความเสียหายให้กับองค์กร
เรียกว่า ความเสี่ยง (Risk)
ผลกระทบในเชิงบวก (Positive Effect)
ทำให้มูลค่าขององค์กรมีระดับเพิ่มขึ้น การเกิดเป็นประโยชน์ต่อองค์กร
เรียกว่า โอกาส (Opportunity)
การบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management : ERM)
กระบวนการที่คณะกรรมการผู้บริหาร และบุคลากรขององค์กรได้กำหนดขึ้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และการวางแผนขององค์กรในทุกระดับ
โดยได้รับการออกแบบให้สามารถระบุเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีผลกระทบต่อองค์กรและจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่าจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรโดยรวมได้
กรอบการบริหารความเสี่ยง (COSO-ERM) 2004
วัตถุประสงค์ 4 ด้าน
1) วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ (Strategic : S)
2) วัตถุประสงค์การดำเนินงาน (Operations : O)
3) วัตถุประสงค์การรายงาน (Reporting : R)
4) วัตถุประสงค์การปฏิบัติตามระเบียบ (Compliance : C)
ระดับของหน่วยงาน
ระดับทั่วทั้งองค์กร (Entity-Level : EL)
ระดับส่วนงาน (Division : D)
ระดับหน่วยงาน (ฺBusiness units : BU)
ระดับหน่วยงานย่อย (Subsidiary : S)
องค์ประกอบ 8 ด้าน
1.สภาพแวดล้อมภายใน (Internal Environment)
เกี่ยวข้องกับ แนวคิด นโยบาย และบรรยากาศการทำงานที่กำหนดจากการบริหารระดับสูง (Tone at the Top)
1.1 นโยบายและปรัชญาแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยง
1.2 ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite)
1.3 คณะกรรมการองค์การ (ฺBoard)
1.4 ความซื่อตรงและจริยธรรมองค์การ
1.5 ความมุ่งมั่นด้านความสามารถ
1.6 โครงสร้างการจัดองค์การ
1.7 การมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
1.8 มาตรฐานของทรัพยากรบุคคล
การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting)
วัตถุประสงค์ที่ดี ต้องมีตัววัดและเป้าหมายความสำเร็จที่ชัดเจน
2.1 ความเชื่อมโยงของวัตถุประสงค์กลยุทธ์และแผนงานที่เกี่ยวข้อง
2.2 ความสำเร็จของวัตถุประสงค์
การกำหนดตัววัดผลและหน่วยวัดเป้าความสำเร็จของวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
SMART
S - Specific (มีลักษณะที่เฉพาะเจาะจง สามารถทำให้บุคลากรทุกระดับในองค์กรเข้าใจตรงกัน)
M - Measurable (สามารถวัดผลได้ ในเชิงปริมาณ/คุณภาพ)
A - Achievable/Attainable (การกำหนดเป้าหมายความสำเร็จที่ท้าทา่ยกับความสามารถ)
R - Relevant (มีความสัมพันธ์และเป็นไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์องค์กร)
T - Timely (มีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์)
2.3 ความเสี่ยงและความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้
ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite)
ความคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance)
การระบุเหตุการณ์ (Risk Identification)
ระบุเหตุการณ์ทั้งที่เกิดและไม่เคยเกิดมาก่อน พิจารณาทั้งภายนอกและภายใน
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจะมีผลกระทบสำคัญต่อความสำเร็จของกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ แยกเหตุการณ์ที่เป็นโอกาสออกจากความเสี่ยง เพื่อนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ขององค์การ
3.1 การพิจารณาแหล่งและปัจจัยที่มีอิทธิพล
ปัจจัยภายนอก
ภัยธรรชาติและสิ่งแวดล้อม
ภาวะเศรษฐกิจ
ภาวะการเมือง
สังคม
เทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจัยภายใน
โครงสร้างพื้นฐาน
พนักงาน
กระบวนการ
เทคโนโลยี
3.2 เทคนิคในการระบุเหตุการณ์
SWOT
Flowchart
Financial Ratio
ผังก้างปลา
3.3 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ความเสี่ยง
ช่วยให้จัดการความเสี่ยงในภาพรวมได้ดี เพราะบางเหตุการณ์อาจเป็นอิสระเกิดโดยตนเองตามลำพัง แต่บางเหตุการ์อาจสัมพันธ์กัน เช่น เกิดพร้อมกัน หรือก่อให้เเกิดเหตุการณ์หนึ่ง
3.4 การจัดประเภทเหตุการณ์
แยกตามวัตถุประสงค์ 4 ด้าน COSO
S
O
R
C
3.5 แยกโอกาสออกจากความเสี่ยง
4.การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
คือ การวิเคราะห์และจัดระดับความเสี่ยงว่ามีผลกระทบต่อกิจการสูงหรือต่ำ
ระดับความน่าจะเกิด (Likelihood)
ระดับผลกระทบ (Impact)
4.1 ความเสี่ยงก่อนการจัดการและความเสี่ยงคงเหลือ
ความเสี่ยงก่อนการจัดการ (Inherent Risk : IR)
ความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยยังไม่คำนึงถึงวิธีการจัดกรหรือการควบคุมใดๆ
ความเสี่ยงคงเหลือ (Resiual Risk : RR)
ความเสี่ยงคงเหลือจากวิธีการจัดการตอบสนองความเสี่ยงที่องค์การมีจริงในปัจจุบัน
4.2 การกำหนดความน่าจะเกิดและระดับผลกระทบ
ความเสี่ยงระดับสูง(สีแดง)
ความเสี่ยงที่มีความสำคัญสูง จำเป็นต้องได้รับการจัดการทันที
ความเสี่ยงระดับค่อนข้างสูง (สีส้ม)
ความเสี่ยงที่มีความสำคัญค่อนข้างสูง จะต้องได้รับการจัดการในลำดับถัดมา
ความเสี่ยงระดับปานกลาง (สีเหลือง)
ความเสี่ยงที่มีความสำคัญ และต้องติดตามการปฏิบัติตามมาตรการจัดการความเสี่ยงที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอย่างเคร่งครัด
ความเสี่ยงระดับค่อนข้างต่ำ (สีเขียว)
ความเสี่ยงที่มีความสำคัญน้อย อยู่ในระดับที่ผู้บริหารยอมรับได้ แต่ต้องติดตามอย่างสม่ำเสมอ
ควรพิจารณาความเสี่ยงซ่อนเร้น (Hidden Risk) ความเสี่ยงสะสม (Accumulated Risk) ที่มีความสัมพันธ์กันที่อาจมีผลกระทบต่อองค์การมากว่าปกติ
ความเสี่ยงระดับต่ำ (สีเขียวอ่อน)
ความเสี่ยงที่มีความสำคัญน้อย อยู่ในระดับที่ผู้บริหารยอมรับได้
4.3 เทคนิคการประเมินความเสี่ยง
ขึ้นอยู่กับ
ลักษณะข้อมูลที่เกี่ยวข้องและที่มีอยู่
ความเที่ยงธรรมของผลลัพธ์ที่ต้องการ
5.การจัดการตอบสนองความเสี่ยง (Risk Responses)
5.1 ประเภทของวิธีการจัดการตอบสนองความเสี่ยง (4T's of Risk Responses)
1) การยอมรับ (Take)
2) การเลิกการหลีกเลี่ยง (Terminate)
3) การโอนหรือกระจายความเสี่ยง (Transfer)
4) การแก้ไข (Treat)
5.2 การเลือกวิธีการให้เหมาะสมกับระดับความน่าจะเกิดและผลกระทบ
ความเสี่ยงระดับต่ำ > ยอมรับความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่มีระดับความน่าจะเกิดสูง > เพิ่มกิจกรรมควบคุมแบบป้องกัน เพื่อลดโอกาสความน่าจะเกิด และกิจกรรมควบคุมแบบค้นพบ เพื่อให้ค้นพบอย่างทันกาล และการเฝ้าติดตามไม่ให้ระดับผลกระทบสูงขึ้น
ความเสี่ยงมีระดับผลกระทบสูง > ควรเพิ่มวิธีการลดผลกระทบ เช่น การประกันภาย และเฝ้าติดตามไม่ให้ระดับความน่าจะเกิดสูงขึ้น
ความเสี่ยงที่มีระดับความเสี่ยงสูง ทั้งความน่าจะเกิดและผลกระทบ > เพิ่มวิธีการจัดการตอบสนองและวิธีการควบคุมที่ประสิทธิผลในระดับสูงขึ้น (แบบป้องกัน ค้นพบ ส่งเสริม แก้ไขและชดเชย)
5.3 การประเมินต้นทุนกับประโยชน์ที่จะได้รับ
5.4 การแยกโอกาสออกจากความเสี่ยง
กิจกรรมควบคุม (Control Activity)
นโยบาย วิธีการ และการกระทำที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามวิธีการจัดการตอบสนองความเสี่ยง ให้ความเสี่ยงคงเหลือในระดับที่ยอมรับได้อย่างมีประสิทธิผลและในเวลาที่กำหนด
6.1 การพิจารณากิจกรรมควบคุมร่วมกับการจัดการตอบสนองความเสี่ยง
6.2 การกำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติงาน
กิจกรรมควบคุมไม่ควรเป็นกิจกรรมที่สร้างมาพิเศษ แต่ทวรแทรกในกระบวนการปฏิบัติงานปกติ
กิจกรรมควบคุมที่นิยมทั่วไป > การขออนุมัติ การได้รับความเห็นชอบ การพิสูจน์หลักฐาน การตรวจกับกฎเกณฑ์ การยืนยันยอด การกระทบยอด
6.3 ประเภทกิจกรรมควบคุม
1) การควบคุมแบบป้องกัน (Preventive Control)
ลดระดับความน่าจะเกิดของข้อผิดพลาดไว้ก่อน
การให้ความเห็ฯขอบ การใช้รหัสผ่าน การจัดโครงสร้างองค์กร การมอบอำาจหน้าที่ที่เหมาะสม การแบ่งแยกหน้าที่ การควบคุมการเข้าถึง การเก็บรักษาทรัพย์สินให้ปลอดภัย
2) การควบคุมแบบค้นพบ (Detective Control)
เพื่อค้นพบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยเร็วให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
สอบทานผลลัพธ์ การวิเคราะห์ความผิดพลาดคลาดเคลื่อน การยืนยันยอด การตรวจจับ การรายงานข้อบกพร่อง การายงานสิ่งผิดปกติยกเว้น การตรวจนับสินค้า
3) การควบคุมแบบส่งเสริม (Directive Control)
กระตุ้นให้เกิดความสำเร็จในวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
กำหนดนโยบาย วิธีปฏิบัติ แผนการฝึกอบรม มาตรการจูงใจและการให้รางวัล
4) การควบคุมแบบใหม่เพื่อแก้ไขและชดเชย (Corrective Control)
เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด อาจเป็นวิธีการควบคุมใหม่
การควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติแทนการควบคุมด้วยคน การจัดกระบวนการปฏิบัติใหม่ การจัดโครงสร้างใหม่ การรวมหรือยกเลิกการกระทำบางอย่าง หรือการกำกับสอบทานใกล้ชิด
ระบบสารสนเทศและการสื่อสาร (Informantion and Communication)
7.1 สารสนเทศ (Information)
การบริหารความเสี่ยงต้องการสารสนเทศในการระบุ (Identify) ประเมิน (Assess) ตอบสนอง (Response) ความเสี่ยงอย่างทันกาล
7.2 กลยุทธ์และระบบสารสนเทศเชิงสัมพันธ์
7.3 การบูรณาการรวมกับการปฏิบัติงาน
7.4 คุณภาพของสารสนเทศ
ความเหมาะสม > มีเนื้อสาระที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจ
ความถูกต้องสมบูรณ์ > ความถูกต้องเป็นจริงและมีรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน
ความเป็นปัจจุบัน > ให้ตัวเลขและข้อเท็จจริงล่าสุดถึงปัจจุบันหรือใกล้เคียงวันที่ตัดสินใจมากที่สุด
ความทันเวลา > สารสนเทศที่จัดทำอย่างรวดเร็วเพื่อให้ผู้ตัดสินใจได้ทันเวลา
ความสะดวกในการเข้าถึง > ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้ง่ายหรือเมื่อต้องการ แต่จำกัดการเข้าถึงของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง
7.5 การสื่อสาร (Communication)
ช่องทางในการรับฟัง การเผยแพร่ การทำความเข้าใจสารสนเทศ ระหว่างผู้ส่งและผู้รับ (Two Ways Communication)
8.การติดตามผล (Monitoring)
8.1 การติดตามผลระหว่างการปฏิบัติงาน (Ongoing Monitoring)
8.2 การประเมินผลอิสระเป็นครั้งคราว (Separate Evaluation)
การประเมินผลตนเอง และการประเมินโดย IA หรือ CPA
8.3 การรายงานข้อบกพร่องและการสั่งการแก้ไข
การบริหารความเสี่ยงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามความจำเป็น
กรอบการบริหารความเสี่ยง 2017 (COSO 2017)
Enterprise Risk Management-Integrating with Strategy and Performance
การทบทวนปรับปรุงนี้ เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม รวมถึงพฤติกรรมของลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร การจัดการความเสี่ยงมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากขึ้น
แนวคิดสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
พันธกิจ วิสัยทัศน์ และค่านิยมหลัก (Mission, Vision, and Cord Values)
การบริหารความเสี่ยงองค์กรส่งผลต่อกลยุทธ์ (Enterprise Risk Management Affects Strategy)
ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น (Enhance Performance)
ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ 20 หลักการ
Governance & Culture การกำกับดูแลกิจการและวัฒนธรรมองค์กร
1) จัดตั้งคณะกรรมการดูแลความเสี่ยง
2) จัดตั้งโครงการดำเนินงาน
3) ระบุวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการ
4) แสดงความมุ่งมั่นในค่านิยมหลัก
5) จูงใจ พัฒนา และรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ
Strategy & Objective-Setting การกำหนดกลยุทธ์และวัตถุประสงค์
6) วิเคราะห์ธุรกิจ
7) ระบุความเสี่ยงที่ยอมรับได้
8) ประเมินกลยุทธ์ทางเลือก
9) กำหนดวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
Performance ผลการดำเนินงาน
10) ระบุความเสี่ยง
11) ประเมินความรุนแรงของความเสี่ยง
12) จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง
13) ดำเนินการตอบสนองต่อความเสี่ยง
14) พัฒนากรอบความเสี่ยงในภาพรวม
Review & Revision การทบทวนและปรับปรุงแก้ไข
15) ประเมินการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
16) ทบทวนความเสี่ยงและผลการดำเนินงาน
17) มุ่งมั่นปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร
Information, Communication & Reporting ข้อมูลการสื่อสารและการรายงาน
18) ยกระดับสารสนเทศ
19) สื่อสารข้อมูลความเสี่ยง
20) รายงานผลความเสี่ยง วัฒนธรรมและผลการดำเนินงาน