Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 6การพยาบาลผู้ป่วยที่มีแผล - Coggle Diagram
บทที่ 6การพยาบาลผู้ป่วยที่มีแผล
ลักษณะและกระบวนการหายของแผล
การบันทึกลักษณะบาดแผล
สี
ลักษณะผิวหนัง
ขนาด ควรระบุเป็นเซนติเมตร
ชั้นหรือระยะความรุนแรงของบาดแผล
ตำแหน่ง/บริเวณ
สิ่งที่ปกคลุมบาดแผลหรือสารคัดหลั่ง
ชนิดของบาดแผล
วิธีการเย็บแผล
Interrupted method
Simple interrupted methodเป็นวิธีการเย็บแผลเพื่อดึงรั้งให้ขอบแผลทั้งสองติดกัน เหมาะสำหรับเย็บบาดแผลผิวหนังทั่วไป
Interrupted mattress methodเป็นวิธีการเย็บแผลโดยการตักเข็มเย็บที่ขอบแผลสองครั้ง ใช้ในรายที่ต้องการความแข็งแรงของแผล เหมาะสำหรับเย็บแผลที่ลึกและยาว
Subcuticular method
เหมาะสำหรับการเย็บด้านศัลยกรรมตกแต่งเพื่อความสวยงาม เพราะวัสดุที่ใช้เย็บเป็นวัสดุชนิดละลายได้เองจึงมีโอกาสเกิดแผลเป็นได้น้อยเนื่องจากใช้ไหมละลายเป็นวัสดุในการเย็บแผลจึงไม่ต้องตัดไหมออกเมื่อครบกำหนด
Continuous method
เป็นวิธีการเย็บแผลแบบต่อเนื่องตลอดความยาวของแผล
Retention method (Tension method)
เป็นวิธีการเย็บรั้งแผลเข้าหากัน เพื่อพยุงแผลในกรณีผู้ที่มีชั้นไขมันหน้าท้องหนําหรือแผลที่ตึงมาก และแผลที่ต้องการทำ secondary
กระบวนการหายของแผล
ระยะ2: การสร้างเนื้อเยื่อ (Proliferate phase)
เป็นระยะการสร้างเนื้อเยื่อใหม่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4-12 วัน
ระยะ3: การเสริมความแข็งแรง (Remodeling phase)
ระยะนี้จะใช้เวลาหลังการผ่าตัด 20 วัน แล้วจะเพิ่มความแข็งแรงของผิวหนังเป็นปกติจะใช้เวลาอีก 60-180 วัน หรือ 2 ปี ระยะที่บาดแผลเริ่มมีความแข็งแรงมากขึ้น
ระยะ1: ห้ามเลือดและอักเสบ (Hemostasis and Inflammatory phase)
การห้ามเลือด(hemostasis)จะเกิดขึ้นก่อน ในเวลํา 5-10 นําที
ลักษณะการหายของแผล
การหายของแผลแบบทุติยภูมิ(Secondary intentionhealing)
เป็นแผลขนาดใหญ่ที่เนื้อเยื่อถูกทำลาย มีการสูญเสียเนื้อเยื่อบางส่วน ขอบแผลมีขนาดกว้างเย็บแผลไม่ได้
การหายของแผลแบบตติยภูมิ (Tertiary intentionhealing)
เป็นแผลชนิดเดียวกับแผลทุติยภูมิ เมื่อทำการรักษาโดยการทำแผลจนมีเนื้อเยื่อเกิดใหม่ปกคลุมสีแดงสด และไม่มีอาการการแสดงภาวะติดเชื้อแล้ว
การหายของแผลแบบปฐมภูมิ (Primary intentionhealing)
เป็นแผลประเภทที่ผิวหนังมีการสูญเสียเนื้อเยื่อเพียงเล็กน้อย และเป็นแผลที่สะอาด
วัสดุที่ใช้ในการเย็บแผล
วัสดุที่ละลายได้เอง (Absorbable sutures)
เส้นใยธรรมชาติ
เส้นใยสังเคราะห์
วัสดุที่ไม่ละลายเอง (Non-absorbable sutures)
เส้นใยสังเคราะห์
วัสดุที่เย็บเป็นโลหะ
เส้นใยตามธรรมชาติ
กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีแผลกดทับ
การวางแผนให้การพยาบาล (Planning)
การให้การพยาบาลตามแผนการพยาบาลที่วางไว้
การใช้อุปกรณ์กดแรงกด (pressure-relieving device)
การจัดโปรแกรมการให้ความรู้ (educational programs)
การจัดท่าทาง (positioning)
การวินิจฉัยทางการพยาบาล (Diagnosis)
การประเมินผลการพยาบาล
การประเมินภาวะสุขภาพ (Assessment)
ประเมินความเสี่ยงโดยใช้แบบประเมินความเสี่ยง (Risk assessment tool)
ประเมินผิวหนังและความสะอาด(skin assessment &cleaning)
การประเมินความสามารถของผู้ป่วย (ability assessment)
ประเมินภาวะโภชนาการ (nutritional assessment)
วิธีการทำแผลชนิดต่างๆและการตัดไหม
การทำแผลผ่าตัดแบบเปียก (Wet dressing)
ใช้สำลีชุบน้ำเกลือหรือน้ำยาตามแผนการรักษาเช็ดภายในแผลจนสะอาด
ใช้ผ้าgauze ชุบน้ำยา(solution) ใส่ในแผล(packing)เพื่อฆ่าเชื้อและดูดซับสารคัดหลั่งให้ความชุ่มชื้นแก่เนื้อเยื่อ
ทำความสะอาดริมขอบแผลเช่นเดียวกับการทำ dry dressing
ปิดแผลด้วยผ้าgauzeและปิดพลาสเตอร์ตามแนวขวางของลำตัว
เปิดแผลโดยใช้มือ(ใส่ถุงมือ) เปิดชุดทำแผลตํามหลัก IC หยิบผ้าปิดแผลส่วนบนทิ้งลงในชํามรูปไตหรือถุงพลาสติกเปิดผ้าปิดแผลชั้นที่ติดกับแผลด้วยtooth forcepsหํากผ้าgauze แห้งติดแผลใช้สำลีชุบน้ำเกลือหยดบนผ้าgauze ก่อน
การทำแผลผ่าตัดที่มีท่อระบาย (Tube drain)
ใช้สำลีชุบalcohol70% เช็ดท่อระบายจากเหนือแผลออกมาด้านปลายท่อระบาย เช็ดด้วยสำลีแห้ง
กรณี Penrose drain และแพทย์มีแผนการรักษาให้ตัดท่อยางให้สั้น (short drain) หยิบgauze 1ผืน เพื่อจับเข็มกลัดซ่อนปลาย ใช้ forceps บีบเข็มกลัดให้อ้าออก จับไว้ในมือข้างที่ถนัด ใช้มืออีกข้างถือ forceps จับท่อระบายดึงท่อระบายออกมา1 นิ้ว (อย่างนุ่มนวลด้วยความระวัง)แทงเข็มกลัดเข้ากับท่อระบายกลัดเข็มกลัดเข้าที่แล้วตัดท่อระบายส่วนที่อยู่เหนือเข็มกลัดซ่อนปลายทิ้งท่อระบายที่ตัดออกลงชามรูปไตหรือถุงพลาสติก
ใช้สำลีชุบ NSS เช็ดตรงกลางแผลท่อระบาย แล้วเช็ดด้วยสำลีแห้ง
6.พับครึ่งผ้าgauzeวางสองข้างของท่อระบายแล้ววางผ้า gauzeปิดทับท่อระบายอีกชั้น และปิดพลาสเตอร์ให้เรียบร้อย
7.หลังการทำแผลเสร็จแล้วจัดท่าให้ผู้ป่วยสุขสบาย และดูแลสภาพแวดล้อม พยาบาลต้องให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการดูแลตนเอง
ใช้non-tooth forceps (ทำหน้าที่เป็น transfer forceps)หยิบสำลีชุบalcohol70% ส่งต่อให้ tooth forceps (ทำหน้าที่เป็น dressing forceps) เช็ดผิวหนังรอบท่อระบายวนจากในออกนอกแบบครึ่งวงกลม
การเตรียมเครื่องใช้ในการทำแผล
การทำแผลผ่าตัดแบบแห้ง (Dry dressing)
หยิบสำลีชุบ alcohol 70% เช็ดรอบๆ แผลวนจากในออกนอกห่างแผล 1นิ้ว
หยิบสำลีชุบ 0.9% NSS เช็ดจากบนลงล่างจนแผลสะอาดแล้วเช็ดด้วยสำลีแห้ง
หยิบtooth forceps ใช้รับของsterile
ทําแผลด้วย antiseptic solution
หยิบnon-tooth forceps ใช้คีบส่งของsterile
ปิดแผลด้วยgauze ติดพลาสเตอร์ตามแนวขวางของลำตัว
เปิดชุดทำแผล (ตํามหลักการของ IC) หยิบforceps ตัวแรกโดยใช้มือจับด้านนอกของผ้าห่อชุดทำแผล
เก็บอุปกรณ์ ถอดถุงมือ ถอดmask และล้างมือ
เปิดแผลโดยใช้มือ(ใส่ถุงมือ) หยิบผ้าปิดแผลโดยพับส่วนที่สัมผัสแผลอยู่ด้านในทิ้งลงชามรูปไต
การตัดไหม (Sutureremoval)
หลักการตัดไหม
ไม่ควรดึงไหมส่วนที่มองเห็นลอดผ่านใต้ผิวหนัง
ขณะตัดไหมหากพบว่ามีขอบแผลแยกให้หยุดทำ
ตรวจสอบคำสั่งการรักษาของแพทย์
วิธีการตัดไหม
การตัดไหมที่เย็บแผลแบบต่อเนื่อง continuous method ให้ตัดไหมส่วนที่อยู่ชิดผิวหนังด้านตรงกันข้ามกับปมที่ผูกอันแรกและอันถัดไปด้านเดิม
กรณีที่ใช้ลวดเย็บเป็นวัสดุเย็บแผล ทำความสะอาดแผลผ่าตัดตามปกติ การตัดลวดเย็บแผลต้องใช้เครื่องมือตัด เรียกว่า “removal staple”
การตัดไหมที่เย็บแผลชนิด interrupted mattress โดยใช้ไหมผูกปมเป็นอัน ๆ ชนิดสองชั้น ให้ตัดไหมส่วนที่มองเห็นและอยู่ชิดผิวหนังมากที่สุด
ภายหลังตัดไหมครบทุกเส้นแล้ว เช็ดแผลด้วย normal saline 0.9% และเช็ดให้แห้งอีกครั้ง
การตัดไหมที่เย็บแผลชนิดinterrupted method โดยใช้ไหมผูกเป็นปมแยกเป็นอัน ๆ โดยใช้tooth forceps จับชายไหมส่วนที่อยู่เหนือปมที่ผูกไว้ ดึงขึ้นพอตึงมือจะเห็นไหมใต้ปมโผล่พ้นผิวหนังขึ้นมาและสอดปลายกรรไกรตัดไหมในแนวราบขนาดกับผิวหนังเล็กตัดไหมส่วนที่อยู่ชิดผิวหนังซึ่งอยู่ใต้ปมที่ผูกแล้วดึงไหมในลักษณะดึงเข้าหาแผลเพื่อป้องกันแผลแยก
ทำความสะอาดแผลใช้alcohol 70% เช็ดรอบแผล
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำแผล
วัสดุสำหรับปิดแผล
วาสลินก๊อซ (vaseline gauze)
ก๊อซเดรน (drain gauze)
วายก๊อซ (y-gauze)
transparent film
ผ้าซับเลือด (abdominal swab)
แผ่นเทปผ้าปิดแผล
ผ้าก๊อซหุ้มสำลี (top dressing)
antibacterial gauze dressing
ผ้าก๊อซ (gauze dressing)
วัสดุสำหรับยึดติดผ้าปิดแผล
plasterชนิดธรรมดํา
อุปกรณ์ทำความสะอาดแผล
ชุดทำแผล (dressing set)
สารละลาย(solution)
น้ำเกลือล้างแผล
เบตาดีนหรือโปรวิโดน ไอโอดีน
แอลกอฮอล์
อุปกรณ์อื่น ๆ
ช้อนขูดเนื้อตาย (curette)
อุปกรณ์วัดความลึกของแผล (probe)
กรรไกรตัดไหม (operating scissor)
ภาชนะสำหรับทิ้งสิ่งสกปรก
ถุงพลาสติก
ชามรูปไต
ชนิดของการทำแผล
การทำแผลแบบเปียก (Wet dressing)
ใช้ทำแผลเปิด แผลอักเสบติดเชื้อ แผลที่มีสํารคัดหลั่งมาก
การทำแผลแบบแห้ง(Dry dressing)
แผลที่ไม่อักเสบเป็นแผลเล็กไม่มีสํารคัดหลั่งมําก
ชนิดของแผลและปัจจัยการส่งเสริมการหายของแผล
ปัจจัยที่มีผลต่อการหายของบาดแผล
ปัจจัยเฉพาะที่ (Local factors)
การได้รับอันตรายและอาการบวม (trauma and edema)
การติดเชื้อ (infection)
ภาวะแวดล้อมแห้ง (dry environment)
ภาวะเนื้อตาย (necrosis)
แรงกด (pressure)
ความไม่สุขสบาย (incontinence)
ปัจจัยระบบ (Systemic factors)
น้ำในร่างกาย
การไหลเวียนของโลหิตบกพร่อง
ภาวะเรื้อรัง
ภาวะกดภูมิคุ้มกันและกดรังสีรักษา
อายุ
ภาวะโภชนาการ
ชนิดของแผล
แบ่งตามลำดับความสะอาด
ประเภทที่ 2 แผลสะอาดกึ่งปนเปื้อน( Clean-contaminated)
ลักษณะแผลที่มีการผ่าตัดผ่านระบบทางเดินหายใจ, ระบบทางเดินอาหาร, ระบบทางเดินปัสสาวะ,เป็นการผ่าตัดที่เกี่ยวกับท่อน้้ำดี, อวัยวะสืบพันธุ์ และช่องoropharynx ที่ควบคุมการเกิดปนเปื้อนได้ขณะทำผ่าตัด
ประเภทที่ 3 แผลปนเปื้อน(Contaminated)
ลักษณะแผลเปิด (open wound) แผลสด (fresh wound) แผลจากการได้รับอุบัติเหตุแผลที่เกิดการปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินอาหาร เป็นแผลที่มีการอักเสบเฉียบพลัน
ประเภทที่ 1 แผลผ่าตัดสะอาด(Clean wound)
ลักษณะเป็นแผลที่ไม่มีการติดเชื้อ,ไม่มีการอักเสบมาก่อน,การผ่าตัดไม่ผ่านระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร,อวัยวะสืบพันธุ์, ท่อปัสสาวะ,blunt trauma
ประเภทที่ 4 แผลสกปรก/แผลติดเชื้อ(Dirty/Infected)
ลักษณะแผลเก่า (old traumatic wound) แผลมีเนื้อตาย (gangrene)แผลมีการติดเชื้อมาก่อน แผลกระดูกหักเกิน 6 ชั่วโมง
แบ่งตามระยะเวลาการเกิด
แผลเรื้อรัง(chronic wound)
แผลเบาหวาน
แผลเนื้อตาย(gangrene wound)
แผลเบาหวานที่มีลักษณะสีดำและมีกลิ่นเหม็น
แผลที่เกิดเฉียบพลัน(acute wound)
แผลจากการผ่าตัด
แบ่งตามลักษณะพื้นผิว
แผลลักษณะแห้ง(dry wound) เช่น แผลผ่าตัดเย็บปิด
แผลลักษณะเปียกชุ่ม(wet wound) เช่น แผลผ่าตัดยังไม่เย็บปิด
แบ่งตามการรักษา
แผลท่อระบาย เป็นแผลผ่าตัดซึ่งศัลยแพทย์เจาะผิวหนังเพื่อใส่ท่อระบายของเสียจากการผ่าตัดเป็นท่อระบายระบบปิด
แผลท่อหลอดคอ (tracheostomy tube) เป็นแผลท่อระบายที่ศัลยแพทย์ ทำการผ่าตัดเปิดหลอดลม
การรักษาแผลด้วยสุญญากาศ(Negative Pressure Wound Therapy: NPWT)เป็นการรักษาแผลที่มีเนื้อตาย หรือแผลเรื้อรังโดยการปิดแผลสุญญากาศ
แผลท่อระบายทรวงอก (chest drain) เป็นแผลท่อระบายที่ศัลยแพทย์ทำการเจาะปอด เพื่อใส่ท่อระบายของเสียออกจากปอดในผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของปอด
การรักษาผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกด้วยวิธีการจัดกระดูกให้อยู่นิ่ง(retention) ด้วยการดามกระดูกด้วยเหล็กหรือแผ่นเหล็กและตะปูเกลียว(plate and screw) หรือการใช้เครื่องตรึงกระดูกภายนอกร่างกาย (external fixator)
แผลทวารเทียมหน้าท้อง (colostomy) เป็นแผลท่อระบายที่ศัลยแพทย์ทำผ่าตัดเปิดลำไส้ใหญ่ออกทํางหน้าท้อง เพื่อระบายอุจจาระในผู้ป่วยที่มีปัญหาของระบบทางเดินอาหาร
แบ่งตามสาเหตุ
แผลที่เกิดจากการถูกยิง(gunshot wound)
แผลที่มีขอบแผลกะรุ่งกะริ่ง(lacerated wound)
แผลที่ถูกกระแทกด้วยลักษณะมน( traumatic wound)
แผลที่ถูกไถลถลอก(abrasion wound )
แผลที่เกิดจากถูกบดขยี้(crush wound)
แผลที่เกิดจากการติดเชื้อมีหนอง(infected wound )
แผลที่เกิดจากโดนระเบิด(explosive wound)
แผลที่ถูกตัดอวัยวะบางส่วน(stump wound )
แผลที่เกิดจากของมีคมทิ่มแทง(stab wound)
แผลที่เกิดจากการกดทับ(pressure sore, bedsore,decubitus ulcer, pressure injury)
แผลที่เกิดจากของมีคมตัด(cut wound)
แผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกายภาพและเคมี(burn and scald,alkaline burn,acid burn,frost bite,electrical burn,radiation burn)
แผลที่เกิดจากการผ่าตัด(surgical wound , sterile wound หรือincision wound)
แผลที่เกิดจากการปลูกผิวหนัง((skin graft)
ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับ ระยะของแผลกดทับและการป้องกันแผลกดทับ
ปัจจัยส่งเสริมการเกิดแผลกดทับ
ปัจจัยภายในร่างกาย
ภาวะโภชนาการ
ยาที่ได้รับการรักษา
อายุ
การผ่าตัด
ปัจจัยภายนอกร่างกาย
แรงเสียดทาน เกิดระหว่างผิวหนังชั้นนอกกับพื้นผิวสัมผัส
แรงเฉือน (หมายถึงแรงกระทำในทิศทางตั้งฉากกับงาน) เป็นแรงดึงรั้งระหว่างชั้นผิวหนังเกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงของโลกและแรงต้านที่ทำให้ผิวหนังอยู่กับที่
แรงกด เป็นแรงที่กดบริเวณลงระหว่างผิวหนังผู้ป่วยกับพื้นรองรับน้ำหนักเป็นสำเหตุสำคัญที่สุดของการเกิดแผลกดทับ
ความชื้น เกิดจากสารคัดหลั่งของร่างกายผู้ป่วยเองจะทำให้ความต้านทานต่อแรงกดลดลงจะเกิดแผลกดทับได้ง่าย
ระยะของแผลกดทับ
การประเมินความรุนแรงของแผลกดทับ
ระดับที่ 2 ผิวหนังแดงเริ่มมีแผลเล็กๆ มีหนังแท้ถูกทำลายฉีกขาดเป็นแผลตื้น
ระดับที่3แผลลึกถึงชั้นไขมัน(subcutaneous)แต่ยังไม่ถึงชั้นกล้ามเนื้อ (muscle) มีรอยแผลลึก
ระดับที่1 ผิวหนังแดงไม่มีการฉีกขาดของผิวหนังและไม่จางหายไปภายใน 30 นาที
ระดับที่ 4แผลลึกเป็นโพรงถึงกล้ามเนื้อ กระดูก และเยื่อหุ้มข้อ พบมีเนื้อตาย
บริเวณที่อาจเกิดแผลกดทับได้ง่ายในท่าทางต่าง ๆ
ท่านอนคว่ำ
ท่านั่ง
ท่านอนตะแคง
ท่านอนหงาย
การป้องกันการเกิดแผลกดทับ
การเฝ้าระวังความเสี่ยงและควรการประเมินซ้ำเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง
ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้
ผู้ป่วยที่มีไข้สูงมีเหงื่อออกมาก
ผู้ป่วยที่ได้รับยาแก้ปวด ยาระงับชัก ยาsteroid
ผู้ป่วยที่ระดับความรู้สึกตัวลดลง
มีการผ่าตัดที่นานกว่า 3 ชั่วโมง
ผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องทางโภชนาการ
การใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นเหตุให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวลดลง
ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับและเพิ่มปัจจัยเสริมการหายของแผล
การดูแลและคำแนะนำเรื่องยาที่ใช้ในการรักษา
การดูแลและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์
การดูแลและคำแนะนำเรื่องอาหารและโภชนาการ
การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ
ให้การดูแลช่วยเหลือและคำแนะนำทั่วไป
การประเมินความเสี่ยงตามแบบประเมินความเสี่ยงของการเกิดแผลกดทับ
พยาธิสภาพของการเกิดแผลกดทับ
ขณะที่มีแรงกดทับลงบนผิวหนังจะมีค่าเฉลี่ยของแรงกดกับหลอดเลือดฝอยเท่ากับ 25 มม.ปรอท เมื่อมีแรงกดทับผิวหนังที่ทำกับปุ่มกระดูกเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อรอบ ๆ ขาดออกซิเจนจากโลหิตมาเลี้ยงไม่ได้ ทำให้เกิดการตายของผิวหนังและเนื้อเยื่อต่าง ๆ
กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลผู้ป่วยที่มีแผล
การปฏิบัติการพยาบาลแบบองค์รวม (Holistic nursing care)
ด้านจิตใจ
ด้านสังคม
ด้านร่างกาย
ด้านจิตวิญญาณ
การประเมินผล (Evaluation)
การประเมินผลกิจกรรมการพยาบาล
การประเมินผลคุณภาพการบริการ
การประเมินผลการพยาบาล
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)
การประเมินภาวะสุขภาพ (Assessment)
ประเมินระดับคะแนนความเจ็บปวด
ประเมินความวิตกกังวลจากการผ่าตัดและพยาธิสภาพของโรค
การประเมินสภาพร่างกายและจิตใจ ความรุนแรงของโรค
วิธีการพันแผลชนิดต่างๆ
ชนิดผ้าพันแผล
ผ้าพันแผลชนิดม้วน(roller bandage)
ผ้าพันแผลชนิดพิเศษ (special bandage)
ผ้าสามเหลี่ยม (triangular bandage)
หลักการพันแผล
ต้องทำความสะอาดบาดแผลและปิดผ้าปิดแผลให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงพันผ้าปิดทับ
ตำแหน่งที่บาดเจ็บ เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า ต้องใช้ผ้าก๊อสคั่นระหว่างนิ้วก่อนป้องกันการเสียดสีของผิวหนังอาจทำให้เกิดแผลระหว่างนิ้วได้
การลงน้ำหนักมือเพื่อดึงผ้าพันแผลควรระวังใช้น้ำหนักให้เหมาะสม ถ้าลงน้ำหนักมือมากอาจทำให้แน่นเกินไป
การพันผ้าบริเวณเท้า ขา ตะโพก ต้องมีผู้ช่วยคอยประคองอวัยวะส่วนนั้นไว้ เพื่อช่วยให้ผู้พันผ้าสะดวกและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการพันผ้าในตำแหน่งนั้น ๆ
ตำแหน่งที่ต้องการจะพันผ้าผิวหนังบริเวณนั้นต้องสะอาดและแห้ง
การพันผ้าใกล้ข้อ ต้องพันผ้า โดยคำนึงถึงการขยับเคลื่อนไหวของข้อนั้นด้วย
ผู้พันผ้าและผู้บาดเจ็บหันหน้าเข้าหากัน จัดท่าให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่าที่สบายวางอวัยวะส่วนที่จะพันผ้าให้รู้สึกผ่อนคลาย
วัตถุประสงค์
ช่วยพยุงผ้าพันแผลให้อยู่กับที่
ให้ความอบอุ่นบริเวณนั้น
ใช้เป็นแรงกดป้องกันเลือดไหล
ช่วยให้อวัยวะอยู่คงที่
ป้องกันการติดเชื้อ
รักษารูปร่างของอวัยวะให้พร้อมที่จะใส่อวัยวะเทียม
การพันผ้าแบบชนิดม้วน
การพันแบบเกลียว (spiral turn)เหมาะสำหรับพันอวัยวะที่มีรูปทรงกระบอก เช่น แขน ขา นิ้วมือ นิ้วเท้า
การพันแบบวงกลม(circular turn)เหมาะสำหรับพันอวัยวะที่มีรูปทรงกระบอก เช่น แขน ขา นิ้วมือ นิ้วเท้า
การพันแบบเกลียวพับกลับ(spiral reverse)เหมาะสำหรับอวัยวะที่เป็นทรงกระบอก การพันแบบนี้ใช้พันเมื่อต้องการความอบอุ่นหรือต้องการแรงกด
การพันเป็นรูปเลข 8(figure ofeight)เหมาะสหรับพันบริเวณข้อพับ เช่น ข้อศอก ข้อเข่าข้อเท้ํา เพื่อให้ข้อดังกล่าวเคลื่อนไหวได้
การพันแบบกลับไปกลับมา (recurrent)เหมาะสำหรับการพันเพื่อยึดผ้าปิดแผลที่ศีรษะ หรือการพันแผลที่เกิดจากการถูกตัดแขน ขา (stump) เพื่อบรรเทาอาการบวมและทำให้คงรูปทรงเดิมซึ่งเตรียมต่อแขนหรือต่อขาไว้ใส่อวัยวะเทียม(prosthesis)