Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Health problems in Cardiovascular system - Coggle Diagram
Health problems in Cardiovascular system
อาการเจ็บอก (Chest pain)
อาการเจ็บอกที่มีสาเหตุจากหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular chest pain)
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (ACS)
ST elevation acute coronary syndrome (STEMI) คือภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่พบความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีลักษณะ ST segment ยกขึ้นอย่างน้อย 2 leads ที่ต่อเนื่องกันหรือเกิด LBBB ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน
Non-ST elevation acute coronary syndrome (Non-STEMI) เป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดที่ไม่พบ ST segment elevation มักพบลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็น ST segment depression หรือ T wave inversion ร่วมด้วย หากมีอาการนานกว่า 30 นาที อาจเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด Non-ST elevation MI (NSTEMI/Non-Q wave MI) หรือถ้าอาการไม่รุนแรงอาจเกิดเพียงภาวะเจ็บอกแบบไม่คงที่ (Unstable angina)
Aortic dissection
Pericarditis ลักษณะการเจ็บอกมักเป็นอย่างกะทันหัน เหมือนของมีคมหรือของแหลมทิ่ม สัมพันธ์กับการเปลี่ยนท่าทางหรือการหายใจ โดยอาจจะทําให้มีอาการเจ็บน้อยลงหรือเพิ่มขึ้นก็ได้นอกจากนั้นการตรวจร่างกายอาจฟังได้เสียง Pericardial rub
อาการเจ็บอกแบบคงที่ (Stable angina) หรือภาวะเจ็บอกแบบเรื้อรัง (Chronic stable angina) หมายถึงกลุ่มอาการที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง (Chronic ischemic heart disease) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บอกเป็นๆหายๆ อาการไม่รุนแรง ระยะเวลาเจ็บครั้งละ 3-5 นาที อาการหายไปเมื่อพักหรืออมยาขยายเส้นเลือดหัวใจ เป็นมานานกว่า 2 เดือน
อาการเจ็บอกที่ไม่ได้เกิดจากหัวใจและหลอดเลือด (Non Cardiovascular chest pain)
Pulmonary embolism ผู้ป่วยจะมีอาการแน่นหน้าอกอย่างกะทันหันร่วมกับมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วยเสมอ การซักประวัติและตรวจร่างกายมักจะพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดก้อนเลือดอุดตันของหลอดเลือดดําที่บริเวณขา หรือช่วงท้องส่วนล่าง เช่น ผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงนาน ๆ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ไม่ค่อยได้ขยับขา มีประวัติกินยาคุมกําเนิด มีประวัติขาบวมเป็นๆหายๆ
Esophageal rupture อาการเจ็บหน้าอก คล้ายมีอะไรฉีกขาดและปวดแสบบริเวณเหนือลิ้นปี่ซึ่งเป็นบริเวณรอยต่อของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร มักจะสัมพันธ์กับมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังดื่มสุรามาก ๆ
Tension pneumothorax ลักษณะอาการเจ็บอกเป็นแบบเสียวแปล๊บ ๆ และจะมีอาการเหนื่อยเกิดร่วมด้วย มักเป็นกะทันหัน ตรวจร่างกายจะพบว่ามีการหายใจเร็ว อาจมีอาการ Cyanosis มี Breath sound ข้างนั้นลดลง
การตรวจร่างกาย (Physical examination)
โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บอกที่เกิดจากภาวะ Acute Coronary Syndrome (ACS) การตรวจร่างกายมักไม่พบความผิดปกติ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อให้การช่วยเหลือจนผู้ป่วยมีอาการคงที่หรือความรุนแรงลดลงแล้วควรตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการเจ็บอก เช่น การตรวจประเมินภาวะซีดเพื่อค้นหาปัจจัยที่กระตุ้นหรือเพิ่มความรุนแรงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หากสงสัยภาวะ Aorticdissection อาจคลําพบการเต้นของชีพจรที่แขนทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน มีแขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชา
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Investigation)
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram)
การตรวจเลือด เพื่อหาเอนไซม์ที่เกิดจากการถูกทําลายของกล้ามเนื้อหัวใจหรือ Cardiac markers ได้แก่ Creatinin kinase (CK-MB), Myoglobin, และ Troponin
การทํา CT scan, MRI, และ Coronary angiogram
อาการใจสั่น (Palpitation)
การรักษาพยาบาลขั้นต้น
การรักษาโดยการใช้ยา
กลุ่ม Beta-blocker
Propranolol 10-40 mg. t.i.d.
กลุ่ม Calcium channel blocker
Diltiazem 30-90 mg. t.i.d.
การรักษาที่สาเหตุ
โดยการตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology studies) คือการตรวจการนําไฟฟ้าหัวใจเพื่อหาจุดกําเนิดของการเต้นหัวใจที่ผิดปกติ แล้วให้การรักษาโดยการจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency ablation) ซึ่งต้องทําโดยแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Investigation)
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram)
การตรวจ Ambulatory EKG monitor หรือ Holter monitoring
การตรวจ Echocardiogram
การตรวจ MRI
ลักษณะอาการใจสั่น (Character/Quality)
ใจสั่นเป็นแบบเต้นผิดจังหวะ หรือกระตุกหยุดเป็นพักๆ หัวใจเต้นเร็วหรือช้า อาจให้ผู้ป่วยอธิบายลักษณะอาการใจสั่นโดยการเคาะนิ้วเป็นจังหวะตามที่รู้สึกขณะใจสั่น
การวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis)
สาเหตุจากพยาธิสภาพของหัวใจ
Sinus bradycardia : ใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอกเวียนศรีษะ มึนงง อ่อนเพลีย : สาเหตุ กล้ามเนื้อหัวใจถูกทําลาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจล้มเหลว ขาดความสมดุลของอิเล็คโทรไลต์ในร่างกายและHypothyroidism
Sinus tachycardia : หัวใจเต้นแรง เร็ว เวลาตกใจหรือออกกําลังกาย พักแล้วอาการจะค่อย ๆ หายไป : สาเหตุ กล้ามเนื้อหัวใจถูกทําลาย ภาวะโลหิตจาง โรคความดันโลหิตสูง หรืออาจเกิดจากภาวะไข้สูง ความวิตกกังวล การดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มทีมีคาเฟอีนและการใช้ยาบางชนิด
Atrial fibrillation : หัวใจเต้นเบาร่วมกับอ่อนเพลีย บางรายมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย : สาเหตุ มีจุดกําเนิดกระแสไฟฟ้าหลายตําแหน่ง ใน Atria ซ้ํา ๆ หรือเกิดจากแหล่งกําเนิดกระแสไฟฟ้าภายนอกมากระตุ้น Atrial ทําให้จังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ําเสมออาจมีอัตราการเต้นที่ < 60 ครั้งต่อนาทีหรือ > 100 กว่า 60 ครั้งต่อนาทีหรือ > 100
Supraventricular tachycardia : ใจเต้นแรงบางจังหวะ หัวใจเต้นเร็วสม่ำเสมอเกิดขึ้นและหายไปในทันทีทันใด : ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง(Atherosclerosis) ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคของต่อมไทรอยด์ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
สาเหตุอื่น ๆ
ภาวะที่หัวใจมีการสูบฉีดโลหิตมากผิดปกติ (High output state) ได้แก่ การตั้งครรภ์ โลหิตจาง ภาวะไข้
ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อและการเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic and Endocrine) ซึ่งทําให้เกิดภาวะน้ําตาลในเลือดต่ํา (Hypoglycemia) ไทรอยด์ฮอร์ผิดปกติส่งผลให้เกิด Hyperthyroidism หรือ Hypothyroidism
การได้รับยาบางชนิด เช่น ยาต้านซึมเศร้า ยาขยายหลอดลม และยาปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ
ความวิตกกังวล ความเครียด อารมณ์โกรธหรือโมโห
การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ําอัดลม
การใช้สารเสพติด เช่น ยาบ้า ยาไอซ์ โคเคน บุหรี่ สุรา
กลุ่มอาการหายใจลําบาก เหนื่อยหอบ (Dyspnea)
การตรวจร่างกาย (Physical examination)
ระบบหัวใจและหลอดเลือด
หัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia) และหายใจเร็ว (Tachypnea)
เส้นเลือดดําที่คอโป่งพอง (Jugular vein distention)
หัวใจโต โดยตรวจพบว่ามี Apex beat หรือ Point of Maximum Impulse (PMI) ในผู้ป่วยที่มีหัวใจโตขึ้น จะเลื่อนไปทางรักแร้และลงล่าง คลําพบหัวใจห้องล่างซ้าย (Left ventricular heaving) หรือหัวใจห้องล่างขวา (Right ventricular heaving) ได้
เสียงหัวใจผิดปกติ โดยอาจพบเสียง S3 หรือ S4 gallop หรือ Cardiac murmur บ่งชี้ถึงความผิดปกติของหัวใจ เช่น การตรวจพบ Diastolic rumbling murmur ที่ยอดหัวใจบ่งชี้ถึงภาวะลิ้นหัวใจไมทัล (Mitral stenosis) ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของหัวใจล้มเหลว
ตับโต (Hepatomegaly) และบวมกดบุ๋ม (Pitting edema) ซึ่งเกิดจากภาวะของเหลวคั่งในร่างกาย (Fluid retention)
ระบบทางเดินหายใจ
เสียงปอดผิดปกติ (Lung crepitation) จากการที่มีเลือดคั่งในปอด (Pulmonary congestion) ในผู้ป่วยบางรายอาจมีเสียงหายใจวี๊ด (Wheezing) เนื่องจากมีการหดตัวของหลอดลม(Bronchospasm) เมื่อมีเลือดคั่งในปอดที่เรียกว่า Cardiac wheezing ในผู้ป่วยบางรายอาจตรวจพบเสียงหายใจลดลง จากการมีน้ําในเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Investigation)
ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray/CXR)
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography)
การตรวจเลือด โดยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) ประสิทธิภาพการทํางานของไตโดยการตรวจ Blood UreaNitrogen (BUN) และ Creatinine (Cr) นอกจากนี้ยังมีการตรวจเลือดที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคหัวใจล้มเหลวโดยเฉพาะคือการตรวจระดับ Natriuretic peptide ประกอบด้วย Brain Natriuretic Peptide (BNP) และ NT-proBNP
การวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis)
อาการหายใจลําบากที่เกิดจากระบบหัวใจและหลอดเลือด หรือภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure: HF)
อาการในระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ออกแรงหรือออกกําลังกายได้น้อยลง นอนราบไม่ได้หรือเหนื่อยหอบหลังนอนหลับ แขนขาบวม
อาการอื่น ๆ ได้แก่ อิ่มง่าย ท้องอืด จุกแน่นท้องด้านขวา คลื่นไส้ กระสับกระส่าย ซึมเศร้า สับสน ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวได้จําแนกประเภทของผู้ป่วยเพื่อใช้เป็นหลัก
อาการหายใจลําบาก เหนื่อยหอบจากระบบทางเดินหายใจ
โรคหืด (Asthma) จะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ มักเกิดเมื่อมีสิ่งระคายเคืองมากระตุ้นหลอดลม ผู้ป่วยจะมีอาการไอและมีเสียงวี๊ดในทรวงอกเมื่อหายใจเข้าออก อาการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) และถุงลมโป่งพอง (Emphysema) ผู้ป่วยจะมีอาการไอมีเสมหะ และเหนื่อยง่าย อาการจะค่อยๆเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
โรคปอดบวม (Pneumonia) ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ไอ หอบเหนื่อยขึ้นมาอย่างกะทันหัน อาจมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย
น้ำในเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มปอด หรือโรคระบบอื่น ๆ ที่มีภาวะบวมน้ํา เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคตับ โรคไต เกิดการคั่งของน้ําในช่องเยื่อหุ้มปอด
การรักษาพยาบาลเบื้องต้น
การรักษาโดยใช้ยา
การใช้ยาเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต
HFrEF ซึ่งปัจจุบันเป็นยาที่ออกฤทธิ์ปรับ Neurohormone (Neurohormonal activation) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม กลุ่มยาที่ใช้ได้แก่ Angiotensin converting enzyme (ACEI) Angiotensin II receptor blocker (ARB) และ Beta-blocker
การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
ยาขับปัสสาวะ เป็นยาในกลุ่ม Loop diuretic ที่นิยมใช้คือ Furosemide 20-40 mg. IV
ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ Digoxin 0.5-1 mg. IM/IV หรือ 0.125-0.25 mg. o.d.