Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เลือดและส่วนประกอบของเลือด - Coggle Diagram
การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เลือดและส่วนประกอบของเลือด
4.3.9 การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ
วัตถุประสงค์
ให้ผู้ป่วยที่รับประทานอาหารและน้าทางปากไม่ได้ หรือรับประทานได้น้อยไม่เพียงพอต่อความ
ทดแทนน้าที่ร่างกายสูญเสียไป เช่น อาเจียน อุจจาระร่วงรุนแรง หรืออุจจาระร่วงเป็นระยะเวลานาน
*ข้อบ่งชี้
1) โรคทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วงเรื้อรัง การอักเสบในระบบทางเดินอาหาร ลาไส้ อักเสบ
จากการฉายรังสี
2) โรคของอวัยวะต่างๆ เช่น ภาวะไตวาย โรคหัวใจแต่กาเนิด
3) ภาวะทางศัลยกรรม เช่น ถูกน้าร้อนลวก ภายหลังการผ่าตัด
ส่วนประกอบของสารอาหารในสารละลาย
คาร์โบไฮเดรต นิยมใช้ในรูปของกลูโคส ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กรัม
สารละลายไขมัน (fat emulsion) ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กรัม
โปรตีนอยู่ในรูปกรดอะมิโน ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ต่อ 1 กรัม
ชนิดของสารอาหารทางหลอดเลือดดำ
ชนิดของสารอาหารทางหลอดเลือดดาแบ่งได้ 2 ประเภท
1. Total parenteral nutrition (TPN)
เป็นการให้โภชนบาบัดครบตามความต้องการของผู้ป่วย
ทั้งปริมาณพลังงานที่ต้องการ และสารอาหารทุกหมู่
2.Partial or peripheral parenteral nutrition (PPN)
เป็นการให้โภชนบาบัดทางหลอดเลือดดา
เพียงบางส่วน อาจได้พลังงานไม่ครบตามความต้องการ หรือได้สารอาหารไม่ครบทุกหมู่
ต้าแหน่งของการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ
การให้ทางหลอดเลือดดาแขนง (peripheral vein) ข้อดีของการให้วิธีนี้คือไม่ยุ่งยาก สามารถ
ให้แก่ผู้ป่วยได้ทันที
การให้ทางหลอดเลือดดาใหญ่ (central vein) สามารถเพิ่มความเข้มข้นของน้าตาลกลูโคสได้
ถึงร้อยละ 20-25
อุปกรณ์ในการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
ชุดให้สารอาหาร
สายให้อาหารทางหลอดเลือดดา ปัจจุบันสายให้อาหารทางหลอดเลือดดามีรูปแบบต่างๆ
4.3.10 อาการแทรกซ้อนจากการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ
1. บวมเนื่องจากมีสารอาหารเข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นผิวหนัง (Local infiltration)
1.1 ลักษณะที่พบได้แก่
1) บวมบริเวณที่ให้ บางครั้งอาจมองเห็นไม่ชัดเจน แต่บางครั้งก็อาจมองไม่ชัดเจน
2) ผู้ป่วยรู้สึกไม่สุขสบายบริเวณที่ให้
1.2 การพยาบาลและการป้องกัน
1) ถ้าพบว่ามีสารอาหารซึมออกมาอยู่ในเนื้อเยื่อควรหยุดให้สารอาหารทันที
2) ควรดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดสารอาหารซึมออกมาอยู่ในเนื้อเยื่อส่วนมาก
2. มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในระบบไหลเวียนของเลือด (Embolism)
2.1 ลักษณะที่พบได้แก่
1) อาการเขียว
2) สังเกตพบว่าอัตราการหยดของสารอาหารจะช้าลง หรือหยุดไหล
2.2 การพยาบาลและการป้องกัน
1) ระมัดระวังในการเปลี่ยนขวดสารอาหารไม่ให้อากาศผ่านเข้าไปในชุดสายให้สารอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหรือยืน
2) หยุดให้สารอาหารทันทีถ้าพบว่ามีก้อนเลือดอุดตันที่เข็ม
3) ห้ามนวดคลึงเพราะอาจทาให้ก้อนเลือดนั้นหลุดเข้าไปในกระแสเลือดและ
3. การให้สารอาหารมากเกินไป (Circulatory overload)
พบได้ง่ายในผู้ป่วยเด็ก
3.1 ลักษณะที่พบได้แก่
1) อาการแสดงที่ปรากฏเริ่มแรก คือ ปวดศีรษะ หายใจตื้น และหอบเหนื่อย
2) ตรวจพบความดันเลือดและแรงดันหลอดเลือดส่วนกลางสูงขึ้น ชีพจรเร็ว
3) ผู้ป่วยมีปริมาณน้าเข้าและออก (intake/output) ไม่สมดุล
3.2 การพยาบาลและการป้องกัน
1) ปรับอัตราหยดให้ช้าที่สุดและรายงานให้แพทย์ทราบด่วน
2) บันทึกสัญญาณชีพ
3) จัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่านั่งเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
4. ไข้ (pyrogenic reactions)
4.1 ลักษณะที่พบได้แก่
1) ไข้สูง 37.3-41 องศาเซลเซียส
2) ปวดหลัง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน
3) หนาวสั่น
4.2 การพยาบาลและการป้องกัน
1) หยุดให้สารอาหาร
2) บันทึกสัญญาณชีพ และรายงานแพทย์
3) ถ้าเป็นไปได้ ควรเก็บชุดให้สารอาหารและชุดสายให้สารอาหารส่งเพาะเชื้อ
การหยุดให้สารอาหารทางหลอดเลือดด้า
เมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำให้งด สารละลายไขมันได้ทันที และลดความเข้มข้นของน้าตาลกลูโคส และกรดอะมิโนลง รวมทั้งเกลือแร่ต่างๆ ด้วย
เพิ่มอาหารที่ให้ทางปาก เมื่อความเข้มข้นของกลูโคสในสารละลายลดลงเหลือร้อยละ 5
4.3.11 การใช้กระบวนการพยาบาลในการให้สารอาหารทางหลอดเลือด
ขั้นตอนที่1 การประเมินสภาพผู้ป่วย (Assessment)
S: “รู้สึกปากแห้ง อยากเคี้ยวอาหารทางปาก”
O: Known case CA stomach S/P Subtotal gastrectomy มีรูปร่างผอม
ขั้นตอนที่ 2 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)
มีโอกาสเกิดหลอดเลือดดาอักเสบจากการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดาเป็นเวลาหลายวัน
มีโอกาสเกิดสิ่งแปลกปลอมอยู่ในระบบไหลเวียนของเลือดจากการให้สารอาหารทางหลอด
ขั้นตอนที่ 3 การวางแผนการพยาบาล (Planning)
ให้ผู้ป่วยได้รับสารน้าตามแผนการรักษาและไม่เกิดอาการแทรกซ้อน
ขั้นตอนที่ 4 การปฏิบัติการพยาบาล (Implementation)
ก่อนและขณะให้สารน้าทางหลอดเลือดดา ควรมีการประเมินสภาพร่างกาย และควบคุมผู้ป่วยในระยะแรก และระยะหลัง
ประเมินสัญญาณชีพก่อนและขณะให้สารอาหารและติดตามทุก 2-4 ชั่วโมง
ผู้ป่วยที่ได้รับสารอาหารทางหลอดเลือดดาส่วนปลาย
(peripheral vein)
ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลทางการให้สารอาหารทางหลอดเลือดด้า (Evaluation)
การประเมินผลการให้สารอาหารทางหลอดเลือดดา
การประเมินผลกิจกรรมการพยาบาล เป็นการประเมินผลของการปฏิบัติงาน เพื่อนามาปรับปรุงการปฏิบัติงานในครั้งต่อไป
การประเมินผลคุณภาพการบริการ เป็นการประเมินคุณภาพของผลการปฏิบัติงาน
4.3.12 การให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด
เลือด (whole blood) ประกอบด้วย 3 ส่วน
เซลล์เม็ดเลือด แบ่งเป็น เซลล์เม็ดเลือดแดง
(redblood cell หรือ erythrocyte)เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell หรือ leukocyte) เกร็ดเลือด
(platelet) และน้าเลือด (plasma)
การให้เลือด (Blood transfusion)
หมายถึง การให้เลือด หรือเฉพาะเม็ดเลือด หรือเฉพาะน้าเลือด
แก่ผู้ป่วยโดยผ่านเข้าทางหลอดเลือดดา
การให้และการรับเลือดในหมู่เลือด
คนเลือดกรุ๊ป Rh-ve ต้องรับจาก Rh-ve เท่านั้น
คนเลือดกรุ๊ป O รับได้จาก O เท่านั้น แต่ให้กับกรุ๊ปอื่นได้ทุกกรุ๊ป
3.คนเลือดกรุ๊ป AB รับได้จากทุกกรุ๊ปแต่ให้
เลือดแก่ผู้อื่นได้เฉพาะคนที่เป็นเลือดกรุ๊ป AB
คนเลือดกรุ๊ป A รับได้จาก A และ O ให้ได้กับ A และ AB
คนเลือดกรุ๊ป B รับได้จาก B และ O ให้ได้กับ B และ AB
4.3.13 ภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือด
1. เม็ดเลือดแดงสลายตัว (Hemolysis)
เกิดจากการให้เลือดผิดหมู่ เม็ดเลือดแดงจะแตกและ
บางส่วนไปอุดตันหลอดเลือดฝอยของท่อไตทาให้ไตวาย
จะพบว่าผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น มีไข้ปวดศีรษะ ปวดหลังบริเวณเอว กระสับกระส่าย ปัสสาวะเป็นเลือด และปัสสาวะไม่ออกในภายหลัง
2. ปริมาตรการไหลเวียนของเลือดมากเกินไป
(Volume overload)
เกิดจากการให้เลือดในอัตราเร็วเกินไป จึงเพิ่มปริมาตรการไหลเวียนในกระแสเลือด ส่งผลให้หัวใจทางานหนักขึ้น เกิดภาวะหัวใจวาย
3. ไข้ (Febrile transfusion reaction)
เกิดจากการได้รับสารที่ทาให้เกิดไข้ เชื้อแบคทีเรียจาก
เครื่องใช้หรือเทคนิคการให้เลือดที่ไม่สะอาด
4. ปฏิกิริยาภูมิแพ้ (Allergic reaction)
เกิดจากผู้รับแพ้สารอย่างใดอย่างหนึ่งในเลือดที่ได้รับ ผู้ป่วย
จะมีอาการมีผื่นคัน หรือลมพิษ
5. การถ่ายทอดโรค
(Transfusion-associated graft versus host disease)
มักเกิดจากการขาดการตรวจสอบเลือดของผู้ให้ ซึ่งมีการติดเชื้อต่าง
6. การอุดตันจากฟองอากาศ (Air embolism)
เกิดจากการไล่ฟอง
**
อากาศไม่หมดไปจากสายให้เลือด
อากาศจะลอยไปตามกระแสเลือด
4.3.14 การใช้กระบวนการพยาบาลในการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด
ขั้นตอนที่1 การประเมินสภาพผู้ป่วย
1. การประเมินด้านร่างกาย
1.1 ระดับความรู้สึกตัว
1.2 พยาธิสภาพของโรค
2. การประเมินด้านจิตใจ
2.1 ความพร้อมของการรับบริการให้เลือดและสารประกอบของเลือด
2.2 ความต้องการรับบริการให้เลือดและสารประกอบของเลือด
2.3 ความวิตกกังวลและความกลัว
3. การประเมินสิ่งแวดล้อม
3.1 ความสะอาดของสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยและรอบเตียง
3.2 ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสิ่งแวดล้อมผู้ป่วย
3.3 ความพร้อมใช้ของสิ่งแวดล้อมตัวผู้ป่วย
4. การประเมินแผนการรักษา
ขั้นตอนที่ 2 ข้อวินิจฉัย
มีความพร้อมในการเริ่มให้เลือดและ
สารประกอบของเลือดตามแผนการรักษา
ขั้นตอนที่ 3
การวางแผนในการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด
วางแผนให้ผู้ป่วยได้รับเลือดและสารประกอบของเลือดโดยประยุกต์ใช้หลักการ 6 Rights
วัตถุประสงค์ของการให้เลือดและสารประกอบของเลือด
ทดแทนปริมาณเลือดที่สูญเสียไป เช่น จากการตกเลือดหรือจากการผ่าตัด เป็นต้น
ทดแทนเม็ดเลือดแดง และรักษาระดับฮีโมโกลบิน (hemoglobin: Hb) เป็นการรักษาระดับ
เกณฑ์การประเมิน
ผู้ป่วยได้รับเลือดและสารประกอบของเลือดไม่พบอาการแทรกซ้อนและปลอดภัยตามหลักการ 6Rights
ขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลการให้เลือดและสารประกอบของเลือด
การประเมินผลการให้เลือดและส่วนประกอบของเลือด
การประเมินผลกิจกรรมการพยาบาล เป็นการประเมินผลของการปฏิบัติงาน เพื่อนามาปรับปรุงการปฏิบัติงานในครั้งต่อไป
การประเมินผลคุณภาพการบริการ เป็นการประเมินคุณภาพของผลการปฏิบัติงาน เพื่อนามาปรับปรุงการปฏิบัติงานในครั้งต่อไป
การดูแลผู้ป่วยภายหลังได้รับเลือด
1) ตรวจสอบสัญญาณชีพหลังการให้เลือด 15 นาที และต่อไปทุก 4 ชั่วโมง
2) สังเกตปฏิกิริยาที่เกิดจากการให้เลือดอย่างต่อเนื่อง
3) ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายตลอดระยะเวลาที่ให้เลือด
4) บันทึกหมู่เลือด ชนิดของเลือด หมายเลขเลือด ปริมาณเลือด วัน เวลา ชื่อผู้ให้
การปฏิบัติเมื่อพบอาการแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ได้รับเลือด
1) หยุดให้เลือดทันทีแล้วเปิด
ทางหลอดเลือดดา (KVO) ด้วย NSS
2) รายงานแพทย์
3) ตรวจสอบสัญญาณชีพ และสังเกตสังเกต
ปฏิกิริยาที่เกิดจากการให้เลือดอย่างใกล้ชิด
4.3.15 การบันทึกปริมาณน้าเข้า-ออกจากร่างกาย (Record Intake-Output)
3.12.1 หลักการบันทึกจ้านวนสารน้าที่เข้าและออกจากร่างกาย
1) แบบฟอร์มการบันทึกควรแขวนไว้ที่เตียงผู้ป่วย
2) อธิบายเหตุผลและความสาคัญของการวัด
และการบันทึกจานวนน้าที่รับเข้าและขับออกจากร่างกาย
3) ร่วมกับผู้ป่วยในการวางแผนกาหนดจานวนน้ำ
ที่เข้าสู่ร่างกายในแต่ละช่วงเวลา
4) จดบันทึกจานวนน้าและของเหลวทุกชนิด
ที่ให้ขณะมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหาร
5) การจดบันทึกควรสรุปทุก 8 ชั่วโมง และทุกวัน
6) บันทึกจานวนสารน้าที่สูญเสียทางอื่น ๆ เช่น อาเจียน ท้องเดิน
4.3.16 กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมความสมดุลของสารน้าในร่างกาย
1. การประเมินภาวะสุขภาพ (Health assessment)
S : ผู้ป่วยบ่นปวดบริเวณที่ให้สารน้ามาก ขอเปลี่ยนตาแหน่งที่แทงเข็มใหม่
O : จากการสังเกตบริเวณที่หลังมือซ้ายบวมแดง
หลอดเลือดดาที่ให้สารน้าเป็นลาแข็ง
บริเวณที่แทงเข็มให้สารน้าเป็นตาแหน่งเดิมนาน 5 วันแล้ว
2. ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)
มีภาวะหลอดเลือดดาอักเสบจากการได้รับสารน้าทางหลอดเลือดดาเป็นเวลานาน
3. การวางแผนการพยาบาล (Planning)
วัตถุประสงค์
ไม่เกิดภาวะหลอดเลือดดาอักเสบที่รุนแรงขึ้น
เกณฑ์การประเมินผล
ภาวะหลอดเลือดดาอักเสบลดลง
อาการปวดบริเวณที่ให้สารน้าลดลง
โดยใช้แบบประเมินความปวด (Pain scale)
4. การปฏิบัติการพยาบาล (Implementation)
1) หยุดให้สารน้าทันที
2) ประเมินอาการบวมที่หลังมือซ้ายทุกเวร
หากบวมมากขึ้น ผู้ป่วยมีไข้
3) บันทึกสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง
เพื่อประเมินอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย
5. การประเมินผลการพยาบาล (Evaluation)