Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การบริหารยากินและยาเฉพาะที่ - Coggle Diagram
การบริหารยากินและยาเฉพาะที่
วัตถุประสงค์ของการให้ยา
เพื่อการรักษา เป็นการให้ยาเพื่อรักษาตามสาเหตุของโรค หรือช่วยให้ผู้ป่วยบรรเทา ทุเลา และหายจากอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ สามารถแบ่งได้ดังนี้
รักษาตามอาการ เช่น อาการปวด ให้ได้รับยาบรรเทาอาการปวด ให้ของเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน
รักษาเฉพาะโรค เช่น ยาฆ่าเชื้อในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อ
ทดแทนสิ่งที่ร่างกายขาด เช่น ผู้ป่วยเป็นโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็ก ให้ได้รับเฟอรัส ซัลเฟต
เพื่อการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ เช่น ฉีดวัคซีนบีซีจีเพื่อป้องกันวัณโรค ให้วิตามินเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
เพื่อการตรวจวิเคราะห์โรค เช่น ให้กลืนแป้งเบเรี่ยม ซัลเฟต แล้วเอ็กซเรย์เพื่อตรวจดูสภาพของกระเพาะอาหารและลำไส้หรือการฉีดไอโอดีนทับรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ
ปัจจัยที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา
อายุและน้ำหนักตัว เด็กเล็ก ๆ ตับและไตยังเจริญไม่เต็มที่ ผู้สูงอายุมาก ๆ การทำงานของตับและไตลดลง จึงทำให้ยามีปฏิกิริยามากขึ้น
เพศ ผู้ชายมีขนาดตัวใหญ่กว่าผู้หญิง น้ำหนักย่อมมากกว่า ถ้าได้รับยาขนาดเท่ากัน ยาจะมีปฏิกิริยาต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
กรรมพันธุ์ บางคนอาจมีความไวผิดปกติต่อยาบางชนิด บางคนแพ้ยาง่าย ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม
ภาวะจิตใจ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่ได้รับยาเคมีบำบัดบางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก โดยมีสาเหตุมาจากจิตใจ
ภาวะสุขภาพ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือมีอาการป่วย เมื่อได้รับยาจะมีผลต่อการแสดงออกของฤทธิ์ยาต่างจากคนปกติ
ทางที่ให้ยา ยาที่ให้ทางหลอดเลือดจะดูดซึมได้เร็วกว่ายาที่ให้รับประทานทางปาก
เวลาที่ให้ยา ยาบางชนิดต้องให้เวลาที่ถูกต้องยาจึงออกฤทธิ์ตามที่ต้องการ เช่น ยาปฏิชีวนะ ยางชนิดต้องให้ก่อนอาหาร จึงจะดูดซึมได้ดี
สิ่งแวดล้อม ยาที่รักษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางชนิด ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในที่สงบ เพื่อจะได้พักผ่อน
ระบบการตวงวัดยา
ระบบอโพทีคารี ส่วนใหญ่ใช้หน่วยเป็นปอนด์ ออนซ์ เกรน ดังนี้
30 เกรน(grain) = 1 สครูเปิล(scruple)
3 สครูเปิล(scruple) = 1 แดรม(dram)
8 แดรม(dram) = 1 ออนซ์
12 ออนซ์(ounce) = 1 ปอนด์(pound)
2.ระบบเมตริก ส่วนใหญ่ใช้หน่วยเป็น กรัม มิลลิกรัม ลิตร มิลลิลิตร ดังนี้
1 ลิตร = 1000 มิลลิลิตร(ซี.ซี)
1 กิโลกรัม* = 1000 กรัม (gm)
1 กรัม* = 1000 มิลลิกรัม (mg)
1 มิลลิกรัม* = 1000 ไมโครกรัม (mcg)
1 กรัม = 1 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
ระบบมาตราตวงวัดประจำบ้าน หน่วยที่ใช้เป็น หยด ช้อนชา ช้อนโต๊ะ ถ้วยชา และถ้วยแก้ว สามารถเทียบได้กับระบบเมตริก ดังนี้
15 หยด* = 1 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
1 ช้อนชา* = 5 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
1 ช้อนหวาน = 8 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
1 ช้อนโต๊ะ* = 15 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
1 ถ้วยชา = 180 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
1 ถ้วยแก้ว = 240 มิลลิลิตร (ซี.ซี)
คำย่อและสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำสั่งการให้ยา
ความถี่การให้ยา
OD (omni die) = วันละ 1 ครั้ง
bid (bis in die) = วันละ 2 ครั้ง
tid (ter in die) = วันละ 3 ครั้ง
qid (quarter in die) = วันละ 4 ครั้ง
q 6 hrs (quaque 6 hora) = ทุก 6 ชั่วโมง
วิถีทางการให้ยา
O = รับประทานทางปาก
M = เข้ากล้ามเนื้อ
SC = เข้าชั้นใต้ผิวหนัง
V = เข้าหลอดเลือดดำ
ID = เข้าชั้นระหว่างผิวหนัง
subling = อมใต้ลิ้น
Innal = ทางสูดดม
Nebul = พ่นให้สูดดม
Supp = เหน็บ/สอด
instill = หยอด
เวลาการให้ยา
a.c. (ante cibum) ก่อนอาหาร
p.c. (post cibum) หลังอาหาร
h.s. (hora somni) ก่อนนอน
p.r.n. (pro re nata) เมื่อจำเป็น
stat (statim) ทันทีทันใด
คำสั่งแพทย์ คำนวณขนาดยา
คำสั่งแพทย์
การให้ยาแก่ผู้ป่วย แพทย์จะต้องรับผิดชอบในการเขียนคำสั่งการให้ยาเป็นลายลักษณ์อักษร พยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดยา เตรียมยาและนำไปให้ผู้ป่วยโดยตรง พยาบาลจะต้องช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาถูกต้องตามการรักษา การเขียนคำสั่งแพทย์มี 4 ชนิดได้แก่
คำสั่งครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป เป็นคำสั่งที่สั่งครั้งเดียวและใช้ได้ตลอดไปจนกว่าจะมีคำสั่งระงับ หรือบางครั้งแพทย์อาจระบุวันที่ระงับยาไว้เลยก็ได้ เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ
คำสั่งใช้ภายในวันเดียว เป็นคำสั่งที่ใช้ได้ใน 1 วัน เมื่อได้ให้ยาไปแล้วเมื่อครบก็ระงับไปได้เลย
คำสั่งที่ต้องให้ทันที เป็นคำสั่งการให้ยาครั้งเดียวและต้องให้ทันที
คำสั่งที่ให้เมื่อจำเป็น เป็นคำสั่งที่กำหนดไว้ให้ปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยมีอาการบางอย่างเกิดขึ้น เช่น มีไข้ ปวดแผล ชัก เป็นต้น
ส่วนประกอบของคำสั่งการรักษา
ชื่อของผู้ป่วย จะต้องเขียนทั้งชื่อและนามสกุลของผู้ป่วย ห้ามเขียนแต่ชื่อเพียงอย่างเดียว เพราะว่าอาจเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นได้หากมีชื่อซ้ำกัน
วันที่เขียนคำสั่งการรักษา
ชื่อของยา
ขนาดของยา
วิถีทางการให้ยา
เวลาและความถี่ในการให้ยา
ลายมือผู้สั่งยา
ลักษณะคำสั่งแพทย์ตามทางวิถีทางการให้ยา
โดยทั่วไปแพทย์จะเขียนคำสั่งการให้ยาเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ ชื่อยา - ขนาด - จำนวน - ทางที่ให้ - ความถี่ ซึ่งพยาบาลต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิถีทางการให้ยา (route) และชนิดของการปรุงยาแต่ละชนิดว่ามีลักษณะอย่างไร รายละเอียดดังนี้
1. ทางปาก (oral)
ยาที่ให้ผู้ป่วยรับประทานทางปาก โดยยาจะดูดซึมทางระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ชนิดของการปรุงยามีลักษณะต่างๆกัน ได้แก่ ยาเม็ด(table) ยาแคปซูล(capsule) ยาน้ำเชื่อม(syrup) อีลิกเซอร์(elixir) อีมัลชั่น(emulsion) ยาผง(powder) ยาน้ำผสม(mixture) ยาอม(lozenge)
2. ทางสูดดม (inhalation)
ยาที่ใช้พ่นให้ผู้ป่วยสูดดมทางปากหรือจมูก โดยดูดซึมทางระบบทางเดินหายใจ ชนิดของการปรุงยาเป็นลักษณะต่างๆกัน ได้แก่ ชนิดสเปรย์(spray) พ่นทางสายให้ออกซิเจน(nebulae)
3. ทางเยื่อบุ (mucous)
ยาที่ใช้สอดใส่หรือหยอดทางอวัยวะต่างๆ ของผู้ป่วย โดยดูดซึมเข้าทางเยื่อบุสู่ระบบไหลเวียนของเลือดบริเวณอวัยวะนั้น ชนิดของการปรุงยาเป็นลักษณะต่งๆกัน ได้แก่ ชนิดเม็ด(tablet) ใช้สอด(suppository) ทางช่องคลอด/ทวารหนัก หรืออมใต้ลิ้น(subingual)
4. ทางผิวหนัง (skin)
ยาที่ใช้ทาบริเวณผิวหนังของผู้ป่วย โดยดูดซึมเข้าร่างกายทางผิวหนังชนิดการปรุงยาเป็นลักษณะต่างๆ กัน ได้แก่ ชนิดโลชั่น(lotion) ครีม(cream) ยาขี้ผึ้ง(ointment) ยาเปียก(paste)
5. ทางกล้ามเนื้อ (intramuscular)
ยาที่ใช้ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อของผู้ป่วย โดยดูดซึมเข้าร่างกายทางระบบไหลเวียนเลือดที่ชั้นกล้ามเนื้อ ชนิดของการปรุงยาเป็นลักษณะยาที่ละลายในน้ำเท่านั้น
6. ทางชั้นผิวนัง (intradermal)
ยาที่ใช้ฉีดเข้าทางชั้นผิวหนังของผู้ป่วย โดยดูดซึมร่างกายทางระบบไหลเวียนเลือดที่ชั้นผิวหนัง ชนิดของการปรุงยาเป็นลักษณะยาที่ละลายในน้ำเท่านั้น
7. ทางหลอดเลือดดำ (intravenous)
ยาที่ใช้ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วย โดยเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดโดยตรง ชนิดของการปรุงยาเป็นลักษณะยาที่ละลายในน้ำเท่านั้น
8. ทางใต้ผิวหนัง (subcutaneous / hypodermal)
ยาที่ใช้ฉีดเข้าที่ใต้ผิวหนังของผู้ป่วย โดยดูดซึมเข้าระบบไหวเวียนเลือดที่ชั้นใต้ผิวหนัง ชนิดการปรุงยาเป็นลักษณะสารละลายเท่านั้น
คำนวณขนาดยา
การคำนวณยาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา มีหลักการคำนวณดังนี้ ความเข้มข้นของยา(ในแต่ละส่วน) = ขนาดความเข้มข้นของยาที่มี / ปริมาณยาที่มี
รูปแบบการบริหารยา
การให้ยาอย่างถูกต้องพยาบาลต้องตระหนักถึงหลักการบริหารยา ที่เรียกว่า six rights การเรียนและการฝึกปฏิบัติของนักศึกษาพยาบาลที่ยังไม่มีประสบกาณ์มาก ควรยึดหลักการพื้นฐาน 7 ประการ แต่เมื่อเป็นพยาบาลวิชาชีพจะต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยและวิชาชีพมากยิ่งขึ้นต้องยึดหลัก 11 ข้อ ดังนี้
Right patient / client (ถูกคน) คือ การให้ยาถูกคน หรือถูกตัวผู้ป่วย โดยการเช็คชื่อผู้ป่วยทุกครั้งก่อนให้ยาหรือก่อนฉีดยาเทียบกับใบ medication administration record
Right drug (ถูกยา) คือการให้ยาถูกชนิด โดยการอ่านชื่อยาอย่างน้อย 3 ครั้ง ดังนี้
ครั้งแรก
ก่อนหยิบภาชนะใส่ยาออกจากที่เก็บ
ครั้งที่สอง
ก่อนเอายาออกจากภาชนะใส่ยา
ครั้งที่สาม
ก่อนเก็บภาชนะใส่ยาเข้าที่หรือก่อนทิ้งภาชนะใส่ยา
Right dose (ถูกขนาด) คือการให้ยาถูกขนาด โดยการจัดยาหรือคำนวณให้มีขนาดและความเข้มข้นของยาตามคำสั่งการให้ยา เป็นการประกันว่า ผู้ป่วยได้รับขนาดยาโดยรวมเป็นไปตามที่แพทย์ต้องการ
Right time (ถูกเวลา) คือการให้ยาถูกหรือตรงเวลา โดยการให้ยาตรงตามเวลาหรือความถี่ตามคำสั่งการให้ยา การให้ยาควรให้ถูกเวลาเพื่อการออกฤทธิ์ที่เหมาะสมที่สุด ได้แก่
การให้ยาก่อนอาหาร เพื่อไม่ต้องการให้ยาได้สัมผัสกับอาหาร ดังนั้นการให้ยาก่อนอาหารควรให้อย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง
การให้ยาหลังอาหารเป้าหมายเพื่อยาได้สัมผัสกับอาหารเพื่อช่วยเรื่องการดูดซึม ต้องให้ยาหลังอาหารทันทีจนถึง 2 ชั่วโมงหลังอาหาร
การให้ยาช่วงใดก็ได้คืออาหารไม่มีผลต่อการดูดซึม ดังนั้นจึงให้ช่วงเวลาใดก็ได้
การให้แบบกำหนดเวลาหรือให้เฉพาะกับอาหารที่เฉพาะ เช่น การให้พร้อมกับอาหารคำแรก
ห้าม
รับประทานพร้อมนม การให้ขณะนั่งหัวสูงเป็นเวลา 30 นาที เป็นต้น
Right route (ถูกวิถีทาง) คือการให้ยาถูกทาง โดยการให้ยาแก่ผู้ป่วยตามที่แพทย์สั่งการรักษาเป็นการประกันว่าผู้ป่วยได้รับยาสอดคล้องกับวิถีการบริหารยา
Right technique (ถูกเทคนิค) คือการให้ยาถูกตามวิธีการ ใช้เทคนิคที่เหมาะสม โดยการเตรียมยาและให้ยาที่ถูกต้องยึดหลักการปลอดเชื้อสำหรับยารับประทานทางปาก และหลักการปราศจากเชื้อสำหรับยาฉีด
Right documentation (ถูกการบันทึก) คือการบันทึกการให้ยาที่ถูกต้อง โดยพยาบาลลงนามในเวลาเดียวกับที่ให้ยากับผู้ป่วยในเอกสารที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ข้อมูลการให้ยาเป็นปัจจุบัน และความสามารถสื่อสารกับพยาบาลหรือวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวขอ้งในเรื่องการให้ยา
Right to refuse คือ การตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยในการจัดการยาผู้ป่วยมีสิทธิที่จะปฏิเสธการใช้ยาหากเขามีความสามารถในการทำเช่นนั้น
Right History and assessment คือการซักประวัติ และการประเมินอาการก่อน-หลังให้ยาโดยการสอบถามข้อมูล/ตรวจสอบประวัติการแพ้ยาของผู้ป่วยทุกครั้งก่อนการให้ยา
Right Drug-Durug Interaction and Evalution คือการที่จะต้องให้ยาร่วมกัน จะต้องดูก่อนว่ายานั้นสามารถให้ร่วมกันได้ไหม เมื่อให้ร่วมกันจะมีผลทำให้ยาออกฤทธิ์มากขึ้นหรือน้อยลง
Right to Education and Information คือก่อนที่พยาบาลจะให้ยาผู้ป่วยทุกครั้งต้องแจ้งชื่อยาที่จะให้ ทางที่จะให้ยา ผลการรักษา ผลข้าเคียงของยาที่อาจจะเกิด และอาการที่ต้องเฝ้าระวัง ก่อนการให้ยาทุกครั้ง
หลักสำคัญในการให้ยา
การให้ยาทางปากใช้หลักสะอาด และการฉีดยาใช้หลัก aseptic technique
ตรวจสอบคำสั่งแพทย์ก่อนให้ยาทุกครั้ง หากมีข้อสงสัยให้ตรวจสอบจากใบสั่งยาทุกครั้งและหากไม่แน่ใจให้ซักถามจากแพทย์ผู้ทำการรักษา
ก่อนให้ยาต้องทราบวัตถุประสงค์การให้ยา การวินิจฉัยโรค ผลของยาที่ต้องการให้เกิดและฤทธิ์ผลข้างเคียงของยา
ตรวจสอบประวัติการแพ้ยาจากตัวผู้ป่วยและญาติในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวและทดสอบการแพ้ของยาบางชนิด
ตรวจสอบวันหมดอายุของยาปกติแล้วยาเม็ดจะมีอายุอยู่ได้ 5 ปีและยาน้ำจะมีอายุได้ 3 ปี แต่หากเปิดขวดแล้วนิยมใช้เพียง 6 เดือนเท่านั้น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคเมื่อเปิดขวด
ไม่ควรเตรียมยาค้างไว้ บริเวณที่เตรียมยาต้องสะอาดและมีแสงสว่างเพียงพอ พยาบาลต้องมีสมาธิในการเตรียมยาและให้ยาแก่ผู้ป่วย ไม่ควรพูดคุยขณะเตรียมยา
ไม่ให้ยาที่ฉลากมีการลบเลือนไม่ชัดเจน หากมีการเทยาออกมาแล้วไม่ควรเทยากลับไปในขวดเดิมอีก
ตรวจสอบผู้ป่วยก่อนให้ยาโดยการถามชื่อและนามสกุลก่อนทุกครั้งหากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือไม่รู้เรื่องต้องทำการตรวจชื่อผู้ป่วยกับป้ายข้อมือก่อนให้ยาทุกครั้ง
บอกให้ผู้ป่วยทราบถึงวัตถุประสงค์ของการให้ยาและผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยที่จะกลับบ้านต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ยาผิด
ต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อหน้าพยาบาลเพื่อป้องกันผู้ป่วยไม่ได้รับยา ยกเว้นบางชนิด เช่น ยาจิบแก้ไขให้ผู้ป่วยได้จิบยาเพื่อบรรเทาไอที่เกิดขึ้น
ลงบันทึกการให้ยาหลังจากให้ยาทันที ยาบางชนิดจะต้องมีการลงข้อมูลสำคัญๆ บางอย่างด้วย เช่น การให้ยาลดความดันต้องมีการบันทึกค่าความดันเลือดก่อนการให้ยา
มีการประเมินประสิทธิภาพของยาที่ให้ หากยาไม่มีฤทธิ์ตามต้องการอาจต้องหาสาเหตุอื่นเพื่อช่วยบรรเทาหรือรักษาอาการนั้นๆด้วย
สังเกตอาการก่อนและหลังการให้ยาถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นต้องรีบรายงานแพทย์ทันที เช่น การมีผื่นขึ้น ท้องเสีย อาเจียน หายใจไม่สะดวก
ในกรณีที่ให้ยาผิดต้องรีบรายงานให้พยาบาลหัวหน้าเวรรับทราบเพื่อหาทาแก้ไข พยาบาลจะต้องสังเกตอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและลงบันทึกในแผ่นบันทึกทางการพยาบาลพร้อมทั้ง เขียนรายงานที่เกิดขึ้นเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและเป็นแนวทางในการแก้ไข
การให้ยาทางปากและยาเฉพาะที่
การให้ยาทางปาก
การให้ยาที่สามารถรับประทานทางปากได้ ซึ่งอาจเป็นชนิดยาเม็ด ยาแคปซูล ยาผง หรือยาน้ำ นับว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และปลอดภัยที่สุด ไม่ควรให้ยาทางปากในผู้ป่วยที่คาสายให้อาหารสู่กระเพาะ หรือผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน ไม่รู้สึกตัว และกลืนลำบาก ข้อควรปฏิบัติในการให้ยาทางปาก ดังนี้
ยาที่ระคายเคืองทางเดินอาหารให้กินหลังอาหารหรือนม (ยกเว้นยาพวก Tetracycline ไม่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานพร้อมนม)
การให้ยาเม็ดในเวลาเดียวกัน สามารถรวมกันได้ ส่วนยาน้ำให้แยกใส่แก้วยาต่างหาก
ยาชนิดผงให้ใช้ช้อนตวงปาดแล้วเทใส่แก้วยา
ยาจิบแก้ไอควรให้ภายหลังรับประทานยาเม็ดแล้วเพื่อให้ยาค้างอยู่ที่คอไม่ถูกน้ำล้างออก
ยาลดกรดในกระเพาะอาหารควรให้อันดับสุดท้ายเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองและเคลือบผนังของหลอดอาหารและกระเพาะ
ยาอมใต้ลิ้น เช่น ไนโตรกลีนเซอลีน (Nitroglycerine) ไอซอร์ดิล (Isodril) ที่ใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอกจากการขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น
การให้ยาเฉพาะที่
เป็นการให้ยาภายนอกเฉพาะตำแหน่ง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ ได้แก่ การให้ยาโดยผ่านทางเยื่อเมือกของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง เพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการเฉพาะที่ ได้แก่ การสูดดม การให้ยาทางตา การให้ยาทางจมูก การให้ยาทางหู การให้ยาทางช่องคลอด การให้ยาทางทวารหนัก สำหรับการให้ยาบนผิวหนัง เป็นการให้ยาโดยการทาหรือป้ายยาลงบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการให้โดยยาที่ให้ทางผิวหนังจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังหรือเยื่อบุ หลักการให้ยาเฉพาะที่ชนิดต่างๆ ใช้หลักการบริหารยา 6 Rights เช่นกัน โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้
การสูดดม (Inhalation) เป็นการให้ยาในรูปของก๊าาซ ไอระเหย หรือละออง สามารถให้โดยการพ่นยาเข้าสู่ทางเดินหายใจ เพื่อให้ยาไปสู่บริเวณที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ ยาออกฤทธิ์แบบเฉพาะที่หรือแบบทั่วร่างกาย
การให้ยาทางตา (Eye instillation) เนื่องจากดวงตาเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางมาก ติดเชื้อได้ง่าย การให้ยาบริเวณตาจึงต้องคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ ยาที่ใช้กับตามีทั้งยาหยอดตา ป้ายตาและยาล้างตา
การให้ยาทางหู (Ear insillation) เป็นการหยอดตาเข้าไปในช่องหูชั้นนอก ยาที่ใช้เป็นยาน้ำ ออกฤทธิ์เฉพาะเยื่อบุในช่องหู มักเป็นยาชาหรือยาฆ่าเชื้อโรคเฉพาะที่
การหยดยาจมูก (Nose instilltatin) ให้ผู้ป่วยเงยหน้าขึ้น และพยาบาลยกปีกจมูกผู้ป่วยข้างที่จะหยอดยาขึ้นเบาๆ แล้วหยดยาผ่านทางรูจมูกห่างประมาณ 1-2 นิ้ว จากนั้นให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าเดิมประมาณ 5-10 นาที เพื่อป้องกันยาไหลย้อนออกมา
การเหน็บยา เป็นการให้ยาที่มีลักษณะเป็นเม็ด เข้าทางเยื่อบุตามอวัยวะต่างๆเพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ คือ
การเหน็บยาทางทวารหนัก (Rectum suppository) ให้ผู้ป่วยนอนตะแคงข้างซ้าย และพยาบาลใส่ถุงมือสะอาด ยกแก้มก้นผู้ป่วยขึ้นจนเห็นรูทวารหนักชัดเจน จึงสอดใส่เม็ดยาเข้าไปแล้วใช้นิ้วขี้ดันยาพร้อมเขี่ยเม็ดยาให้กระดกขึ้นเพื่อชิดผนังทวารหนัก โดยให้ยาเข้าไปลึกประมาณ 3-4 นิ้ว หรือเข้าไปจนสุดนิ้วชี้
การเหน็บยาทางช่องคลอด (Vagial suppositotry) ควรทำหลังจากการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก แล้วให้ผู้่วยนอนหงาย และพยาบาลใส่ถุงมือปราศจากเชื้อแล้วสอดใส่เม็ดยาหรือแท่งเข้าไปทางช่องคลอด แล้วใช้นิ้วชี้ดันยาเข้าไปลึกประมาณ 2-3 นิ้ว หรือจนเกือบสุดนิ้วชี้
ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา
คือ เหตุการณ์ใดๆ ที่สามารถป้องกันได้ ที่อาจเป็นสาเหตุ หรือนำไปสู่การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นอันตรายแก่ผู้ป่วย หรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับยาที่ควรได้รับ แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ได้แก่
2. ความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งใช้ยา (Transcribing error)
คือ ความคลาดเคลื่อนของกระบวนการคัดลอกคำสั่งใช้ยาจากคำสั่งใช้ยาต้นฉบับที่ผู้สั่งใช้ยาเขียน จำแนกตามสถานที่ที่เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น คือ
ที่หอผู้ป่วย หมายถึง พยาบาลลอกคำสั่งแพทย์หรืออ่านคำสั่งแพทย์ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามแพทย์สั่ง ทำให้ข้อมูลที่คัดลอกไว้นั้นมีความคลาดเคลื่อน อันจะส่งผลกระทบไปถึงการส่งต่อข้อมูลการรักษา และการบริหารยาผู้ป่วย
ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ หมายถึง เจ้าหน้าที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่คัดกรองการลงข้อมูลยาในคอมพิวเตอน์ไม่ครอบคลุม หรือคัดกรองข้อมูลผิดพลาด ทำให้ข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยมีความคลาดเคลื่อน
ที่เภสัชกรรม หมายถึง เจ้าหน้าที่ห้องยา/เภสัชกร อ่านคำสั่งแพทย์ ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามแพทย์สั่ง ส่งผลถึงการส่งต่อข้อมูลและการจ่ายยามีความคลาดเคลื่อน
1. ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา (Prescription)
คือ ความคลาดเคลื่อนที่พบในใบสั่งยา อาจเกิดจากแพทย์เขียนผิดพลาด หรือไม่ชัดเจนรวมถึงการเลือกใช้ยาผิด การเลือกขนาดยาผิด การสั่งยาผิดตัวผู้ป่วย ไม่ระบุชื่อยา ความแรง ความเข้มข้น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนที่ส่งผลถึงตัวผู้ป่วย ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา แบ่งเป็นประเภทดังนี้
สั่งยาผิดขนาด หมายถึง แพทย์สั่งใช้ยาที่มีขนาดมากเกิน Maximum dose หรือสั่งยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย
สั่งยาผิดชนิด หมายถึง เขียนใบสั่งยา สั่งยาคนละชนิดกับที่ควรจะเป็น
ผิดวิถีทาง หมายถึง เขียนใบสั่งยา สั่งใช้ยาผิดวิถีทาง ทำให้ใช้ยาไม่ถูกวิธี เช่น ยาใช้ภายนอก แต่นำมาใช้เป็นยาใช้ภายใน ยาสำหรับให้ IV แต่สั่งให้ IM ยาเหน็บแต่นำมาใช้อม เป็นต้น
ผิดความถี่ หมายถึ่ง เขียนใบสั่งยา วิธีรับประทานผิด หรือระบุวิธีรับประทานที่ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยคนนั้น
สั่งยาที่มีประวัติแพ้ หมายถึง แพทย์สั่งยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการแพ้ยาซ้ำ
ลายมือไม่ชัดเจน หมายถึง เขียนใบสั่งยาด้วยลายมือที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิด
3. ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา (Dispensing Error)
คือ ความคลาดเคลื่อนในกระบวนการจ่ายยาของกลุ่มงานเภสัชกรรม ที่จ่ายยาไม่ถูกต้องตามที่ระบุในคำสั่งใช้ยา ได้แก่ ผิดชนิดยา รูปแบบยา ความแรงยา ขนาดยา วิธีใช้ยา จำนวนยาที่สั่งจ่าย จ่ายยาผิดตัวผู้ป่วย จ่ายยาที่เสื่อมสภาพหรือหมดอายุ
4. ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา (Administration error)
คือ การบริหารยาที่แตกต่างไปจากคำสั่งใช้ยาของผู้สั่งใช้ยาที่เขียนไว้ในใบบันทึกประวัติการรักษาผู้ป่วย หรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาผิดไปจากความตั้งใจในการสั่งยาของผู้สั่งใช้ยา จำแนกได้ 11 ข้อ ดังนี้
การให้ยาไม่ครบ (Omission error) หมายถึง การให้ยาผู้ป่วยไม่ครบมื้อ ตามที่แพทย์สั่ง
การให้ยาผิดชนิด (Wrong drug error) หมายถึง การให้ยาผู้ป่วยคนละชนิดกับที่แพทย์สั่ง
การให้ยาซึ่งผู้สั่งใช้ยาไม่ได้สั่ง (Unordered or unauthorized drug)
การให้ยาผู้ป่วยผิดคน (Wrong patient) หมายถึง การให้ยาที่ไม่ใช่ของผู้ป่วยคนนั้นอาจเนื่องจากพยาบาลจัดเตรียมยาไว้สำหรับผู้ป่วยหลายราย จึงให้สลับกับผู้ป่วยคนอื่น
การให้ยาผิดขนาด (Wrong-dose or Wrong-strength error) หมายถึง เป็นความคลาดเคลื่อนจากการให้ยาในขนาดที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าขนาดยาที่ผู้สั่งใช้ยาสั่ง
การให้ยาผิดวิถีทาง (Wrong-route error) หมายถึง การให้ยาไม่ถูกวิถีทางตามแพทย์สั่ง เช่น การให้ยาฉีด Long acting ทางหลอดเลือดดำ
การให้ยาผิดเวลา (Wrong-time error) หมายถึง การให้ยาผู้ป่วยผิดเวลาไปจากที่กำหนดไว้ในนโยบายการให้ยาของโรงพยาบาล
การให้ยามากกว่าจำนวนครั้งที่สั่ง (Extra-dose error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเมื่อมีการให้ยาแก่ผู้ป่วยเกินจากจำนวนครั้งหรือมื้อยาที่ผู้สั่งใช้ยาสั่งต่อวัน
การให้ยาในอัตราเร็วที่ผิด (Wrong rate of administration error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการใช้ยาโดยเฉพาะยาฉีดในอัตราเร็วที่ผิดไปจากที่ผู้สั่งใช้ยาสั่ง
การให้ยาผิดเทคนิค (Wrong technique error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการให้ยาผิดเทคนิคแม้จะถูกชนิด ถูกขนาด
การให้ยาผิดรูปแบบยา (Wrong dosage-form error) เป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการให้ยาผิดรูปแบบจากที่ผู้สั่งใช้ยาสั่ง เช่น การให้ยาน้ำแขวนตะกอนเมื่อผู้สั่งใช้ยาสั่งให้ยาเม็ด
บทบาทพยาบาลในการให้ยาผู้ป่วย
การบริหารยาให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนทางการให้ยา พยาบาลควรปฏิบัติดังนี้
เมื่อผู้ป่วยเข้ามานอนรักษาในครั้งแรก พยาบาลตรวจสอบยาให้ตรงกับคำสั่งแพทย์ พร้อมกับเช็คยาและจำนวนให้ตรงตามฉลากยา หากไม่ตรงให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
การซักประวัติ จะถามเรื่องการแพ้ยาทุกครั้งดูสติกเกอร์สีแสดงแพ้ยาที่ติดอยู่ขอบ OPD card และดูรายละเอียดใน OPD card ร่วมด้วยทุกครั้ง
เมื่อมีคำสั่งใหม่ หัวหน้าเวร ลงคำสั่งในใบ MAR ทุกครั้ง
การจัดยาให้ระมัดระวังในการจัดยาเนื่องจากความผิดพลาดด้านบุคคลโดยเฉพาะยาน้ำ เช่น Ventolin, CPM, Actifed เป็นต้น
เวรบ่าย พยาบาลจะตรวจสอบรายการยาในใบ MAR กับคำสั่งแพทย์ให้ตรงกัน และดูยาในช่องลิ้นชักยาอีกครั้ง
กรณีผู้ป่วยที่ NPO ให้มีป้าย NPO และเขียนระบุว่า NPO เพื่อผ่าตัดหรือเจาะเลือดเช้า ให้อธิบายและแนะนำผู้ป่วยและญาติทุกครั้ง
กรณีคำสั่งสารน้ำ+ยา B co 2 ml ให้เขียนว่า +ยา B co 2 ml ด้วยปากกาเมจิก อักษรตัวใหญ่บนป้ายสติกเกอร์ของสารน้ำให้ชัดเจนเพื่อสังเกตได้ง่าย
การจัดยาจะจัดตามหน้าซองยาหลังจากตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ในการจัดยาที่เป็นคำสั่งใหม่ ผู้จัดจะดูวันที่ที่สั่งยาใหม่หน้าซองในการเริ่มยาใหม่ในครั้งแรก
มีผู้จัด-ผู้ตรวจสอบ คนละคนกันตรวจสอบซ้ำก่อนให้ยา ให้ตรวจสอบ 100% เช็คดูตามใบ MAR ทุกครั้ง
การแจกยาไล่แจกยาตามเตียงพร้อมเซ็นชื่อทุกครั้งหลังให้ยาและให้พยาบาลตรวจดูยาในลิ้นชักของผู้ป่วยทุกเตียงจนเป็นนิสัยและดูผู้ป่วยประจำเตียงว่ามีหรือไม่
ให้ยึดหลัก 6R ตามที่กล่าวมาข้างต้น
สมรรถนะของพยาบาลในการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Competencies of nurses for Rational)
สามารถประเมินปัญหาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการให้ยา หรือมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา
สามารถร่วมพิจารณาการเลือกใช้ยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็น
สามารถสื่อสารเพื่อให้ผู้ป่วยร่วมตัดสินใจในการใช้ยา โดยพิจารณาจากข้อมูลทางเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมกับบริบทและเคารพในมุมมองของผู้ป่วย
บริหารยาตามการสั่งใช้ยาได้อย่างถูกต้อง
สามารถถให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้ยาได้อย่างเพียงพอ
สามารถติดตามผลการรักษา และรายงานผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาได้
สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วย และไม่เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม
สามารถใช้ยาได้อย่างเหมาะสม ตามความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ และเป็นไปตามหลักเวชจริยศาสตร์
สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถในการใช้ยา ได้อย่างต่อเนื่อง
สามารถทำงานร่วมกับบุคลากรอื่นแบบสหวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผลโดยไม่ขัดแย้ง
กระบวนการพยาบาลในการบริหารยาทางปากและยาเฉพาะที่
มีขั้นตอนดังนี้
1. การประเมินสภาพ
ก่อนให้ยาต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ป่วยและยาที่จะให้ผู้ป่วย ต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้ยา ภาวะขณะที่จะให้ยา เช่น งดน้ำงดอาหารทางปากอยู่ หรือการได้รับสารน้ำหรือให้เลือด สำหรับยาที่ให้ต้องประเมินว่าอยู่ในสภาพที่ไม่หมดอายุ
2. การวินิจฉัยการพยาบาล
เมื่อรวบรวมข้อมูลจากการประเมินสภาพได้ทั้งหมดแล้วนำมาจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่เป็นปัญหา ดูว่าผู้ป่วยมีปัญหาหรือไม่มีปัญหาที่จะได้รับยาขึ้นอยู่ข้อมูลที่ประเมินมาได้ในขั้นตอนแรก
3. การวางแผนการพยาบาล
หลังจากได้ข้อมูลและปัญหาหรือข้อบ่งชึ้ในการให้ยาแล้วทำการวางแผนหาวิธีการว่าจะให้ยาอย่างไร ผู้ป่วยจึงจะได้ยาถูกต้อง ครบถ้วน
4. การปฏิบัติการพยาบาล
เป็นการปฏิบัติการให้ยาตามแผนที่วางไว้ไปปฏิบัติ โดยยึดหลักความถูกต้อง 7 ประการ และคำนึงถึงบทบาทพยาบาลในการให้ยาตามที่ได้กล่าวข้างต้น รวมไปถึงการบึกทึกหลังการให้ยาด้วย
5. การประเมินผล
เนื่องจากยาที่ให้นอกจากจะมีผลทางการรักษาแล้วยังอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ ดังนั้นหลังจากให้แล้วต้องกลับมาตามผลทุกครั้ง เพื่อดูผลของยาต่อผู้ป่วยทั้งด้านการรักษา และผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์