Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การบรอหารยากิน และยาเฉพาะที่ - Coggle Diagram
การบรอหารยากิน และยาเฉพาะที่
วัตถุประสงค์ของการให้ยา
1.1 เพื่อการรักษา
รักษาเฉพาะโรค
Antibiotic
ทดแทนสิ่งที่ร่างกายขาด
ferrous sulfate
รักษาตามอาการ
paracetamal , plasil
ให้ร่างกายทำงานตามปกติ
Digitalis
1.2 เพื่อป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพ
Vaccine BCG ป้องกันวัณโรค / Vitamin
1.3 เพื่อการวอเคราะห์โรค
กลืน Barium sulfate = ผู้ป่วยทำ X-ray
ฉีดสาร Iodine = ผู้ป่วยทำ IVP
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออกฤทธิ์ของยา
ภาวะจิตใจ
ภาวะสุขภาพ
กรรมพันธุ์
ทางที่ให้ยา
เพศ
เวลาที่ให้ยา
อายุ และน้ำหนักตัว
สิ่งแวดล้อม
ระบบการตวงวัดยา
ระบบเมตริก
1 กรัม = 1000 มิลลิกรัม (mg)
1 มิลลิกรัม = 1000 ไมโครกรัม (mcg)
1 กิโลกรัม = 1000 กรัม (gm)
1 กรัม = 1 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
1 ลิตร = 1000 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
ระบบมาตรตวงวัดประจำบ้าน
1 ช้อนหวำน = 8 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
1 ช้อนโต๊ะ =15 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
1 ช้อนชำ =5 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
1 ถ้วยชำ = 180 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
15 หยด = 1 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
1 ถ้วยแก้ว = 240 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
ระบบอโพทีคารี
3 สครูเปิล (scruple) = 1 แดรม (dram)
8 แดรม (dram) = 1 ออนซ์ (ounce)
20 เกรน (grain) = 1 สครูเปิล (scruple)
12 ออนซ์ (ounce) = 1 ปอนด์ (pound)
ระบบอโพทีคารี เทียบกับ ระบบเมตริก
1 แดรม = 4 กรัม
1 ออนซ์ = 30กรัม (30 ซี.ซี.)
1 แดรม (dram) = 4 มิลลิลิตร (ซี.ซี.)
1 ปอนด์ = 450 กรัม
1 เกรน (grain) = 60 มิลลิกรัม (mg)
2.2 ปอนด์ = 1000 กรัม (1 กิโลกรัม)
15 เกรน (grain) = 1 กรัม (gram) gm
คำย่อและสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำสั่งการให้ยา
ความถี่การให้ยา
tid = วันละ 3 ครั้ง
qid = วันละ 4 ครั้ง
bid = วันละ 2 ครั้ง
q 6 hrs = ทุก 6 ชั่วโมง
OD = วันละ 1 ครั้ง
วิถีทางการให้ยา
O = รับประทำนทำงปำก
M = เข้ากล้ามเนื้อ
SC = เข้าชั้นใต้ผิวหนัง
V = เข้าหลอดเลือดดำ
ID = เข้าชั้นระหว่างผิวหนัง
subling = อมใต้ลิ้น
Inhal = ทำงสูดดม
Nebul = พ่นให้สูดดม
Supp = เหน็บ / สอด
instill = หยอด
เวลาการให้ยา
a.c. = ก่อนอาหำร
p.c. = หลังอาหำร
h.s. = ก่อนนอน
p.r.n. = เมื่อจำเป็น
stat = ทันทีทันใด
คำสั่งแพทย์
ชนิด
Single order/ order for one day
( คำสั่งใช้ในวันเดียว )
เมื่อได้ให้ยาไปแล้ว เมื่อครบ1วันก็ระงับได้เลย
Stat order ( คำสั่งที่ต้องปฏิบัติทันที )
เป็นคำสั่งการให้ยาครั้งเดียว และต้องให้ทันที
Standing order/ Order for continous
( คำสั่งครั้งเดียวใช้ได่ตลอดไป )
เป็นคำสั่งที่สั่งครั้งเดียวและใช้ตลอดไปจนกว่าจะมีคำสั่งระงับ
PRN order
( คำสั่งที่ให้เมื่อจำเป็น )
เป็นคำสั่งที่กำหนดไว้ปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยมีอาการบางอย่างเกิดขึ้น เช่น มีไข้ ปวดแผล ชัก
ส่วนประกอบของคำสั่งแพทย์ ( Order )
ขนาด / ความเข้มข้นของยา
เวลา ความถี่ในการใช้ยา
ชื่อยา
ทางที่ให้ยา
วัน เวลา ที่สั่งยา
ลสยมือของแพทย์ที่สั่งยา
ชื่อผู้ป่วย
วิถีทางการให้ยา
1.ทางปาก (oral)
ดูดซึมทางระบบเดินอาหาร-ลำไส
ใช้รับประทาน
tablet
capsule
syrup
mixture
elixir
emulsion
powder
ใช้อม
lozenge
2.ทางสูดดม ( inhalation ) ดูดซึมทางระบบทางเดินหายใจ
ใช้พ่น
spray
nebulae
3ทางเยื่อบุ ( mucous ดูดซึมทางระบบไหลเวียนเลือด
instilate
sublingual
suppository
ทางผิวหนัง ( skin ) ดูดซึมทางผิวหนัง
ใช้ทา Lotion , ointment , paste
ใช้นวด liniment
ใช้โรยผิวหนัง powder
ใช้ทำลายเชื้อ incture , alcohol
ทางกล้ามเนื้อ
ทางชั้นผิวหนัง
ทางหลอดเลือดดำ
รูปแบบการบริหารยา
หลัก 6 ประการ หรือ กฎ Six Rights
Right patient/ client (ถูกคน/ถูกตัวผู้ป่วย)
Right drug/ medication (ถูกชนิดยา)
Right dose (ถูกขนาดยา)
Right time (ถูกเวลา)
Right route (ถูกวิถีทาง)
Right technique (ถูกเทคนิค)
Right documentation (บันทึกเอกสารถูกต้อง)
Right to refuse (สิทธิที่จะปฏิเสธการใช้ยา)
Right History and assessment (การตรวจสอบประวัติการแพ้ยาและทำการประเมินถูกต้อง)
Right Drug-Drug Interaction and Evaluation (การตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างกันของยา และการประเมินถูกต้อง )
หลักสำคัญในการให้ยา
ไม่ให้ยาที่ฉลากลบเลือนไม่ชัดเจน ไม่ควรเทยากลับไปในขวดเดิมอีก
ตรวจสอบผู้ป่วยก่อนให้ยาโดยการถามชื่อและนามสกุลก่อนทุกครั้ง
ไม่ควรเตรียมยาค้างไว้ ผู้เตรียมยาและผู้ให้ยาควรเป็นคนเดียวกัน double check
บอกให้ผู้ป่วยทราบถึงวัตถุประสงค์ของการให้ยาและผลข้างเคียง
ตรวจสอบวันหมดอายุของยา
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อหน้าพยาบาล
ตรวจสอบประวัติการแพ้ยา เขียนป้ายติดที่แผ่นรายงานการรักษาอย่างชัดเจน
ลงบันทึกการให้ยาหลังจากให้ยาทันที
ทราบวัตถุประสงค์ การวินิจฉัยโรค ผลของยาฤทธิ์ข้างเคียงของยา
มีการประเมินประสิทธิภาพของยาที่ให้
ตรวจสอบ Oder ก่อนให้ยาทุกครั้ง
สังเกตอาการก่อนและหลังการให้ยา
ยาทางปากใช้หลักสะอาด ฉีดยาใช้หลัก Aseptic technique
กรณีที่ให้ยาผิดต้องรีบรายงานให้พยาบาล หัวหน้าเวรรับทราบ เพื่อหาทางแก้ไข พัฒนาระบบการให้ยา
การให้ยาทางปากและยาเฉพาะที่
การให้ยาทางปาก
บทนำ
เด็ก/ ผู้สูงอายุ ที่กลืนยาเม็ดไม่ได้ต้องบดเป็นผงแล้วผสมน้ำ
ยา tablet/ capsul ส่วนใหญ่ดูดซึมทางลำไส้เล็ก
ไม่ควรให้ในผู้ป่วยคา NG tube มีอาการ Vomiting, Unconscious, Disphagia
ยา syrup ดูดซึมทางกระเพาะอาหาร
เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก ประหยัด
ยาอมใต้ลิ้น ดูดซึมทางหลอดเลือดฝอยใต้ลิ้น Nitroglycerin ใช้ใน ผู้ป่วย MI
อาจเป็นชนิดยาเม็ด ยาแคปซูล ยาผง หรือยาน้ำ
ยาที่สามารถรับประทานทางปากได้
ข้อควรปฏิบัติในการให้ยาทางปาก
ยาเม็ดที่ให้เวลาเดียวกัน รวมกันได้
ยาน้ำเทในใส่แก้วยา ถ้ายาเกินให้เททิ้ง
1.ยาที่ระคายเคืองทางเดินอาหาร ให้กินหลังอาหาร/ นม (ยกเว้นTetracyclin ห้ามกินพร้อมนม)
การบริหารยาให้ถูกหลักการ
3.เตรียมยาให้ตรงกับ MAR ของผู้ป่วย
4.อ่านฉลากยาให้ตรงกับ MAR
2.ตรวจชื่อยา ขนาด เวลาให้ยาใน MAR
5.เทยาให้ตรงกับจำนวน/ ขนาดใน MAR
1.ตรวจเตียง ชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย ใน MAR ให้ตรงกัน
การเตรียมยาตามขั้นตอน เตรียมอุปกรณ์ และล้างมือ
ดูเบอร์เตียง ถามชื่อ -สกุลผู้ป่วยให้ตรงกับใบ MAR ตรวจดูป้ายชื่อที่ข้อมือ เพื่อระบุตัวผู้ป่วย
แจกยาให้ผู้ป่วยรับประทานในเวลาที่กำหนด +,- 30 นาที
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาตรงตามเวลาในใบ MAR
ประเมิน vital signs ก่อนให้ยาในกรณีที่ยามีผลต่อ V/S
ดูชื่อยา ขนาดยา ให้ตรงกับใบ MAR
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อหน้าจนกลืนยาเรียบร้อย
ยาน้ำ ให้หันป้ายยาหรือฉลากยาเข้าหาฝ่ามือ
สังเกตการเปลี่ยนแปลงหลังรับประทานยา &ประเมินผล
multidose เทยาจากซองยา/ ขวดที่บรรจุยา/foil โดยที่ไม่ให้มือสัมผัสยา
บันทึกในแผนการพยาบาล และใน MAR ทุกครั้งหลังให้ยา
unit dose หยิบยาใส่ถ้วยยาจำนวนที่แพทย์สั่ง
การให้ยาเฉพาะที่
การสูดดม (Inhalation)
ให้ยาในรูปของก๊าซไอระเหย/ ละอองเข้าสู่ทางเดินหายใจ ดูดซึมในส่วนลึกของระบบทางเดินหายใจที่มีเส้นเลือดขนาดเล็กอยู่มาก
ทางที่พ่นยามีทั้งการพ่นทางจมูก ทางปาก และทางท่อช่วยหายใจ
การให้ยาทางตา (Eye instillation)
นอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ดึงเปลือกตาล่างข้างที่จะหยอดยาลง
หยดลงไปบริเวณ Conjunctiva sac ห่างประมาณ 1-2 นิ้ว*
ล้างมือให้สะอาด ทำความสะอาดตาด้วยสำลีชุบ NSS โดยเช็ดจากหัวตาไปหางตา
ใช้มือกดเบา ๆ ที่ข้างจมูกหัวตาไว้ประมาณ 1-2 นาที
อุ่นยาให้มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิกาย
นอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ดึงเปลือกตาล่างข้างที่จะหยอดยาลง
แจ้งผู้ป่วยให้ทราบเกี่ยวกับยาที่ผู้ป่วยจะได้รับ
หยดลงไปบริเวณ Conjunctiva sac ห่างประมาณ 1-2 นิ้ว*
ถามชื่อ-สกุลผู้ป่วย ตรวจสอบให้ตรงกับใบ MAR
ใช้มือกดเบา ๆ ที่ข้างจมูกหัวตาไว้ ประมาณ 1-2 นาที
การให้ยาทางหู (Ear instillation)
หยอดยาเข้าไปในช่องหูชั้นนอก ยาที่ใช้เป็นยาน้ำ ออกฤทธิ์เฉพาะเยื่อบุในช่องหู
วิธีการให้ยาทางหู (Ear instillation)
อุ่นยาให้มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิกาย
ล้างมือและทำความสะอาดใบหูด้วยผ้าชุบน้ำ เช็ดให้แห้ง
แจ้งผู้ป่วยให้ทราบ ข้อปฏิบัติที่ผู้ป่วยต้องกระทำ ฤทธิ์ข้างเคียงและอาการแพ้ยา
เอียงหู หรือนอนตะแคง ให้หูข้างที่จะหยอดอยู่ด้านบน
ถามชื่อ-สกุลผู้ป่วย ตรวจสอบให้ตรงกับใบ MAR
ดูดยาและหยอดยาตามจำนวนหยด ดึงใบหูขึ้นไปละไปข้างหลัง หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ให้ดึงใบหูลงข้างล่างและไปข้างหลัง
การหยอดยาจมูก (Nose instillation)
หยดยาผ่านทางรูจมูกห่างประมาณ 1-2 นิ้ว
อยู่ในท่าเดิม 5 -10 นาที
เงยหน้า ยกปีกจมูกผู้ป่วยข้างที่จะหยอดยาขึ้นเบาๆ
การเหน็บยา
ให้ยาที่มีลักษณะเป็นเม็ด เข้าทางเยื่อบุตามอวัยวะต่าง ๆ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ คือ
วิธีการเหน็บยาทางทวารหนัก (Rectum suppository)
ยกแก้มก้นขึ้นจนเห็นรูทวารหนักชัดเจน
สอดใส่เม็ดยาเข้าไปแล้วใช้นิ้วชี้ดันยาพร้อมเขี่ยเม็ดยาให้กระดกขึ้น เพื่อชิดผนังทวารหนัก ยาเข้าไปลึกประมาณ 3-4 นิ้ว / จนสุดนิ้วชี้
ให้นอนตะแคงข้างซ้าย และพยาบาลใส่ถุงมือสะอาด
การเหน็บยาทางช่องคลอด (Vaginal suppository)
ให้ผู้ป่วยนอนหงาย และพยาบาลใส่ถุงมือปราศจากเชื้อ
สอดใส่เม็ดยาหรือแท่งเข้าไปทางช่องคลอด ใช้นิ้วชี้ดันยาเข้าไปลึกประมาณ 2-3 นิ้ว / จนเกือบสุดนิ้วชี้
ทำหลังจากการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก
ความคาดเคลื่อนในการบริหารยา
1.ความคาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา (Prescription error)
สังยาผิดทาง
สั่งยาผิดความถี่
สั่งยาผิดชนิด
สั่งยาที่มีประวัติแพ้
สั่งยาผิดขนาด
ความคาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งใช้ยา (Transcribing error)
กระบวนการคัดลอกคำสั่งใช้ยา จากคำสั่งใช้ยาต้นฉบับ ผิดพลาด
ความคาดเคลื่อนในการจ่ายยา (Dispensing Error)
กระบวนการจ่ายยาของกลุ่มงานเภสัชกรรม ที่จ่ายยาไม่ถูกต้องตามที่ระบุในคำสั่งใช้ยา
ความคาดเคลื่อนในการบริหารยา (Administration Error)
การให้ยาผิดวิถีทาง (Wrong-route error)
การให้ยาผิดเวลา (Wrong-time error)
การให้ยาผิดขนาด (Wrong-dose error)
การให้ยามากกว่าจำนวนครั้งที่สั่ง (Extra-dose error)
การให้ยาผู้ป่วยผิดคน (Wrong patient)
การให้ยาในอัตราเร็วที่ผิด (Wrong rate of administration error)
การให้ยาซึ่งผู้สั่งใช้ยาไม่ได้สั่ง (Unordered drug)
การให้ยาผิดเทคนิค (Wrong technique error)
การให้ยาผิดชนิด (Wrong drug error)
การให้ยาผิดรูปแบบยา (Wrong dosage-form error)
การให้ยาไม่ครบ (Omission error)
บทบาทของพยาบาลในการให้ยาผู้ป่วย
เขียนป้าย NPO ระบุ เพื่อผ่าตัด /หรือเจาะเลือด
เขียนคำว่า + ยา B co 2 c.c. ด้วยปากกาเมจิก อักษรตัวใหญ่ บนป้ายสติ๊กเกอร์ของสารน้ำให้ชัดเจน
เวรบ่าย ตรวจสอบรายการยาใน MAR กับคำสั่งแพทย์ให้ตรงกัน และดูยาในช่องลิ้นชักยาอีกครั้ง
จัดยาตามหน้าซองยาหลังจากตรวจสอบความถูกต้อง
ระมัดระวังในการจัดยา โดยเฉพาะยาน้ำ
มีผู้จัด-ผู้ตรวจสอบ คนละคนกันตรวจสอบช้ำก่อนให้ยา
เมื่อมีคำสั่งใหม่ หัวหน้าเวร ลงคำสั่งในใบลงยาทุกครั้ง
แจกยาไล่ตามเตียง/เซ็นชื่อทุกครั้งหลังให้ยา ตรวจดูยาในลิ้นชักของผู้ป่วยทุกเตียงจนเป็นนิสัย
ซักประวัติการแพ้ยา
ให้ยึดหลัก 7R อย่างเคร่งครัด
พยาบาลต้องตรวจสอบยาให้ตรงกับคำสั่งแพทย์
สมรรถนะพยาบาลการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล
ให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้ยาได้อย่างเพียงพอ
ติดตามผลการรักษา และรายงานผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาได้
บริหารยาตามการสั่งใช้ยาได้อย่างถูกต้อง
ใช้ยาได้อย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วย และไม่เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม
สื่อสารให้ผู้ป่วยร่วมตัดสินใจในการใช้ยา โดยพิจารณาข้อมูลทางเลือก ที่ถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทและเคารพในมุมมองของผู้ป่วย
ใช้ยาได้อย่างเหมาะสม ตามความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ และเป็นไปตามหลักเวชจริยศาสตร์
ร่วมพิจารณาการเลือกใช้ยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็น
พัฒนาความรู้ความสามารถในการใช้ยา ได้อย่างต่อเนื่อง
ประเมินปัญหาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา / มีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา
ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมให้ เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
กระบวนการพยาบาลในการดูแลรักษาด้วยยาทางปากและเฉพาะที่
การประเมินสภาพ (assessment)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออกฤทธิ์ของยา
4.ภาวะจิตใจ
5.ภาวะสุขภาพ
3.กรรมพันธุ์
6.ทางที่ให้ยา
2.เพศ
7.เวลาที่ให้ยา
อายุ & น้ำหนักตัว
8.สิ่งแวดล้อม
2.การวินิจฉัยการพยาบาล (diagnosis)
การวางแผน (planning)
4.การปฏิบัติการพยาบาล (implementation)
5.การประเมินผล (evaluation)