Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
4.1 การบริหารยากิน และยาเฉพาะที่ - Coggle Diagram
4.1
การบริหารยากิน
และยาเฉพาะที่
ระบบการตวงวัดยา
ระบบเมตริก
ถ้ําเป็นนํ้าหนักส่วนใหญ่
ใช้หน่วยเป็น กรัม มิลลิกรัม ลิตรมิลลิลิตร
ระบบมาตราตวงวัดประจําบ้ําน
มีหน่วยที่ใช้เป็น หยด ช้อนชา ช้อนโต๊ะ
ถ้วยชา และถ้วยแก้ว
ระบบอโพทีคารี
ถ้ําเป็นนํ้าหนักส่วนใหญ่
ใช้หน่วยเป็นปอนด์ ออนซ์ เกรน
วัตถุประสงค์ของการใช้ยา
เพื่อการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ
ฉีดวัคซีนบีซีจีเพื่อป้องกันวัณโรค
ให้วิตามินเพื่อบํารุงร่างกายให้แข็งแรง
เพื่อการตรวจวิเคราะห์โรค
ให้กลืนแป้งเบเรี่ยม ซัลเฟต แล้วเอ็กซเรย์
เพื่อตรวจดูสภาพของกระเพาะอาหารและลําไส้
การฉีดไอโอดีนที่บรังสีเข้ําทํางหลอดเลือดดําเพื่อถ่ายภาพเอ็กซเรย์ดูการเคลื่อนขับสารทึบรังสีที่ออกจากไตแต่ละข้ําง
เพื่อการรักษา
รักษาเฉพาะโรค เช่น ยาฆ่าเชื้อในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อ
ทดแทนสิ่งที่ร่างกายขาด เช่นผู้ป่วยเป็นโลหิตจาง
เพราะขาดธาตุเหล็กให้ได้รับเฟอรัส ซัลเฟต
รักษาตามอาการ เช่น อาการปวดให้ได้รับยาบรรเทา
อาการปวดให้ของเพื่อบรรเทาอาการคลื่นไส้อําเจียน
ให้ร่างกายปฏิบัติหน้ําที่ตามปกติ เช่น
หัวใจเต้นเร็วเกินไป อาจได้รับยาดิจิทาลิส
ปัจจัยที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยา
ภาวะจิตใจ
ภาวะสุขภาพ
กรรมพันธุ์
ทางที่ให้ยา
เพศ
เวลาที่ให้ยา
อายุและนํ้าหนักตัว
สิ่งแวดล้อม
รูปแบบการบริหารยา
Rightdose(ถูกขนาด)
Right time(ถูกเวลา)
Rightroute(ถูกวิถีทาง)
Right technique(ถูกเทคนิค)
Right documentation(ถูกการบันทึก)
Right to refuse การตรวจสอบให้แน่ใจ
Right drug(ถูกยา)
Right History and assessment การซักประวัติและการประเมินอาการก่อน-หลังให้ยา
Right patient/client(ถูกคน)
Right Drug-Drug Interaction and Evaluation
การที่จะต้องให้ยาร่วมกันจะต้องดูก่อน
ว่ํายานั้นสามารถให้ร่วมกันได้ไหม
คำสั่งแพทย์ คำนวณขนาดยา
คำสั่งแพทย์
คําสั่งใช้ภายในวันเดียว
(Single order of order for one day)
เป็นคำสั่งที่ใช้ได้ใน1 วันเมื่อได้ให้ยาไปแล้วเมื่อครบก็ระงับไปได้เลย
คําสั่งที่ต้องให้ทันที(Statorder)
เป็นคําสั่งการให้ยาครั้งเดียวและต้องให้ทันที
คําสั่งครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป
(Standing order / order for continuous)
เป็นคําสั่งที่สั่งครั้งเดียวและใช้ได้ตลอดไปจนกว่ําจะมีคําสั่งระงับ
คำสั่งที่ให้เมื่อจำเป็น (prn order)
เป็นคำสั่งที่กำหนดไว้ให้ปฏิบัติเมื่อผู้ป่วยมีอาการบางอย่างเกิดขึ้น
ลักษณะคำสั่งแพทย์ตามทางวิถีทางการให้ยา
ทางผิวหนัง (skin)
ได้แก่
ชนิดโลชั่น (lotion) ครีม(cream) ยาขี้ผึ้ง(ointment)
ยาเปียก(paste) หรือยาถูนวด(inunction) ยาผงใช้โรย(powder)
ทางกล้ามเนื้อ (intramuscular)
ได้แก่
ยาที่ละลายในนํ้า(aqueous solution)
ทางเยื่อบุ (mucous)
ได้แก่
ชนิดเม็ด(tablet) ใช้สอด(suppository)
ทางช่องคลอด/ทวารหนักหรืออมใต้ลิ้น(sublingual)
ยาที่ละลายในนํ้า(aqueous solution)
ใช้หยอด(instillate) ใช้ล้ําง(irrigate)
ทางชั้นผิวหนัง (intradermal)
ได้แก่
ยาที่ละลายในนํ้า(Aqueous solution)
ทางสูดดม (inhalation)
ได้แก่
ชนิดสเปรย์ (spray) พ่นทางสายให้ออกซิเจน(nebulae)
ทางหลอดเลือดดํา (intravenous)
ได้แก่
ยาเป็นลักษณะสารละลาย(Aqueous solution)
ทางปาก (oral)
ได้แก่
ยําเม็ด(tablet) ยาแคปซูล (capsule) ยานํ้าเชื่อม (syrup)
อีลิกเซอร์ (elixir) อีมัลชั่น(emulsion) ยาผง (powder)
ยานํ้าผสม (mixture) ยําอม (lozenge)
ทางใต้ผิวหนัง(subcutaneous /hypodermal)
ได้แก่
ยาเป็นลักษณะสารละลาย(Aqueous solution)
การคำนวนยา
เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแผนการรักษา
มีหลักการคํานวณดังนี้
ความเข้มข้นของยา(ในแต่ละส่วน)= ขนาดความเข้มข้นของยาที่มี
/ปริมาณยาที่มี
คำย่อและสัญลักษณ์เกี่ยวกับคำสั่งการให้ยา
วิถีทางการให้ยา
ID
= เข้าชั้นระหว่างผิวหนัง
Subling
= อมใต้ลิ้น
V / IV
= เข้าทางหลอดเลือดดำ
Inhal
= ทางสูดดม
SC
= เข้าชั้นใต้ผิวหนัง
Nebu
l = พ่นให้สูดดม
M / IM
= เข้าทางกล้ามเนื้อ
Supp
= เหน็บ/สอด
O
= รับประทานทางปาก
Instill
= หยอด
เวลาการให้ยา
h.s.
= ก่อนนอน
p.r.n.
= เมื่อจำเป็น
p.c
. = หลังอาหาร
stat
= ทันทีทันใด
a.c.
= ก่อนอาหาร
ความถี่การให้ยา
tid
= วันละ 3ครั้ง
qid
= วันละ 4ครั้ง
bid
= วันละ 2ครั้ง
q 6 hrs
= ทุก 6 ชั่วโมง
OD
=วันละ 1ครั้ง
บทบาทพยาบาลในการให้ยาผู้ป่วย
กรณีผู้ป่วยที่NPO ให้มีป้ายNPO และเขียนระบุว่าNPO เพื่อผ่าตัดหรือเจาะเลือดเช้าให้อธิบํายและแนะนำผู้ป่วยและญาติทุกครั้ง
กรณีคำสั่งสารนํ้า+ยาB co 2 mlให้เขียนคําว่า+ยาB co 2 ml ด้วยปากกาเมจิกอักษรตัวใหญ่บนป้ายสติ๊กเกอร์ของสารนํ้าให้ชัดเจนเพื่อสังเกตได้ง่าย
เวรบ่ายพยาบาลจะตรวจสอบรายการยาในใบ MAR กับคำสั่งแพทย์ให้ตรงกันและดูยาในช่องลิ้นชักยาอีกครั้ง
การจัดยาจะจัดตามหน้าชองยาหลังจากตรวจสอบความถูกต้องแล้วในการจัดยาที่เป็นคำสั่งใหม่ผู้จัดจะดูวันที่ที่สั่งยาใหม่หน้าซองยาในการเริ่มยาใหม่ในครั้งแรกพร้อมตรวจดูยากับใบMARอีกครั้งว่ามีตรงกันหรือไม่กรณีพบปัญหาไม่ตรงกันจะไปดูคำสั่งแพทย์อีกครั้ง
การจัดยาให้ระมัดระวังในการจัดยาเนื่องจากความผิดพลาดด้านบุคคล
โดยเฉพาะยานํ้า
มีผู้จัด-ผู้ตรวจสอบคนละคนกันตรวจสอบซํ้าก่อนให้ยาให้ตรวจสอบ100% เช็คดูตามใบMAR ทุกครั้ง
เมื่อมีคำสั่งใหม่หัวหน้ําเวรลงคำสั่งในใบ MAR ทุกครั้ง
การแจกยาไล่แจกยาตามเตียงพร้อมเซ็นชื่อทุกครั้งหลังให้ยาและให้พยาบาลตรวจดูยาในลิ้นชักของผู้ป่วยทุกเตียงจนเป็นนิสัยและดูผู้ป่วยประจำเตียงว่ํามีหรือไม่และตามผู้ป่วยมารับยาให้กินยาเลยและสอบถามคู่เวรว่าแจกยาหมดหรือยัง
การซักประวัติจะถามเรื่องการแพ้ยาทุกครั้งดูสติ๊กเกอร์สีแสดงแพ้ยาที่ติดอยู่ขอบOPD card และดูรายละเอียดในOPD card ร่วมด้วยทุกครั้งและพยาบาลติดสติ๊กเกอร์สีบนชาร์ตผู้ป่วยและปั้มตรายางทุกหน้ําคำสั่งของแพทย์และก่อนฉีดยาจะถามอีกครั้งว่ามีประวัติแพ้ยาหรือไม่
ให้ยึดหลัก6R
เมื่อผู้ป่วยเข้ํามานอนรักษาในครั้งแรกพยาบาลตรวจสอบยาให้ตรงกับคำสั่งแพทย์พร้อมกับเช็คยาและจำนวนให้ตรงตามฉลากยาหากไม่ตรงให้แจ้งเจ้ําหน้ําที่ทันที
กระบวนการพยาบาลในการบริหารยาทางปากและยาเฉพาะที่
การวางแผนการพยาบาล
การปฏิบัติการพยาบาล
การวินิจฉัยการพยาบาล
การประเมินผล
การประเมินสภาพ
สมรรถนะของพยาบาลในการใช้ยาอย่างสมเหตุ
สามารถให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้ยาได้อย่างเพียงพอ
สามารถติดตามผลการรักษาและรายงานผลข้ํางเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาได้
บริหารยาตามการสั่งใช้ยาได้อย่ํางถูกต้อง
สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วยและไม่เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม
สามารถสื่อสารเพื่อให้ผู้ป่วยร่วมตัดสินใจในการใช้ยา โดยพิจารณาจากข้อมูลทางเลือกที่ถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทและเคารพในมุมมองของผู้ป่วย
สามารถใช้ยาได้อย่างเหมาะสม ตามความรู้ความสามารถทางวิชาชีพและเป็นไปตามหลักเวชจริยศาสตร์
สามารถร่วมพิจารณาการเลือกใช้ยาได้อย่ํางเหมาะสมตามความจำเป็น
สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถในการใช้ยาได้อย่างต่อเนื่อง
สามารถประเมินปัญหาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา
หรือมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา
สามารถทํางานร่วมกับบุคลากรอื่นแบบสหวิชาชีพเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยาอย่ํางสมเหตุผล
การให้ยาทางปากและเฉพาะที่
การให้ยาทางปาก
ข้อควรปฏิบัติในการให้ยาทางปาก
ยาชนิดผงให้ใช้ช้อนตวงปาดแล้วเทใส่แก้วยา
ยาจิบแก้ไอควรให้ภายหลังรับประทานยาเม็ดแล้ว
การให้ยาเม็ดในเวลาเดียวกัน สามารถรวมกันได้
ส่วนยานํ้าให้แยกใส่แก้วยาต่างหาก
ยาลดกรดในกระเพาะอาหารควรให้อันดับสุดท้ําย
ยาที่ระคายเคืองทางเดินอาหารให้กินหลังอาหารหรือนม
ยาอมใต้ลิ้น เช่น Nitroglycerine,Isodril ที่ใช้รักษาอาการเจ็บหน้ําอก
จากการขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ํามเนื้อหัวใจ ควรให้หลังจากรับประทานยาทุกชนิด
การเตรียมยา
ดูเบอร์เตียงถามชื่อ-สกุลผู้ป่วยให้ตรงกับใบMAR ของผู้ป่วยแต่ละรายตรวจดูป้ายชื่อที่ข้อมือเพื่อระบุตัวผู้ป่วยเป็นการตรวจสอบว่าผู้ป่วยได้รับยาถูกคนเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในกรณีป้ายชื่อที่ข้อมือผู้ป่วยไม่ชัดเจนหรือป้ายข้อมือสูญหาย
แจกยาให้ผู้ป่วยรับประทานภายในเวลาที่กําหนดไม่แจกยาก่อนหรือหลังเวลาที่กำหนดเกิน30 นาที
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาตรงตามเวลาในใบ MAR
ประเมินสัญญาณชีพผู้ป่วยก่อนให้ยาในกรณีที่ยานั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ หรือประเมิน
ดูชื่อขนาดยาให้ตรงกับใบMAR อีกครั้งก่อนเก็บยาเข้ําที่
ให้ผู้ป่วยรับประทานยาต่อหน้ําพยาบาลอยู่กับผู้ป่วยจนกลืนยาเรียบร้อยไม่วางยาไว้ที่ข้ํางเตียงผู้ป่วย
ยานํ้าให้หันป้ํายยาหรือฉลากยาเข้ําหาฝ่ามือเพื่อป้องกันยาหกเปื้อนป้ํายยาหรือฉลากยาทำให้ป้ํายยาหรือฉลากยาเลอะเลือนได้ ถือแก้วยาให้อยู่ระดับสายตาโดยวางนิ้วหัวแม่มือไว้ที่ระดับที่ต้องการเพื่อให้เทยาได้ตามจำนวนที่ถูกต้องก่อนรินยาต้องเขย่ายาให้เข้ํากันก่อน
สังเกตการเปลี่ยนแปลงหลังรับประทานยาเพื่อให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงทีและเป็นการประเมินผลการรักษาหลังจากที่ได้รับยา
ยาชนิดMultidose ค่อยๆเทยาจากซองยาหรือขวดที่บรรจุยาหรือFoil โดยที่ไม่ให้มือสัมผัสยาเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกจากมือปนเปื้อน
บันทึกในแผนการพยาบาลและในใบMAR ทุกครั้งหลังให้ยา
ยาชนิดUnit dose หยิบยาใส่ถ้วยยาจำนวนตามที่แพทย์สั่งยาที่หุ้มมาด้วยFoil ให้แกะยาที่เตียงของผู้ป่วยFoil ที่ห่อหุ้มยาไว้จะช่วยป้องกันไม่ให้ยาโดนแสงเพื่อคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของยา และช่วยในการตรวจสอบยาว่าตรงกับแผนการรักษาหรือไม่
การให้ยาเฉพาะที่
การให้ยาทางตา(Eye instillation)
เนื่องจํากดวงตาเป็นเนื้อเยื่อที่บอบบางมาก ติดเชื้อได้ง่าย การใช้ยาบริเวณตาจึงต้องคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ ยาที่ใช้กับตามีทั้งยาหยอดตา ป้ายตา และยาล้ํางตา
การให้ยาทางหู(Ear instillation)
เป็นการหยอดยาเข้ําไปในช่องหูชั้นนอก ยาที่ใช้เป็นยานํ้า ออกฤทธิ์เฉพาะเยื่อบุในช่องหู มักเป็นยาชาหรือยาฆ่าเชื้อโรคเฉพาะที่
การสูดดม (Inhalation)
เป็นการให้ยํในรูปของก๊ําซ ไอระเหย หรือละออง สามารถให้โดย
การพ่นยาเข้ําสู่ทางเดินหายใจ เพื่อให้ยาไปสู่บริเวณที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ ยาออกฤทธิ์แบบเฉพาะที่หรือแบบทั่วร่างกาย กํารให้ยาด้วยวิธีนี้ใช้เพื่อให้ยาดูดซึมในส่วนลึกของระบบทางเดินหายใจที่มีเส้นเลือดขนาดเล็กอยู่มําก ดังนั้นการดูดซึมยาจะเร็ว ทางที่พ่นยามีทั้งการพ่นทางจมูก ทางปากและทางท่อช่วยหายใจ
การหยอดยาจมูก(Nose instillation)
ให้ผู้ป่วยเงยหน้ําขึ้น และพยาบาลยกปีกจมูกผู้ป่วยข้ํางที่จะหยอดยาขึ้นเบาๆ แล้วหยดยาผ่านทางรูจมูกห่างประมาณ 1-2 นิ้วจากนั้นให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าเดิมประมาณ 5 -10 นาทีเพื่อป้องกันยาไหลย้อนออกมา
การเหน็บยา
เป็นการให้ยาที่มีลักษณะเป็นเม็ดเข้าทางเยื่อบุ
ตามอวัยวะต่างๆ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่
ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา
ความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคำสั่งใช้ยา(Transcribing error)
คือ ความคลาดเคลื่อนของกระบวนการคัดลอกคำสั่งใช้ยา
จากคําสั่งใช้ยาต้นฉบับที่ผู้สั่งใช้ยาเขียน
จำแนกตามสถานที่ที่เกิดความคลาดเคลื่อนขึ้น
ความคลาดเคลื่อนในการจ่ายยา(Dispensing Error)
คือ ความคลาดเคลื่อนในกระบวนการจ่ายยาของกลุ่มงานเภสัชกรรม ที่จ่ายยาไม่ถูกต้องตามที่ระบุในคำสั่งใช้ยา ได้แก่ ผิดชนิดยา รูปแบบยํา ความแรงยา
ขนาดยา วิธีใช้ยา จำนวนยาที่สั่งจ่าย จ่ายยาผิดตัวผู้ป่วย จ่ายยาที่เสื่อมสภาพ หรือหมดอายุ จ่ายยาที่ไม่มีคำสั่งใช้ยา เตรียมยาผิด ซึ่งความคลาดเคลื่อนนี้ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับยาที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม
ความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา(Prescription error)
คือ ความคลาดเคลื่อนที่พบในใบสั่งยา อาจเกิดจากแพทย์เขียนผิดพลาด หรือไม่ชัดเจนรวมถึงการเลือกใช้ยาผิด การเลือกขนาดยาผิด การเลือกรูปแบบยาผิด การสั่งยาในจำนวนที่ผิด การเลือกวิถีทางให้ยาผิด
การเลือกความเข้มข้นของยาผิด การเลือกอัตราเร็วในการให้ยาผิด
หรือการให้คำแนะนำการใช้ยาผิด การสั่งยาผิดตัวผู้ป่วย
หรือการไม่ระบุชื่อยา ความแรง ความเข้มข้น ความถี่ของการใช้ยา ที่ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนที่ส่งผลถึงตัวผู้ป่วยความคลาดเคลื่อนในการสั่งใช้ยา
ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา(Administration error)
คือ การบริหารยาที่แตกต่างไปจากคำสั่งใช้ยาของผู้สั่งใช้ยาที่เขียนไว้ในใบบันทึกประวัติการรักษาผู้ป่วยหรือความคลาดเคลื่อนที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาผิดไปจากความตั้งใจในการสั่งยาของผู้สั่งใช้ยา