Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 2 การดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม - Coggle…
บทที่ 2 การดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลาม
ศาสนาอิสลามมีต้นกำเนิดที่ประเทศซาอุดิอาราเบีย
มีผู้นับถือมากเป็นอับสองรองจาก ศาสนาคริสต์
“อิสลาม” แปลว่า การยอมจำนน การปฏิบัติตาม และการนอบน้อม (ต่อพระเจ้าคือ พระอัลลอฮ์)
ศาสดาของศาสนาอิสลามคือ นบีมูฮัมหมัด
พระคัมภีร์ของศาสนาอิสลาม คือ อัลกุรอาน
ผู้นับถือศาสนาอิสลามคือมุสลิมเป็นภาษาอาหรับแปลว่าผู้ที่นอบน้อมยอมจำนนต่อข้อบัญญัติพระอัลลอฮ์
ศาสนสถานของชาวมุสลิมคือ มัสยิด หรือ สุเหร่า (แปลว่าสถานที่กราบ) เป็นที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา เป็นโรงเรียนเป็นที่พบปะชุมนุมทำบุญเลี้ยงฉลองจัดพิธีมงคลสมรสสถานที่พักพิงของผู้ไร้ที่พัก
สัญญลักษณ์ของศาสนาอิสลามรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวและดาวอยู่ข้างบน
• ดาวคือเครื่องหมายนาทางบอกทิศเมื่อมนุษย์ต้องเดินทางกลางทะเล หรือทะเลทราย ชาวอาหรับสมัยก่อนเดินทางตอนกลางคืนเพราะกลางวันอากาศกลางทะเลทรายจะร้อนมาก ดาวคือเครื่องหมายบอกทิศทางในการเดินทาง
• เดือนครึ่งเสี้ยวคือเครื่องหมายของกาลเวลาเดือนส่งผลถึงระดับน้ำขึ้นลงที่แตกต่างกันเดือนคือการกาหนดเวลาเริ่มต้นของเดือนใหม่และสิ้นสุดเดือนเก่าเดือนคือเวลาที่ผ่านไรปที่มนุษย์ต้องใคร่ครวญถึงการกระทำของตนเอง สัญลักษณ์รูปเดือนครึ่งเสี้ยวสาคัญที่สุดจะเป็นศิริมงคลที่สุดของมุสลิมคือในเดือนรอมฎอน ที่ต้องอาศัยการดูดวงจันทร์เพื่อเข้าสู่เดือนแห่งการถือศีล-อด
สองสิ่งนี้เป็นสิ่งเตือนใจและเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตของมนุษย์ชาติมุสลิมจึงให้ความสำคัญและนำมาเป็นสัญลักษ์ของอิสลาม
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
เป็นคณะผู้บริหารกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไรทย
ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540ซึ่งระบุให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไรทย
ประกอบด้วยจุฬาราชมนตรีเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากกรรมการอิสลามประจาจังหวัดซึ่งเป็นผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจาจังหวัดจังหวัดละหนึ่งคนและจากกรรมการอื่นซึ่งคัดเลือกโดยจุฬาราชมนตรีมีจานวนหนึ่งในสามของจานวนผู้แทนคณะกรรมการอิสลามประจาจังหวัด มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6ปี
นิกาย
นิกายซุนนี(Sunni) มีผู้นับถือ75-90%
ซุนนี แปลว่า มรรคา หรือจารีต เป็นนิกายของศาสนาอิสลามที่นับถือคัมภีร์เล่มหนึ่งชื่อ”ซุมนาเป็นคัมภีร์อรรถกถาของคัมภีร์อัลกุรอานผู้นับถือคัมภีร์นี้เป็นผู้ที่เคร่งครัด ต้องการให้คัมภีร์เดิมอ่านง่ายและเข้าใจง่ายขึ้นจึงได้แต่งอรรถกถาอธิบายความในคัมภีร์เดิม
เป็นพวกออร์ธอดอกซ์ของอิสลาม และไม่ชอบให้ใครมาเปลี่ยนแปลงคำสอนที่มีอยู่เดิมในคัมภีร์เพราะป้องกันการคลาดเคลื่อนในหลักคาสอนแท้จริง
พวกซุนนีถือว่าภายหลังจากที่นบีมุฮัมมัดเสียชีวิตแล้ว และได้มีกาหลิบที่สืบต่อมาอีกเพียง4 คนเท่านั้นต่อจากนั้นก็ไม่มีกาหลิบสืบต่อมีแต่ผู้นับถือศาสนาอิสลามธรรมดา
นิกายนี้ใช้หมวกสีขาวเป็นสัญลักษณ์และเป็นนิกายที่มีผู้นับถือมากที่สุดประมาณ700 ล้านคน ถือว่าเป็นนิกายดั้งเดิม
ส่วนมากมีอยู่ในประเทศสาธารณรัฐตุรกีซาอุดิอาระเบียแอฟริกา และชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไรทย
นิกายชีอะฮ์หรือชิเอฮ์(Shiah) มีผู้นับถือ10-20%
ชีอะฮ์หรือชิเอฮ์แปลว่าผู้ปฏิบัติตามหรือสาวก
แยกออกมาจากนิกายซุนนี พวกชีอะฮ์ถือว่าต่อจากกาหลิบอะลีมาแล้วเชื้อสายของอาลีควรจะได้รับการแต่งตั้งหรือทาการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าทางศาสนาออกมาอีก
เชื่อกันว่าอิหม่าม หมายถึง หัวหน้าสุเหร่าหรือมัสยิด ซึ่งเป็นผู้สืบต่อศาสนาจากนบีมุฮัมมัด
อิหม่ามเป็นผู้หมดมลทินจากบาปและเป็นสื่อกลางการติดต่อระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าเป็นผู้แปลถ้อยคำของพระเจ้าที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอาน
นิกายชีอะฮ์มีผู้นับถือมากที่สุดในประเทศอิหร่าน อิรัก อินเดีย อัฟกานิสถาน และซีเรีย
หลักการอันเป็นข้อบังคับสาหรับมุสลิมทุกคนจะต้องรู้จะต้องประพฤติ เริ่มตั้งแต่อายุ3ขวบเป็นต้นไป
หลักศรัทธาความเชื่อในศาสนา
หลักปฏิบัติหน้าที่ในศาสนา(อิบาดะห์)
หลักคุณธรรม (อิห์ซาน)
ทุกคนต้องเรียนรู้หลักการของศาสนาอิสลามไรม่มีขอยกเว้นเป็นหน้าที่พึงปฏิบัติ
หลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม
1.ศรัทธาในพระเจ้าเป็นฐาน ต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในพระเจ้า คือ พระอัลลอฮ์ อย่างไม่มีข้อสงสัย พระเจ้าทรงเป็นผู้อยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวงทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งในเอกภพพระเจ้าสร้างอดัม(อิสลามเรียกท่านนบีอาดัม)
ศรัทธาในมลาอิกะฮ์ คือบ่าวผู้สัตย์ซื่อของพระอัลลอฮ์ไม่มีรูปกายไม่มีเพศ ไม่มีการดาเนินชีวิตเหมือนมนุษย์เป็นสื่อกลางระหว่างพระอัลลอฮ์กับมนุษย
ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตหรือศาสดาซึ่งมี 258 ท่านที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์อัลกุรอาน
ศรัทธาในพระคัมภีร์อัลกุรอานและมีคัมภีร์อื่นๆเช่นนบีดาวูด(ดาวิด)นบีมูซา(โมเสส) นบีอีซา (เยซู)
ศรัทธาในวันกียามะฮ์หรือ วันปรโลก วันคืนชีพ หลังจากวันสิ้นโลก มนุษย์ทุกคนรอวันตัดสินชำระความ
ศรัทธาในการลิขิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า
หลักปฏิบัติหน้าที่ในศาสนา เรียกว่า อิบาดะห์
แบ่งได้เป็น 5 ประการ คือ
3.การถือศีลอด
เป็นการฝึกฝนให้ตัวเองมีจิตผูกพันและยาเกรงต่อพระเจ้าเพื่อการดำเนินชีวิตในทุกด้านตามคาบัญชาของพระองค์
เป็นการอดอาหารในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไรว้อย่างตายตัวนั้นจะทาให้ร่างกายไรด้ละลายส่วนเกินของไรขมันที่สะสมเอาไว้
เป็นการเพิ่มพูนภูมิต้านทานแก่ร่างกายทาให้ร่างกายเคยชินกับความหิว และการรับประทานอาหารตรงตามเวลาใน 24 ชั่วโมง
ผู้ถือศีลอดจะรับประทานอาหารสองมื้อคือมื้อตอนดึกถึงก่อนฟ้ารุ่งสาง และมื้อค่ำตอนเมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า
การถือศีลอดทาให้เกิดการประหยัดทั้งอาหารของโลกและสิ่งฟุ่มเฟือยสิ่งต่างๆ
4.การบริจาคศาสนทานซะกาต
2.การละหมาด หรือ สวด (นมาซ หรือ นมัสการ) 5 เวลาต่อวัน
3) เวลาเย็น
4) เวลาพลบค่ำ
2) เวลากลางวัน
5) เวลากลางคืน
1) เวลาย่ำรุ่ง
5.การประกอบพิธีฮัจญ์
1.การปฏิญาณตนเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
หลักคุณธรรม(อิห์ซาน)
เป็นหลักเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมที่มุสลิมทุกคนจะต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการดำเนินวิถีชีวิต
ฮาลาล Halal คือการกระทำที่อนุญาต
ฮารอม Harom คือการกระทำที่ต้องห้าม
การแต่งกาย การปกปิดส่วนควรสงวนของร่างกายโดยแยกออกเป็นเพศได้ดังนี้
เพศชาย ให้ปิดระหว่างสะดือกับหัวเข่า
เพศหญิงให้ปิดทั้งร่างยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ
พิธีสุหนัต
เด็กชายมุสลิมอายุระหว่าง 2-10 ขวบ จะต้องไรด้รับพิธีสุหนัต
การตัดหนังหุ้มปลายองคชาติซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และเป็นสิ่งควรสรรเสริญทั้งเป็นธรรมเนียมเบื้องต้นเพื่อประโยชน์สาหรับการแต่งงาน
จะมีการเชิญญาติพี่น้องอย่างน้อย2-3 คน มาร่วมเป็นสักขีพยาน
จะมีการสวมพวงมาลัยให้เด็กก่อนแล้วจึงผ่าหรือตัดหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เสร็จแล้วให้ของขวัญแก่เด็ก
ปัจจุบันนี้เมื่อไปคลอดที่โรงพยาบาลอาจจะให้แพทย์ที่ทำคลอดทารกเพศชายตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของทารกนั้นเป็นการทาพิธีสุหนัตด้วยเลยก็ได้
พิธีถือศีลอด
เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่ชาวมุสลิมปฏิบัติในเดือนรอมฎอนตลอด 1เดือน
เป็นการอดอาหารการดื่มกินและเว้นการร่วมประเวณีและการทำชั่วต่างๆอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษในช่วงถือศีลอด
มุสลิมทุกคนควรจะไรด้ถือปฏิบัติกันโดยเคร่งครัด (ยกเว้นผู้ป่วย/ มีประจำเดือน / สตรีมีครรภ์)
ข้องดเว้นจากการกระทำต่างๆ ดังต่อไปนี้ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนถึงตะวันตกในเดือนรอมฎอนปี 2563 ในช่วงวันที่23 เม.ย. –22 พ.ค.
1) งดการกินและการดื่ม
2) งดการมีเพศสัมพันธ์
3) งดการใช้วัตถุภายนอกเข้าไปในอวัยวะภายใน
4) งดการแสดงอารมณ์ร้ายและความผิดต่างๆ
มุสลิมที่บรรลุนิติภาวะทางร่างกายต้องละหมาดและต้องถือศีลอดทุกคน ยกเว้นสาหรับบุคคลบางประเภทต่อไปนี้
3) หญิงที่มีครรภ์ที่เกรงว่าจะเป็นอันตรายแก่บุตร
4) บุคคลที่ทางานหนักเช่นกรรมกรแบกหาม
2) คนป่วยหรือสุขภาพไม่ดี
5) บุคคลที่อยู่ในระหว่างเดินทาง
1) คนชรา
6) หญิงขณะมีรอบเดือนและหลังคลอด
การบริจาคศาสนทาน “ซะกาต”
การบริจาคซะกาต (การจ่ายภาษีทางศาสนาแก่คนยากจน) คือ การจ่ายทรัพย์สินส่วนเกินจานวนหนึ่งที่มุสลิมต้องจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้รับเมื่อครบปี
เพื่อผดุงสังคมลดปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน
เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนถ้ามุสลิมคนใดมีทรัพย์สินเงินทองหรือสินแร่ที่เหลือใช้ในรอบปีแล้วไม่ทาการบริจาคผู้นั้นเป็นบุคคลหนึ่งที่ทาผิดบทบัญญัติของอิสลาม
ผู้มีสิทธิรับซะกาต 8 ประเภทคือผู้ขัดสน(คนยากจนแม่หม้าย เด็กพร้า) คนเข็ญใจ (พิการ) ผู้เข้าอิสลามและถูกญาติมิตรตัดขาดผู้มีหนี้สินล้นตัว(ไม่ใช่มีหนี้เพราะประพฤติมิชอบ) ผู้พลัดถิ่น(ไรม่สามารถกลับสู่ภูมิลาเนาเดิม) ทาสหรือเชลยเจ้าหน้าที่ดูแลกองทุนซะกาตและเพื่อประโยชน์ต่อสังคมในวิถีของพระอัลลอฮ์ (เสาวนีย์, 2535)
วัตถุประสงค์ของการบริจาคซะกาต
1) เพื่อชาระจิตใจของผู้บริจาคให้บริสุทธิ์ไม่ตกเป็นทาสแห่งวัตถุด้วยความโลภ และเห็นแก่ตัว
2) เพื่อปลูกฝังให้มุสลิมทั้งหลายเป็นผู้มีจิตใจเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
3) เพื่อลดช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมด้วยวิธีการสังคมสงเคราะห์
พิธีฮัจญ์
สำหรับชาวมุสลิมผู้มีฐานะดีมีสุขภาพดีบรรลุศาสนภาพโดยผู้ที่ควรไปเข้าร่วมปฎิบัติในพิธีฮัจญ์ ได้แก่ ผู้ชายอายุ15ปี และผู้หญิง19ปี
การประกอบพิธีฮัจญ์
คือการเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ เมืองเมกกะประเทศซาอุดิอาระเบีย
คำว่า ฮัจญ์ หมายถึง การเดินทางไปยังจุดมุ่งหมายเฉพาะอันหนึ่งในแง่กฎหมายของอิสลามคือการไปเยี่ยมหรือการเดินทางไปมักกะฮ์ซึ่งถือเสมือนว่าเป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิมทั่วโลก
มุสลิมจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ มหานครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบียอย่างน้อย 1 ครั้ง เป็นข้อบังคับสำหรับทุกคนที่มีความสามารถพอจะเดินทางไปได้ และไม่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนระหว่างเดินทาง กำหนดเวลาของการไปท าพิธีฮัจญ์ในปีหนึ่งๆ มุสลิมทั่วโลกจะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมกัน 1 ครั้ง
สถานที่ในการประกอบพิธีฮัจญ์มีเพียงแห่งเดียวโลกมุสลิม ไม่สามารถจะไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ
สถานที่นี้มีทั้งราชาและยาจกนายและบ่าวผิวขาวผิวดาทุกคนแต่งกายเหมือนกันด้วยผ้าขาวเพียง 2 ชิ้นทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นพี่น้องกันหัวใจจำนวนล้านดวงในที่เดียวกันต่างมุ่งอยู่ที่พระเจ้าองค์เดียวกัน
ต่างอยู่ในความสารวมความนอบน้อมต่อพระองค์ขอพรจากพระองค์เป็นการมาหยุดมาพักแรมอยู่ด้วยกันด้วยความสงบ
ต้องเป็นผู้ที่ประกอบศาสนกิจนอกเหนือจากการละหมาด การถือศีลอด การบริจาคซะกาต การไปประกอบพิธีฮัจญ์มิใช่เพื่อโอ้อวดหรือเพื่อแสดงความมั่งคั่งของตนแต่เป็นการไปเพื่อทดสอบความศรัทธาและความเข้มแข็งอดทน
แนวคิดสำคัญ:ความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพโดยทั่วไป
ห้ามทำแท้งการทำแท้งจะทำได้ในกรณีจาเป็นที่ต้องรักษาชีวิตของแม่
การขลิบอวัยวะเพศชายเป็นเรื่องที่แนะนาให้ปฏิบัติ
การช่วยให้ฆ่าตัวตายหรือการุนฆาตเป็นเรื่องต้องห้าม
การช่วยผู้ป่วยระยะสุดท้ายในการใส่เครื่องช่วยหายใจโดยผู้ป่วยมีภาวะเป็นผักเป็นเรื่องที่ไม่สนับสนุนให้ทำ
การผ่าศพชันสูตรเป็นสิ่งที่ต้องห้ามยกเว้นเป็นข้อบังคับทางกฎหมาย
หลังคลอดจะมีการขอรกเอาไรปฝังต้องแจ้งให้ทราบหากมีข้อจำกัดไม่สามารถให้นำรกไปได้
การให้บริการทางการแพทย์และพยาบาล
จำกัดการสบตาไม่จ้องผู้ป่วยมากเกินไป
ผู้หญิงมุสลิมจะใส่เสื้อผ้าที่มีการปกคลุมร่างกายหากต้องการตรวจควรมีเสื้อคลุมที่ยาวสามารถปกผิดร่างกายได้ทั่ว หากไม่สามารถจัดหาให้ได้ควรจะอนุญาตให้ใส่เสื้อผ้าของตนเองได้
มุสลิมไม่ได้ห้ามการได้รับบริการสุขภาพจากเพศตรงข้าม
ผู้ให้บริการควรเป็นเพศเดียวกับผู้ป่วย
ถ้ามีความจำเป็นต้องให้บริการจากผู้รักษาเพศตรงข้าม เช่น แพทย์เป็นผู้ชายควรให้สามีของผู้ป่วยเข้าไปด้วยหรือเป็นผู้หญิงที่ผู้ป่วยอนุญาตให้เข้าไปได้
การดูแลเรื่องอาหาร
มุสลิมจะล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหารควรมีการเตรียมสถานที่
มุสลิมจะใช้มือขวาในการจับอาหารและเครื่องดื่มในการประทานหากผู้ดูแลสัมผัสอาหารควรใช้มือขวา
การอดอาหารจะทำปีละครั้งช่วงเดือนรอมฎอนยกเว้นผู้ป่วยและหญิงตั้งครรภ์
การดูแลอาหารเป็นอาหาร ฮาลาลไม่มีหมู่ไม่มีแอลกอฮอล์
การดูแลทางจิตวิญญาณ
การสวดมนต์จะทำวันละ 5 ครั้ง
ผู้มีข้อจำกัดด้านสติปัญญาผู้หญิงหลังคลอดและผู้หญิงที่มีประจำเดือนจะเป็นข้อยกเว้น การสวดมนต์จะหันหน้าไรปทางเมืองเมกกะ (หรือหันหน้าไปทางทิศตะวันตก)
มีสถานที่ล้างเท้าก่อนทาพิธีหรือจัดทาอ่างน้าสาหรับอาบเพื่อทำการสวดทางศาสนา
ควรเอาสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาอื่นออกจากห้องผู้ป่วย
จัดสถานที่ละหมาด
การดูแลผู้ป่วยระสุดท้าย
การให้การดูแลในทุกด้านของผู้ป่วยที่กาลังใจเจ็บป่วยจากพยาธิสภาพที่กาลังลุกลามและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิทยาการทางการแพทย์มุ่งแก้ไขปัญหาที่สาคัญได้แก่ บรรเทาความเจ็บปวดปัญหาทางกายภาพต่างๆปัญหาทางสุขภาพจิตสังคมและจิตวิญญาณโดยมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว
เป็นการดูแลรักษาอย่างเต็มที่ด้วยความรักความเมตตาเพื่อลดความทุกข์ทรมานและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ยังเหลืออยู่ให้แก่ผู้ป่วยมีการดูแลอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทั้งผู้ป่วยญาติและผู้ดูแล
เป้าหมายการดูแล
ยอมรับเรื่องการมีชีวิตและการตายตามบริบทของศาสนาและวัฒนธรรม
บูรณาการมิติทางสังคมจิตใจและจิตวิญญาณ
ลดความเจ็บปวดและอาการไม่สบายต่างๆ
ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือญาติ
มีการทำงานเป็นทีมเพื่อการดูแลผู้ป่วยและญาติอย่างมีคุณภาพ
การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิตชาวมุสลิม
มุสลิมต้องยอมรับการเจ็บป่วยว่าเป็นสิ่งที่พระอัลลอฮ์กำหนดมาให้และต้องแสวงหาวิธีการรักษา การเจ็บป่วยเป็นสิทธิของพระอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้นศาสนาอิสลามได้สอนให้ทุกคนเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวทั้งหมด
ผู้ป่วยต้องอดทนต่อการเจ็บป่วยการเจ็บป่วยย่อมได้รับการลดบาปและได้กุศล
ผู้ป่วยต้องเอามือตนเองวางบนส่วนที่ตนเจ็บแล้วให้การละหมาดหรือขอพรจากอัลลอฮ์
4 การขอพรจากพระอัลลอฮ์พร้อมจับมือผู้ป่วยหรือสัมผัสปลอบโยนให้ผู้ป่วยมีอายุที่ยืนยาวและลดความทุกข์จากการเจ็บป่วยการขอพรเป็นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อให้ผู้ป่วยลดความทุกข์ทรมาน(sheikh, 1998) ดังคำกล่าวของท่านนบีมูฮำหมัด(ศ็อลฯ) และการปฏิบัติของท่านคือเมื่อท่านไปเยี่ยมผู้ป่วยจงขอดูอาห์(ขอพร) ให้เขามีอายุยืนยาวนั้นและจะทำให้เข้ายินดีท่านหญิงอาอิซะห์(ภรรยาท่านนบีมูฮ าหมัด(ศ็อลฯ) กล่าวว่าเมื่อมีคนเจ็บป่วยท่านนบีมูฮำหมัด(ศ็อลฯ) จะไปเยี่ยมท่านจับมือผู้ป่วยพร้อมขอพรผู้ใดปลอบและให้กำลังใจแก่คนเจ็บป่วยเขาผู้นั้นจะได้เก็บผลไม้แห่งสวรรค์
การส่งเสริมกำลังใจตักเตือนให้เขาระลึกถึงความอดทนทาให้เขารู้สึกอบอุ่นและเชื่อมั่นว่าจะหายป่วย ดังคำกล่าวของท่านนบีมูฮำหมัด(ศ็อลฯ) เมื่อใดที่เจ้าไปเยี่ยมคนป่วยจงทำให้เขารู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ยืนยาวต่อไปและจงขอพรให้เขามีอายุที่ยืนยาวต่อไปผู้ที่ปลอบโยนผู้ป่วยเขาจะได้เก็บผลไม้จากสรวงสวรรค์นอกจากนี้การขอพรก่อให้เกิดความรู้สึกอยากมีชีวิตอยู่ต่อทางด้านจิตใจการดูแลหรือการเยี่ยมเยือนผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือโรงพยาบาลนั้นเป็นการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับความเจ็บป่วยของเขาโดยเฉพาะความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจนั่นคือลดความกังวลความคิดถึงและความเศร้าโศกนอกจากนี้หน้าที่ที่มุสลิมต้องกระทำ สิทธิมุสลิม 5 ประการ คือ การตอบรับสลาม (ทักทาย) การเยี่ยมเยือนผู้ป่วยการเดินตามศพการตอบรับคำเชิญและการกล่าวตอบคำกล่าว
6 ต้องไม่ตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ผู้ป่วยและไม่แสดงท่าทีรังเกียจญาติต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ทอดทิ้งผู้ป่วยถ้าไม่ดูแลถือว่าเป็นการกระทำที่สังคมรังเกียจ
ความเชื่อเกี่ยวกับความตายของมุสลิม
ป็นภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ไรด้ทุกคนต้องเผชิญและยอมรับเพราะเป็นความประสงค์ของพระอัลเลาะฮ์
ชีวิตมนุษย์มาจากพระองค์ประทานมาให้สุดท้ายต้องกลับไปหาพระองค์
อิสลามไม่ให้มนุษย์ฆ่าตัวตายแต่ทุกคนต้องราลึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อทุกคนไรด้เตรียมตัวเตรียมใจและพร้อมที่จะกลับไรปสู่พระอัลเลาะฮ์เปรียบเสมือนการก้าวผ่านจากชีวิตหนึ่งไรปสู่อีกชีวิตหนึ่ง
ภาวะใกล้ตายเป็นภาวะที่มุสลิมต้องการอยู่ใกล้พระอัลเลาะฮ์มากที่สุด และเป็นการดูแลให้ผู้ป่วยลดความทุกข์ทรมาน
พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ให้มนุษย์เกิดและให้มนุษย์ตาย
พระเจ้าเป็นผู้ทรงกำหนดอายุขัยของมนุษย์
มนุษย์ไม่สามารถรู้ได้ว่าที่ใดและเมื่อใดเขาจะตาย
มนุษย์ต้องรำลึกถึงความตายให้มาก
ความตายเป็นข่าวดีและสบายใจสำหรับผู้ศรัทธา
การจัดการศพตามวิถีอิสลาม
นำศพไปบรรจุในหีบศพถ้าหากอยู่ในที่กันดารไม่ใช้หีบศพก็ได้แต่ให้ทาหลุมเพื่อเตรียมฝัง
ฝังในหลุมลึกคะเนพอไม่ให้มีกลิ่นขึ้นหรือสัตว์ป่าคุ้ยเขี่ยขึ้นมาได้
นำศพมาวางบนผ้าขาวซึ่งปูไว้ 3 ชั้นนำมือทั้งสองไว้ที่ระดับอกให้มือขวาทับบนมือซ้ายแล้วห่อด้วยขาว 3 ชั้น
เมื่อฝังในที่ใดแล้วห้ามขุดศพนั้นขึ้นมาไม่ว่าประการใด ๆ
ให้นำศพมาอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกที่ติดอยู่รีดท้องเพื่อให้สิ่งปรกภายในเคลื่อนที่ออกมาแล้วรดน้าให้สะอาดทั้งตัว
การฝังให้วางศพนอนตะแคงข้างขวา หันหน้าศพไรปทางทิศตะวันตกแล้วนำดินที่ขุดขึ้นมากลบไปจนหมด
หากจำเป็นต้องรักษาศพให้รักษาไว้ไม่ให้มีกลิ่นเหม็นถ้าปล่อยให้มีกลิ่นเหม็นทางศาสนาถือว่าเป็นการบาป
ข้อแนะน าในการไปเยี่ยมเคารพศพผู้นับถือศาสนาอิสลาม
กรณีศพอยู่ที่บ้าน
นำศพมาอาบน้าชาระสิ่งสกปรกรดน้ำให้สะอาดทั้งตัว
นำศพมาวางบนผ้าข้าวซึ่งปูไว้ 3 ชั้นหรือนำศพบรรจุในหีบศพ
ผู้ไปเยี่ยมเคารพศพควรไปแสดงไว้อาลัยกับญาติที่มีชีวิตอยู่เป็นการให้เกียรติแก่เจ้าภาพ
ทำความเคารพศพ โดยกล่าวคำไว้อาลัยได้ (ไม่นิยมนำพวงหรีดไปวาง)
มอบเงินซองให้เจ้าภาพ
กรณีศพอยู่ที่มัสยิดหรือสุเหร่า
ผู้ร่วมพิธีจะรอเคารพศพก่อนพิธีละหมาด
ผู้ร่วมพิธีมุ่งไปแสดงความเสียใจกับญาติ
พิธีฝังจะเป็นพิธีของญาติ ๆ
มอบเงินซองให้เจ้าภาพ
พิธีศพ
เมื่อมี“มัยยิสหรือมัยยัต”(คนตาย) ขึ้นในหมู่บ้านเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องไปเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือโดยไม่ต้องรอรับคำเชิญหรือการ์ดเชิญ
ให้แต่งกายธรรมดาไม่ต้องแต่งชุดดำ เพราะไม่มีการไว้ทุกข์ และการไปบ้านผู้ตายจะต้องไม่ไปเป็นภาระแก่เจ้าของบ้านโดยไปรับประทานอาหารหรือแม้แต่น้า
ให้รีบไรปส่งผู้ตายหรือศพยังสุสานและให้รีบละหมาด(บทสวดสาหรับผู้เสียชีวิต/คนตาย)
ก่อนนำไปฝังจะต้องนำไปยังมัสยิดเพื่อละหมาดให้ผู้ตายและอวยพรขอพรให้แก่ผู้ตาย
เมื่อเสร็จจากการละหมาดแล้วจึงนำผู้ตายไปฝังยังหลุมที่ขุดเตรียมไว้ในท่านอน
ต้องจัดการฝังให้เรียบร้อยภายใน 24 ชั่วโมง
ฝังเสร็จจะกลบดินหลุมฝังให้นูนขึ้นมาและปักไม้ธรรมดาไว้ที่หลุมฝังศพจะไม่มีการโบกปูนหรือทำให้ถาวรเพื่อการไปเคารพบูชาที่หลุมฝังศพอย่างเด็ดขาด
การอุทิศศพเมื่อผู้ตายสั่งเสียมอบร่างกายศพหรือบริจาคอวัยวะ
1) ผู้สั่งเสียต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบคือบรรลุนิติภาวะมีสติสัมปชัญญะจริงจัง และยินยอมในการบริจาคอวัยวะ
2) คำสั่งเสียบริจาคนั้นต้องเป็นลายลักษณ์อักษร
3) จุดประสงค์ในการถ่ายอวัยวะนั้นเพราะความจำเป็นทางการแพทย์
4) จุดประสงค์ต้องไม่ใช่เพื่อการค้าแสวงหากำไรแลกเปลี่ยนหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพิเศษ
5) อวัยวะที่ผู้สั่งเสียได้แสดงเจตนาบริจาคนั้นต้องไม่ใช่ส่วนที่ค้านกับหลักการและคำสอน
6) คาดการณ์ได้ว่าการผ่าตัดถ่ายอวัยวะจากผู้ตายที่ได้สั่งเสียไว้ไปสู่ผู้ที่ยังมีชีวิตจะต้องประสบผลค่อนข้างสูง
7) ดำเนินการตามคำสั่งเสียได้ก็เมื่อผู้สั่งเสียตายเท่านั้น