Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การตรวจช่องท้องและอวัยวะสืบพันธุ์ - Coggle Diagram
การตรวจช่องท้องและอวัยวะสืบพันธุ์
บริเวณหน้าท้องแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ คือ
Right Upper Quadrant
Left Upper Quadrant
Right Lower Quadrant
Left Lower Quadrant
หรืออาจจะแบ่งให้ย่อยลงไปเป็น 9 ส่วนคือ
Right Hypochondriac
Epigastric
Left Hypochondriac
Right Lumbar
Umbilical
Left Lumbar
Right Inguinal
Hypogastric
Left Inguinal
เทคนิคการตรวจท้อง
การดู
1 การดู ดูรูปร่างลักษณะของท้องว่าปกติสมมาตรกันหรือไม่หรือท้องโตโดยอาจมองจากปลายเท้าของผู้รับบริการ ดูผิวหน้าท้องสีผิวรอยแผลผ่าตัดรอยจ้ำเลือดและหลอดเลือดดำที่ผนังท้องว่าปกครองหรือไม่ผนังหน้าท้องเคลื่อนไหวเป็นปกติตามการหายใจหรือไม่มีการเต้นผิดปกติมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติหรือไม่ลักษณะของสะดือสังเกตบริเวณขาหนีบทั้งสองข้าง
ภาวะปกติท้องจะสมมาตรกันไม่โตในกรณีอ้วนมากหรือตั้งครรภ์อาจพบแผลและรายที่ผนังหน้าท้องไม่พบหลอดเลือดดำขยายหรือโป่งพองไม่มีรอยเลือดใดๆท้องจะเคลื่อนไหวโดยยกลงเวลาหายใจเข้าท้องเวลาหายใจออกลักษณะสะดือบริเวณขาหนีบปกติคนผอมอาจมองเห็นการเต้นของหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณลิ้นปี่ได้
ภาวะผิดปกติจากการตรวจท้องในลักษณะที่ท้องโตจะมีก้อนในท้องและมีน้ำจะรู้สึกอึดอัดเมื่อพบท้องโตหรือมีก้อนสังเกตว่าอยู่ในตำแหน่งใดขนาดเท่าใดแข็งหรือนุ่ม ถ้าหน้าท้องมีแผลอักเสบจากการติดเชื้อหรือไม่มีการขยายของหลอดเลือดดำชัดเจนเช่นมีหลอดเลือดดำรอบๆ บริเวณสะดือมีทิศทางการไหลออกจากสะดือ
การฟัง
การเคลื่อนไหวของลำไส้ (Peristalsis) ทำให้เกิดเสียงขึ้น (Bowel Sounds) ฟังเสียงด้วยหูฟังด้านไดอะแฟรม เสียงเหมือนเทนํ้าออกจากขวด เสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ ปกติจะมีทุก 5-15 วินาที ผู้ป่วยที่มีการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือเริ่มมีการอุดตันของลำไส้จะมีการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าปกติ ถ้าลำไส้เคลื่อนไหวน้อยประมาณ 3 ครั้ง หรือน้อยกว่านี้ต่อนาที แสดงว่ามีการอุดกั้นของลำไส้ในระยะหลัง ๆ หรือมีภาวะอัมพาตของลำไส้ (Paralytic Ileus) หรือการอักเสบของเยื่อบุช่องท้อง
ท้องที่ผิดปกติ
เสียงท้องที่ดังอยู่ตลอดเวลาจะแสดงว่ากระเพาะหรือลำไส้ทำงานหนัก
2 บาทสีทองที่เงียบหายเป็นเวลานานจะได้ยินเสียงนานๆครั้งจะแสดงว่ากระเพาะลำไส้ทำงานน้อยเช่นหลังผ่าตัดช่องท้องช่องท้องอักเสบ
3 เสียงท้องที่แหลมชัดซึ่งมักเกิดร่วมกับสิ่งของที่ดังอยู่เกือบตลอดเวลาแต่เสียงที่แหลมมักเกิดแทรกเป็นครั้งคราวและมักร่วมมีอาการปวดท้องรุนแรงจนคนไข้บิดตัวไปมาแสดงว่าคนไข้มีลำไส้อุดตันในระยะแรกต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้นสิ่งนี้อาจห่างออกไปและเบาลง
เสียงท้องที่ปกติ
ภาวะที่ปกติจะได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวเป็นเสียงน้ำออกจากขวดได้ยินทุก 2 ถึง 10 วินาทีเสียงจะดังพอสมควร
การเคาะ
การเคาะท้องจากทั่วหน้าท้องเพื่อดูสภาพของช่องท้องโดยทั่วไปการเพาะต้องสังเกตว่าเสียงเพราะปกติหรือผิดปกติตำแหน่งที่ใช้เคาะท้องการเคาะหาขอบเขตของอวัยวะหรือสิ่งที่คาดว่าจะผิดปกติจะขอจากส่วนที่โป่งไปหาส่วนที่ถือโดยวางนิ้วมือให้ขนานกับแนวที่คาดว่าเสียงจะเปลี่ยนไปถ้าหากต้องการตรวจอวัยวะตื้นให้เคาะเบาแต่ถ้าหากต้องการตรวจอวัยวะลึกให้เคาะแรง
การเคาะจะบ่งบอกลักษณะอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องเป็นการช่วยตรวจสอบว่าท้องโตที่เห็นได้จากการดูนั้นมีอากาศมีสระน้ำหรือก้อนในช่องท้องหรือไม่
การตรวจหาสารน้ำในช่องท้อง
เวลาตรวจให้ผู้รับบริการนอนหงายเคาะหน้าท้องจากตรงกลางลงไปทางสีข้างทั้งสองข้างโดยวางมือซ้ายให้ขนานกับแนวกลางลำตัวเมื่อเสียงเป็นเสียงทึบให้ทำเครื่องหมายไว้บนหน้าท้องของผู้รับบริการท่านอนตะแคงขวาทางด้านข้างซึ่งเคยได้ยินเสียงทึบหากเป็นเสียงที่คอได้จากถือเป็นเสียงโปร่งถ้าหากเพราะต่ำลงไปจะได้ยินเสียงทึบสูงกว่าขอบที่เคยทำเครื่องหมายไว้อีกด้านหนึ่งทั้งนี้เพราะว่าน้ำจะไหลกลับไปอยู่ส่วนล่างหมดสีข้างด้านบนจะโปร่งและสีข้างด้านล่างมีมากขึ้นจึงข้อความถึงได้ขอบเขตมากขึ้นลักษณะที่เคาะนี้เรียกว่า Shifting dullness เสียงนี้เเสดงว่ามีสารน้ำในช่องท้องอย่างน้อย 0.5 ถึง 1 ลิตร
การเคาะตับ
การเคาะเพื่อหาความคิดของตับให้เคาะบริเวณทรวงอกด้านขวาจากบนลงล่างในแนว mid cavicular line ว่างมือด้านซ้ายให้นิ้วมือขนานกับช่องซี่โครงและเริ่มเคาะที่ช่องซี่โครงที่ 2 ลงมาเรื่อยๆปกติจะเริ่มได้ยินเสียงทึบของขอบตับที่ช่องที่ 4 และจะทึบชัดเจนที่ช่องซี่โครงที่ 6 การวิเคราะห์เพื่อหาขอบล่างของตับให้เริ่มเคราะห์ต่ำกว่าชายโครงขวาประมาณ 10 cm หรือระดับเดียวกับสะดือและขอขึ้นไปในแนว mid clavicular line
การเคาะไต
การเคาะไต
การตรวจทำได้โดยให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงผู้ตรวจยืนอยู่ด้านหลังกำมือข้างที่ถนัดแน่นๆแล้วทุบลงบนตำแหน่ง cva ด้วยแรงพอสมควรโดยใช้กำปั้นนิ้วก้อยสัมผัสกับผู้ป่วยวิธีนี้เรียกว่าการเคาะโดยตรงอีกวิธีคือวางฝ่ามือด้านที่ไม่ถนัดบนตำแหน่ง cva และทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือถามผู้ป่วยรู้สึกอย่างไรพร้อมกับสังเกตปฏิกิริยาของผู้ป่วย
การเคาะม้าม
การเคาะม้ามให้ผู้รับบริการนอนตะแคงขวามือทั้งสองยกขึ้น สมุนไพรไหมช่วงอกด้านซ้ายจากบนลงล่างจากช่องซี่โครงที่ 7-11 แต่ละช่องซี่โครง เคาะในaxillry line ไป posterior axillary line สังเกตลักษณะเสียงที่เคาะได้อยู่ทั้งการหายใจเข้าการหายใจออก
ภาวะปกติพบเสียงทึบของม้ามได้ที่ช่องที่โครงที่ 9-10 หรือในส่วนซี่โครงที่ 11
ภาวะผิดปกติพบเสียงทึบของน้ำมากกว่าปกติเช่น ทริปจากซ้ายจนถึงช่องซี่โครงที่ต่ำที่สุดในช่วงหายใจเข้ามาถือว่ามีม้ามโต
การคลำ
การคลำมือเดียว (unimanual palpation)
การใช้มือเดียว ในกรณีนี้ ผู้ตรวจควรจะนั่งอยู่ข้างๆ คนไข้ ถ้าถนัดขวาให้นั่งทางซ้ายของคนไข้ ข้อศอกของผู้ตรวจควรอยู่ต่ำกว่าระดับหน้าท้องของคนไข้ เพื่อให้วงฝ่ามือทั้งฝ่ามือลงบนหน้าท้องได้ ถ้าข้อศอกอยู่เหนือหน้าท้องของคนไข้มาก จะวางฝ่ามือทั้งสองฝ่ามือบนหน้าท้องไม่ได้ การคลำหน้าท้องจะเป็นการคลำด้วยปลายนิ้วมือที่ทิ่มแทงลงบนหน้าท้อง ซึ่งอาจทำให้จั๊กกะจี้ หรือเกิดการเกร็งตัวของหน้าท้องได้ง่าย ทำให้คลำหน้าท้องไม่ได้ดี เท่าที่ควร
การใช้มือหนึ่งกดลงบนอีกมือหนึ่งที่ใช้คลำ วิธีนี้จะทำให้มือที่ใช้คลำไม่ต้องออกกำลังกด ทำให้รับความรู้สึกต่างๆ ได้ดีขึ้น ใช้มือที่ถนัดคลำ โดยใช้มืออีกข้างหนึ่งกดลงบนมือที่ถนัด
การใช้มือหนึ่งคลำในขณะที่อีกมือหนึ่งเคาะ วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ต้องการดูว่าช่องท้องมีน้ำอยู่หรือไม่ โดยใช้มือที่ถนัดคลำหน้าท้องด้านหนึ่ง ในขณะที่ใช้มืออีกข้างเคาะที่ผนังหน้าท้องอีกด้านหนึ่ง มือข้างที่คลำอยู่จะได้รับความรู้สึกของคลื่นกระแสน้ำที่มากระทบโดยมากการคลำวิธีนี้จะให้คนไข้ช่วยวางสันมือหนึ่งไว้กลางหน้าท้องเพื่อให้คลื่นของกระแสน้ำไม่กระจายไปที่ส่วนหน้าท้องมากนัก ความแรงของกระแสคลื่นจะได้มากระทบมือที่คลำอยู่มากขึ้น
การคลำโดยวิธีกดปล่อยๆ (ballotment) วิธีนี้มักจะใช้ในกรณีที่ช่องท้องมีน้ำอยู่มากๆ (ท้องมาน, ascites) เพื่อที่จะดูว่า มีก้อนอยู่ในช่องท้องหรือไม่ ซึ่งทำได้โดยใช้ผ่านปลายนิ้วมือกดลงบนหน้าท้องเร็วๆ เพื่อกดก้อนในท้อง
การคลำสองมือ (bimanual palpation) คือการคลำด้วยมือสองมือพร้อมกัน
มือทั้งสองอยู่ที่หน้าท้อง เช่น การใช้มือทั้งสองคลำก้อนโตๆ ในท้อง ที่พบบ่อยคือ การคลำท้องของหญิงที่ตั้งครรภ์ แต่การคลำก้อนโตๆ ในท้องอื่นๆ ก็ควรใช้วิธีคลำสองมือทั้งนั้น เพราะจะทำให้ได้รายละเอียดมากขึ้น
มือหนึ่งอยู่ที่หน้าท้อง มือหนึ่งอยู่ที่หลังท้อง ส่วนมากจะให้มือข้างที่ถนัดอยู่ที่หน้าท้อง มือข้างที่ไม่ถนัดอยู่ที่ด้านหลัง แล้วใช้มือทั้งสองกดเข้าหากันเพื่อคลำก้อนที่อยู่ในผนังด้านหลังท้อง เช่น ไต ต่อมน้ำเหลือ ก้อนอื่นๆ ได้ชัดเจนขึ้น
มือหนึ่งอยู่ที่หน้าท้อง อีกมือหนึ่งใช้นิ้วตรวจอยู่ในช่องทวารหนักหรือช่องคลอด วิธีนี้มักจะใช้ตรวจความผิดปกติของอวัยวะในช่องเชิงกราน เช่น รังไข่ มดลูก ปีกมดลูก ทวารหนัก หรือ อวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง เช่น ไส้ติ่ง ลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง
ลักษณะผิดปกติ
ลักษณะของผนังหน้าท้อง เพื่อดูว่า หนังหน้าท้องหนาหรือบาง มีตุ่มมีก้อน หรือมีผิวหนังหน้าท้องส่วนใดผิดปกติหรือไม่ โดยทั่วไปหนังหน้าท้องของคนต่างๆ จะต่างกัน เ
จุดกดเจ็บ เมื่อเริ่มคลำท้องคนไข้ ไม่ควรคลำส่วนที่เจ็บก่อน เพราะอาจจะทำให้คนไข้เจ็บและเกร็งหน้าท้องทันที ทำให้คลำส่วนที่เจ็บและส่วนอื่นไม่ได้ดี ควรจะคลำส่วนที่ไกลจากส่วนที่เจ็บก่อน เมื่อคลำส่วนอื่นเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยตรวจคลำส่วนที่เจ็บในตอนหลังสุด จะทำให้การตรวจหน้าท้องได้ผลดีขึ้น
การเกร็งแข็งของท้อง อาจเกิดจากคนไข้ขี้จั๊กจี้ หรือเกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
หรือไม่ชอบใจ ที่มีคนมาคลำหน้าท้องของตน ในกรณีเช่นนี้ คนไข้จะไม่เจ็บท้องและกดหน้าท้องไม่เจ็บ
ก้อน ในคนปกติทั่วไป ยกเว้นแต่ในคนที่อ้วนมากหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งเป็นมัดๆ อวัยวะในช่องท้องที่อาจจะคลำได้สภาพปกติ
หลอดเลือดแดงใหญ่กลางท้อง (abdominal aorta) ส่วนใหญ่จะคลำได้เฉพาะการเต้นตุบๆ เป็นจังหวะตรงกลางท้อง ประมาณหรือใต้ระดับสะดือเมื่อคลำลึกๆ (
กระดูกสันหลัง (spine หรือ vertebrae) จะคลำได้เฉพาะคนที่ผอมและหน้าท้องหย่อนมากเท่านั้น โดยคลำได้ตรงกลางท้องประมาณหรือใต้ระดับสะดือ ส่วนของกระดูกสันหลังที่คลำได้มักเป็นส่วนตัว (body) ของกระดูกหลังส่วนเอว (lumbar bertebrae)
ขอบล่างตับ (lower border of liver) จะคลำได้ขอบล่างตับที่ใต้ชายโครงขวา (ท้องส่วนที่ 1) เพียงเล็กน้อยเฉพาะในคนที่ชายโครงบานออกมากๆ เมื่อหายใจเข้าเต็มที่
การตรวจอวัยวะสืบพนธุ์
การตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ในทางปฏิบัติแล้วพยาบาลจะตรวจเมื่อมีปัญหาหรือคาดว่าจะมีพยาธิสภาพที่ช่วงนั้น
1 ต้องแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ 2 เปิดเผยร่างกายเฉพาะส่วนที่ตัวเท่านั้นต้องใช้ผ้าคลุมให้เรียบร้อยและแยกผู้รับบริการ 3 เทคนิคที่ใช้คือการดูและการคำควณสวมถุงมือเพื่อป้องกันการปนเปื้อนและตรวจเฉพาะภายนอก
ภาวะปกติชีพจรขาหนีบได้คำไม่พบต่อมน้ำเหลืองหรือก้อนนูนผิดปกติ
ภาวะผิดปกติชีพจรขาหนีบได้เบาต่อมน้ำเหลืองโตอักเสบเป็นฝีขึ้นซึ่งอาจเป็นไส้เลื่อน
การทำขาหนีบบริเวณขาหนีบจะตรวจต่อมน้ำเหลืองชีพจรและความผิดปกติเทคนิคการตรวจจะต่อเนื่องกับการคลังท้องโดยดูและคำบริเวณขาหนีบใช้ไปวนเป็นวงบริเวณขาทั้งสองข้างเพื่อคำต่อมน้ำเหลืองและความชัดเจนของชีพจร
การตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ชายให้สังเกตการณ์บริเวณหัวหน่าวผิวหนังบริเวณนี้ตรวจองคชาติหนังหุ้มปลายรูเปิดท่อปัสสาวะลูกอัณฑะคำว่าลูกอัณฑะอยู่ในถุงทั้ง 2 ข้างหรือไม่และขนาดปกติหรือไม่คำพยากรณ์ที่ผิดปกติบริเวณที่กดเจ็บ
ภาวะปกติผิวหนังไม่มีรอยโรคการกระจายของเส้นโค้งปกติคือเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายยอดสะดือไม่มีแผลและการอักเสบลูกอัณฑะอยู่ในถุงขนาด 4-5 cm
ภาวะผิดปกติผิวหนังมีรอยโลกมีแผลก้อนสิ่งคัดหลั่งที่ผิดปกติและมีการอักเสบซึ่งต้องตรวจโดยละเอียด
การตรวจอวัยวะสืบพันธุ์หญิงให้ผู้รับบริการถ่ายปัสสาวะก่อนจัดท่าให้นอนหงายงอสะโพกและเข่าสังเกตการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์การกระจายของขน !
ภาวะปกติผิวหนังไม่มีรอยโรคการกระจายของคนปกติคือใดผู้หญิงเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายยอดชิดลมด้านล่างไม่มีแผลก็และการอักเสบไม่มีสิ่งคัดหลั่งไม่มีอวัยวะโผล่
ภาวะผิดปกติผิวหนังมีรอยโรคมีการอักเสบมีแผลมีสิ่งคัดหลั่งที่ผิดปกติมีก้อนหรือมีการโทรของอวัยวะอื่นออกมาทางช่องคลอด
ปากมดลูก มดลูก และปีกมดลูก ซึ่งคลำได้เฉพาะเพศหญิง ปากมดลูกจะคลำได้เป็นก้อนรีๆ กลมๆ ทางผนังด้านหน้า ดันให้เคลื่อนไปมาได้ ต้องระวังไม่ให้เข้าใจผิดว่า เป็นก้อนเนื้องอกหรือมะเร็งของทวารหนัก มดลูกและปีกมดลูก มักจะคลำไม่พบนอกจากนี้ในกรณีที่โตผิดปกติ หรือมีการอักเสบ จึงอาจจะคลำพบว่าโต หรือกดเจ็บ
การตรวจบริเวณทวารหนัก
การตรวจบริเวณทวารหนักจะทำได้โดยสะดวก ถ้าคนไข้อยู่ในท่านอนตะแคงและงอเข่าทั้ง 2 ข้าง โดยให้งอเข่าทั้ง 2 ชิดทรวงอกเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะถ้าต้องการตรวจต่อมลูกหมาก แต่ถ้าจะตรวจอย่างอื่น ควรให้เข่าล่างงอประมาณ 45 องศา จากท่าเหยียดคอและเข่าบนงอจนเข่าและขาบนสามารถวางพักอยู่กับเตียงไว้อย่างสบาย ลำตัวเอียงคว่ำลงเล็กน้อยตามสบาย
ตรวจดูบริเวณสะโพกและบริเวณรอบนอกของทวารหนัก ถ้ามีผื่น ตุ่ม ก้อน หรือสิ่งผิดปกติที่ต้องใช้การคลำช่วย จึงค่อยตรวจด้วยการคลำเพื่อดูว่ากดเจ็บไหม แข็งหรือนุ่ม มีไตแข็งข้างในหรืออื่นๆ
เมื่อตรวจบริเวณรอบนอกแล้วจึงใช้มือข้างหนึ่งยกเนื้อตะโพกด้านขวาบน ( ก็จะเห็นรูเปิด (anus) ของทวารหนัก (rectum) ได้
การตรวจด้วยการคลำ
หูรูดทวารหนัก (anal sphincter) หูรูดทวารหนักที่หดรัดมาก มักเกิดจากคนไข้กลัวการตรวจ มีอาการท้องเดินมาหลายครั้ง ท้องเดินเรื้อรัง หรือมีแปลหรือการอักเสบบริเวณปากทวารหนักหรือบริเวณใกล้เคียง
ส่วนหูรูดทวารหนักที่อ่อนปวกเปียก(ไม่มีแรงหดรัด ) มักเกิดจากฝีเย็บหย่อน เช่น หลังคลอดบุตร หรือจากริดสีดวงทวาร หรือผนังทวารหนักโผล่ หรือจากโรคระบบประสาทที่เลี้ยงหูรูดหย่อนกำลัง
ภายในทวารหนัก ให้คลำดู
มีจุดกดเจ็บตรงส่วนใดหรือไม่ ตั้งแต่ด้านในของบริเวณหูรูดไปจนถึงบริเวณที่ลึกที่สุดที่ปลายนิ้วจะแยง(คลำ)ถึง
ถ้าเจ็บบริเวณนอกๆ มักเกิดจากแผลหรือการอักเสบในบริเวณปากทวารหนักหรือใกล้เคียง ริดสีดวงทวารหนักที่กำลังอักเสบ
มีรอย่นที่พอคลำได้เป็นจุดๆ เมื่อวนนิ้วไปรอบๆ ภายในทวารหนัก มักเป็นริดสีดวงทวารหนัก หรือผนังทวารหนักหย่อนจนโผล่
มีตุ่มหรือติ่งที่คลำได้ชัดเจน และเขี่ยให้เคลื่อนไปมาได้ มักเป็นตุ่มหรือติ่งทวารหนัก
มีก้อนตะปุ่มตะป่ำ แข็งหรือยุ่ย เหมือนดอกกะหล่ำที่เขี่ยให้เคลื่อนไปมาไม่ได้ มักเป็นมะเร็งทวารหนัก แต่ก้อนตะปุ่มตะป่ำที่แข็งและเขี่ยให้เคลื่อนที่ได้ มักเป็นก้อนอุจจาระในคนที่ท้องผูก
อนนอกทวารหนัก คือ คลำได้ก้อนที่อยู่นอกผนังทวารหนักซึ่งอาจจะเป็น