Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 5 ระยะหลังคลอด : - Coggle Diagram
บทที่ 5 ระยะหลังคลอด :
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
มีโอกาสเกิดการติดเชื้อหลังคลอดเนื่องจากมีแผลในโพรงมดลูก
เสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอดเนื่องจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี
อ่อนเพลียเนื่องจากสูญเสียน้ำและพลังงาในการคลอด
ปฏิบัติบทบาทมารดาเหมาะสม
การเปลี่ยวแปลงทางจิดสังคม จิตวิญญาณ
ความผูกพันและสัมพันธภาพ
จะมีการเริ่มสร้างความสัมพันธภาพระหว่างมารดา-บิดา เช่น 45 นาทีแรกทำความสะอาดเด็กให้ลูกมาอยู่กับแม่ได้กินนมแม่
การปรับตัวรับบทมารดา
ระยะที่ 1Taking in ระยะที่ต้องพึ่งพา 1-3 วันแรก เช่นปวดแผลฝีเย็บ ปวดมดลูก คัดตึงเต้านม จึงไม่ต้องการทำอะไรด้วยตนเอง
ระยะที่ 2 Taking in ระยะที่พึ่งพาตนเองได้เป็นระยะที่แม่ให้ความสนใจเหมาะแก่การสอนเลี้ยงลูก การอาบน้ำ การให้นมบุตร
ระยะที่ 3 Letting go เป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวก่อนการเปลี่ยนแปลงระบบครอบครัวจากสองเป็นสามคน
แนวทางการส่งเสริมสัมพันธภาพในระยะหลังคลอด
ส่งเสริมให้บิดามารดาและท่รกได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพังโดยเร็ว
เพิ่อให้บิดามารดารวมถึงสมาชิกในครอบครัวได้สร้างความคุ้นเคยกับทารก
ส่งเสริมให้มารดาเลี้ยงทารกด้วยนมมารดาการให้ทารกได้ดูดนมมารดา
ช่วยให้บิดามารดาเข้าใจบุคลิกลักษณะและพฤติกรรมของทารก
เนื่องจากคุณภาพของสัมพันธภาพระหว่างบิดามารดากับทารกจะเพิ่มมากขึ้น
เปิดโอกาสให้บิดาฝึกหัดเลี้ยงดูทารก
พยาบาลต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดีคอยช่วยเหลือให้กำลังใจแก่บิดามารดาและทารก
เพิ่อให้บิดามารดาสามารถพัฒนาการเลี้ยงดูทารกได้ดีขึ้น
การป้องกันปัญหาสุขภาพของมารดาหลังคลอด
ปัญหาสุขภาพที่พบได้ในมารดาหลังคลอด
การติดเชื้อ
การตกเลือดหลังคลอด
โดยพยาบาลสังเกตและประเมินอาการของมารดาหลังคลอดได้ถ้าพบแล้วให้การรักษาพยาบาลได้ทันทีความรุมแรงก็จะลดน้อยลง
การส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบิดามารดาทารก และครอบครัว
ปฏิสัมพันธ์
บิดากับการก
การมองเห็น
การอยู่ในท่าเผชิญหน้าหรือการประสานสายตา
การยิ้ม
การสื่อภาษา
การสัมผัสและการโอบอุ้ม
มารดากับทารก
การสัมผัส
การประสานสายตา
การใช้เสียง
การรับกลิ่น
การให้ความอบอุ่น
การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะตามเสียงูด
จังหวะทางชีวภาพ
การยิ้ม
สัมพันธภาพ
ความสัมพันธ์สองทิศทาง
ช่วงขวบปีแรกของชีวิต
การตองสนอง
การส่งเสริมสุขภาพด้านร่างกายจิตใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ
ระยะที่มีพฤติกรรมพึ่งพา
ส่งเสริมความมีคุณค่าในตัวเองของมารดาหลังคลอด
การส่งเสริมให้ลุกจากจากเตียงเร็ว
ส่งเสริมการสร้างสัมพันธภาพกับบุตร
ส่งเสริมให้มารดาพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ระยะพฤติกรรมระหว่างพึ่งพาและไม่พึ่งพา
การเลี้ยงดูบุตรด้วยนมมารดา
ดูแลบุตร
การปฏิบัติตัวหลังคลอด
การบริหารร่างกาย
ระยะพฤติกรรมพึ่งพาตนเอง
การปรับตัวต่อบทบาทใหม่
ครอบครัวให้ช่วยเหลือแบ่งเบางานบ้าน
วิธีการพยาบาลหลังคลอด
1.ประเมินสัญญาณชีพโดยควรวัดสัญยาณชีพ
2.ตรวจดูการหดรัดตัวของมดลูกและวัดความสูงของมดลูก
3.ประเมินความเจ็บปวดไม่สุขสบายให้การพยาบาล
4.ประเมินแผลฝีเย็บและน้ำคาวปลา
5.ตรวจกล้ามเนื้อหน้าท้อง
6.ดูแลเรื่องการขับถ่าย
7.ดูแลเรื่องการพักผ่อน
8.การลุกขึ้นเร็ว
9.การได้รับอาหารและน้ำ
10.การบริหารร่างกาย
วัตถุประสงค์การพยาบาล
มารดาหลังคลอดได้รับความสุขสบายทางร่างกาย
การทำหน้าที่ของระบบต่างๆ
ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน
มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองและทารกแรกเกิด
สัมพันธภาพระหว่างมารดาทารกและสมาชิกครอบครัวเหมาะสม
การประเมินสภาพมารดาหลังคลอด
หน้าท้องและยอดมดลูก
ถ้ามดลูกไม่แข็งตัวพยาบาลจะคลึงให้มดลูกแข็งตัว
อยู่ระดับเดียวกัน
ตรวจทุกๆวัน ทุกเวร
ความเช่อหลังคลอด
มารดาหลังคลอดอยู่บ้าน
มารดาหลังคลอดอยู่บ้าน พักผ่อน เลี้ยงดูบุตร
มารดาหลังคลอดไม่รับประทานไข่ไก่
มารดาหลังคลอดรับประทานปลาแห้งเค็ม
มารดาหลังคลอดอยู่ไฟ เพื่อผ่อนคลาย หรือความชอบส่วนตัว
มารดาหลังคลอด อบประคบนวดเพื่อผ่อนคลาย
เลือดและน้ำคาวปลา
ลักษณะของน้ำคาวปลาจำนวน สี กลิ่น
2 นิ้ว:10 มิลลิลิตร
4 นิ้ว:10-25 มิลลิลิตร
6 นิ้ว:25-50 มิลลิลิตร
มากกว่า 6 นิ้ว:50-80 มิลลิลิตร
Body Temperature and Blood
Pressure
อัตราการหายใจช้าลง
วัดสัณญานชีพ อุณหภูมิ ความดันโลหิต
มารดาจะมีชีพจรช้าลง
Breat and Lactution
ลักษณะ : บอด ปุ๋ม แบน
หัวนม หนาด 0.5-0.7
ความยาว
การประเมินภาวะร่างกาย
ลักษณะทั่วไป
ซีด
การเลื่อนไหวร่างกาย
หลอดเลือดอักเสบอุดตัน
การพักผ่อน เช่น พักผ่อนจากการเจ็บบาดแผล ผ่าตัด ปวดมดลูก
ความต้องการสารอาหารและน้ำ ยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
กระเพาะปัสสาวะ
คั่งค้างของน้ำปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะ
สัมพันธถาพ
การทำงานของลำไส้
ภาวะด้านจิตใจ
ฝีเย็บและทวารหนัก
ทารก
ภูมิหลังของมารดา
ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล
ประวัติการตั้งครรภ์ในอดีตและปัจจุบัน
ประวัติการคลอดในอดีตและปัจจุบัน
ประวัตการคลอดในอดีต
การเลี้ยงดูบุตรคนก่อนๆ
การเปลี่ยนแปลงทางสรรีรวิทยา
การสืบพันธ์ุ
การตกไข่และมีประจำเดือน
กลไกการยับยั้งการตกไข่คือโปรแลคติน - (prolactin)มีผลไม่ระงับการสร้างพิทูอิทารี โกนาโดโทนปืน (pituitary gonadotropins)
บางรายอาจเป็นผลจากการที่รังไข่ไม่สนองต่อการกระตุ้นของ ฟอลลิเคิล สดิมูเลชั่น ฮอร์โมน(follicle stimulation hormone)
มารดาหลังคลอดที่ไม่ได้เลี้ยงบุตรด้วยนมตนเองจะมีประจําเดือนครั้งแร กหลังคลอดบุตรภายใน 6-8 สัปดาห์
เต้านม
เป็นอวัยวะชนิดเดียวที่มีการเปลี่ยนแปลงจากการตั้งครรภ์ โดยมีการเจริญเติบโตต่อไปถึงแม้ว่าคลอดแล้ว
กลไกลในการควบคุมการสร้างและการขับน้ำนม
เมื่อเอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) จากรกหมดไปโปรแลคตินที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะหลังคลอด จะออกฤทธิ์สร้างน้ํานม
ออกซิโตซิน (oxytocin) ซึ่งมีผลต่อเซลล์กล้ามเนื้อรอบ ๆ ถุงผลิตน้ํานม (alveoli) และท่อน้ํานม (milk duct) ให้มีการบีบรัดตัว ขับน้ํานมออกมา
ฝีเย็บ
การตัดฝีเย็บจะช่วยให้เด็กสามารถคลอดออกมาได้
มารดาหลังคลอดจะปวดบริเวณฝีเย็บและแผลจะหายเป็นปกติภายใน 5-7 วัน
ช่องคลอด
ละค่อย ๆ ลดขนาดลง แต่ไม่สามารถคืนสู่สภาพเดิม เนื่องจากมีการหย่อนของผนังช่องคลอด
เยื่อบุโพรงมดลูก
ชนิดน้ำคาวปลา
Lochia alba 10-14 วัน สีขาว
Lochia serosa 4-9 วัน จะมีสีชมพูน้ําตาล
Lochia rubra 1-3วัน จะมีสีแดงเข้ม
ส่วนชั้นในยังคงมีส่วนของต่อมเยื่อบุโพรงมดลูก (endometrial glands) จะเจริญขึ้น (proliferation)
จนเต็มโพรงมดลูกภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์
basal layer ชั้นนอกจะค่อย ๆ สลายตัวและหลุดปนออกมากับน้ําคาวปลา
มดลูก
การหดรัดตัวของมดลูกทําให้เส้นใยของกล้ามเนื้อมดลูกขา
ดเลือดมาเลี้ยงแล้วสลายไป (ischemia)
มดลูกจะลดขนาดลงหลังทารกและรกคลอดไปแล้ว ยอดมดลูกจะอยู่ในระดับสะดือหรือต่ํากว่าสะดือเล็กน้อย
ระยะเข้าอู่นี้เกิดจากการที่เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกมีขนาดเล็กลงเนื่องจา
กการสลายของโปรตีนภายในเซลล์ (autolysis)
มดลูกเข้าอู่ (involution) ประมาณวันที่ 10
ปากมดลูก
ปากมดลูกจะมีลักษณะอ่อนนุ่ม ซึ่งอาจมีการฉีกขาด
จากกระบวนการคลอดร่วมด้วย
หลังคลอด 1 วัน ปากมดลูกจะกลับยาวลงมาเหมือนระยะก่อนคลอด
โดยมดลูกจะหดตัวช้า ๆ
ภายหลังคลอด 1 สัปดาห์ ปากมดลูกจะหดตัวตีบลงเหลือขนาด 1-2 เซนติเมตร
เยื่อพรหมจารีย์
จะมีลักษณะฉีกขาดกระทุ่งกระรึ่งกลายเป็นสิ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่เรียกว่า คารันคูเล ไมร์ติฟอร์ม (carunculae myrtiforms) เป็นลักษณะที่สามารถบอกได้ว่าเคยผ่านการคลอดบุตร
ระบบไหลเวียนเลือด
หลังคลอดทันที ปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนของร่างกาย จะเพิ่มมากอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวของมดลูกไล่เลือดที่ขังในชั้นกล้ามเนื้อมดลูกกลับเข้าระบบไหลเวียนและ interior venaก็เป็นอิสระจากการกดของมดลูกปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจใน 1 นาที (cardiac output) จะเพิ่มกว่าก่อนคลอดปริมาณเลือดที่หัวใจบีบตัวออกมาในแต่ละครั้ง (stroke volume) เพิ่มขึ้น หัวใจจึงเต้นช้าลง
ระบบหายใจ
ขนาดของช่องท้องและช่องทรวงอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระยะหลังคลอด
อัตราการหายใจเท่ากับคนปกติคือ 16-24 ครั้งต่อนาที
ระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย
ภายหลังคลอดทันทีอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ หิวกระหายน้ำ
หลังคลอดทางน้ําคาวปลา ปัสสาวะและเหงื่อ การขับถ่ายภายหลังคลอดอาจจะท้องผูก
ระบบทางเดินปัสสาวะและไต
ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะอาจบวมแดงและมีอาการบวมช้ํารอบ ๆ รูเปิดของท่อปัสสาวะ การยืดขยายของกระเพาะปัสสาวะมาก
กรวยไตและหลอดไตที่ขยายตัว
จะกลับคืนสู่สภาพเดิมภายใน 8-12 สัปดาห์ หลังคลอดฝ้าบริเวณใบหน้าซึ่งมีมากในระยะตั้งครรภ์จะค่อย ๆ
หายไปส่วนสีของลานนมที่เข้มขึ้น
ผิวหนัง
เส้นกลางหน้าท้องและรอยแตกของผิวหนังบริเวณหน้าท้องจะไม่หายไป
เหงื่อออกมาก
อุฌหภูมิ
หลังคลอด 24 ชั่วโมงแรก อาจมีอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นได้ แต่ไม่เกิน 38OC เรียกว่า reactionary fever มักพบในรายที่การคลอดล่าท้า (prolonged labour) การมีไข้นเกิดจากเนื้อเยื่อถูกทําลาย และการสูญเสียน้ําแลยเดียคออกมามาก
น้ำหนังตัว
น้ําหนักตัวจะลดลงประมาณ 4-8 กิโลกรัม ในระยะ 3-5 วันภายหลังคลอด น้ําหนักจะลดลงอีก 2-3 กิโลกรัม
หลังจากนั้นอยู่ที่การปฏิบัติตัว