Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒, นางสาวฮานาน ดอเลาะ เลขที่ 27…
พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า " พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ "
หมวด ๕ การบริหาร และ การจัดการศึกษา
ส่วนที่ ๑ การบริหาร และ การจัดการศึกษา ของ รัฐ
มาตรา ๓๑ให้ กระทรวง มีอำนาจหน้าที่ กำกับดูแลการศึกษา ทุกระดับ และ ทุกประเภท การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และ มาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร เพื่อการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการติดตามตรวจสอบ และ ประเมินผล การจัดการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
มาตรา ๓๒ ให้กระทรวง มีองค์กรหลัก ที่เป็นคณะบุคคล ในรูปสภา หรือ ในรูปคณะกรรมการ จำนวนสี่องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา และ คณะกรรมการการศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อพิจารณา ให้ความเห็น หรือ ให้คำแนะนำ แก่รัฐมนตรี หรือ คณะรัฐมนตรี และ มีอำนาจหน้าที่อื่น ตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๓๓ สภาการศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่ พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และ มาตรฐานการศึกษาของชาติ นโยบาย และ แผนด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม การสนับสนุนทรัพยากร การประเมินผลการจัดการศึกษา การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้ง การพิจารณากลั่นกรอง กฎหมาย และ กฎกระทรวง ที่ออกตามความ ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๓๔
คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน
มีหน้าที่ พิจารณาเสนอ นโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และ หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ
คณะกรรมการการอุดมศึกษ
า มีหน้าที่ พิจารณาเสนอ นโยบาย แผนพัฒนา และ มาตรฐานการอุดมศึกษา ที่สอดคล้องกับ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยคำนึงถึง ความเป็นอิสระ และ ความเป็นเลิศทางวิชาการ ของสถานศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการ จัดตั้งสถานศึกษา แต่ละแห่ง และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการการศาสนา และ วัฒนธรรม
มีหน้าที่พิจารณาเสนอ นโยบาย แผนพัฒนาด้าน ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ที่สอดคล้องกับ แผนการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดำเนินการด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
มาตรา ๓๕องค์ประกอบของ คณะกรรมการ ตาม มาตรา ๓๔ ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่ง มีจำนวนไม่น้อยกว่า จำนวนกรรมการประเภทอื่น รวมกัน
มาตรา ๓๖ให้ สถานศึกษาของรัฐ ที่จัดการศึกษา ระดับปริญญา เป็น นิติบุคคล และ อาจจัดเป็น ส่วนราชการ หรือ เป็นหน่วยงานในกำกับ ของรัฐ ยกเว้น สถานศึกษาเฉพาะทาง ตาม มาตรา ๒๑ ให้ สถานศึกษาดังกล่าว ดำเนินกิจการได้ โดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหาร และ การจัดการ ที่เป็นของตนเอง
มาตรา ๓๘ระดับอุดมศึกษา ระดับต่ำกว่าปริญญา รวมทั้งพิจารณา การจัดตั้ง ยุบ รวม หรือ เลิกสถานศึกษา ประสาน ส่งเสริมและสนับสนุน สถานศึกษาเอกชน ในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและส่งเสริม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบาย และ มาตรฐานการศึกษา ส่งเสริม และ สนับสนุน การจัดการศึกษาของ บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น ที่จัดการศึกษา ในรูปแบบที่หลากหลาย รวมทั้ง การกำกับดูแล หน่วยงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ในเขตพื้นที่การศึกษา
มาตรา ๓๙ให้ กระทรวง กระจายอำนาจการบริหาร และ การจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และ การบริหารทั่วไป ไปยัง คณะกรรมการ และสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง
มาตรา ๔๐ให้มี คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับ ต่ำกว่าปริญญา ของแต่ละสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับ และ ส่งเสริมสนับสนุนกิจการ ของสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่า ของสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิ
ส่วนที่ ๒ การบริหาร และ การจัดการศึกษา ของ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น
มาตรา ๔๑ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสิทธิ จัดการศึกษา ในระดับใดระดับหนึ่ง หรือ ทุกระดับ ตามความพร้อม ความเหมาะสม และ ความต้องการภายในท้องถิ่น
มาตรา ๔๒ให้ กระทรวง กำหนด หลักเกณฑ์ และ วิธีการประเมินความพร้อม ในการจัดการศึกษา ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ มีหน้าที่ ในการประสาน และ ส่งเสริม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถ จัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบาย และ ได้มาตรฐานการศึกษา
ส่วนที่ ๓ การบริหาร และ การจัดการศึกษา ของ เอกชน
มาตรา ๔๓ การบริหารและการจัดการศึกษา ของเอกชน ให้มี ความเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ ติดตาม การประเมินคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา จากรัฐ และ ต้องปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา เช่นเดียวกับ สถานศึกษาของรัฐ
มาตรา ๔๔ให้ สถานศึกษาเอกชน ตาม มาตรา ๑๘ (๒) เป็น นิติบุคคล และ มี คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และ ผู้ทรงคุณวุฒิ
มาตรา ๔๕ ให้ สถานศึกษาเอกชน จัดการศึกษา ได้ทุกระดับ และ ทุกประเภทการศึกษา ตามที่กฎหมายกำหนด โดย รัฐต้องกำหนด นโยบาย และ มาตรการที่ชัดเจน เกี่ยวกับ การมีส่วนร่วม ของ เอกชน ในด้านการศึกษา
มาตรา ๔๖ รัฐ ต้องให้การสนับสนุน ด้านเงินอุดหนุน การลดหย่อน หรือ การยกเว้นภาษี และ สิทธิประโยชน์อย่างอื่น ที่เป็นประโยชน์ ในทางการศึกษา แก่ สถานศึกษาเอกชน ตามความเหมาะสม รวมทั้ง ส่งเสริม และ สนับสนุนด้านวิชาการ ให้สถานศึกษาเอกชน มีมาตรฐาน และ สามารถพึ่งตนเองได้
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันถัดจาก วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา ๓ บรรดา บทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และ คำสั่งอื่น ในส่วนที่ได้ บัญญัติไว้แล้ว ใน พระราชบัญญัตินี้ หรือ ซึ่ง ขัด หรือ แย้ง กับ บทแห่ง พระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้ พระราชบัญญัตินี้ แทน
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
" การศึกษาขั้นพื้นฐาน " หมายความว่า การศึกษาก่อน ระดับอุดมศึกษา
" การศึกษาตลอดชีวิต " หมายความว่า การศึกษาที่เกิดจาก การผสมผสานระหว่าง การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต
" สถานศึกษา " หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษา หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือ ของเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่ หรือ มีวัตถุประสงค์ ในการจัดการศึกษา
" สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน " หมายความว่า สถานศึกษาที่ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
" มาตรฐานการศึกษา " หมายความว่า ข้อกำหนด เกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพ ที่พึงประสงค์ และ มาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้น ในสถานศึกษาทุกแห่ง และ เพื่อใช้เป็นหลัก ในการเทียบเคียงสำหรับ การส่งเสริม และ กำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผล และ การประกันคุณภาพทางการศึกษา
" การประกันคุณภาพภายใน " หมายความว่า การประเมินผล และ การติดตามตรวจสอบคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษา จากภายใน โดยบุคลากร ของสถานศึกษานั้นเอง หรือ โดยหน่วยงาน ต้นสังกัด ที่มีหน้าที่กำกับดูแล สถานศึกษานั้น
" การประกันคุณภาพภายนอก " หมายความว่า การประเมินผล และ การติดตามตรวจสอบคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษา จากภายนอก โดย สำนักงานรับรองมาตรฐาน และ ประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ บุคคลหรือหน่วยงานภายนอก ที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการ ประกันคุณภาพ และ ให้มีการพัฒนาคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษา
" ผู้สอน " หมายความว่า ครูและคณาจารย์ ในสถานศึกษาระดับต่างๆ
" ครู " หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพ ซึ่ง ทำหน้าที่หลัก ทางด้านการเรียนการสอน และ การส่งเสริม การเรียนรู้ ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษา ของทั้งของรัฐและเอกชน
" คณาจารย์ " หมายความว่า บุคลากร ซึ่ง ทำหน้าที่หลัก ทางด้านการสอน และ การวิจัยในสถานศึกษา ระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญา ของรัฐและเอกชน
" ผู้บริหารสถานศึกษา " หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพ ที่รับผิดชอบ การบริหารสถานศึกษา แต่ละแห่ง ของรัฐและเอกชน
" ผู้บริหารการศึกษา " หมายความว่า บุคลากรวิชาชีพ ที่รับผิดชอบ การบริหารการศึกษา นอกสถานศึกษา ตั้งแต่ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
" บุคลากรทางการศึกษา " หมายความว่า ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้ง ผู้สนับสนุนการศึกษา ซึ่ง เป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือ ปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับ การจัดกระบวนการเรียน การสอน การนิเทศ และ การบริหารการศึกษา ในหน่วยงานการศึกษาต่างๆ
*" กระทรวง " หมายความว่า กระทรวงศึกษาธิการ
" รัฐมนตรี " หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้
" การศึกษา " หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงาม ของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้า ทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจาก การจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัย เกื้อหนุน ให้บุคคลเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
มาตรา ๕ ให้ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และ มีอำนาจ ออกกฎกระทรวง ระเบียบ และ ประกาศ เพื่อปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง ระเบียบ และ ประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑ บททั่วไป ความมุ่งหมาย และ หลักการ
มาตรา ๖ การจัดการศึกษา ต้องเป็นไป เพื่อ พัฒนา คนไทย ให้เป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และ คุณธรรม มี จริยธรรม และ วัฒนธรรม ในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข
มาตรา ๗ ในกระบวนการเรียนรู้ ต้อง มุ่งปลูกฝังจิตสำนึก ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับ การเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษา และ ส่งเสริม สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค และ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทย รู้จักรักษา ผลประโยชน์ส่วนรวม และ ของประเทศชาติ รวมทั้ง ส่งเสริม ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม ของชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ ความรู้อันเป็นสากล ตลอดจน อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม มีความสามารถ ในการประกอบอาชีพ รู้จักพึ่งตนเอง มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ และ เรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างต่อเนื่อง
มาตรา ๘ การจัดการศึกษา ให้ยึดหลัก ดังนี้ (๑) เป็น การศึกษาตลอดชีวิต สำหรับ ประชาชน (๒) ให้ สังคมมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา (๓) การพัฒนา สาระและกระบวนการเรียนรู้ ให้เป็นไป อย่างต่อเนื่อง
มาตรา ๙ การจัด ระบบ โครงสร้าง และ กระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลัก ดังนี้ (๑) มีเอกภาพ ด้านนโยบาย และ มีความหลากหลาย ในการปฏิบัติ (๒) มีการกระจายอำนาจ ไปสู่เ ขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๓) มีการ กำหนด มาตรฐานการศึกษา และ จัดระบบประกันคุณภาพการศึกษา ทุกระดับ และ ประเภทการศึกษา (๔) มีหลักการ ส่งเสริม มาตรฐานวิชาชีพ ครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษา และ การพัฒนาครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษา อย่างต่อเนื่อง (๕) ระดม ทรัพยากร จาก แหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา (๖) การมีส่วนร่วม ของ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคม อื่น
หมวด ๒ สิทธิ และ หน้าที่ ทางการศึกษา
มาตรา ๑๐ การจัดการศึกษา ต้องจัดให้ บุคคล มีสิทธิ และ โอกาส เสมอกัน ในการรับ การศึกษา ขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า สิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้ อย่างทั่วถึง และ มีคุณภาพ โดย ไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษา สำหรับบุคคล
ซึ่ง มีความบกพร่อง ทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร และ การเรียนรู้ หรือ มีร่างกายพิการ หรือ ทุพพลภาพ หรือ บุคคล ซึ่ง ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือ ไม่มีผู้ดูแล หรือ ด้อยโอกาส ต้องจัดให้ บุคคลดังกล่าว มีสิทธิ และ โอกาสได้รับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นพิเศษ
การศึกษาสำหรับคนพิการ
ในวรรคสอง ให้จัด ตั้งแต่ แรกเกิด หรือ พบความพิการ โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่าย และ ให้ บุคคลดังกล่าว มีสิทธิได้รับ สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และ ความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษา ตาม หลักเกณฑ์ และ วิธีการ ที่กำหนด ใน กฎกระทรวง
การจัดการศึกษา สำหรับบุคคล
ซึ่ง มีความสามารถพิเศษ ต้องจัดด้วยรูปแบบ ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึง ความสามารถ ของ บุคคลนั้น
มาตรา ๑๑ บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครอง มีหน้าที่จัดให้ บุตร หรือ บุคคล ซึ่ง อยู่ในความดูแล ได้รับการศึกษา ภาคบังคับ ตาม มาตรา ๑๗ และ ตาม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน ให้ได้รับการศึกษา นอกเหนือจาก การศึกษาภาคบังคับ ตามความพร้อม ของ ครอบครัว
มาตรา ๑๒ นอกเหนือจาก รัฐ เอกชน และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น มีสิทธิ ในการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามที่กำหนด ใน กฎกระทรวง
มาตรา ๑๓ บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครอง มีสิทธิได้รับ สิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้ (๑) การสนับสนุนจาก รัฐ ให้มี ความรู้ความสามารถ ในการอบรมเลี้ยงดู และ การให้การศึกษา แก่บุตร หรือ บุคคล ซึ่ง อยู่ในความดูแล (๒) เงินอุดหนุนจาก รัฐ สำหรับการจัด การศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ บุตร หรือ บุคคล ซึ่ง อยู่ในความดูแล ที่ครอบครัวจัดให้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายกำหนด (๓) การลดหย่อน หรือ ยกเว้นภาษี สำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา ตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๑๔ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น ซึ่ง สนับสนุน หรือ จัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน มีสิทธิ ได้รับ สิทธิประโยชน์ ตามควรแก่กรณี
หมวด ๓ ระบบการศึกษา
มาตรา ๑๕ การจัดการศึกษา มีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย (๑) การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษา ที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา ของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่ง เป็นเงื่อนไข ของการสำเร็จการศึกษา ที่แน่นอน (๒) การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษา ที่มีความยืดหยุ่น ในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่ง เป็นเงื่อนไขสำคัญ ของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหา และ หลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหา และ ความต้องการ ของบุคคลแต่ละกลุ่ม (๓) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษา ที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจาก บุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือ แหล่งความรู้อื่นๆ
มาตรา ๑๖ การศึกษาในระบบ มีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และ การศึกษาระดับอุดมศึกษา
มาตรา ๑๗ ให้มี การศึกษาภาคบังคับ จำนวนเก้าปี โดยให้ เด็ก ซึ่ง มีอายุ ย่างเข้าปีที่เจ็ด เข้าเรียน ในสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน จนอายุ ย่างเข้าปีที่สิบหก เว้นแต่ สอบได้ชั้นปีที่เก้า ของ การศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑ์ และ วิธีการนับอายุ ให้เป็นไปตามที่กำหนด ใน กฎกระทรวง
มาตรา ๑๘ การจัด การศึกษาปฐมวัย และ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้จัดใน สถานศึกษา ดังต่อไปนี้ (๑) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ ของ สถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ของ เด็กพิการ และ เด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่เรียกชื่ออย่างอื่น (๒) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และ โรงเรียน ที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนา หรือ ศาสนาอื่น (๓) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียน ที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และ สถาบันสังคมอื่น เป็นผู้จัด
มาตรา ๑๙ การจัดการศึกษา ระดับอุดมศึกษา ให้จัดใน มหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือ หน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามกฎหมายเกี่ยวกับ สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง สถานศึกษานั้นๆ และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๒๐ การจัด การอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดใน สถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษา ของเอกชน สถานประกอบการ หรือ โดยความร่วมมือ ระหว่าง สถานศึกษา กับ สถานประกอบการ ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วย การอาชีวศึกษา และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๒๑กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และ หน่วยงานอื่นของรัฐ อาจจัด การศึกษาเฉพาะทาง ตามความต้องการ และ ความชำนาญ ของหน่วยงานนั้นได้ โดยคำนึงถึง นโยบาย และ มาตรฐานการศึกษาของชาติ ทั้งนี้ ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดใน กฎกระทรวง
หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา
มาตรา ๒๒การจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และ พัฒนาตนเองได้ และ ถือว่า ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ ผู้เรียน สามารถ พัฒนาตามธรรมชาติ และ เต็มตามศักยภาพ
มาตรา ๒๓ การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญ ทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และ บูรณาการ ตามความเหมาะสม ของแต่ละ ระดับการศึกษา ในเรื่องต่อไปนี้ (๑) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับ ตนเอง และ ความสัมพันธ์ ของ ตนเองกับสังคม
( ๒) ความรู้และทักษะ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (๓) ความรู้เกี่ยวกับ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และ การประยุกต์ใช้ ภูมิปัญญา (๔) ความรู้ และ ทักษะ ด้านคณิตศาสตร์ และ ด้านภาษา เน้นการใช้ ภาษาไทย อย่างถูกต้อง (๕) ความรู้ และ ทักษะ ในการประกอบอาชีพ และ การดำรงชีวิต อย่าง
มีความสุข
มาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษา และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดเนื้อหาสาระ และ กิจกรรม ให้สอดคล้องกับ ความสนใจ และ ความถนัด ของ ผู้เรียน โดยคำนึงถึง ความแตกต่าง ระหว่างบุคคล (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และ การประยุกต์ความรู้ มาใช้เพื่อ ป้องกัน และ แก้ไขปัญหา(๓) จัดกิจกรรมให้ ผู้เรียน ได้เรียนรู้ จาก ประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น และ ทำเป็น รักการอ่าน และ เกิดการใฝ่รู้ อย่างต่อเนื่อง (๔) จัดการเรียนการสอน โดยผสมผสาน สาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้ง ปลูกฝัง คุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ไว้ในทุกวิชา (๕) ส่งเสริมสนับสนุน ให้ผู้สอน สามารถจัด บรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และ อำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ (๖) จัดการเรียนรู้ ให้เกิดขึ้นได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือ กับ บิดามารดา ผู้ปกครอง และ บุคคล ในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อ ร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศักยภาพ
มาตรา ๒๕รัฐต้อง ส่งเสริมการดำเนินงาน และ การจัดตั้ง แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกรูปแบบ
มาตรา ๒๖ให้สถานศึกษา จัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจาก พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และ การทดสอบ ควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน ตามความเหมาะสม ของแต่ละระดับ และ รูปแบบการศึกษา
มาตรา ๒๗ให้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และ การประกอบอาชีพ ตลอดจน เพื่อการศึกษาต่อ
มาตรา ๒๘ หลักสูตรการศึกษา ระดับต่างๆ รวมทั้ง หลักสูตรการศึกษา สำหรับบุคคล ตาม มาตรา ๑๐ วรรคสอง วรรคสาม และ วรรคสี่ ต้องมี ลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ ให้จัดตาม ความเหมาะสม ของ แต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนา คุณภาพชีวิต ของ บุคคล ให้เหมาะสมแก่วัย และ ศักยภาพ
มาตรา ๒๙ให้ สถานศึกษา ร่วมกับ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น ส่งเสริม ความเข้มแข็ง ของ ชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ ภายในชุมชน
มาตรา ๓๐ให้ สถานศึกษา พัฒนา กระบวนการเรียนการสอน ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง การ ส่งเสริมให้ ผู้สอน สามารถวิจัย เพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ ที่เหมาะสม กับผู้เรียน ในแต่ละ ระดับการศึกษา
หมวด ๖ มาตรฐาน และ การประกันคุณภาพ การศึกษา
มาตรา ๔๗ให้มี ระบบการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อ พัฒนาคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา ทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และ ระบบการประกันคุณภาพภายนอก
มาตรา ๔๘ ให้ หน่วยงานต้นสังกัด และ สถานศึกษา จัดให้มี ระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ ให้ถือว่า การประกันคุณภาพภายใน เป็นส่วนหนึ่ง ของ กระบวนการบริหารการศึกษา ที่ต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำ รายงานประจำปี เสนอต่อ หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ เปิดเผยต่อ สาธารณชน เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษา และ เพื่อรองรับ การประกันคุณภาพภายนอก
มาตรา ๕๐ ให้ สถานศึกษา ให้ความร่วมมือ ในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับ สถานศึกษา ตลอดจนให้ บุคลากร คณะกรรมการของสถานศึกษา รวมทั้ง ผู้ปกครอง และ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับ สถานศึกษา ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในส่วนที่พิจารณาเห็นว่า เกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติภารกิจ ของสถานศึกษา ตามคำร้องขอ ของ สำนักงานรับรองมาตรฐาน และ ประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ บุคคล หรือ หน่วยงานภายนอก ที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง ที่ทำการประเมินคุณภาพภายนอก ของ สถานศึกษานั้น
มาตรา ๔๙ ให้มี สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็น องค์การมหาชน ทำหน้าที่ พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมิน คุณภาพภายนอก และ ทำการประเมินผล การจัดการศึกษา เพื่อให้มี การตรวจสอบคุณภาพ ของ สถานศึกษา
มาตรา ๕๑ในกรณีที่ ผลการประเมินภายนอก ของสถานศึกษาใด ไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ให้ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ การปรับปรุงแก้ไข ต่อหน่วยงานต้นสังกัด
หมวด ๗ ครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษา
มาตรา ๕๒ให้ กระทรวง ส่งเสริมให้มี ระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนา ครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษา ให้มีคุณภาพ และ มาตรฐานที่เหมาะสม กับการเป็น วิชาชีพชั้นสูง โดยการกำกับ และ ประสานให้ สถาบัน ที่ทำหน้าที่ ผลิต และ พัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้ง บุคลากรทางการศึกษาให้มี ความพร้อม และ มีความเข้มแข็ง ในการเตรียม บุคลากรใหม่ และ การพัฒนา บุคลากรประจำการ อย่างต่อเนื่อง รัฐ พึงจัดสรร งบประมาณ และ จัดตั้ง กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษา อย่างเพียงพอ
มาตรา ๕๓ ให้มี องค์กรวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และ ผู้บริหารการศึกษา มีฐานะเป็น องค์กรอิสระ ภายใต้การบริหาร ของ สภาวิชาชีพ ในกำกับ ของ กระทรวง มีอำนาจหน้าที่ กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลการปฏิบัติ ตามมาตรฐาน และ จรรยาบรรณ ของ วิชาชีพ รวมทั้ง การพัฒนาวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และ ผู้บริหารการศึกษา
ให้ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้บริหารการศึกษา และ บุคลากรทางการศึกษาอื่น ทั้งของ รัฐ และ เอกชน ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ตามที่กฎหมายกำหนด
การจัดให้มี องค์กรวิชาชีพครู
ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และ บุคลากรทางการศึกษาอื่น คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และ วิธีการในการ ออก และ เพิกถอน ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้เป็นไป ตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๕๖การผลิตและพัฒนา คณาจารย์ และ บุคลากรทางการศึกษา การพัฒนา มาตรฐาน และ จรรยาบรรณของวิชาชีพ และ การบริหารงานบุคคล ของ ข้าราชการ หรือ พนักงานของรัฐ ในสถานศึกษา ระดับปริญญา ที่เป็น นิติบุคคล ให้เป็นไป ตาม กฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งสถานศึกษา แต่ละแห่ง และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๕๔ ให้มี องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ของ ข้าราชการครู โดยให้ ครู และ บุคลากรทางการศึกษา ทั้งของ หน่วยงานทางการศึกษา ในระดับสถานศึกษาของรัฐ และ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็น ข้าราชการ ในสังกัด องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ของ ข้าราชการครู โดยยึดหลัก การกระจายอำนาจ การบริหารงานบุคคล สู่เขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไป ตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๕๕ให้มี กฎหมายว่าด้วยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น สำหรับ ข้าราชการครู และ บุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้มี รายได้ที่เพียงพอ และ เหมาะสม กับ ฐานะทางสังคม และ วิชาชีพ
มาตรา ๕๗ให้ หน่วยงานทางการศึกษา ระดม ทรัพยากรบุคคล ในชุมชน ให้มีส่วนร่วม ในการ จัดการศึกษา โดยนำ ประสบการณ์ ความรอบรู้ ความชำนาญ และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของ บุคคลดังกล่าว มาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ทางการศึกษา และ ยกย่องเชิดชู ผู้ที่ส่งเสริม และ สนับสนุนการจัดการศึกษา
หมวด ๘ ทรัพยากร และ การลงทุนเพื่อการศึกษา
มาตรา ๕๘ให้มี การระดมทรัพยากร และ การลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และ ทรัพย์สิน ทั้งจาก รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชนเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และ ต่างประเทศ มาใช้ จัดการศึกษา
มาตรา ๕๙ให้ สถานศึกษาของรัฐ ที่เป็น นิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และ จัดหาผลประโยชน์ จาก ทรัพย์สิน ของ สถานศึกษา ทั้งที่เป็น ที่ราชพัสดุ ตาม กฎหมายว่าด้วย ที่ราชพัสดุ และ ที่เป็น ทรัพย์สินอื่น รวมทั้ง จัดหารายได้ จาก บริการของสถานศึกษา และ เก็บค่าธรรมเนียม การศึกษาที่ไม่ขัด หรือ แย้งกับ นโยบาย วัตถุประสงค์ และ ภารกิจหลัก ของ สถานศึกษา
มาตรา ๖๐ให้ รัฐ จัดสรรงบประมาณแผ่นดิ น ให้กับการศึกษา ในฐานะที่ มีความสำคัญสูงสุด ต่อ การพัฒนาที่ยั่งยืน ของ ประเทศ โดยจัดสรรเป็น เงินงบประมาณ เพื่อการศึกษา ดังนี้ (๑) จัดสรร เงินอุดหนุนทั่วไป เป็น ค่าใช้จ่ายรายบุคคล ที่เหมาะสมแก่ ผู้เรียน การศึกษาภาคบังคับ และ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จัดโดยรัฐ และ เอกชน ให้เท่าเทียมกัน (๒) จัดสรร ทุนการศึกษา ในรูปของ กองทุนกู้ยืม ให้แก่ ผู้เรียน ที่มาจากครอบครัว ที่มีรายได้น้อย ตามความเหมาะสม และความจำเป็น (๓) จัดสรร งบประมาณ และ ทรัพยากรทางการศึกษาอื่น เป็นพิเศษ ให้เหมาะสม และ สอดคล้อง กับความจำเป็น ในการจัดการศึกษา ๔) จัดสรร งบประมาณ เป็น ค่าใช้จ่ายดำเนินการ และ งบลงทุนให้สถานศึกษา ของรัฐ ตามนโยบาย แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ และ ภารกิจของสถานศึกษ (๕) จัดสรรงบประมาณ ในลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไป ให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ ที่เป็น นิติบุคคล (๖) จัดสรรกองทุนกู้ยืม ดอกเบี้ยต่ำ ให้สถานศึกษาเอกชน เพื่อ ให้พึ่งตนเองได้ (๗) จัดตั้งกองทุน เพื่อ พัฒนาการศึกษา ของ รัฐ และ เอกชน
มาตรา ๖๑ ให้ รัฐ จัดสรร เงินอุดหนุนการศึกษา ที่จัดโดย บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น ตามความเหมาะสม และ ความจำเป็น
มาตรา ๖๒ให้มี ระบบการตรวจสอบ ติดตาม และ ประเมิน ประสิทธิภาพและประสิทธิผล การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับ หลักการศึกษา แนวการจัดการศึกษา และ คุณภาพ มาตรฐานการศึกษา โดย หน่วยงานภายใน และ หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ ตรวจสอบภายนอก หลักเกณฑ์ และ วิธีการ ในการตรวจสอบ ติดตาม และ การประเมิน ให้เป็นไป ตามที่กำหนด ใน กฎกระทรวง
หมวด ๙ เทคโนโลยี เพื่อการศึกษา
มาตรา ๖๓ รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำ และ โครงสร้างพื้นฐานอื่น ที่จำเป็นต่อ การส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และ การสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ตามความจำเป็น
มาตรา ๖๔ รัฐต้องส่งเสริม และ สนับสนุนให้มี การผลิต และ พัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดย เร่งรัดพัฒนา ขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มี เงินสนับสนุนการผลิต และ มีการให้แรงจูงใจแก่ ผู้ผลิต และ พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยเปิดให้มี การแข่งขัน โดยเสรี อย่างเป็นธรรม
มาตรา ๖๕ให้มี การพัฒนาบุคลากร ทั้งด้านผู้ผลิต และ ผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้ มีความรู้ ความสามารถ และ ทักษะในการผลิต รวมทั้ง การใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และ ประสิทธิภาพ
มาตรา ๖๖ ผู้เรียน มีสิทธิได้รับ การพัฒนาขีดความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้ และ ทักษะเพียงพอที่จะใช้ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในการแสวงหา ความรู้ ด้วยตนเอง ได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต
มาตรา ๖๗ รัฐ ต้องส่งเสริม ให้มี การวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนา เทคโนโลยี เพื่อการศึกษา รวมทั้ง การติดตาม ตรวจสอบ และ ประเมินผล การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้ เกิดการใช้ที่คุ้มค่า และ เหมาะสม กับ กระบวนการเรียนรู้ ของ คนไทย
มาตรา ๖๘ให้มี การระดมทุน เพื่อ จัดตั้ง กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จาก เงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และ ผลกำไร ที่ได้จาก การดำเนินกิจการ ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และ โทรคมนาคม จาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรประชาชน รวมทั้ง ให้มี การลดอัตราค่าบริการ เป็นพิเศษ ในการใช้ เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อการพัฒนา คน และ สังคม
มาตรา ๖๙รัฐ ต้องจัดให้มี หน่วยงานกลาง ทำหน้าที่ พิจารณาเสนอ นโยบาย แผน ส่งเสริม และ ประสานการวิจัย การพัฒนา และ การใช้ รวมทั้ง การประเมินคุณภาพ และ ประสิทธิภาพ ของ การผลิต และ การใช้เทคโนโลยี เพื่อการศึกษา
https://www.youtube.com/watch?v=jeUIg9L3EZk
ตัวอย่าง
หมวด 7ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ของพรบการศึกษา 2542 จะสัมพันธ์กับ พรบ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา 2546
นางสาวฮานาน ดอเลาะ เลขที่ 27 รหัส 6220160472กลุ่ม 06