ทนทน

บทที่ 3 กลุ่มอาการไข้และไอ

  1. Upper respiratory tract infection (URI)
  1. Acute rhinitis/acute nasopharyngitis
    (common cold)

เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุดในเด็ก และเด็กมักเป็นหวัดได้บ่อยๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่พบบ่อยคือ Rhinovirus, Adenovirus, Parainfluenza virus และ Respiratory syncytial virus (RSV)

อาการทางคลินิกและการวินิจฉัย : ปวดหัว มีไข้ ไอ มีน้ำมูก

การรักษา : กินอาหารได้ตามปกติ เมื่อมีไข้ 38 ํC ให้ยา paracetamol 10 mg/kg/dose q 4-6 hr.

ยากลุ่ม antihistamine ไม่แนะนำให้ใช้บรรเทาอาการหวัด (ผลข้างเคียง ทำให้ซัมและชักได้)

การบรรเทาอาการไอ : Oral hydration สำคัญที่สุดในการบรรเทาอาการไอ ควร ดื่มน้ำมากๆเพราะจะทำให้เสมหะเหลวและถูกขับออกได้

ยาขับเสมหะ : Guaifenesin หรือ glyceryl

  1. Influenza

เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus) มีอยู่ 2 ชนิดคือ influenza A และ B

ไข้หวัดใหญ่ในคนมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. ไข้หวัดตามฤดูกาล 2.ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

อาการ : ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัวมาก คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย อาการส่วนใหญ่จะไม่ รุนแรงเป็นอยู่ประมาณ 3-5 วัน ซึ่งบางครั้งจะคล้ายโรคไข้หวัดธรรมดา และ อาการก็จะหายไปเองได้ บางรายมีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ซึ่งอาจ เกิดการอักเสบของปอด ทำให้ปอดบวม การหายใจล้มเหลว ซึ่งอาการ อาจจะรุนแรงจนถึงเสียชีวิตได

ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทำได้โดยแยกเชื้อไวรัสจากไม้ป้ายคอ (throat swab) หรือน น้ำที่ดูดจากหลังโพรงจมูก (nasopharyngeal aspirate)

  1. Acute pharyngitis/ acute
    tonsillitis/pharyngotonsillitis

อาการทางคลินิกและการวินิจฉัย : เจ็บคอเป็นอาการสำคัญ มีไข้มากกว่า 37.5 องศา ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ผื่นตามผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต กลืนอาหารแล้วเจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ คลื่นไส้อาเจียน การวินิจฉัยทำได้ง่ายเมื่อแพทย์ฟังประวัติการเจ็บป่วยจะส่องดูคอพบว่าคอแดง การ ตรวจชนิดอื่นไม่ค่อยมีความจำเป็น

โรคแทรกซ้อน : การติดเชื้อของหู ไซนัสอักเสบ โรคหัวใจ Rheumatic fever ไตอักเสบ Poststreptococcal glomerulonephritis Scarlet fever

การรักษา : การรักษาจำเพาะ (specific treatment) ในรายที่อาการเข้าได้กับ streptococcal sorethroat ให้ รักษาด้วย penicillin V 50,000 – 100,000 ยูนิต/กก./วัน หรือ amoxycillin 30 – 50 มก./กก./วัน รับประทานนาน 10 วัน ถ้าแพ้ penicillin ให้ erythromycin 30 – 50 มก./ กก./วัน นาน 10 –14 วัน / การรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้

  1. Laryngeal diphtheria

โรคคอตีบเกิดจากเชื้อ Corynebacterium diphtheria (Greek club
shaped bacteria that produce membrane)

Anterior nasal : อาการคล้ายที่พบเป็นหวัด แต่น น้ำมูกจะมีสีข้น เขียวคล้ายหนองและบางครั้งมีเลือดออก จะตรวจพบแผ่นเยื่อได้ที่ nasal septum อาการส่วนใหญ่ไม่รุนแรง หลังได้ antitoxin และ Antibiotics จะดีขึ้นเร็ว

การรักษา : ยาปฏิชีวนะ : erythromycin กิน หรือ ฉีด 14 วัน (40 mg/k/d, max 2 gm/d) , Penicillin G ฉีด IM หรือ IV 14 วัน , Penicillin G procain ฉีด IM 14 วัน (300,000 U 10 kg) / หลังครบ 14 วันต้องตรวจเพาะเชื้อ เพื่อแสดงว่าไม่พบเชื้อ 2 ครั้ง (เก็บตัวอย่างห่างกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง) และ ให้การรักษาปัญหาทางเดินหายใจตีบตัน โดยการเจาะคอ (tracheostomy) , ให้การรักษาภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและระบบประสาท

การป้องกัน : ผู้สัมผัสโรค booster dose of diphtheria vaccine และให้ยาปฏิชีวนะ Benzatine Pen G 600,000 U for < 6 yrs, 1,200,000 U for > 6 yrs สำหรับเด็ก และ 1 g/d สำหรับผู้ใหญ่ , ค้นหา Carriers และให้การรักษา , update vaccine coverage in community and school

  1. Acute bronchitis

การอักเสบเฉียบพลันของหลอดลม /
ไวรัสที่พบเป็นสาเหตุได้บ่อย คือ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัด และโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น Adenovirus,Coronavirus Coxsackievirus,Enterovirus, Influenza virus และ Rhinovirus) และประมาณ 10% เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งที่พบได้บ่อย คือ Bordatelia pertussis ,Hemophilus influenza,Streptococcus pneumoniae และ Mycoplasma pneumoniae

อาการทางคลินิก : ไอ มักมีเสมหะร่วมด้วย เสมหะอาจมีสีขาว ใส สีเหลือง เขียว เทา และสีอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของเชื้อที่ก่อโรค อาจร่วมกับ เจ็บระคายคอ เสียงแหบ อาจมีไข้มักมีไข้ต่ำๆ แต่มีไข้สูงได้ อ่อนเพลีย

การวินิจฉัย : จากอาการและอาการแสดงทางคลินิก : การตรวจร่างกาย แต่ในกรณีมีการไอมากร่วมกับมีไข้ อาจมีการตรวจ ภาพปอดด้วยเอกซเรย์และการตรวจเลือด (CBC) และ/หรือการตรวจ เชื้อและ/หรือการเพาะเชื้อจากเสมหะ ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

การรักษา : หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน มักหายภายใน 2 สัปดาห์ 1. การรักษาตามอาการ 2. การรักษาประคับประคอง 3. การรักษาจ าเพาะ เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เกิดจากไวรัส ดังนั้นการให้ยาต้านจุลชีพจึงไม่มีประโยชน์ยกเว้น ในรายที่มีลักษณะบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย

  1. Lower respiratory tract infection (LRI)
  1. Pertussis

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis (B. pertussis)

อาการและอาการแสดง แบ่งเป็น 3 ระยะ

  1. Paroxysmal stage ระยะนี้มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มี อาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้งตามด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียง วู๊ป (whoop) ระยะไอเป็นชุดๆนี้จะเป็นอยู่นาน 2-4 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านี้ได้
  1. ระยะฟื้นตัว (Convalescent stage) กินเวลา 2-3 สัปดาห์ อาการไอเป็นชุดๆ จะค่อยๆลดลงทั้งความรุนแรงของการไอและจำนวนครั้ง แต่จะยังมีอาการไอหลายสัปดาห์ระยะของโรคทั้งหมดถ้าไม่มีโรค แทรกซ้อนจะใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์
  1. ระยะแรกเด็กจะเริ่มมีอาการ มีน้ำมูก และไอ เหมือนอาการเริ่มแรก ของโรคหวัดธรรมดาอาจมีไข้ต่ำๆ ตาแดง น้ำตาไหล ระยะนี้เรียกว่า Catarrhal stage จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์

การวินิจฉัย : อาการและอาการแสดง การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องทำการเพาะเชื้อจาก nasopharyngeal swab หรือดูดเอา nasopharyngeal mucus ส่วนใหญ่จะตรวจพบเชื้อได้ในระยะ Catarrhal stage และในสัปดาห์แรกที่ เริ่มมีอาการไอแบบ paroxysmal ภายหลังจากเริ่มมีอาการ 4 สัปดาห์ มักจะตรวจไม่พบ

การรักษา : ระยะแรก (Catarrhal stage) ให้ยาปฎิชีวนะที่ได้ผล เฉพาะคือ erythromycin ในขนาด 50 มก./กก./วันเป็นระยะเวลา 14 วัน

  1. CHRONIC OBSTRUCTIVE PULMONARY DISEASE
    (COPD)

ลักษณะสำคัญของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง คือ หลอดลม เนื้อปอด และหลอดเลือดปอดเกิดการอักเสบเสียหาย เนื่องจากได้รับแก๊สหรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดลมค่อยๆ ตีบแคบลงหรือถูกอุดกั้นโดยไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้อีก

สาเหตุหลักๆ : การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด / มลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควันพิษ รวมถึงการหายใจเอา สารเคมีบางอย่างเข้าไปในปอดติดต่อกันเป็นเวลานาน / โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคพร่องสาร alpha-1-antitrypsin (AAT) ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ผลิตในตับแล้วหลั่งเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้ปอดถูกทำลายจากสารต่างๆ / สำหรับปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้แก่ การสูบบุหรี่ทั้งที่เป็นโรคหืด และอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคที่พัฒนาอย่างช้าๆ

อาการ

อาการ : ในระยะเริ่มแรก : ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการปรากฎ / เมื่อปอดถูกทeลายมากขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมากโดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน รู้สึกเหนื่อยหอบ หมดเรี่ยวแรง หายใจล าบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจบ่อยๆ บางรายอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด ปากและเล็บเปลี่ยนเป็นสีม่วง

อาการ : เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบมากจนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ / น้ำหนักลดลงอย่างมาก

อาการ : ในระยะท้ายของโรคมักพบการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ / ภาวะหายใจวาย (respiratory failure) / หัวใจด้านขวาล้มเหลว

การวินิจฉัย :โดยการซักประวัติครอบครัว รูปแบบการใช้ชีวิต สอบถาม อาการ ประวัติการเจ็บป่วย ร่วมกับการตรวจร่างกายและตรวจทาง ห้องปฏิบัติการอื่นๆ ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพปอดด้วยวิธี spirometry ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน / การตรวจภาพรังสีทรวงอก / การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) / การตรวจวิเคราะห์แก๊สในเลือดแดง (arterial blood gas) เป็นอีกวิธีหนึ่งในการตรวจวัดการท างานของปอด โดยดูจากระดับ ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด

การรักษา : ให้ยาขยายหลอดลม / ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูด ใช้ร่วมกับยาขยายหลอดลมในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เพื่อลดการกำเริบของโรคซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้เป็นรายๆไป / ยาปฏิชีวนะ ให้ในกรณีที่มีการติดเชื้อ หรือการกำเริบเฉียบพลัน

  1. Pulmonary Tuberculosis (TB)

การดำเนินโรค

  1. วัณโรคปฐมภูมิ (Primary tuberculosis) คือ วัณโรคที่แสดงอาการตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดเชื้อโดยไม่มีการอยู่ในระยะแฝง
  1. การติดเชื้อวัณโรคแฝง หรือ วัณโรคระยะแฝง (Latent TB infection)

อาการ : ไข้ต่ำๆ ตอนบ่าย ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย อาจมีอาการเหงื่อออกชุ่มในตอนกลางคืน (Night sweats) บางครั้งอาจออกมากจนโชกเสื้อผ้าและที่นอน มีอาการอย่างเรื้อรังต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์หรือเป็นเดือน น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ไอเป็นเลือด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกหรือหอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอก ในขณะไอหรือหายใจเข้าลึก ๆ

สาเหตุ : เกิดจากเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยและก่อปัญหามากที่สุดในมนุษย์ คือ Mycobacterium tuberculosis

มักติดเชื้อวัณโรคผ่านทางการหายใจสูดเอาเชื้อในฝอยละอองเสมหะขนาดเล็ก ๆ ที่ผู้ป่วยปล่อยออกมาแขวนลอยอยู่ในอากาศ (จากการไอ จาม พูด หัวเราะ ร้องเพลง หรือหายใจ)

การวินิจฉัย : จากการซักประวัติการสัมผัสโรค ตรวจร่างกาย / วิธีการตรวจคัดกรองวัณโรคที่เรียกว่า “การตรวจทูเบอร์คูลิน” (Tuberculin skin test : TST) แต่ไม่ใช่วิธีวินิจฉัยวัณโรคที่ แน่นอน / การเอกซเรย์ปอด / การย้อมเชื้อวัณโรคจากเสมหะ : Acid Fast Bacteria(AFB) / การนำเสมหะไปเพาะหาเชื้อ (Sputum culture)

การรักษา : การให้ยารักษาวัณโรคหลายชนิดร่วมกัน แพทย์จะนิยมใช้สูตรยา 6 เดือนซึ่งได้ผลดีที่สุด แต่จะขยายเวลารักษาเมื่อเชื้อเกิดการดื้อยา / ช่วง 2 เดือนแรกจะให้กินยารวมกัน 4 ชนิด ได้แก่ 1.Isoniazid (INH) 2.Rifampicin 3.Pyrazinamide 4.Ethambutol หลังจากกินยาทั้ง 4 ชนิดครบ 2 เดือนแล้วจะต่อด้วยการกิน Isoniazid Rifampicin ต่ออีก 4 เดือน

  1. Pneumonia

นับเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เชื้อที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ อาจเกิดได้ทั้งจาก ไวรัส, แบคทีเรีย ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ

อาการทางคลินิก : ไข้ ไอ หายใจหอบ มี chest wall retraction, flaring alanasi ในขณะหายใจเข้า ถ้าเป็นมากอาจเห็นมีริมฝีปากเขียว , ฟังเสียงปอดมักจะได้ยินเสียง fine หรือ medium crepitation อาจได้ยินเสียง sonorous rhonchi ร่วมด้วย หรืออาจได้ยินเสียง bronchial breath sound ในกรณีที่เนื้อปอดมีพยาธิสภาพแบบ consolidation

การรักษา : ไม่รุนแรง อายุ 2 m - 5 y amoxycillin 40-50 มก./กก./วัน แบ่งวันละ 3 ครั้ง ถ้าแพ้ยากลุ่ม penicillin ให้กิน erythromycin 30-40 มก./กก./วัน เมื่อกินยา 2 วันแล้ว ควรให้กลับมาตรวจอีกครั้ง ถ้าอาการดีขึ้นให้กินยาจนครบ 5-7 วัน

การรักษา : เด็กอายุ 5 – 15 ปี ให้กิน amoxycillin หรือ penicillin V นาน 5 - 7 วัน ถ้าสงสัยว่าเป็นปอดบวมจากเชื้อ Mycoplasma pneumoniae หรือ Chlamydia pneumoniae ให้erythromycin นาน 14 วัน

การรักษา : โรคปอดบวมรุนแรงและรุนแรงมาก ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล - เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน / เมื่อเป็นปอดบวมถือว่ารุนแรงทุกราย ให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีด คือ penicillin หรือ ampicillin ร่วมกับ aminoglycoside หรือ 3 rd generation cephalosporin เช่น cefotaxime หรือ ceftriaxone นาน 7-10 วัน / ถ้ามีข้อสนับสนุนว่าเกิดจากเชื้อกรัมลบ ควรให้ยาปฏิชีวนะนาน 14-21 วัน - ถ้ามีข้อบ่งชี้ว่าติดเชื้อ S.aureus ควรให้cloxacillin ตั้งแต่เริ่มแรก และให้นาน 3 สัปดาห์

  1. ASTHMA

โรคหืดเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม มีความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงจากการตีบของหลอดลมที่เกิดขึ้นที่ปอดทั่วไปทั้ง 2ข้าง

การรักษา : 1) ยาที่ใช้ควบคุมโรคหืด (controllers) ยาที่มีประสิทธิภาพ ดีที่สุด คือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดสูด (inhaled corticosteroid หรือ ICS) 2) ยาที่ใช้บรรเทาอาการของโรคหืด (relievers) ใช้เพื่อบรรเทาอาการหอบ ได้แก่ยาขยายหลอดลมชนิดสูด ออกฤทธิ์เร็ว (rapid onset inhaled bronchodilator) ที่ใช้บ่อยคือยา rapid acting beta2 agonist หรือใช้ร่วมกับยา short acting anticholinergic

อาการ : มีประวัติไอเรื้อรัง (ไอนานมากกว่า 8 สัปดาห์) / การหายใจและได้ยินเสียงหวีด / หายใจลำบาก หรือแน่นหน้าอก อาการมักจะเป็นเวลากลางคืน / asthma triads คือ ไอ หายใจมีเสียงหวีด และอาการหอบ / ฟังปอดได้ยินเสียง wheeze ในผู้ป่วยโรคหืดนั้นควรเป็นทั้ง 2 ข้าง และควรเป็น expiratory wheezing และ polyphonic different pitch

การวินิจฉัย : ลักษณะทางคลินิก จากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย ทดสอบทางห้องปฏิบัติการ (การทดสอบสมรรถภาพปอด) ว่ามีหลักฐานของหลอดลมตีบชนิดที่ตอบสนองต่อยาพ่นขยายหลอดลม (reversible airflow obstruction)

นางสาว จตุรพร ภูสีดวง รหัสนักศึกษา 601410085-7