Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 9 การพยาบาลแบบองค์รวมในทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ…
บทที่ 9 การพยาบาลแบบองค์รวมในทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ การพยาบาลทารกแรกเกิดผิดปกติ
ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด (Birth Asphyxia)
การประเมินภาวะอาการและอาการแสดงขาดออกซิเจนแรกคลอด
การประเมิน APGAR score พบว่ามีคะแนน < 8 คะแนน ที่นาทีที่ 1 แบ่งความรุนแรง 3 ระดับ ดังนี้
▪ APGAR score 5 – 7 (mild Asphyxia)
▪ APGAR score 3 - 4 (moderate Asphyxia)
▪ APGAR score 0 - 2 (severe Asphyxia)
No asphyxia (APGAR score 8-10)
เช็ดตัวทารกให้แห้ง ห่อผ้าให้ความอบอุ่น หรือวางทารกใต้radiant warmer ที่อุ่น
clear airway โดยดูด สิ่งคัดหลั่งในปากและจมูก
Mild asphyxia (APGAR score 5-7)
เช็ดตัวทารกให้แห้ง
clear airway
กระตุ้นการหายใจด้วย ลูบหน้าอกหรือหลัง
ออกซิเจนที่ผ่านความชื้น และอุ่น ผ่าน mask5 LPM
Moderate asphyxia (APGAR score 3-4)
clear airway
ใช้ bag และ mask ให้ออกซิเจนร้อยละ 100 และความดันที่เพียงพอ
หลังช่วยเหลือ 30 วินาที HR ไม่เพิ่ม หรือ เต้นช้ากว่า 60 /min ควรใส่ท่อ endotracheal tube และนวดหัวใจ
Severe asphyxia (APGAR score 0-2)
clear airway
ช่วยหายใจทันทีที่คลอด โดยการใส่ endotracheal tube และช่วยหายใจด้วย bag ใช้ออกซิเจนร้อยละ 100 พร้อมกับนวดหัวใจในอัตราการนวดหัวใจ : การช่วยหายใจ 3 : 1
หลังช่วย 1 นาที ถ้า ไม่มี HR หรือหลังช่วย 2 นาที HR < 100 /min ควรได้รับการใส่ umbilical venous catheter เพื่อให้ยาช่วยฟื้นคืนชีพและสารน้ำ
การประเมินสภาพและการวินิจฉัยภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด
1.การซักประวัติ
1.1 การตั้งครรภ์ที่ทำให้เกิดการลดลงเรื้อรังของการแลกเปลี่ยนออกซิเจนระหว่างทารกและรก ได้แก่ Postterm, IUGR
1.2 การลดลงของออกซิเจนในมารดา ได้แก่ โรคหัวใจ โรคปอด ภาวะความผิดปกติของการหายใจ ภาวะพร่องออกซิเจนในมารดา
1.3 การลดลงของการไหลเวียนเลือดของมารดาหรือรก ได้แก่PIH, ภาวะความดันโลหิตต่ำ , Tetanic contraction
1.4 การพร่องของการแลกเปลี่ยนเลือดและออกซิเจนระหว่างทารกและรกทันที
1.5 ประวัติการได้รับยาระงับความเจ็บปวดระหว่างคลอดเช่น pethidine
การตรวจร่างกาย ประเมิน APGAR score
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
อาการและอาการแสดง
ทารกจะมีลักษณะเขียวแรกคลอด ไม่หายใจ ตัวนิ่ม อ่อนปวกเปียก reflex ลดลง หัวใจเต้นช้า โดยอาการขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภาวะขาดออกซิเจน
หลังคลอดในระยะต่อมา
ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอดมีผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินอาหาร ตับ ไต ไขกระดูก
ส่วนใหญ่จะแสดงออกทางระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจ และระบบหายใจ เช่น หายใจลำบาก หยุดหายใจ ความดันเลือดต่ำ ซึม ชัก ม่านตาขยาย
แนวทางการช่วยเหลือทารกตามระดับความรุนแรงของภาวะขาดออกซิเจน
ในรายที่มีภาวะขาดออกซิเจนรุนแรง อาจทำให้ทารกมีภาวะชักได้ โดยภาวะชักนั้นจะปรากฏภายใน24 ชั่วโมงแรกของชีวิต
ทารกที่เกิดภาวะชักจะต้องให้ยาระงับชักและสังเกตการณ์กลับเป็นซ้ำเนื่องจากทารกอาจชักต่อเนื่องจนถึงหลังคลอดประมาณ 8-10 วัน
การช่วยการหายใจ (Artificial Ventilation
ข้อบ่งชี้การช่วยหายใจด้วยความดันบวก (positive pressure ventilation: PPV) ทันที
ทารกที่มี APGAR score เท่ากับหรือน้อยกว่า 4
เมื่อกระตุ้นการหายใจด้วย tactile stimuli ไม่ช่วยให้เกิดการหายใจเองได้
การหายใจไม่เพียงพอที่จะช่วยให้การเต้นของหัวใจคงอยู่ในอัตราที่มากกว่า 100 ครั้งต่อนาที
วิธีการช่วยหายใจด้วยความดันบวก (PPV)
จัดท่าให้ทารก โดยใช้ผ้ารองรับหัวไหล่ให้ยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณ1 นิ้ว
ทำให้ศีรษะแหงนไปทางด้านหลังเล็กน้อย ทำให้ทางเดินหายใจโล่ง
อย่าให้หน้าและคอแหงนมากเกินไป เพราะจะทำให้หลอดลมตีบและแคบลง
การบีบ bag ในการช่วยหายใจด้วย PPV
บีบอัตรา 40 - 60 /min ให้ทรวงอกขยับพอประมาณโดยใช้แรงให้น้อยที่สุด
การบีบ bag เพื่อการหายใจเข้าเป็นครั้งแรกใช้ความดัน 30-50 ซม.น้ำ
การบีบ bag ในครั้งต่อๆไปใช้ความดัน 20 ซม.น้ำ (ยกเว้นรายความยืดหยุ่นปอดไม่ดี หรือการสำลักขี้เทา 20-40 ซม.น้ำ
✓ ถ้าทางเดินหายใจอุดตันต้องดูดเสมหะทารก
เริ่ม resuscitation จาก room air ก่อนและค่อย ๆปรับให้ O2 จนได้ Targeted Preductal SpO2
ในขณะบีบ bag ผูที่บีบ bag ควรประเมินว่า ✓ ทรวงอกทั้งสองข้างของทารกขยับเท่ากันหรือไม่
ภายหลังทำ PPV 30 วินาทีแล้วต้องประเมินทารกโดยใช้เวลา 6 วินาที โดยอาการที่บ่งชี้ว่าทารกมีอาการดีขึ้น คือ
✓ อัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 100 ครั้งต่อนาที
✓ ทารกมีสีผิวชมพูขึ้น ทารกหายใจได้เอง ความตึงตัวกล้ามเนื้อดี
✓ แต่ถ้าการหายใจไม่มีประสิทธิภาพ พิจารณาทำChest compression และใส่ท่อหลอดลมคอ
วิธีการใส่ ET tube
จัดศีรษะอยู่ในลักษณะแบบเดียวกับการช่วยหายใจด้วย PPV
ควรเลือกขนาดของ ET tube ให้เหมาะสมกับตัวทารก
ผู้ใส่จับ laryngoscope ด้วยมือซ้าย และสอด ET tubeมือขวา
ถ้าไม่สามารถใส่ endotracheal tube ได้ภายใน 30วินาที ควรพักการใส่ไว้ก่อน และช่วยหายใจด้วย bag และ maskไปก่อนเป็นเวลา 30 – 60 วินาที แล้วจึงพยายามใส่ใหม่อีกครั้ง
ตำแหน่งที่ถูกต้องของปลาย ET tube ต้องอยู่ตำแหน่งเหนือcarina ตรวจสอบโดยใช้ stethoscope ฟัง breathsound ที่ส่วนบนของ mid axillary line หรือ ที่ยอดปอดทั้งสองข้าง ควรได้ยินเสียงเท่ากัน
ข้อบ่งชี้
▪ ช่วยฟื้นคืนชีพทารกที่มีภาวะ severe asphyxia
▪ ทารกที่มีน้ำคร่ำและขี้เทาใน trachea และต้องดูดออก
▪ หลังทำ PPVด้วย bag และ mask อาการไม่ดีขึ้น
▪ ทารกที่ต้องช่วยเหลือ โดยทา Chest compression
▪ อัตราการเต้นของหัวใจทารกต่ำ กว่า 60 ครั้งต่อนาที
▪ ทารกที่สงสัยว่ามี Diaphragmatic hernia
▪ ทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัมและไม่มีการหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 100 ครั้งต่อนาที
การนวดหัวใจ (External Cardiac massage)
ข้อบ่งชี้ในการนวดหัวใจทารก
ทารกที่คลอดออกมาแล้วหัวใจไม่เต้นโดยที่ไม่ไดคาดหมายมาก่อน
ทารกที่อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที
ภายหลังจากการช่วยหายใจด้วย bag และ mask 30วินาที แล้ว HR ไม่เพิ่มขึ้น
ทารกในกลุ่ม Severe asphyxia
หลักการนวดหัวใจ
กดลงที่ตาแหล่ง lower third ของ sternum ความลึกมากกว่า 1/3ของ chest wall ร่วมกับ ventilation (ETT) ด้วยออกซิเจน100 % ในอัตรา 3:1 (นับ “หนึ่ง และสองและสามและบีบ และ…ซ้ำ”)
ภาวะสูดสำลักขี้เทา
อาการและอาการแสดงภาวะสูดสำลักขี้เทา
ขี้เทาจะไปอุดตามหลอดลมและถุงลมในปอดของทารก ทำให้ทารกหายใจเร็วกว่าปกติเล็กน้อย เป็นเวลา 2- 3 วันหลังคลอด หรือบางรายอาจหายใจเร็วมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที
ปลายมือปลายเท้าและรอบปากเขียว
หน้าอกโป่ง เวลาหายใจเข้าออกหน้าอกจะบุ๋ม
ฟังปอดพบเสียง rales และ rhonchi เสียงลมหายใจเข้าเบาลง เสียงหัวใจค่อยลง เนื่องจากมีลมในช่องเยื่อหุ้มปอด(pneumothorax)
ภาพรังสีของปอดพบปอดทึบพบสารน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
สายสะดือมีสีเหลือง (yellowish staining)
ในรายที่อาการไม่รุนแรงอาการจะดีขึ้นมาภายใน 24 – 72 ชั่วโมง
ในรายที่รุนแรงอาจใช้เวลาถึง 1-2 สัปดาห์
ในรายที่สูดสำลักขี้เทาเข้าไปมากอาจเสียชีวิตทันที
หลังคลอดหรือภายใน 24ชั่วโมง
แนวทางการรักษาภาวะสูดสำลักขี้เทา
ดูดขี้เทาและน้ำคร่ำออกจากปากและจมูกของทารกให้มากที่สุดก่อนทารกหายใจ
หากมีขี้เทาในน้ำคร่ำประกอบกับทารกหายใจช้าความตึงตัวของกล้ามเนื้อไม่ดี และ HR < 100 ครั้งต่อนาที พิจารณาใส่ ETTเพื่อดูดขี้เทาออก
ภายหลังการดูดขี้เทาในหลอดลม ควรใส่สายยางดูดขี้เทาจากกระเพาะอาหารด้วย
ในรายที่มี asphyxia โดยทำการดูดขี้เทาก่อนช่วยด้วยแรงดันบวก และดูดออกให้มากที่สุด
งดอาหารและน้ำทางปาก ดูแลให้ 10% Dextros in water ทางหลอดเลือดดำ
ตรวจ arterial blood gas เพื่อประเมินภาวะความเป็นกรดของเลือด
ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อที่ปนเข้าไปกับขี้เทา
สาเหตุ
เกิดจากการขาดออกซิเจนของทารกทำให้ทารกหายใจเอาขี้
เทาที่ตนเองถ่ายไว้เข้าไป
บทบาทการพยาบาลภาวะสูดสำลักขี้เทา
จัดให้ทารกนอนตะแคงศีรษะต่ำเล็กน้อยหรือตะแคงหน้า ไปด้านใดด้านหนึ่ง
ให้ลูกสูบยางแดงหรือสาย suction ขนาดเล็ก ดูดขี้เทาและน้ำคร่ำจนกว่าจะหมด
กระตุ้นให้ร้องและดูแลให้ออกซิเจน
รักษาร่างกายทารกให้อบอุ่น โดยจัดให้นอนใน radian warmer ที่อุณหภูมิ 36.5-37 องศาเซลเซียสt
สังเกตอาการผิดปกติโดยเฉพาะการหายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที ให้รายงานแพทย์
บอกถึงอาการและความก้าวหน้าของการรักษาพยาบาลทารกให้มารดาและบิดาทราบ
ความผิดปกติเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ทารกหายใจเอาขี้เทา ซึ่งปนอยู่ในน้ำคร่ำเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ โดยการหายใจนี้อาจเกิดขึ้นในมดลูกหรือ ขณะที่ผ่านทางช่องคลอดก็ได้มักพบในทารกคลอดเกินกำหนด หรือคลอดครบกำหนดแต่น้ำหนักตัวน้อย