Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิต, กมลลักษณ์ จันทร์ศิริ 6001210163 เลขที่ 7 Sec…
ระบบหัวใจและการไหลเวียนโลหิต
Hypertensive crisis
หมายถึง
ความดันโลหิตที่วัดจากสถานพยาบาล ที่มีค่าความดันโลหิตซิสโตลิก
ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันโลหิตไดแอสโตลิกตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท
สาเหตุ
Acute or chronic renal disease
Exacerbation of chronic hypertension
การหยุดยาลดความดันโลหิตทันที (Sudden withdrawal of antihypertensive medications)
การใช้ยาบางชนิดที่มีผลท าให้ความดันโลหิตสูง เช่น ยาคุมก าเนิด ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
อาการและอาการแสดง
กล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)
เจ็บแน่นหน้าอกแบบเฉียบพลัน/แบบไม่คงที่ (Unstable angina)
กลุ่มอาการโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน (Acute cardiovascular syndromes)
น้ าท่วมปอด (Pulmonary edema)
ความดันโลหิตสูงขั้นวิกฤตที่ท าให้เกิดอาการทางสมอง เรียกว่า hypertensive encephalopathy จะมีอาการปวดศรีษะ การมองเห็นผิดปกติ สับสน คลื่นไส้ อาเจียน
ภาวะเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดเอออร์ต้า (Aortic dissection)
การซักประวัติ
ซักประวัติการเป็นโรคประจำตัว
โรคความดันโลหิตสูง
ความสม่ าเสมอในการรับประทานยา
ประวัติความดันโลหิตสูงที่เป็นในสมาชิกครอบครัว
โรคของต่อมหมวกไต
สอบถามอาการของอวัยวะที่ถูกผลกระทบจากโรคความดัน
โลหิตสูง (target organ damage, TOD)
โรคหลอดเลือดสมอง จะมีอาการ ปวดศรีษะ (Headache)
ระดับความรู้สึกตัวผิดปกติ (change in level of
consciousness)
หมดสติ(Coma)
โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด
มีอาการ เจ็บหน้าอก (chest pain)
เหนื่อยง่ายแน่นอกเวลาออกแรง
การตรวจร่างกาย
วัดสัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิตเปรียบเทียบกันจากแขนซ้ายและขวา
โรคหลอดเลือดสมอง จะมีอาการ แขนขาชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีก มองเห็นไม่ชัดหรือตามัวชั่วขณะ (blurredvision)
ตรวจจอประสาทตา ถ้าพบ Papilledema ช่วยประเมินภาวะ increased intracranial pressure
ตรวจ retina ถ้าพบ cotton-wool spots and hemorrhages แสดงว่า มีการแตกของ retina blood vesselsและ retina nerves ถูกทำลาย
Chest pain บอกอาการของ acute coronary syndrome or aortic dissection
อาการของ oliguria or azotemia (excess urea in the blood) แสดงถึงภาวะไตถูกทำลาย
ถ้าพบภาวะเลือดเซาะในผนังหลอดเลือดเอออร์ต้า (Aortic dissection) ให้คลำชีพจรที่แขนและขาทั้ง 2ข้าง และวัดความดันโลหิตที่แขนทั้ง 2 ข้าง จะแตกต่างกันอย่างชัดเจน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
ตรวจ CBC ประเมินภาวะ microangiopathic hemolytic anemia (MAHA)
ตรวจการทำงานของไตจากค่า Creatinine และ Glomerular filtration rate (eGFR) และค่าอัลบูมินในปัสสาวะ
ประเมินหาความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (12-lead ECG) และ chest Xray
ในรายที่สงสัยความผิดปกติของสมอง ส่งตรวจเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง
การรักษา
ต้องให้การรักษาทันทีใน ICU และให้ยาลดความดันโลหิตชนิดฉีดเข้าหลอด
เลือดดำ
ลดความดันโลหิตเฉลี่ย (mean arterial pressure) ลงจากระดับเดิม
20-30% ภายใน 2 ชั่วโมงแรก
160/100 มม.ปรอท ใน 2-6 ชั่วโมง เมื่อควบคุมความดันโลหิตได้คงที่แล้ว
เป้าหมายการรักษาจะเป็นการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิด Hypertensive crisis
กลุ่มยาที่ใช้รักษาให้ทางหลอดเลือดดำ ได้แก่กลุ่ม vasodilator, adrenergic blocker, calcium channel blocker, angiotensin-converting enzyme inhibitor
กลุ่มยาที่ใช้รักษาให้ทางหลอดเลือดดำ ได้แก่กลุ่ม vasodilator, adrenergic blocker, calcium channel blocker,angiotensin-converting enzyme inhibitor
การพยาบาล
ระยะเฉียบพลัน
Neurologic symptoms ได้แก่ สับสน confusion
Cardiac symptoms ได้แก่ aortic dissection, myocardial ischemia
เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับอาการและอาการแสดงของระบบต่างๆ ได้แก่ neurologic,
cardiac, and renal systems
Acute kidney failure อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นทันที
ระหว่างได้รับยา
ประเมินและบันทึกการตอบสนองต่อยาโดยติดตามความดันโลหิต
สังเกตอาการและอาการแสดงของภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง
ประเมินการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลาย ได้แก่ ชีพจร capillary refill
ประเมินการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงไต
การรักษาด้วย short-acting intravenous antihypertensive agents
ช่วยเหลือผู้ป่วยในการทำกิจกรรม เช่นการจัดท่านอนให้สุขสบาย
ให้ความรู้/ข้อมูลแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการรักษาเพื่อควบคุมความดันโลหิต และเหตุผลที่ต้องติดอุปกรณ์ที่ใช้เฝ้าระวังต่างๆ
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนปลายไม่เพียงพอ
วิตกกังวล
เสี่ยงต่อเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
พร่องความรู
Cardiac dysrhythmias
Atrial fibrillation (AF)
ประเภทของ AF
Paroxysmal AF
AF ที่หายได้เองภายใน 7 วันโดยไม่ต้องใช้ยา
Persistent AF
AF ที่ไม่หายได้เองภายใน 7 วัน หรือหายได้ดัวยการรักษาด้วยยา หรือการช็อค
ไฟฟ้า
Permanent AF
AF ที่เป็นนานติดต่อกันกว่า 1 ปีโดยไม่เคยรักษาหรือเคยรักษาแต่ไม่หาย
Recurrent AF
AF ที่เกิดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง
Lone AF
AFที่เป็นในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 60 ปี ที่ไม่มีความผิดปกติของหัวใจ โรคความดันโลหิต
สูง
สาเหตุ
โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจรูห์มาติก
ภาวะหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ (open heart surgery), hyperthyrodism
อาการและอาการแสดง
ใจสั่น อ่อนเพลีย
เหนื่อยเวลาออกแรง คล าชีพจรที่ข้อมือได้เบา
การพยาบาล
สังเกตอาการและอาการแสดงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน สมอง ปอด แขนและขา
ดูแลให้ได้รับยาควบคุมการเต้นของหัวใจ เช่น digoxin beta-blocker, calcium channel blockers,amiodarone
ประเมินการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพและคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง
ดูแลให้ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามแผนการรักษา
เตรียมผู้ป่วยและอุปกรณ์ในการทำ Cardioversion
เตรียมผู้ป่วยในการจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้าความถี่สูง (Radiofrequency Ablation)
Ventricular tachycardia (VT)
ประเภทของ VT
Sustained VT
VT ที่เกิดต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่า 30วินาที
Monomorphic VT
VT ที่ลักษณะของ QRS complex เป็นรูปแบบเดียว
Nonsustained VT
VT ที่เกิดต่อเนื่องกันเป็นเวลาน้อยกว่า 30วินาที
Polymorphic VT
VT ที่ลักษณะของ QRS complex เป็นรูปแบบเดียว
สาเหตุ
ถูกไฟฟ้าดูด
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
โรคหัวใจรูห์มาติก (Rheumaticheart disease)
พิษจากยาดิจิทัลลิส (Digitalis toxicity)
ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายบริเวณกว้าง (Myocardial infarction)
กล้ามเนื้อหัวใจถูกกระตุ้นจากการตรวจสวนหัวใจ
อาการและอาการแสดง
หัวใจหยุดเต้น
หายใจลำบาก
เจ็บหน้าอก
อาการเกิดทันทีผู้ป่วยจะรู้สึกใจสั่น
หน้ามืด
ความดันโลหิตต่ำ
การพยาบาล
ดูแลให้ได้รับยาควบคุมการเต้นของหัวใจ เช่น digoxin, beta-blocker, calcium channel blockers,amiodarone
ดูแลให้ได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามแผนการรักษา
สังเกตอาการและอาการแสดงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
เตรียมผู้ป่วยและอุปกรณ์ในการทำCardioversion
ประเมินการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพและคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างต่อเนื่อง
เตรียมผู้ป่วยในการจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้าความถี่สูง (Radiofrequency Ablation)
Ventricular fibrillation (VF)
สาเหตุที่ทำให้เกิด VF และ Pulseless VT
Hydrogen ion (acidosis)
Hypokalemia
Hypoxia
Hyperkalemia
Hypovolemia
Hypothermia
Tension pneumothorax
Cardiac tamponade
Toxins
Pulmonary thrombosis
Coronary thrombosis
อาการและอาการแสดง
หมดสติไม่มีชีพจร
รูม่านตาขยาย
อาการเกิดทันทีคือ
การพยาบาล
เตรียมเครื่งมือ อุปกรณ์และยาที่ใช้ในการช่วยฟื้นคืนชีพให้พร้อมและทำ CPR ทันที
การช็อกไฟฟ้าหัวใจทันทีและการกดหน้าอก
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
ปริมาณเลือดออกจากหัวใจในหนึ่งนาทีลดลงเนื่องจากความผิดปกติของ อัตรา และจังหวะการเต้นของหัวใจ
การพยาบาล
ติดตามผลข้างเคียงของยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยว่ามียาชนิดใดที่มีผลต่อ อัตรา และจังหวะการเต้นของหัวใจ
ติดตามและบันทึกอาการแสดงของภาวะอวัยวะและเนื้อเยื่อได้รับเลือดไปเลี้ยง (Tissue perfusion) ลดลง
ติดตามค่าเกลือแร่ในเลือด เพื่อหาสาเหตุน าของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ติดตามและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ สัญญาณชีพ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ป้องกันภาวะ tissue hypoxia โดยให้ออกซิเจนตามแผนการรักษา
ให้ยา antidysrhythmia ตามแผนการรักษาและเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำ synchronized cardioversion
ทำ CPR ร่วมกับทีมรักษาผู้ป่วย ในกรณีเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง (lethal dysrhythmias)
หัวใจล้มเหลว (Heart failure)
ชนิดของหัวใจล้มเหลว
ชนิดของหัวใจล้มเหลวที่แบ่งตามเวลาการเกิดโรค
Transient
หัวใจล้มเหลวที่มีอาการชั่วขณะ เช่น เกิดขณะมีภาวะหัวใจขาดเลือด
Chronic
หัวใจล้มเหลวที่มีอาการเรื้อรัง โดยอาจมีอาการคงที่ (Stable) หรือ อาการมากขึ้น (Worsening
หรือ Decompensation)
New onset
หัวใจล้มเหลวที่เกิดขึ้นครั้งแรก โดยอาจเป็นแบบเฉียบพลัน (Acute onset) หรือเกิดขึ้นช้า
(Slow onset)
ชนิดของหัวใจล้มเหลวที่แบ่งตามการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
Diastolic heart failure หรือ Heart failure with preserved EF (HFPEF)
หัวใจล้มเหลวที่เกิดร่วมกับการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายปกติ
โดยทั่วไป ใช้ค่า LVEF มากกว่าร้อยละ 40-50 โดยทั่วไปมักเรียกว่า Heart failure with preserved ejection fraction (HFPEF) หรือ Heart failure with preserved systolic function (HFPSF)
Systolic heart failure หรือ Heart failure with reduced EF (HFREF)
โดยทั่วไปใช้ค่า Left ventricular ejection
fraction (LVEF)
หัวใจล้มเหลวที่เกิดร่วมกับการบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายล่าง (Left ventricle) ลดลง
ชนิดของหัวใจล้มเหลวที่แบ่งตามอาการและอาการแสดงของหัวใจที่ผิดปกติ
Right sided-heart failure
เป็นอาการของหัวใจล้มเหลวที่มีอาการ หรืออาการแสดงที่เกิดจากปัญหา
ของหัวใจห้องล่างขวา (Right ventricle) หรือ ห้องบนขวา (Right atrium)
อาการบวม ตับโต
Left sided-heart failure
Orthopnea หรือ Paroxysmal nocturnal dyspnea (PND)
ซึ่งเกิดจากความ ดันในหัวใจห้องบนซ้ายหรือห้องล่างซ้ายสูงขึ้น
เป็นอาการของหัวใจล้มเหลวที่มีอาการ หรืออาการแสดงที่เกิดจากปัญหาของ
หัวใจห้องล่างซ้าย หรือห้องบนซ้าย
ชนิดของหัวใจล้มเหลวที่แบ่งตามลักษณะของ Cardiac output
High-output heart failure
โดยที่การทำงานของหัวใจอาจจะ
ปกติได้ เช่น ผู้ป่วย ไทรอยด์เป็นพิษ
ภาวะที่อาการและอาการแสดงของ หัวใจล้มเหลวเกิดจากการที่ร่างกาย
ต้องการปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจ (Cardiac output) มากกว่าปกต
Low-output heart failure
ภาวะที่หัวใจบีบเลือดออกจากหัวใจได้น้อยลง (Low cardiac output)
แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute heart failure)
ภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการเกิดขึ้น
ใหม่อย่างรวดเร็วหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีอาการคงที่แต่กลับแย่ลงในเวลาไม่นาน
ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (Chronic heart failure)
พบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ
หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันมาก่อนหรือไม่ก็ได้
สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว
ความผิดปกติของเยื่อหุ้มหัวใจ
ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) เช่น Myocardial ischemia
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial disease)
ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ (Valvular heart disease)
ความผิดปกติแต่กำเนิด (Congenital heart disease) เช่น ผนังกั้น
อาการและอาการแสดงของหัวใจล้มเหลว
อาการเหนื่อย (Dyspnea)
อาการเหนื่อยขณะที่ออกแรง (Dyspnea on exertion)
อาการเหนื่อย หายใจไม่สะดวกขณะนอนราบ (Orthopnea)
อาการบวมในบริเวณที่เป็นระยางส่วนล่างของร่างกาย (Dependent part) เช่นเท้า ขา
อ่อนเพลีย (Fatigue)
แน่นท้อง ท้องอืด
หัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia) หายใจเร็ว (Tachypnea)
เส้นเลือดดำ ที่คอโป่งพอง (Jugular vein distention)
หัวใจโต โดยตรวจพบว่ามีApex beat หรือ Point of Maximum Impulse (PMI)
การวินิจฉัย
การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหัวใจ (Echocardiography)
การตรวจเลือด
การทำงานของไต (Renal function)
การตรวจการทำงานของตับ (Liver function test)
Complete blood count (CBC)
คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiography)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัย ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray, CXR)
แนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
ให้ยาขับปัสสาวะทางหลอดเลือดดำชนิด Loop diuretic
มื่อใช้ยาขับปัสสาวะทางหลอดเลือดดำชนิด Loop diuretic แล้วผู้ป่วยไม่ตอบสนองหรือไม่สามารถบรรเทาภาวะคั่งน้ำได้ตามเป้าหมาย
ประเมินผู้ป่วยใหม่
เพิ่มขนาดของยาขับปัสสาวะทางหลอดเลือดดำชนิด Loop diuretic
เปลี่ยนการบริหารยาเป็นแบบ Continuous infusion
เพิ่มยาขับปัสสาวะที่ออกฤทธิ์แตกต่าง
พิจารณาให้ยากระตุ้นหัวใจทางหลอดเลือด (Intravenous inotrope) หรือยาขยายหลอด
เลือด (Vasodilator)
เมื่อใช้แนวทางปฏิบัติข้างต้น (3.1-3.6) แล้วไม่ได้ผลให้พิจารณา Ultrafiltration
ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันควรได้รับการประเมินหาสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้น และได้รับการแก้ไข
ชั่งน้ำหนักผู้ป่วยและวัดปริมาตร Intake และ output ทุกวัน
ควรติดตามค่าการทำงานของไต (BUN, creatinine)
พิจารณาให้ยาช่วยกระตุ้นหัวใจ (Intravenous inotropes)
มีหลักฐานของ End-organ hypoperfusion
ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาขับปัสสาวะชนิด Loop diuretic ทางหลอดเลือดดำหรือยา
ขยายหลอดเลือด (Vasodilator)
ความดันซิสโตลิกต่ำกว่า 85 มิลลิเมตรปรอทและมีอาการหรืออาการแสดงจากความดัน
โลหิตต่ำ
ควรติดตามความดันโลหิตและคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างใกล้ชิดขณะผู้ป่วยได้รับ Intravenous
inotropes
Cardiogenic shock
ไม่แนะนำให้ยาช่วยกระตุ้นหัวใจ (Intravenous inotrope) ในผู้ป่วย Acute heart failure
ให้ Oxygen supplement ในผู้ป่วยที่ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen saturation) น้อยกว่าร้อยละ 90 หรือ pO2 น้อยกว่า 60 มิลลิเมตรปรอท
แนะนำ Noninvasive ventilation เช่น Continuous positive airway pressure (CPAP)
พิจารณา Mechanical circulatory support device (MCSD) ในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อค
การพยาบาล
ประเมิน V/S ทุก 1 ชั่วโมง : ควรประเมินจนกว่าอาการจะปกต
ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาและมีการติดตามประเมินผลของยา
จัดท่านั่งศีรษะสูง 30-90 องศา (Fowler’s position) หรือนั่งฟุบบนโต๊ะข้างเตียง
ชั่งนํ้าหนักผู้ป่วยทุกวันในเวลาเดิม
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานของหัวใจในการบีบเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ได้ดีขึ้น
จํากัดนํ้าในแต่ละวันตามแนวทางการรักษาโดยในรายที่ไม่รุนแรงให้ จํากัดประมาณ 800-1,000 ซีซี/วัน
ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเผชิญกับความเจ็บป่วยด้วยภาวะหัวใจวายได
ช่วยให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในการควบคุมอาการของภาวะหัวใจวายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
Shock
หมายถึง
ภาวะที่เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่างๆ ไม่เพียงพอ (Poor tissue perfusion) หากรักษา
ไม่ทันท่วงทีจะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว (Organ failure) ตามมา
การแบ่งประเภทของช็อก (Classification of shock)
High cardiac output shock (Distributive shock, hyperdynamic shock)
ส่งผลให้ Diastolic blood pressure ต่ำและ Pulse pressure กว้าง
ทำให้ Systemic vascular resistance (SVR) ต่ำ
เป็นภาวะช็อกที่ cardiac output สูง และเป็นภาวะช็อกที่หลอดเลือดขยายตัว (Vasodilatation)
ประกอบด้วย
Septic shock
Anaphylactic shock
Endocrinologic shock
Neurogenic shock
Drug and toxin
Low cardiac output shock (Hypodynamic shock)
ส่งผลให้ diastolic blood pressure สูง และ Pulse
pressure แคบทำให้ Systemic vascular resistance (SVR) สูง
ประกอบด้วยภาวะช็อกประเภทต่างๆ
Hypovolemic shock
Cardiogenic shock
Obstructive shock
เป็นภาวะช็อกที่ Cardiac output ต่ำ และ
เป็นภาวะช็อกที่หลอดเลือดตีบ (Vasoconstriction)
Shock management
การรักษาจำเพาะ (Specific treatment) สำหรับภาวะช็อกแต่ละประเภท
การรักษาประคับประคอง (Supportive treatment)
Supportive treatment
Breathing
ในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะช็อกควรให้ออกซิเจนร่วมด้วย เพื่อเพิ่ม Oxygen delivery
Circulation: พิจารณาการให้สารน้ำหรือ Vasopressors / inotropes ตามสาเหตุของช็อกแต่ละประเภท
Airway
กรณีที่มี Upper airway obstruction ควรทำการเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง
Fluid therapy
Hypovolemic shock
Right side cardiogenic shock
Obstructive shock
Distributive shock (High cardiac output shock)
ตำแหน่งของหลอดเลือดในการให้สารน้ำ
ควรเลือกเส้นเลือดดำที่เป็น Peripheral vein มากกว่าการให้สารน้ำผ่านทาง Central venous
catheter
เมื่อให้ไประยะเวลาหนึ่งหลอดเลือดดำซึ่งเดิมมี Vasoconstriction
จะค่อยๆขยายตัว เนื่องจากหลอดเลือดดำมีคุณสมบัติในการรับสารน้ำหรือเลือด (Venous capacitance) ได้ด
สารน้ำที่ให้ทาง Peripheral vein จะใช้เวลานานกว่าไปถึงหัวใจ ทำให้สารน้ำที่ไปถึงหัวใจใกล้เคียงกับCore temperature
สะดวกกว่าการให้สารน้ำทาง Central venous catheter
การให้สารน้ำในภาวะช็อก
Crystalloids
โดย Crystalloids ที่ใช้ในการ Resuscitation คือ Normal saline, Ringer's lactate solution, Ringer's acetate solution
ข้อพึงระวัง Normal saline
Hypernatremia เนื่องจาก Saline มี Na 154 mEq/L ในขณะที่ plasma มี Na 135-145 mEq/L
Hyperchlorermic metabolic acidosis (Normal anion gap metabolic acidosis) มักเกิดจาก
การให้ Saline เป็นจำนวนมากในการ Resuscitate
Volume overload เกิดจากการให้สารน้ำที่เร็วจนเกินไป
Ringer's lactate solution มีข้อควรระวัง
Volume overload เกิดจากการให้สารน้ำที่เร็วจนเกินไป
Lactic acidosis โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคตับ
Hyperkalemia ต้องมีความระมัดระวังในผู้ป่วยที่ปัสสาวะไม่ออก
หรือมีแนวโน้มว่า Potassium ในเลือดสูง
Hypercalcemia ในผู้ป่วยที่มีแนวโน้มของการเกิด Hypercalcemia
colloids
ผลข้างเคียง Colloids
Anaphylactic / anaphylactoid reaction
Coagulopathy/platelet dysfunction
Renal toxicity อาจทำให้เกิด Acute kidney injury
Vasoactive drug
กลไกการออกฤทธิ์หลัก 3 ประการ
Positive inotropic effect เป็นฤทธิ์ที่ทำให้การบีบตัวของหัวใจ (Cardiac contractility) เพิ่มขึ้น
Positive chronotropic effect เป็นฤทธิ์ที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate) เพิ่มขึ้น
Vasopressor effect เป็นฤทธิ์ที่ทำให้ความต้นทานของหลอดเลือดส่วนปลาย (Systemic vascular resistance, SVR) เพิ่มขึ้น
เป็นยาที่ใช้ในการเพิ่มการทำงานของหัวใจ และเพิ่มความต้านทานของหลอดเลือด
การเลือกใช้ Vasoactive drugs ในช็อกประเภทต่างๆ
Hypovolemic shock โดยทั่วไปไม่มีที่ใช้ของ Vasoactive drugs
Obstructive shock
ควรให้สารน้ำก่อน ถ้ามีหลักฐานว่า Right ventricle บีบตัวได้ไม่ดีก
ความดันโลหิตต่ำมาก เช่น Systolic BP ต่ำกว่า 70 มม. ปรอทอาจ
เลือก Norepinephrine ได้
Septic shock ควรให้สารน้ำก่อน
ความดันโลหิตยังไม่ขึ้น อาจให้ Dopamine
หรือ Norepinephrine ควรเลือก Norepinephrine ก่อน
ส่วนการเลือก Dopamine ถือเป็นข้อยกเว้นในผู้ป่วยที่
มีปัญหา Cardiac contractility และในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิด Cardiac arrhythmia
ส่วน Dobutamine
ใน Septic shock จะเลือกใช้ต่อเมือ Resuscitate
Endocrinologic shock
ให้ยาต้านธัยรอยด์ใน Thyroid storm
ถ้าความดันโลหิตยังต่ำอยู่ พิจารณาให้
Norepinephrine
ควรให้สารน้ำและให้การรักษา
ทดแทนทางฮอร์โมน
Anaphylactic shock
เลือก Epinephrine (Adrenaline) ก่อนเสมอ
Neurogenic shock เลือก Dopamine ก่อน
ลือก Dopamine ก่อน เนื่องจาก Neurogenic shock เป็นช็อกที่เกิดจากการ
ทำงานของระบบประสาท Sympathetic บกพร่อง
Cardiogenic shock
ในขณะที่ความดันโลหิตยังต่ำอยู่ ควรเลือกใช้ Dopamine
Systolic BP ต่ำกว่า 70 มม. ปรอท อาจเลือก Norepinephrine ได้ (Selected case) หากความดันโลหิตขึ้นแล้ว อาจใช้ Dobutamine
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (Nursing diagnosis)
อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับยา Levophed อาจเกิดภาวะยาดังเฉพาะที่หรือรั่วซึมออกนอกหลอดเลือดเกิดเนื้อตายได้
เสี่ยงต่อภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจนเนื่องจากประสิทธิภาพการหายใจลดลง
ผู้ป่วยอยู่ในภาวะปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาทีต่ำลงเนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะช็อค
ผู้ป่วยและญาติมีสีหน้าวิตกกังวล
มีไข้จากมีการติดเชื้อในกระแสเลือด (Septic shock)
กมลลักษณ์ จันทร์ศิริ 6001210163 เลขที่ 7 Sec A