Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะจิตสังคมของผู้ป่วยวิกฤต ฉุกเฉิน และการพยาบาล - Coggle Diagram
ภาวะจิตสังคมของผู้ป่วยวิกฤต ฉุกเฉิน และการพยาบาล
แนวคิด
1.1 ความหมาย
ภาวะจิตสังคมของผู้ป่วยวิกฤต ฉุกเฉิน เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงหรือมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงกระทันหัน ที่แสดงออกให้เห็น
1.2 การเผชิญปัญหาภาวะจิตสังคมของผู้ป่วยวิกฤต
ด้านร่างกาย
ผู้ป่วยต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยรุนแรง และซับซ้อนจากอาการที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และการบำบัดรักษาด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้ผู้ป่วยต้องเจ็บปวด ไม่สุขสบาย
ด้านจิตสังคม
ผู้ป่วยขาดความตระหนักรู้ในอาการเจ็บป่วยที่เป็น ไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษาอย่างเพียงพอ การถูกจำกัดกิจกรรม เป็นสาเหตุเพิ่มความเครียดได้
ด้านสิ่งแวดล้อม
บรรยากาศในหอผู้ป่วย เช่น เสียงดังรบกวน แสงสว่างที่เปิดตลอด24ชม. ขาดความเป็นส่วนตัว เป็นต้น
1.3 ปัญหาภาวะจิตสังคมของผู้ป่วย
1) ความเครียด (stress)
2) ความวิตกกังวล/ความกลัว (anxiety/fear) เกี่ยวกับความเจ็บป่วย
3) ภาวะผิดปกติทางจิตใจเฉียบพลันและหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรง (acute and posttraumatic stress disorder; PTSD)
4) ความโกรธ (anger) รู้สึกโกรธว่าทำไมต้องมาเกิดขึ้นกับตนเอง
5) ความซึมเศร้า (depression) รู้สึกถึงคุณค่าของตนเองต่ำ ตำหนิตัวเอง
6) ภาวะเพ้อ (delirium)ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการสับสน (confusion) และการรับรู้สภาพแวดล้อมผิดปกติ
7) ความหมดหนทางและสิ้นหวัง (helplessness and hopelessness)
8) ความมีคุณค่าในตนเองลดลง (low self-esteem)
9) ปัญหาภาพลักษณ์ร่างกาย (body image problem)
1.4 การตอบสนองต่อภาวะจิตสังคม
ขั้นตอนที่ 1
ตกใจและปฏิเสธความจริง
(shock and denial)
ผู้ป่วยตกใจที่ทราบหรือสงสัยว่าตนเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หายอาจมีอาการ “ช๊อค” กังวลมาก สับสน ซึมเฉย โวยวาย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรือ พยายามหาข้อมูลเพื่อลบล้างการตรวจของแพทย์
ขั้นตอนที่ 2
วิตกกังวลและโกรธ
(anxiety and anger)
เมื่อไม่สามารถปฏิเสธความจริงต่อไปได้ ผู้ป่วยเริ่มมีความวิตกกังวลมากขึ้น ความคิดสับสน รู้สึกอึดอัดและหาทางออกไม่ได้ รู้สึกโกรธที่ต้องเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรง อาจโทษว่าเป็นความผิดของแพทย์หรือผู้อื่น ก้าวร้าว ต่อต้านการตรวจ
ขั้นตอนที่ 3
ต่อรอง (bargaining)
เป็นระยะที่ผู้ป่วยเริ่มสงบลง ต่อรองว่าตนอาจไม่เป็นโรคร้ายแรงเพื่อเพิ่มความหวังให้กับตนเอง และยืดเวลาก่อนที่จะยอมรับความจริงไป
ขั้นตอนที่ 4
เศร้าและหมดหวัง
(depress)
ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกหมดหวังและเศร้าโศกเสียใจเมื่อเริ่มยอมรับความจริง แยกตัว ชอบอยู่คนเดียว เหม่อลอย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ขั้นตอนที่ 5
ยอมรับความจริง
(acceptance)
เป็นระยะที่ผู้ป่วยยอมรับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อาการเศร้าลดลง ซักถามถึงรายละเอียดของโรคที่เป็นและวิธีรักษา แต่บางรายอาจเฉย ๆ และไม่สนใจ เตรียมตัวเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ
การพยาบาล
2.1 ความสำคัญ
บทบาทของพยาบาล
การดูแลรักษาพยาบาลตามลักษณะของโรคที่เจ็บป่วย
การส่งเสริมปัญหาสุขภาพในระยะเจ็บป่วยเริ่มต้น
การป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
การฟื้นฟูสมรรถภาพ
เป้าหมาย
การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยให้ปลอดภัยและไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือไม่เกิดความพิการใดๆ
2.2 องค์ประกอบที่สำคัญในการพยาบาล
การเปลี่ยนแปลงอัตมโนทัศน์ของผู้ป่วย (self-conceptmode) เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ
อัตมโนทัศน์ด้านร่างกาย (physical self)
(1) การรับความรู้สึกของร่างกาย (body sensation)
(2) ภาพลักษณ์ของตนเอง (body image)
อัตมโนทัศน์ด้านส่วนบุคคล (personal self)
(1) ด้านความมั่นคงในตนเอง (self-consistency)
(2) ด้านปณิธาน-ความคาดหวัง (self-ideal/self-expectancy)
(3) ด้านศีลธรรม-จรรยา(moralethical self)
(4) ด้านความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (self-esteem)
การเปลี่ยนแปลงด้านภาพลักษณ์ของผู้ป่วย
สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและไว้วางใจ
ประเมินความรุนแรงของปัญหา โดยกระตุ้นให้ผู้ป่วยและครอบครัวได้ระบายปัญหาและความรู้สึกวิตกกังวล
อธิบายให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะของโรคและแผนการรักษาพยาบาลพร้อมทั้งให้ค าแนะน าเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามแผนการรักษาพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ และมีความหวังที่จะกลับไปด ารงชีวิตตามปกติ
ให้กำลังใจผู้ป่วยโดยคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยให้รู้สึกอุ่นใจ
3.การใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย
การประเมินภาวะจิตสังคม เป็นการรวบรวมข้อมูลด้านจิตใจ อารมณ์และประสบการณ์ทางสังคมของผู้ป่วย ซึ่งแสดงออกให้เห็นจากสีหน้า ท่าทาง กิริยา พฤติกรรม
การประเมินพฤติกรรม รวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินระดับความสามารถในการปรับตัวด้านอัตมโนทัศน์ของผู้ป่วยทั้ง 4 ด้าน รวมทั้งการประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัว (assessment of influencingfactors) เพื่อหาสาเหตุของปัญหาที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่
การกำหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาล (nursing diagnosis)และวัตถุประสงค์ของการพยาบาล (objective setting) เพื่อมุ่งที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปรับตัวที่บกพร่องให้มีประสิทธิภาพคืนมาส าหรับพฤติกรรมที่ดีอยู่แล้วจะต้องส่งเสริมและรักษาให้คงไว้
การวางแผนการพยาบาล (planning)
การปฏิบัติการพยาบาล (implementation)
การประเมินผล (evaluation)