Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาพยนต์สั้น เรื่อง A Beautiful Mind, image, นางสาวจิรชยา หุ้มไหม เลขที่…
ภาพยนต์สั้น เรื่อง A Beautiful Mind
ประวัติทั่วไป
ข้อมูลส่วนตัว
ผู้ป่วยชื่อ นายจอห์น ฟอบส์ แนช จูเนียร์(Mr. John Forbes Nash, Jr.)
อายุ 24 ปี
เชื้อชาติอเมริกัน สัญชาติอเมริกัน
ประวัติครอบครัว
ผู้ป่วยเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว มีน้องสาว 1 คน
บิดาเป็นวิศวกร มารดาเป็นครูสอนภาษา
ภรรยาชื่อ อลิเซีย และมีลูกด้วยกัน 1 คน
สัมพันธภาพภายในครอบครัว
ผู้ป่วยเป็นคนเก็บตัว
ผู้ป่วยมีความคิดหมกหมุ่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขจนเกือบทำร้ายภรรยาและลูก
ผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกไม่อยากมีเพศสัมพันธกับภรรยา
ผู้ป่วยไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง
พัฒนาการตามช่วงวัย
วัยรุ่น
ผู้ป่วยเริ่มมีบุคลิกที่ดูแตกต่างจากผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ป่วยมุ่งมั่นในการเรียนจนจบปริญญาโททางด้านคณิตศาสตร์ด้วยอายุเพียง 20 ปี
ผู้ป่วยยังคงเป็นคนเก็บตัวและไม่มีเพื่อนสนิท
ผู้ป่วยมีความโดดเด่นทางด้านการเรียนในระดับอัจฉริยะ
ผู้ป่วยเริ่มมีความคิดว่านักคณิตศาสตร์มีความสำคัญต่ออนาคตของอเมริกา
ผู้ป่วยพบว่า มีเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนหนึ่งชื่อนายชาร์ลส์ เข้ามาเป็นเพื่อนร่วมห้องพัก
นายชาร์ลส์มักมาชวนพูดคุยในสถานการณ์ต่างๆ ให้กำลังใจและคอยอยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วยเสมอ
เรียนปริญญาเอก
ผู้ป่วยเริ่มสร้างห้องทำงานลับที่ใช้ทำงานสายลับถอดรหัส
ผู้ป่วยทำงานทั้งงานที่วีลเลอร์แลปส์และงานสายลับ
หลังจบปริญญาเอกและทำงานทั้งงานที่วีลเลอร์แลปส์และงานสายลับ ผู้ป่วยพบว่านายชาร์ลส์ยังมาปรากฏตัว อยู่กับเขาในหลายสถานการณ์
บางครั้งยังมีหลานสาวตามมาด้วย
ชาร์ลส์เป็นเพียงคนเดียวที่ผู้ป่วยสามารถพูดคุยเรื่องราวต่างๆให้ฟังได้
ผู้ป่วยมีแฟน และตัดสินใจแต่งงานกัน
วัยเด็ก
ผู้ป่วยเป็นเด็กเรียนเก่ง
ผู้ป่วยเป็นคนเก็บตัว ชอบทำอะไรด้วยตนเอง
ไม่มีเพื่อนสนิทและมักมีปัญหา ในการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน
ผู้ป่วยชอบอยู่คนเดียว
ผู้ป่วยไม่ชอบกิจกรรมนันทนาการ
มีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์และทำการทดลองด้วยตนเอง
อาการและอาการแสดง
ความผิดปกติทางการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง (insight)
เห็นภาพหลอน (Visual Hallucination)
เจ้าหน้าที่จากกลาโหม นายวิลเลียม แพชเชอร์
เพื่อนชื่อชาร์ลส์และหลานสาวของชาร์ล
หูแว่ว (Auditory Hallucination)
ความผิกปกติทางความคิด
คิดว่าตนเองเป็นสายลับทางการทหาร
(Delusion of grandeur)
ภรรยาบอกว่ามีความคิดหมกมุ่นเรือ่งตัวเลขเป็นอย่างมาก
ด้านพฤติกรรม
ไม่ชอบเข้าสังคม
ไม่มีเพื่อนสนิท
เก็บตัว ชอบอยู่คนเดียว
ไม่เล่าเรื่องส่วนตัวให้คนอื่นฟัง
แววตาหวาดระแวง
เดินหลังค่อม มองซ้าย ขวา เกือบตลอดเวลา
พูดคนเดียวเหมือนกำลังสนทนากับใคร
พูดตะกุกตะกักเป็นบางครั้ง
พูดเร็วและรัวเรื่องเกี่ยวกับสายลับ
ควบคุมตัวเองไม่ได้
ทำร้ายบุคคลรอบตัว
ทำร้ายตนเอง
1 วันก่อนมาโรงพยาบาล ผู้ป่วยหวาดระแวงว่ามีคนสะกดรอยตามจะทำร้ายวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวเพื่อนร่วมงานจึงนำส่งโรงพยาบาลจิตเวช
ผู้ป่วยบอกว่ามีคนสะกดรอยตาม
พยายามจะทำร้าย กลัวมาก
หวาดระแวง
มีคนสะกดรอยตาม
คิดว่าจะมีคนทำร้าย (Persecutory delusion)
Hallucination (ประสาทหลอน)
ความหมาย : เป็นการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่มีสิ่งเร้าภายนอก
ประเภท
Gastatory hallucination อาการประสาทหลอนทางการรับรส รู้สึกรสแปลกๆ
Tactile hallucination อาการประสาทหลอนทางการสัมผัส
Visual hallucination อาการประสาทหลอนทางการเห็น ภาพหลอน บางรายเห็นภาพคนจะมาทาร้าย
Alfactory hallucination อาการประสาทหลอนทางการได้กลิ่น รู้สึกกลิ่นแปลกๆ
Auditory hallucination อาการประสาทหลอนทางการได้ยินหรือหูแว่ว
กฎหมายพระราชบัญญัติที่ควรมีจากใน Case
พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551
มาตรา 3
“ความผิดปกติทางจิต” หมายความว่า อาการผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกมาทางพฤติกรรม
อารมณ์ ความคิด ความจํา สติปัญญา ประสาทการรับรู้
“ภาวะอันตราย” หมายความว่า พฤติกรรมที่บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตแสดงออกโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินขอตนเองหรือผู้อื่น
“ความจําเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา" หมายความว่าสภาวะของผู้ป่วยซึ่งขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอมรับการบำบัดรักษา และต้องได้รับการรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันหรือบรรเทามิให้ความผิดปกติทางจิตทวีความรุนแรงหรือเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยหรือบุคคลอื่น
“การบําบัดรักษา” หมายความรวมถึง การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยทางการแพทย์และทางสังคม
สิทธิผู้ป่วย มาตรา 15
ได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการบำบัดรักษาเป็นความลับ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เปิดเผยได้
ได้รับการบำบัดรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสุขภาพและประกันสังคม และระบบอื่นๆของรัฐอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
ได้รับการคุ้มครองจากการวิฉัยตามมาตรา 20
มาตรา 18 ก
ารรักษาทางจิตด้วยไฟฟ้า การกระทำต่อสมองหรือระบบประสาทหรือการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่นใด ที่อาจเป็นผลทำให้ร่างกายไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างถาวรให้กระทำได้ดังกรณีต่อไปนี้
(1) กรณีผู้ป่วยให้ความยินยอมเป็นหนังสือเพื่อการบำบัดรักษานั้น โดยผู้ป่วยได้รับทราบเหตุผลความจำเป็น ความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายร้ายแรง หรืออาจเป็นผลทำให้ไม่สามารถแก้ไขให้ร่างกายกลบสู่สภาพเดิม และประดยชน์ของการบำบัดรักษา
(2) กรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือมีความความจําเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยหากมิได้
บำบัดรักษาจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของผู้ป่วย
มาตรา 22
บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา
(1) มีภาวะอันตราย
(2) มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา
มาตรา 28
กรณีที่แพทย์พบว่าบุตตลใดมีลักษณะตามมาตรา 22 ให้ส่งตัวบุคคลนั้นพร้อมกับรายงานผลการตรวจวินิจฉัยและปประเมินอาการเบื้องต้น เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการโดยละเอียด
การรักษา
รักษาด้วยยา
Thorazine 30 mg IM q 6 hrs
นำมาใช้รักษา ความผิดปกติของจิตใจ อารมณ์ และสภาวะอื่น ๆ เช่นกลุ่มโรคจิตเภทหรือโรคจิต ซึ่งเป็นความผิดปกติทางด้านจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อความคิด ความรู้สึก อาการประสาทหลอน อาการก้าวร้าว และอาการหลงผิด
กลุ่มยา : ยารักษาโรคจิต (Antipsychotics)
Diazepam 10 mg IM q 4 hrs prn
เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุลกัน ใช้เพื่อคลายความวิตกกังวลอันเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหานอนไม่หลับ
กลุ่มยา : เบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine)
การรักษาด้วยไฟฟ้า (ECT 1 course )
โดยการทำให้ผู้ป่วยเกิดการชัก
ส่งผลให้อาการทางจิตดีขึ้น
เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้สารสื่อนำประสาทภายในสมองที่หลั่งผิดปกติได้กลับมาทำงานโดยสม่ำเสมอ เมื่อสารสื่อนำประสาทหลั่งอย่างต่อเนื่องดีแล้วกระบวนการทำงานทางจิต รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมต่างๆ ก็จะกลับสู่ภาวะปกติ
เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตรุนแรงมีความจำเป็นต้องรับการรักษาเร่งด่วนเพื่อควบคุมอาการของผู้ป่วยให้สงบลง
โรคที่คิดว่าผู้ป่วยเป็น
โรคจิตเภท(Schizophrenia)
อาการแสดง
พบบ่อยในอายุระหว่าง 20-30 ปี
มีความผิดปกติของความคิด
รูปแบบความคิดผิดปกติ (Disorder of form)ขาดการเชื่อมโยงเหตุผล ไม่สามารถลาดับความคิดตามขั้นตอนของเหตุการณ์
เนื้อหาความคิดผิดปกติ (Disorder of content)โดยขาดการเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็นจริง และเหตุผล ผู้ป่วยจะมีความคิดเข้าหาตนเอง (autism) ไม่มองสิ่งแวดล้อม จนในที่สุดมีอาการหลงผิด
Delusion of persecution หลงผิดคิดว่าผู้อื่นปองร้าย
Delusion of reference หลงผิดคิดว่าผู้อื่นพูดเรื่องราวเกี่ยวกับตน นินทา ว่าร้าย
Delusion of being controlled หลงผิดคิดว่าการกระทาของตนถูกควบคุมโดยอานาจภายนอก
Delusion of somatic หลงผิดคิดว่าตนเจ็บป่วยทางร่างกาย
Delusion of grandeur หลงผิดคิดว่าตนเป็นใหญ่
Delusion of nihilistic หลงผิดคิดว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายขาดหายไป
ความผิดปกติของการรับรู้
Gastatory hallucination อาการประสาทหลอนทางการรับรส รู้สึกรสแปลกๆ
Tactile hallucination อาการประสาทหลอนทางการสัมผัส
Auditory hallucination อาการประสาทหลอนทางการได้ยินหรือหูแว่ว
Alfactory hallucination อาการประสาทหลอนทางการได้กลิ่น
Visual hallucination อาการประสาทหลอนทางการเห็น
ความผิดปกติด้านอารมณ์
Apathy ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เฉยเมย ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
Appropriate mood แสดงอารมณ์ไม่สอดคล้อง หรรือเหมาะสมกับความคิดหรือเหตุการณ์ขณะนั้น
ความผิดปกติของพฤติกรรมการเคลื่อนไหว
Steriotypy เป็นการกระทาซ้าๆเกิดขึ้นเองเรื่อยๆและสม่าเสมอ
Catalepsy ผู้ป่วยอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ
Waxy flexibility คล้าย Catalepsy ถ้าจับให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ก็จะคงอยู่ในท่านั้นเป็น เวลานาน
Stupor ผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหว
Mutism ผู้ป่วยไม่พูด มักพบร่วมกับอาการ stupor
การดูแลหรือการพยาบาล
พยาบาลต้องยอมรับในความคิดหลงผิดของผู้ป่วย โดยพยาบาลไม่ควรโต้แย้ง หรือท้าทายว่าที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังนั้นไม่จริง และพยาบาลไม่ต้องปฏิบัติตามที่ผู้ป่วยเชื่อ และไม่ควรนำคำพูดของผู้ป่วยไปพูดล้อเล่น
การเข้าไปเปลี่ยนความคิดของผู้ป่วยนั้นกระทาได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าผู้ป่วยมีความไว้วางใจและเชื่อถือในตัวพยาบาล การแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน ด้วยการให้ความจริง (Present reality) ยังเป็นที่ยอมรับได้
พยาบาลต้องตระหนักว่า ความคิดของผู้ป่วยเป็นความคิดที่ยึดแน่นและผู้ป่วยเชื่อว่าเป็นจริงตามนั้น
พยาบาลต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดอย่างสม่าเสมอเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ป่วยได้พูดถึงความคิดของเขาได้อย่างอิสระ และเพื่อได้รับฟังความคิดของผู้ป่วย
พยาบาลต้องประเมินความคิดของผู้ป่วยว่ามีผลอย่างไรต่อพฤติกรรมและการกระทำของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยคิดว่าเขาควรจะตาย ผู้ป่วยจะพยายามฆ่าตัวตาย พยาบาลจึงควรระมัดระวังในประเด็นนี้
พยาบาลต้องไม่ทำให้ผู้ป่วยสงสัยในพฤติกรรมของพยาบาล เพราะผู้ป่วยจะระมัดระวังตัว
หลีกเลี่ยงการเข้าไปจับต้องตัวผู้ป่วย และไม่ควรใช้ภาษาหรือกิริยาที่ก่อให้เกิดความสงสัยหรือตีความได้ไม่ชัดเจน
พยาบาลต้องประเมินอาการประสาทหลอนที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยว่าเกี่ยวข้องกับระบบรับสัมผัสใด ผู้ป่วยแสดงปฏิกิริยาอย่างไรต่อการรับรู้นั้นๆ และอาการประสาทหลอนเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด
พยาบาลต้องแสดงการมรับยอมรับอาการประสาทหลอนของผู้ป่วย ซึ่งทำได้โดยการรับฟังและไม่โต้แย้ง แต่ถ้าผู้ป่วยถามว่าพยาบาลเห็นหรือได้ยินเช่นเดียวกับผู้ป่วยหรือไม่ พยาบาลควรตอบให้ผู้ป่วยรู้ว่าพยาบาลไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน
ไม่ส่งเสริมและลดโอกาสในการเกิดอาการประสาทหลอนต่างๆ โดยการสนทนากับผู้ป่วยด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน เรียกชื่อผู้ป่วยให้ถูกต้อง และกระตุ้นให้ผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยพูดถึงอาการประสาทหลอน และหาวิธีที่จะให้ผู้ป่วยเผชิญอาการประสาทหลอนของเขาอย่างเหมาะสม เช่น ใช้เสียงของเขาเองที่จะโต้ตอบกับเสียงที่เขาได้ยิน หรือรีบมาบอกพยาบาลถ้าเขาเห็นภาพบางอย่างที่ไม่เป็นจริง
ให้ผู้ป่วยแยกแยะว่าอาการประสาทหลอนที่เกิดขึ้นนั้น เขารู้สึกอย่างไร อาการเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด หรือมีเหตุการณ์อะไรนามาก่อน เพราะผู้ป่วยจะได้รู้จักป้องกันตนเองไม่ให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นพยาบาลต้องตระหนักว่า มีอาการประสาทหลอนบางประเภทมีแนวโน้มจะทาให้ผู้ป่วยมีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรง
พยาบาลต้องนำเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัดมาใช้ เช่น ในกรณีที่พูดหลายเรื่อง พยาบาลควรให้ผู้ป่วยหยุดพูดเป็นครั้งคราว และกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้อธิบายสิ่งที่เขาได้พูดไป กรณีผู้ป่วยไม่พูดหรือไม่โต้ตอบ พยาบาลควรใช้การตีความหรือการคาดเดาจากภาษาท่าทาง(non-verbal)ของผู้ป่วย และกระตุ้นผู้ป่วย โดยการวิเคราะห์ความรู้สึกขอผู้ป่วย (verbalizing the implied) เช่น คุณกัวลใจเมื่อใกล้จะถึงเวลาที่แม่จะกลับบ้าน
พยาบาลควรสร้างสัมพันธภาพกับครอบครัวของผู้ป่วย พร้อมกับประเมินสภาพทั่วไปของครอบครัว เช่น บทบาทของสมาชิกแต่ละคน วิธีการสื่อสารต่อกัน ระดับของสัมพันธภาพ ความใส่ใจต่อการเจ็บป่วยของผู้ป่วย และระดับความสามารถของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย
เตรียมญาติในการดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วย โดยการให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆที่ญาติเผชิญอยู่การให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปของการป่วยทางจิตเวช และการให้คำแนะนาในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
การบำบัดรักษา
Psychotherapy, Individual, Group, Behavioral, Supportive, Family Therapy อาจเลือกใช้ตามความเหมาะสม
Milieu Therapy เน้นที่การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ลดภาวะเครียด พัฒนาความสามารถในการปรับตัวรายบุคคล
รักษาด้วยยา
Antipsychotic drugs
Antiparkinson agents
Somatic or Electroconvulsive Therapy
การวินิจฉัย
อาการเกิดขึ้นช้าๆค่อยเป็นค่อยไป
มีอาการดังต่อไปนี้
มีอาการประสาทหลอน
พฤติกรรมของผู้ป่วยผิดปกติ
มีอาการหลงผิด
อารมณ์แบบ apathyหรือ inappropriate
มีความผิดปกติของรูปแบบของความคิด
insight เสีย
อาการของโรคเริ่มเป็นก่อนอายุ 40 ปี
ถ้ามีอาการ Schneider’s first rank symptom เช่นผู้ป่วยคิดว่าคนอื่นได้ยินความคิดของตนจะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรค
สาเหตุ
ปัจจัยด้านพันธุกรรม : มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ปัจจัยด้านชีวเคมีของสมอง : มีความสัมพันธ์กับ dopamine ในสมอง
มีปริมาณ dopamine ที่ synapse ในสมองมากเกินไป
มีจานวน post synaptic recepter มากเกินไป
มีความไม่สมดุลระหว่างexcitatory action ของ acetycholine กับ inhibitory action ของ dopamine และ Gamma -amino butyric acid
ปัจจัยด้านจิตใจ
เป็นความผิดปกติจากพัฒนาการทางบุคลิกภาพของบุคคลในวัยเด็ก
ผู้ป่วยอาจมีการรับรู้ และไวต่อความเครียดมากกว่าปกติ
สามารถตอบสนองต่อความเครียดได้ไม่ดี
เป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม ไม่มีเพื่อน
ไม่ไว้ใจคน ระแวง ขาดน้าใจ
ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม
ประชากรที่มีฐานะยากจน
เผชิญกับสภาวะเครียดมากกว่าประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง
มีบิดามารดาที่มีความขัดแย้งกัน
บิดามารดาที่เลี้ยงลูกแบบปกป้องมากเกินไป
ความหมาย
โรคที่มีความผิดปกติของความคิด เป็นอาการเด่น แต่มีผลถึงการรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรม
สาเหตุจาก Case
ด้านสังคม
ผู้ป่วยเป็นคนเก็บตัว ไม่มีเพื่อนสนิท
มักมีปัญหาในการปรับตัวเข้คนอื่นากับ
ผู้ป่วยไม่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ
ผู้ป่วยต้องการการยอมรับจากสังคม
ด้านจิตใจ
มีปัญหาในการควบคุมพฤติกรรม
ผู้ป่วยมีปัญหาในการปรับตัวและการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น
หวาดระแวงผู้อื่น ขาดน้ำใจ
อารมณ์แปรปรวนง่าย
ตอบสนองต่อความเครียดได้ไม่ดี
Delusions (ความหลงผิด)
ความหมาย : เป็นความเชื่อที่ผิด ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่เป็นความจริง ผู้ป่วยจะเชื่อมั่นอยู่เช่นนั้น แต่เป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ เพราะไม่เป็นความจริง
ประเภท
Persecutory Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าถูกปองร้าย
Grandiose Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าตนมีความสามารถเกินความจริง เข้าใจผิดว่าตนเองมีความสามารถพิเศษ
Somatic Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง ผู้ป่วยอาจเชื่อว่าร่างกายมีความผิดปกติ
Erotomantic Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าบุคคลอื่นมาหลงรักหรือเป็นคู่รักของตนเอง
Jealous Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดว่าคู่รักของตนนอกใจ
Mixed Delusional Disorder หรือโรคหลงผิดแบบผสม ผู้ป่วยจะมีอาการหลงผิดมากกว่า 1 อาการ
นางสาวจิรชยา หุ้มไหม เลขที่ 13 ห้อง 2A รหัสนักศึกษา 613601014