Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 9 การพยาบาลแบบองค์รวมในทารกแรกเกิด ที่มีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ,…
บทที่ 9
การพยาบาลแบบองค์รวมในทารกแรกเกิด
ที่มีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ
ทารกแรกเกิดติดเชื้อ
การติดเชื้อในระยะคลอด
เริม
เอดส์
หนองใน
ตับอักเสบบี
กลุ่มมารดาที่มีโอกาสให้กำเนิดทารกที่มีการติดเชื้อ
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนคลอดเป็นเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง
ีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติออกจากช่องคลอดในระยะก่อนคลอด
มารดาที่มีประวัติการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะมีอาการไข้หรือออกผื่น
การติดเชื้อระหว่างอยู่ในครรภ์
:warning:โรคสุกใส (Chickenpox)
การติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกเกิดขึ้นโดยผ่านทางรก ความรุนแรงของความผิดปกติในทารกขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ที่เกิดการติดเชื้อ
แนวทางการรักษา
ทารกแรกเกิดจากมารดาเป็นโรคสุกใสและมีอาการขณะคลอด มารดาและทารกควรได้รับการแยกกันดูแลจนกระทั่งมารดามีการตกสะเก็ดของตุ่มสุกใสจนหมด และทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อควรได้รับการแยกจากทารกที่คลอดจากมารดาปกติด้วย
ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อสุกใสภายใน 5 วันก่อนคลอดหรือ 2 วันหลังคลอดมีโอกาสติดเชื้อได้ร้อยละ 10 - 25 จึงควรได้รับ varicella-zoster immunoglobulin (VZIG) ทันทีที่คลอดเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากมารดา หากมารดาติดเชื้อนานกว่า 5 วันไม่จำเป็นต้องให้VZIG แก่ทารกเนื่องจากได้รับ antibody จากมารดาแล้ว และบางรายงานแนะนำว่าควรให้ยา Acyclovir ร่วมกับ VZIG ในทารกแรกคลอด เนื่องจากได้ผลการรักษาดีกว่าการให้ VZIG เพียงตัวเดียว
:warning:โรคหัดเยอรมัน (Rubella)
ิเกิดจากเชื้อ rubella virus การติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกสามารถติดต่อได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผ่านทางรก
ไตรมาสแรกทารกมีโอกาสติดเชื้อถึงร้อยละ 80
ร้อยละ 54 ที่อายุครรภ์ 13-14 สัปดาห์
้ร้อยละ 25 เมื่อติดเชื้อหลังไตรมาสที่สอง
แนวทางการรักษา
ทารกแรกเกิดจากมารดาที่ติดเชื้อหัดเยอรมันในระยะตั้งครรภ์ แม้ไม่มีอาการแสดงใด ๆ ควรได้รับการแยกจากทารกปกติ เพื่อสังเกตอาการและประเมินความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
เก็บเลือดทารกส่งตรวจเพื่อยืนยันการติดเชื้อและตรวจร่างกายทารกอย่างละเอียด
:warning:โรคซิฟิลิส (Syphilis)
กลไกการทำงานของ Langhan’s epithelial layer ของ cytotrophoblast ของรกจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในทารกได้
อาการแสดงของภาวะ congenital syphilis
ศีรษะเป็นรูปสี่เหลี่ยม หน้าผากโหนก
ดั้งจมูกแบน (syphilitic face)จมูกบี้ ฟันมีรอยหยัก
ตาอักเสบ ตับโต ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วตัว ซีด ผิวหนังที่ฝ่ามือฝ่าเท้าอักเสบและลอกเป็นขุย
น้ำหนักตัวน้อย (small for gestational age)
การติดเชื้อ Treponemq pallidum ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 16 สัปดาห์
แนวทางการรักษา
แยกทารกออกจากทารกคนอื่น ๆ
ดูแลให้ยาตามแผนการรักษา
ให้ยา Aqueous penicillin G 50,000 ยูนิต/กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ.
ทุก 12 ชม.ในทารกที่อายุน้อยกว่า 7 วัน
ทุก 8 ชม. ในทารกที่อายุมากกว่า 7 วัน เป็นเวลา 10 วัน
ให้ยา Benzathine penicillin G 50,000 ยูนิต/กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1ครั้ง
ทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคซิฟิลิส พยาบาลจะต้องสังเกตภาวะ congenital syphilis และส่ง cord blood for VDRL ติดตามผลเลือด
:warning:โรคหนองในแท้ (Gonorrhea)
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhea ทารกจะได้รับเชื้อโดยตรงหลังจากมีถุงน้ำคร่ำแตก หรือผ่านช่องทางคลอดที่ติดเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ตาทารกเป็นส่วนใหญ่ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการจะพบว่ามีขี้ตามาก บางครั้งมีลักษณะคล้ายหนอง หนังตาบวม การติดเชื้อบริเวณตาของทารก (gonococcal ophthalmia neonatorum) ทำให้ทารกมีอาการตาบอดได้ พบในวันที่ 1-4 หลังคลอด สามารถป้องกันได้โดยการป้ายตาภายหลังทารกคลอดทันท
แนวทางการรักษา
การติดเชื้อหนองในที่ตา นอกจากการป้ายตาด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น 0.5% erythromycin หรือ 1% tetracyclin ointment หลังจากนั้นทารกต้องได้รับยา Cefixin 1 mg/kg ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อของทารกวันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน
ต้องเช็ดตาของทารกด้วย NSS หรือล้างตาทุก 1 ชั่วโมงจนกว่าหนองจะแห้ง
:warning:โรคเอดส์(AIDS)
แนวทางการรักษา
การรักษาด้วยยา ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อ จะต้องได้รับยา NVP ชนิดน้ำขนาด 6 มิลลิกรัมทันทีหรือภายใน 8 -12 ชั่วโมงหลังคลอดร่วมกับ AZT 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นจะให้ยาAZT ต่อทุก 2 ชั่วโมง
ทารกจะต้องได้รับการตรวจหาการติดเชื้อ HIV โดยการตรวจ เพื่อหา viral load ด้วยวิธี real time PCR assay ปกติจะตรวจไม่พบเชื้อ HIV-RNA ใน 6 สัปดาห์ถ้าพบเชื้อ HIV-RNA ใน 48ชั่วโมงแรกหลังคลอด แสดงว่าทารกติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์ ถ้าตรวจพบใน 6 สัปดาห์ แสดงว่าติดเชื้อในระยะคลอด
ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV ให้หลีกเลี่ยงการใส่สายยางสวนอาหารในกระเพาะอาหารทารกโดยไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผล
เกิดจากเชื้อไวรัส HIV การติดต่อจากมารดาไปสู่ทารกสามารถติดต่อได้โดยผ่านทางรก การสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งจากมารดาขณะคลอด และหลังคลอด และการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา จึงทำให้ทารกสามารถติดเชื้อจากมารดาได้ตั้งแต่ในระยะตั้งคลอดจนถึงหลังคลอด โดยพบว่าร้อยละ 80 การติดต่อจากมารดาสู่ทารกเกิดขึ้นในระยะคลอดและหลังคลอด จึงทำให้การให้ยาต้านไวรัสและการผ่าตัดคลอดก่อนการเจ็บครรภ์สามารถป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไวรัส HIV จากมารดาสู่ทารกได้
:warning:โรคเริม (Herpes)
แนวทางการรักษา
การติดเชื้อเริมจากการคลอดทางช่องคลอด ดูแลให้ได้รับยา Acyclovir ตามแผนการรักษา
ทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคเริม จะต้องถูกแยกจากทารกคนอื่น ๆ และดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อดูอาการของการติดเชื้อเริม อย่างน้อย 7-10 วัน
เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex virus ทารกหลังคลอดอาจมีการติดเชื้อจากมารดา โดยจะมีไข้อ่อนเพลีย การดูดนมไม่ดีตัวเหลือง ตับ ม้ามโต ชัก หรือบางรายพบมีตุ่มน้ำพองใสเล็ก ๆ ที่ผิวหนังตามร่างกาย
:warning:โรคตับอักเสบบี
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus: HBV) การถ่ายทอดเชื้อจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่งผ่านทางเลือด น้ำลาย อสุจิ สิ่งคัดหลั่งทางช่องคลอด น้ำนม และผ่านทางรก ทารกสามารถติดเชื้อจากมารดาได้ตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ คลอด จนถึงหลังคลอด มีการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีผล HBeAg positive จะมีอัตราการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ทารกสูงถึงร้อยละ ๙๐ และหญิงตั้งครรภ์ที่มีผล HBeAg negative จะมีอัตราการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ทารกเพียงร้อยละ ๑๐ - ๒๐
แนวทางการรักษา
ทารกสามารถดูดนมมารดาได้ทันทีหลังคลอดโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทารกได้รับวัคซีนก่อน เพราะจากการศึกษาพบว่าการถ่ายทอดเชื้อจากมารดาสู่ทารกไม่แตกต่างกันระหว่างทารกที่ได้รับวัคซีนกับทารกที่ไม่ได้รับวัคซีน แต่หากมารดามีหัวนมแตกให้งดให้บุตรดูดนมเพราะอาจแพร่การกระจายเชื้อสู่ทารกได้
ดูแลให้ทารกแรกเกิดได้รับ Hepatitis B immune globulin (HBIG) เข้ากล้ามเนื้อโดยเร็วที่สุด
ทารกแรกคลอดต้องดูดมูกและเลือดออกจากปากและจมูกของทารกออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำความสะอาดทารกทันทีทีคลอด เพื่อช่วยลดปริมาณไวรัสที่จะสัมผัสทารก
แนะนำให้มารดาพาทารกมาตรวจเลือดตามนัดเมื่ออายุ ๙ – ๑๒ เดือน เพื่อตรวจหาHBsAg และ Anti-HBs
แต่ถ้าผล HBsAg negative และ Anti-HBs negative แสดงว่าไม่ติดเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ฉีดวัคซีน HBV ซ้ำอีก ๑ เข็ม และตรวจหา Anti-HBs ซ้ำหลังได้รับวัคซีน ๑-๒ เดือน
ถ้า HBsAg positive แสดงว่าทารกติดเชื้อ ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญดูแลรักษา ติดตามดูการทำงานของตับเป็นระยะ
ถ้า HBsAg negative และ Anti-HBs positive แสดงว่าทารกไม่ติดเชื้อและมีภูมิคุ้มกัน
การติดเชื้อในระยะหลังคลอด
ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Neonatal sepsis)
ปอดอักเสบ (Pneumonia)
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
ทารกแรกเกิดจากมารดาติดสารเสพติด
ผลกระทบ
ทารกพิการแต่ก้าเนิด (congenital anomaly)
น้ำหนักแรกคลอดต่้า (low birth weight)
ทารกติดเชื้อในครรภ์ หรือติดเชื้อตั้งแต่ก้าเนิด (congenital infection)
ทารกแรกคลอดมีอาการของการขาดยา (neonatal abstinence syndrome, NAS)
ทารกเสียชีวิตในครรภ์
โอกาสเกิด sudden infant death syndrome (SIDS) สูง
ทารกเจริญเติบโตช้า
การรักษาทารกติดยา
ทารกที่คลอดจากสตรีเสพยา แม้ไม่มีอาการ ก็ควรให้การดูแลในโรงพยาบาลอย่างน้อย 4 วันและนัดมาติดตามช่วงสั้นๆ อีกระยะหนึ่ง หรือที่ดีที่สุดคือ แยกจากมารดาไปรับการดูแลในสถานพยาบาลเฉพาะทาง ในรายที่ทารกมีอาการไม่รุนแรง รักษาโดยไม่ต้องใช้ยา โดยแยกเด็กไปอยู่ในห้องที่มีบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมสงบเงียบปราศจากสิ่งกระตุ้น (reducing noxious environmental stimuli) และจัดท่านอนของทารกให้เคลื่อนไหวในท่างอตัว ควรให้อาหารบ่อยๆ เช่น ทุก 2 ชั่วโมง ในกรณีที่ขาดยารุนแรง อาจต้องใช้ยาในกลุ่ม sedative เพื่อให้อาการบรรเทาลง
ทารกน้ำหนักตัวผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับอายุครรภ์
ทารกแรกเกิดน้ำหนักมากกว่าอายุครรภ์ (Large for gestational age)
:<3:ผลกระทบต่อทารก
น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ภายหลังคลอด
ภาวะบิลิรูบินในเลือดสูง (Hyperbilirubinemia) อาจเป็นผลจากมีการเพิ่มการแตกทำลายของ Heme จากภาวะเลือดข้น
ทารกพวกนี้มักจะคลอดยาก เนื่องจากตัวใหญ่ ทำให้เกิดอัมพาตของแขน (Brachialparalysis) กระดูกกะโหลกศีรษะแตกจากแรงกด อัมพาตของกล้ามเนื้อหน้า สมองได้รับบาดเจ็บจากการขาดออกซิเจน กระดูกหัก
ภาวะแคลเซียม แมกนีเซียมในเลือดต่ำ
ภาวะเลือดข้น (Polycythemia) ทำให้ความหนืดของเลือดในหลอดเลือดดำของไตเพิ่มขึ้นเกิดลิ้มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำของไต (Renal vein thrombosis) ทารกจะแสดงอาการปัสสาวะมีเลือดโปรตีนปนออกมา และมีเกร็ดเลือดต่ำ
ผนังกั้นหัวใจห้องล่างมีรูรั่ว หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบตัน
ความพิการแต่กำเนิด ส่วนใหญ่เป็นความพิการของหัวใจ เช่น หลอดเลือดใหญ่ที่หัวใจอยู่สลับที่กัน
:<3:มักพบในมารดาที่มีระดับน้ำตาลในเลือดที่มีระดับสูงจากภาวะเบาหวาน
ทารกคลอดก่อนกำหนด (Preterm baby)
และน้ำหนักตัวน้อย (Low birth weight infant)
:<3:ทารกที่เกิดเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์เต็มหรือน้อยกว่า 259 วัน และมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัม
:<3:ลักษณะของทารกคลอดก่อนกำหนด
reflex ต่างๆ มีน้อยหรือไม่มี
หายใจไม่สม่ำเสมอ มีการกลั้นหายใจเป็นระยะ (Periodic breathing) เขียวและหยุดหายใจ (Apnea) ได้ง่าย
กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครง ยังเจริญไม่ดี กระดูกซี่โครงค่อนข้างอ่อนนิ่ม ขณะหายใจอาจถูกกระบังลมดึงรั้งเข้าไปเกิด Intercostals retraction
ไขเคลือบตัว (vernix caseosa) มีน้อยหรือไม่มีเลย
กล้ามเนื้อมีกำลังน้อย เมื่อขยับแขนขาคล้ายอาการกระตุก ขณะนอนหงาย มีการเคลื่อนไหวน้อย
น้ำหนักตัวน้อย รูปร่างรวมทั้งแขนขามีขนาดเล็ก ศีรษะจะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว กะโหลกศีรษะนุ่ม รอยต่อกะโหลกศีรษะและขม่อมกว้าง
ผิวหนังบางสีแดงและเหี่ยวย่น มองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้ชัดเจน มักบวมตามมือและเท้า
ภาวะสูดสำลักขี้เทาเข้าปอด (Meconium aspiration syndrome)
ปัญหาจากการสูดสาลักขี้เทา
ขี้เทาทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุในปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบ (chemical inflammation)
ขี้เทายับยั้งการทำงานของสารลดแรงตึงผิว ทำให้ปอดแฟบ (Atelectasis)
ขี้เทาเข้าไปอุดในท่อทางเดินหายใจและถุงลม ทำให้ทารกขาดออกซิเจนและอาจมีถุงลมฉีกขาดเกิดลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดได้ (air leaksyndrome) และทำให้ถุงลมโป่งและแตก(pneumothorax)
การดูแลทารกที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสูดสำลักขึ้เทาระยะก่อนคลอด
๓. ในรายที่ทารกมีความผิดปกติของ FHS แพทย์พิจารณาการคลอด
๒. ติดตาม FHS อย่างใกล้ชิด
๑. เฝ้าระวังการตั้งครรภ์ที่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะขี้เทาปนเปื้อนในน้ำคร่ำ เช่น ครรภ์เกินกำหนด ทารกน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
เมื่อทารกได้รับออกซิเจนระหว่างที่อยู่ในครรภ์ไม่พอ จะทำให้ทารกถ่ายขี้เทาออกมา ซึ่งการถ่ายขี้เทาออกมาเป็นเพราะว่ากล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารหนักมีการคลายออก ร่วมกับมีการหายใจเข้า และการหายใจเข้าระหว่างที่อยู่ในครรภ์ (ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำคร่ำ) จะทำให้ทารกหายใจเอาน้ำคร่ำเข้าสู่ปอด แล้วอุดกั้นทางเดินหายใจ
การดูแลทารกที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสูดสำลักขึ้เทาระยะคลอด
๒. เมื่อพบขี้เทาปนเปื้อนในน้ำคร่ำ ทำการดูดน้ำคร่ำและขี้เทาด้วยลูกยางแดง ในปากและจมูกตามลำดับทันทีที่ศีรษะพ้นช่องคลอด ก่อนที่จะคลอดไหล่หน้า เพื่อลดการสูดสำลักขี้เทาเมื่อทารกเริ่มหายใจครั้งแรก
๓. พิจารณาใส่ETT เพื่อดูดขี้เทาในรายที่มีasphyxia โดยทำการดูดก่อนช่วยด้วยแรงดันบวก และดูดออกให้มากที่สุด
๑. เตรียมเครื่องมือ ประสานกุมารแพทย์
๔. ภายหลังการดูดขี้เทาในหลอดลม ควรใส่สายยางดูดขี้เทาจากกระเพาะอาหารด้วย
การดูแลทารกที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสูดสำลักขึ้เทาระยะหลังคลอด
๒. รักษาระดับของ oxygen ให้อยู่ในระดับ 80-100 มม.ปรอท
๓. พิจารณาใช้เครื่องช่วยหายใจ
๑. ดูแลให้ได้รับ oxygen
ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด
(Birth Asphyxia)
การกู้ชีพทารกแรกเกิด
:checkered_flag: B = ( Breathing)
ช่วยการหายใจด้วยแรงดันบวก positive pressure ventilation (PPV)โดยใช้bag และ mask เป็นเวลา 30 วินาที แล้วประเมินทารกโดยนับอัตราการเต้นของหัวใจถ้าน้อยกว่า 60ครั้งต่อนาที
:checkered_flag: C = (circulation)
ทำการนวดทรวงอกเพื่อช่วยการไหลเวียนโลหิตพร้อมกับช่วยหายใจแรงดันบวก (PPV) หลังจาก 30 วินาทีประเมินการเต้นของหัวใจอีกครั้ง ถ้าน้อยกว่า 60 ครั้ง/นาที
:checkered_flag: A -(Airway)
จัดท่าและดูดเสมหะ ควรดูดในปากก่อนจมูกเพื่อป้องกันการสำลักเสมหะในปากขณะดูดในจมูก
เช็ดตัวให้แห้งกระตุ้นทารกทารกหายใจ
ให้ความอบอุ่น
:checkered_flag: D = (drug)
ให้ยา epinephrine ขณะที่ช่วยหายใจด้วยแรงดันบวก กดนวดทรวงอกไปด้วยถ้าอัตราการเต้นของหัวใจยังน้อยกว่า 60 ครั้ง/นาทีจะต้องทำขั้นตอน C และ D ซ้ำ
จุดสำคัญในการกู้ชีพ
การใส่EET อาจจำเป็นต้องทำในหลายขั้นตอนของการกู้ชีพ
ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอนไม่ควรเกิน 30 วินาที ถ้าทารกไม่ดีขึ้นควรเริ่มขั้นตอนต่อไปทันที
อัตราการเต้นของหัวใจที่น้อยกว่า 60 ครั้ง / นาที แสดงว่าจะต้องให้การช่วยเหลือในขั้นต่อไป แต่ถ้ามากกว่า 100 ครั้ง / นาที สามารถหยุดช่วยกู้ชีพได้
Administration of medication or fluids
Naloxone hydrochloride 0.4 mg/mL หรือ 1.0 mg/mL solution Dosage 0.1 mq/kgข้อบ่งชี้ในการให้ยา คือ เมื่อสงสัยว่าทารกมีsevere respiratory distress และมีประวัติว่ามารดาได้รับยาnarcotic ภายใน 4 ชั่วโมงก่อนคลอด ซึ่งอาจจะให้ทาง ETtube หรือ umbilical venous catheter
Epinephrine 1:10,000 concentration Dosage 0.1 – 0.3 mL/kg of 1:10,000solution ข้อบ่งชี้ในการให้ยา คือ ไม่สามารถฟังเสียงหัวใจเต้นได้หรืออัตราการเต้นของหัวใจต่้ากว่า 60 ครั้งต่อนาที หลังจากได้ช่วยโดยที่ได้ช่วยเหลือโดยการท้า PPV ด้วย ออกซิเจน100% ร่วมกับการทำ chestcompression แล้วเป็นเวลา 30 วินาที ซึ่งอาจจะให้ทาง ET tube หรือ umbilical venous catheter โดยสามารถให้ซ้ำได้ทุก 5 นาทีถ้าอัตราการเต้นของหัวใจยังคงต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที
Isotonic crystalloid ( normalsaline or Ringer's lactate) for volume expansion
Dosage 10 mL/kg ข้อบ่งชี้ในการให้คือ เมื่อสงสัยว่าทารกมีอาการของภาวะ hypovolumia
Sodiumbicarbonate 4.2% (5 mEq/10 mL) concentration Dosage 2 mEq/kg และRate 1 mEq/kgper minute ข้อบ่งชี้ในการให้ยา คือ เมื่อทารกไม่ตอบสนองต่อการช่วยเหลืออื่น ๆ ซึ่งอาจจะให้ทาง umbilical venouscatheter โดยให้ช้าๆ นานอย่างน้อย 2 นาที
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อแรกคลอด (transitional period)
กล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากออกซิเจนไปสู่สมองและกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ
ความดันโลหิตดำ เนื่องจากการเสียเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจน
หัวใจเต้นช้า เนื่องจากออกซิเจนที่ไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจและก้านสมองไม่เพียงพอ
การหายใจถูกกด เนื่องจากออกซิเจนไปสู่สมองไม่เพียงพอ
เขียว (cyanosis) เนื่องจากออกซิเจนในเลือดต่ำ
การประเมินความรุนแรงของภาวะ asphyxia
ปานกลาง (Moderate asphyxia) APGAR score 3-4
มาก (Severe asphyxia) APGAR score 0-2
เล็กน้อย (Mild asphyxia) APGAR score 5-7
การบาดเจ็บจากการคลอด (Birth Injury)
การบาดเจ็บจากการคลอดของทารกที่พบได้บ่อย
:star:การบาดเจ็บของเส้นประสาท
การบาดเจ็บของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงใบหน้า (facial nerve injury)
การใช้คีมช่วยคลอดทำให้กดเยื่อประสาทสมองคู่ที่ 7 (facial nerve injury) ที่ไปเลี้ยงใบหน้า
การคลอดยาก
การบาดเจ็บของเส้นประสาท Brachial
มีส่วนนำเป็นก้น
คลอดยากบริเวณแขนหรือไหล่จากการที่ดึงไหล่ออกไปจากศีรษะในระหว่างการคลอด
เกิดจากข่ายประสาท Brachial ถูกดึงหรือกด
:star:การบาดเจ็บของกระดูก (Bone injuries)
กระดูกต้นขาหัก กระดูกต้นขาหักส่วนใหญ่มักจะหักที่ส่วนลำกระดูก
การคลอดท่าก้น
ผู้ทำคลอดดึงขาทารกขณะที่ติดอยู่ที่ทางเข้าเชิงกราน (pelvic inlet)
กระดูกไหปลาร้าหัก กระดูกไหปลาร้าหัก มักพบตรงกลางของลำกระดูก
การคลอดทารกท่าศีรษะที่ไหล่คลอดยาก
ทารกตัวโตหรือคลอดท่าก้นที่แขนเหยียดซึ่ง
ผู้ทำคลอดดึงแขนออกมา
กระดูกต้นแขนหัก กระดูกต้นแขนที่หักนั้นส่วนใหญ่จะหักที่ลำกระดูก
ผู้ทำคลอดดึงทารกออกมา
แขนเหยียดหรือการคลอดท่าศีรษะที่ไหล่
คลอดยาก
การคลอดท่าก้น
:star:การบาดเจ็บที่ศีรษะทารก (Skull injuries)
ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มกะโหลกศีรษะ (cephalhematoma)
เกิดจากมารดามีระยะเวลาการคลอดยาวนาน ศีรษะทารกถูกกดจากช่องทางคลอดหรือการใช้เครื่องดูดสูญญากาศช่วยคลอด เป็นผลทำให้หลอดเลือดฝอยบริเวณเยื่อหุ้มกระดูกกะโหลกศีรษะของทารกฉีกขาด เลือดจึงซึมออกมานอกหลอดเลือดใต้ชั้นเยื่อหุ้มกระดูกกะโหลกศีรษะ
ภาวะก้อนบวมโนที่ศีรษะ (caput succedaneum)
เกิดจากแรงดันที่กดลงบนศีรษะทารกระหว่างการคลอดท่าศีรษะ ทำให้มีของเหลวไหลซึมออกมานอกหลอดเลือดในชั้นใต้เยื่อหุ้มหนังศีรษะ หรือมีสาเหตุมาจาการใช้เครื่องดูดสุญญากาศช่วยคลอด(vacuum extraction)
ภาวะเลือดออกภายในกะโหลกศีรษะ (intracranial hemorrhage)
ภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานานในขณะคลอดหรือเกิดภายหลังคลอด ทำให้มีเส้นเลือดแตกได้ ซึ่งอาการและผลที่เกิดขึ้นมักมาจากการขาดออกซิเจนมากกว่ามาจากการที่มีเลือดออก
การได้รับอันตรายรุนแรงจาการคลอด เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้มีเลือดออกในกะโหลกศีรษะทารก
การให้ยาช่วยเร่งคลอดไม่เหมาะสม
ศีรษะทารกถูกดันมาตามช่องทางคลอด
การคลอดในรายที่มารดามีภาวะ CPD
การคลอดเฉียบพลัน
การคลอดท่าก้น
การคลอดยาก
การใช้เครื่องมือช่่วยคลอด
ทารกคลอดก่อนกำหนด มักเกิดเลือดออกในกะโหลกศีรษะได้ง่าย เกิดจากการปกป้องเนื้อเยื่อสมองยังไม่ดีเท่าทารกครบกำหนด เมื่อถูกกดบีบจากการคลอดจึงได้รับอันตรายได้ง่าย และทารกคลอดก่อนกำหนดมีผนังเส้นเลือดที่เปราะแตกง่าย การจับตัวเป็นก้อนของเลือดยังไม่สมบูรณ์ และมีวิตามินเคไม่พอที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เลือดแข็งตัว
สาเหตุ
:star:ปัจจัยเสี่ยงจากทารก
อายุครรภ์ของทารกไม่ครบกำหนด หรือเกินกำหนด
ทารกมีความพิการแต่กำเนิด
ทารกมีขนาดตัวโตมากทำให้เกิดการคลอดยาก
การคลอดไหล่ยาก
ทารกมีส่วนนำผิดปกติ
:star:ปัจจัยเสี่ยงจากการคลอด
การคลอดด้วยคีม หรือเครื่องดูดสุญญากาศ
การใช้แรงดึงมากเกินไปในการช่วยคลอดทารก
:star:ปัจจัยเสี่ยงจากมารดา
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการตั้งครรภ
ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
รกลอกตัวก่อนกำหนด
ภาวะน้ำคร่ำน้อย
ระยะเวลาของการคลอด เช่น การคลอดเฉียบพลัน
ความผิดปกติที่มีมาก่อนการตั้งครรภ์
เชิงกรานแคบไม่ได้สัดส่วนกับทารก
มารดามีภาวะเบาหวาน
:star:ปัจจัยเสี่ยงจากผู้ทำคลอด ขาดความชำนาญหรือขาดการเอาใจใส่อย่างเพียงพอ
นางสาวนภัสสร แนบชิตร์ รหัส 602701038