Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ - Coggle Diagram
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
วิวัฒนาการของกฎหมายวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
“พระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466” ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการออกกฎหมายขึ้นควบคุมการให้บริการด้านการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน โดยกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดความหมายของโรคศิลปะ
ไว้ว่า “การบำบัดโรคทางยาและทางผ่าตัด รวมทั้งการผดุงครรภ์ การช่างฟัน การสัตวแพทย์ การปรุงยา การพยาบาล การนวดหรือการรักษาคนเจ็บป่วยไข้โดยประการใดๆ”
พ.ศ. 2472 มีการแก้ไขโดยการตัดสาขาสัตวแพทย์ออกโดยให้
การประกอบโรคศิลปะเป็นการกระทำต่อมนุษย์เท่านั้น
พ.ศ. 2480 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ คือ
พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ และกำหนดความหมายของโรคศิลปะไว้ว่า “กิจการใด ๆ อันกระทำโดยตรงต่อร่างกายของมนุษย์โดยการบำบัด รวมตลอดถึงการตรวจและการป้องกันโรคในสาขาต่างๆ ได้แก่ เวชกรรม ทันตกรรม เภสัชกรรม การพยาบาล การผดุงครรภ์”
พ.ศ. 2479 ซึ่งได้แบ่งการประกอบโรคศิลปะออกเป็น 2 แผน ได้แก่ แผนโบราณหมายถึง การประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยความรู้จากตำราหรือการเรียนสืบต่อกันมา และแผนปัจจุบัน หมายถึง การประกอบโรคศิลปะอันได้ศึกษาตามหลักทางวิทยาศาสตร์
พ.ศ. 2518 เพิ่มอีก 2 สาขา คือ กายภาพบำบัดและเทคนิคการแพทย์
พ.ศ.2528 ได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528” ดังนั้นกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จึงได้แยกออกจากพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2479
เปลี่ยนแปลงการเรียกชื่อผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน สาขาการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เป็น ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
พ.ศ. 2534 คณะกรรมการสภาการพยาบาล เห็นควรให้ปรับปรุงสาระสำคัญ ได้แก่ คำนิยามการพยาบาลและการผดุงครรภ์ การกำหนดขอบเขตของการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จำนวนกรรมการสภาการพยาบาล การเลือกนายกสภาการพยาบาล ที่ต้องได้รับเลือกจากกรรมการสภาการพยาบาล การสอบขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ทุก
5 ปี รวมทั้งปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียม
“พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540” ได้ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 114 ตอนที่ 75ก วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2540 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2540 จวบจนถึงปัจจุบัน
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์สำหรับพยาบาลและการกระทำความผิดที่พบบ่อย
ความหมายและลักษณะของกฎหมาย
กฎหมายแพ่ง
เป็นส่วนหนึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) ที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนโดยทุกฝ่ายมีฐานะเท่าเทียมกัน และสามารถต่อรองเพื่อตกลงกระทำการใดๆ ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย
กฎหมายพาณิชย์
เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายหรือกิจการใดๆ
ที่ได้กระทำในเรื่องหุ้นส่วนบริษัท ประกันภัย ตั๋วเงิน
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีการดำเนินพิจารณาพิพากษาคดีในกรณีที่เกิดข้อพิพาทในทางแพ่งขึ้น เช่น วิธีฟ้อง ศาลที่ฟ้อง วิธีพิจารณาของศาลตลอดจนการบังคับให้ฝ่ายที่ผิดปฏิบัติตามคำพิพากษา
นิติกรรม
ความหมาย
ปพพ. มาตรา 149 “นิติกรรม หมายความว่า การใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ”
หมายถึง การกระทำของบุคคลด้วยใจสมัครและถูกต้องตามกฎหมาย มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับสิทธิระหว่างบุคคล เช่น สัญญาจ้างพยาบาลพิเศษ
เป็นสัญญาต่างตอบแทน โดยพยาบาลมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนการเฝ้าไข้ แต่มีหน้าที่ที่ต้องให้การพยาบาลผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างอย่างมีมาตรฐาน
องค์ประกอบของนิติกรรม
ผู้กระทำต้องแสดงออกในฐานะที่เป็นเอกชน
หมายถึง ผู้กระทำนิติกรรมต้องแสดงออกในฐานะเอกชน มิใช่
เจ้าพนักงานของรัฐ
การกระทำโดยเจตนา
เป็นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยใจสมัคร เพื่อให้บุคคลภายนอกรับรู้ถึงความต้องการหรือเจตนาของตนที่จะทำนิติกรรมตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือการแสดงเจตนาโดยปริยาย
การแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง
ทำโดยวาจา เป็นลายลักษณ์อักษร หรือแสดงกิริยาที่ทำให้เข้าใจอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น การทำสัญญาจ้างแรงงาน การทำสัญญาซื้อขาย การส่ายหน้า หรือโบกมือปฏิเสธการเสนอขายสินค้า
การแสดงเจตนาโดยปริยาย
เป็นการแสดงเจตนาไม่ชัดแจ้งแต่การกระทำอื่นๆ ที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่า มีความประสงค์ใดในกิริยาเช่นนั้น
หากผู้กระทำไม่รู้ว่าการกระทำนั้นมีความสำคัญทางกฎหมาย
มีผลทางกฎหมาย มีการเคลื่อนไหวสิทธิระหว่างบุคคล ไม่มีเจตนากระทำ แต่เข้าใจผิด สำคัญผิด ถูกข่มขู่ ฉ้อฉล หรือเป็นการกระทำโดยไม่รู้สานึก ไม่รู้ตัว หรือถูกบังคับ ย่อมไม่ใช่นิติกรรม
การกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
หมายถึง การกระทำที่กฎหมายให้อำนาจบุคคลกระทำได้โดยชัดแจ้ง หรือกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าห้ามกระทำ หากนิติกรรมที่กระทำนั้นขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นการกระทำที่พ้นวิสัยที่มนุษย์จะทาได้ ให้ถือเป็นโมฆียะ
นิติกรรมที่ทำขึ้นกับผู้หย่อนความสามารถ จะมีผลเป็นโมฆียะ (ปพพ. 153) กล่าวคือ มีผลใช้ได้จนกว่าจะบอกล้างหรือให้สัตยาบัน
เช่น ผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจ้างพยาบาลเฝ้าไข้ บิดามารดาสามารถบอกเลิกได้หรือยอมรับการว่าจ้าง
ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวสิทธิ
หมายถึง ผลของการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งแก่คู่กรณีตามนิติกรรมนั้นๆ
เช่น การรับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากผู้ป่วยเพื่อตอบแทนน้ำใจ การขึ้นเวรล่วงเวลา พยาบาลย่อมได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม
ประเภทของนิติกรรม
นิติกรรมที่พิจารณาแบ่งตามจำนวนคู่กรณี
นิติกรรมฝ่ายเดียว
ได้แก่ นิติกรรมที่เกิดผลโดยการแสดงเจตนาของบุคคลเพียงฝ่ายเดียว และมีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น พินัยกรรม คามั่นจะให้รางวัล การบอกล้างโมฆียกรรม
นิติกรรมหลายฝ่าย
ได้แก่ นิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป และทุกฝ่ายตกลงยินยอมตามข้อตกลง เมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน จึงเกิดนิติกรรม หรือสัญญา
เช่น สัญญาใช้ทุนการศึกษา สัญญาค้าประกัน สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาจ้างดูแลผู้ป่วยอัมพาตที่บ้าน
นิติกรรมที่พิจารณาแบ่งตามการมีผลของนิติกรรม
นิติกรรมที่มีผลขณะผู้แสดงเจตนายังมีชีวิต
เช่น การให้โดยเสน่หา สัญญาการซื้อขาย สัญญาการใช้ทุนการศึกษา สัญญาค้ำประกัน
นิติกรรมที่มีผลขณะผู้แสดงเจตนาไม่มีชีวิต
เช่น พินัยกรรม
นิติกรรมที่พิจารณาแบ่งตามค่าตอบแทน
นิติกรรมที่มีค่าตอบแทน
อาทิ สัญญาจ้างงาน สัญญาซื้อขาย สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเช่าทรัพย์
นิติกรรมที่ไม่มีค่าตอบแทน
อาทิ การให้โดยเสน่หา สัญญายืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ย
ความสามารถของบุคคลในการให้การยินยอมรักษาพยาบาล
ความสามารถของบุคคล (Capacity)
หมายถึง สภาพที่กฎหมายกำหนดขอบเขตให้บุคคลมีสิทธิหรือใช้สิทธิ ความสามารถของบุคคลเป็นสิ่งสำคัญต่อการพิจารณาความรับผิดทางกฎหมาย
กล่าวคือ ถ้าบุคคลบรรลุนิติภาวะ กฎหมายถือว่าบุคคลมีวุฒิภาวะที่จะตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ในทางกลับกัน กฎหมายจะคุ้มครองผู้หย่อนความสามารถ
บุคคล
หมายถึง สิ่งซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้กฎหมายไม่จำกัดเฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่เป็นบุคคล แต่รวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่กฎหมายบัญญัติรับรองการเป็นบุคคล
ประเภทบุคคล 2 ประเภท
บุคคลธรรมดา
หมายถึง มนุษย์ที่มีชีวิตรอดภายหลังการคลอดจากครรภ์มารดา ในทางกฎหมาย
กำหนดให้สภาพบุคคลเริ่มตั้งแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย
การตายตามกฎหมายมี 2 กรณี
การตายโดยธรรมชาติ
หมายถึง การป่วยตาย แก่ตาย หรือถูกฆ่าตายของบุคคล ทำให้สภาพบุคคลสิ้นสุด ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา
ทางแพ่ง
บรรดาสิทธิหน้าที่ ความรับผิดและทรัพย์สินของผู้ตาย ย่อมตกทอดไปยังทายาท เว้นแต่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นเหตุเฉพาะผู้ตาย ทั้งนี้ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่ามรดก
ทางอาญา
โทษของผู้ตายที่กระทำผิด ย่อมระงับไปเพราะความตายของบุคคลนั้น กรณีที่บุคคลหลายคนตายในเหตุอันตรายร่วมกัน กฎหมายสันนิษฐานว่าคนตายเหล่านั้นตายพร้อมกัน หากผู้ตายเป็นญาติมีสิทธิรับมรดกซึ่งกันและกัน ผู้ตายที่หลังย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายก่อน แล้วมรดกตกทอดไปยังทายาทของผู้ตายที่หลัง
การสาบสูญ
หมายถึง การที่บุคคลได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่า บุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี ในเหตุการณ์ปกติ หรือเป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่มีเหตุอันตรายจากการรบ การสงคราม หรือยานพาหนะอับปาง
นิติบุคคล
หมายถึง สิ่งซึ่งกฎหมายสมมติให้เป็นบุคคล เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้นิติบุคคลอาจเป็นคนกลุ่มหนึ่ง ทรัพย์สินหรือกิจการประเภทหนึ่งที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ได้แก่ สมาคม มูลนิธิ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด วัด องค์กรต่างๆ ของรัฐบาล สหกรณ์ตาม พรบ. สหกรณ์ สภาการพยาบาล ตาม พรบ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2540
สิทธิของบุคคล ตามความหนักเบาของความหย่อนความหย่อนความสามารถในการทำนิติกรรม ดังนี้
ผู้เยาว์ (Minor)
หมายถึง บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในทางกฎหมาย บุคคลจะพ้นจากการเป็นผู้เยาว์หรือบรรลุนิติภาวะใน 2 กรณี คือ อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เเละ เมื่อหญิงและชายอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ และได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้เยาว์ไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ โดยลำพัง กล่าวคือ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ได้แก่ บิดามารดา หรือผู้ปกครอง นิติกรรมใดๆ ที่ผู้เยาว์กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม จะเป็นโมฆียะ
ยกเว้นให้ผู้เยาว์สามารถกระทำนิติกรรมบางประเภทด้วยตนเอง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนี้
ผู้เยาว์สามารถกระทำนิติกรรมบางประเภทด้วยตนเอง โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ดังนี้
1.1 นิติกรรมที่ทำให้ผู้เยาว์ได้ประโยชน์ สิทธิ หรือหลุดพ้นจากหน้าที่
หมายถึง นิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียว โดยไม่มีเงื่อนไขผูกพันใดๆ เช่น การรับของที่มีผู้ให้โดยเสน่หา การรับการปลดหนี้จากเจ้าหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข
1.2 นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องกระทำเองเฉพาะตัว
เช่น การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสมรส การทำพินัยกรรมเมื่อมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี พินัยกรรมนั้นถือเป็นโมะะ
1.3 นิติกรรมที่สมควรแก่ฐานะและจำเป็นแก่การดำรงชีพ
หมายถึง นิติกรรมเพื่อการดำรงชีพที่จำเป็น ที่ผู้เยาว์กระทำสมกับฐานะความเป็นอยู่ของตน
เช่น การซื้ออาหาร เครื่องดื่มและของใช้ในชีวิตประจาวัน การว่าจ้างรถไปโรงเรียน
1.4 นิติกรรมการจำหน่ายทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจการค้า หรือสัญญาจ้างแรงงานที่ผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตหรือยินยอม ผู้เยาว์สามารถกระทำต่อเนื่องได้
คนไร้ความสามารถ (Incompetence)
หมายถึง คนวิกลจริตหมายถึง บุคคลที่สมองพิการหรือจิตใจผิดปกติ โดยมีอาการหนัก ขนาดเสียสติ พูดไม่เข้าใจและไม่รู้ผิดชอบชั่วดี นอกจากนี้
ศาลฎีกายังรวมถึงบุคคลที่มีสติวิปลาส หรือไม่มีสติสัมปชัญญะ
คนเสมือนไร้ความสามารถ (Quasi – incompetence)
หมายถึง บุคคลที่ไม่สามารถจัดทำการงานโดยตนเอง หรือจัดกิจการไปในทางเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว และศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
คนเสมือนไร้ความสามารถ เนื่องจากมีเหตุบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
3.1 กายพิการ หมายถึง ร่างกายพิการไม่สมประกอบแต่กำเนิด หรือเป็นภายหลังเพราะเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ
เช่น เด็กพิการทางสมอง ผู้ป่วยอัมพาต
3.2 จิตฟั่นเฟือน หมายถึง คนที่จิตไม่ปกติ ไม่สมประกอบ เป็นโรคจิต อาจเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความชรา แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกลจริต เนื่องจากมีสติรู้ผิดชอบในเรื่องทั่วไป
เช่น ผู้สูงอายุ สมองเสื่อม ผู้ป่วยจิตเภท
3.3 ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หมายถึง บุคคลที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยสม่ำเสมอ โดยไม่มีเหตุผลอันควร และมี
รายจ่ายเกินรายได้
3.4 ติดสุรายาเมา หมายถึง ผู้ที่เสพสุรา
ของมึนเมาต่างๆ หรือเสพยาเสพติด
เช่น ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน จนเป็นนิสัยและเลิกไม่ได้
มีอาการมึนเมาเสมอ จนไม่เหลือสภาพปกติ
ลูกหนี้ที่ถูกศาลสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจในการจัดการ จำหน่ายทรัพย์ของลูกหนี้ และกระทำการอื่นๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้
สามีภริยา
เป็นผู้จัดการสินสมรสร่วมกัน จึงต้องให้ความยินยอมซึ่งกันและกันเป็นการทำนิติกรรมบางประเภท
เช่น การซื้อขาย แลก เปลี่ยน การเช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี การประนีประนอมยอมความ การกู้ยืมเงิน การให้โดยเสน่หาเกินฐานะ
สภาพบังคับทางแพ่ง
หมายถึง โทษตามกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นสภาพบังคับทางแพ่งไว้ 4 ประการ ได้แก่ โมฆะกรรม โมฆียะกรรม การบังคับชำระหนี้ และการชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน
โมฆะกรรม
หมายถึง ความเสียเปล่าของนิติกรรม ที่กระทำตั้งแต่ต้น จึงไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีที่กระทำนิติกรรม
สาเหตุที่ทำให้นิติกรรมเป็นโมะะ ได้แก่
1.1 นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นการพ้นวิสัยที่ไม่สามารถเป็นไปได้
เช่น สัญญาซื้อขายอาวุธปืนเถื่อน สัญญาซื้อขายยาเสพติด สัญญารับจ้างวางยาฆ่าคนตาย สัญญาชุบชีวิตคนตาย การทำเสน่ห์ให้ชายหลงรัก
1.2 นิติกรรมที่ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกาหนด
กล่าวคือ นิติกรรมบางประเภทกฎหมายกำหนดให้ทำตามแบบเท่านั้น ถ้าไม่ทำตามถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทาเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่
1.3 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม
ตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม หรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม ความยินยอมดังกล่าวย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย
โมฆียกรรม
หมายถึง การทำนิติกรรมที่มีผลสมบูรณ์ในขณะกระทำ แต่สามารถบอกล้างหรือปฏิเสธนิติกรรมโดยผู้เสียหายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
สาเหตุที่ทำให้ นิติกรรมเป็นโมฆียกรรมมี 2 ประการ ได้แก่
2.1 ความสามารถของบุคคล
คนเสมือนไร้ความสามารถ ถ้าจะทานิติกรรมเกี่ยวกับการนำทรัพย์สินไปลงทุน ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ ถ้าฝ่าฝืนทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือจากผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ
2.2 การแสดงเจตนาโดยวิปริต ได้แก่
การแสดงเจตนาโดยสาคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นสาระสาคัญ
การแสดงเจตนาโดยการฉ้อฉล
เป็นการกระทำนิติกรรมโดย ผู้แสดงเจตนาถูกหลอกลวง ปกปิดความจริง หรือใช้อุบายโดยกล่าวความเท็จจากคู่กรณี ทำให้เข้าใจข้อเท็จจริงผิดไปจากความเป็นจริง
การแสดงเจตนาโดยการข่มขู่
เป็นการแสดงเจตนาในการทำนิติกรรม เนื่องจากการข่มขู่ที่อันตรายใกล้จะถึงตัว และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่กลัวอันตรายนั้น
การบังคับชำระหนี้
เป็นการชำระเงิน ส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อใช้หนี้ หรืองดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อใช้หนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพหนี้
หากลูกหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมขอ
อำนาจศาล เพื่อบังคับชาระหนี้
การชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน
หมายถึง การที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมมากที่สุด โดยการคืนทรัพย์สิน การใช้ราคาทรัพย์สิน หรือค่าเสียหาย ถ้าตกลงกันไม่ได้ ต้องดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล
การชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน มี 2 ประการ ได้แก่
4.1 ความเสียหายที่คำนวณราคาเป็นเงินได้
คือ ความเสียหายที่แน่นอนและไม่ไกลเกินเหตุ รวมถึงการคืนทรัพย์สิน หรือใช้ราคาค่าเสียหายของความเสียหายที่เกิดขึ้น
4.2 ความเสียหายที่ไม่อาจคำนวณราคาเป็นตัวเงินได้
เช่น หมิ่นประมาท ความเศร้าเสียใจที่บุตรถูกรถชนตาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย ค่าทำขวัญ
ความรับผิดทางแพ่งที่เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
มีสำเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
ความรับผิดตามสัญญา และความรับผิดจากการละเมิด
สัญญา หมายถึง การกระทำของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ที่แสดงเจตนาด้วยใจสมัครถูกต้องตรงกันที่จะกระทำหรืองดเว้นการกระทำ และตกลงกันทุกข้อโดยไม่มีข้อสงสัย
ความรับผิดจากการละเมิด
หมายถึง การกระทำหรืองดเว้นการกระทำ โดยจงใจหรือประมาทต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด
ประกอบด้วยหลักสาคัญ 3 ประการ ได้แก่
การกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย
หมายถึง การประทุษกรรม หรือกระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายด้วยการฝ่าฝืนข้อห้าม หรือละเว้นการกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายบัญญัติให้กระทำ งดเว้นในสิ่งที่ตนมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกระทำ การใช้สิทธิที่ทำให้
ผู้อื่นเสียหาย หรือละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่ไม่ยินยอมต่อการกระทำนั้น
การกระทำโดยจงใจหรือประมาท
การกระทำโดยจงใจ
หมายถึง การกระทำที่ตั้งใจหรือเจตนาโดยผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิหรือใช้สิทธิเกินขอบเขต ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น
การกระทำโดยประมาทเลินเล่อ
หมายถึง การกระทำโดยมิได้จงใจ แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังในระดับวิญญูชน
ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย
หมายถึง การกระทำที่ทำให้บุคคลอื่นขาดประโยชน์ที่เคยได้รับ หรือได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินและสิทธิต่างๆ
ความเสียหายแก่ชีวิต หมายถึง ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เช่น การทำผ่าตัดผิดพลาด ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดมากและเสียชีวิต
ความเสียหายแก่ร่างกาย หมายถึง ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง
บุคคลต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำ
นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งการละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปตามที่ว่าจ้าง
ตัวการต้องรับผิดชอบผลแห่งการละเมิดของตัวแทนที่ได้กระทำไปภายในของเขตอำนาจของตัวแทน ซึ่งกระทำตามที่ตัวการมอบหมาย
บิดามารดาของผู้เยาว์หรือผู้อนุบาลของผู้วิกลจริต ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ผู้เยาว์หรือ
ผู้วิกลจริตกระทำ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในหน้าที่การดูแล
ครูบาอาจารย์ นายจ้างหรือบุคคลอื่น ซึ่งรับดูแล
ผู้ไร้ความสามารถอยู่เป็นนิตย์ หรือชั่วครั้งคราว จะต้องร่วมรับผิดกับผู้ไร้ความสามารถในการละเมิด ซึ่งได้กระทำระหว่างอยู่ในความดูแลของตน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง