Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Thalassemia - Coggle Diagram
Thalassemia
คำแนะนำผู้ป่วยเด็ก thalassemia ที่บ้าน
6.แนะนำให้ควรไปตรวจฟันกับทันตแพทย์ ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุบ่อย และปรึกษาเพื่อจัดฟัน ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาโรคธาลัสซีเมียไม่เต็มที่ อาจมีการขยายตัวอย่างผิดปกติของกระดูกใบหน้าและขากรรไกร ทำให้การสบฟันผิดปกติ
7.ในการไปโรงเรียนสามารถทำกิจกรรมได้โดยไม่มีข้อจำกัด ตามสมรรถนะของเด็ก ดังนั้นควรแจ้งคุณครูให้ทราบว่าสามารถทำกิจกรรมได้แต่ถ้าเด็กรู้สึกเหนื่อยให้พักทันที และการให้เลือดต้องอธิบายกับทางโรงเรียนว่าอาจต้องหยุดเรียนบ่อย ด้วยความจำเป็นทางการแพทย์หรือเลื่อนนัดการให้เรียนเพื่อไปสอบ
5.แนะนำให้รักษาความสะอาดของร่างกาย สุขอนามัย เนื่องจากผู้ป่วยจะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อได้ง่าย
8.สามารถออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เป็นต้น และควรป้องกันอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก และระวังการกิจกรรม
ที่ถูกกระแทกที่บริเวณท้องเพราะจะเป็นอันตรายต่อตับและม้ามที่โตได้
4.เมื่อมีไข้ ควรเช็ดตัวลดไข้ แต่ถ้ามีไข้สูงมากควรรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลและรีบไปหาแพทย์ทันที เพราะอาการไข้อาจเกิดจากการติดเชื้อ อาจจะทำให้ซีดมากหรือเกิดปัญหารุนแรงได้
9.สามารถฉีดวัคซีนและเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้ครบถ้วนเหมือนเด็กปกติ วัคซีนทางเลือกอื่นๆ ที่ควรพิจารณาฉีดในผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียถ้าสามารถฉีดได้ เช่น วัดชีน ไวรัสตับอักเสบเอ ไข้หวัดใหญ่ และไอพีดีเป็นตัน
10.ควรให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ในภาวะเจ็บป่วยดูแลให้พักผ่อนมากกว่าเดิม
3.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดหมู เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนจากการมีธาตุเหล็กเกินความต้องการของร่างกาย
11.เฝ้าสังเกตอาการ เช่น ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้ และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น
ควรรีบมาพบแพทย์ทันที เพราะผู้ป่วยบางประเภทจะมีอาการโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
12.ไม่ควรเปลี่ยนสถานที่รักษาบ่อยๆ เพราะจะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง
13.แนะนำรับประทานยาขับเหล็กตามคำสั่งแพทย์ ไม่ปรับขนาดยาเอง หรือหยุดยาเอง
2.แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เป็นต้น เช่น ผัดผักใส่หมูและไข่ เพื่อลดการดูดซึมของธาตุเหล็กและเพิ่มแคลเซียม ควรรับประทานผักใบเขียว ซึ่งมีโฟเลทสูง เนื่องจากผู้ป่วยต้องการสารอาหาร และพลังงานที่ใช้ในการสร้างเม็ดเลือด
14.ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเอง
1.อธิบายให้บิดามารดา เข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรค รูปร่างหน้าตาที่จะเปลี่ยนไป เช่น หน้าผากโหนก จมูกแบน โหนกแก้มสูง ผิวคล้ำ เป็นต้น
15.แนะนำให้เลี้ยงดูเด็กให้มีการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว มีระเบียบวินัย
16.คอยให้กำลังใจเด็ก ให้ความรักความใจใส่ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง พร้อมส่งเสริมในเด็กได้ดำเนินชีวิตตามปกติ และมีการติดตามการรักษา
ข้อวินิจฉัย เสี่ยงต่อการไหลเวียนของหลอดเลือดส่วนปลายในเนื้อเยื่อไม่มีประสิทธิภาพ
ข้อมูลสนับสนุน
Subjective Data
ซีดมาก อ่อนเพลีย
Objective Data
หายใจหอบเหนื่อย ผิวหนังมีสีคล้ำ ม้ามโต Hb 7g%, Hct 20%
เป้าหมายการพยาบาล
ผู้ป่วยไม่มีภาวะเนื้อเยื่อในร่างกายพร่องออกซิเจน
เกณฑ์การประเมิน
ไม่มีอาการหายใจหอบเหนื่อย เขียวปลายมือปลายเท้า
สัญญาณชีพปกติ อัตราชีพจร 80-100 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 16-22 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 120/80 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิร่างกาย 36.6-37.2 องศาเซลเซียส
กิจกรรมการพยาบาล
สังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่บ่งชี้ถึงภาวะพร่องออกซิเจน เช่น อาการหอบเหนื่อย อ่อนเพลีย อาการเขียวบริเวณปลายมือปลายเท้า ภาวะหัวใจวาย เป็นต้น
ดูแลให้ได้รับยาก่อนให้เลือดครบถ้วนตามแผนการรักษา ได้แก่ ยา Lasix 20 mg V เพื่อป้องกันภาวะน้ำเกินจากการให้เลือด ยา Dexamethasone 2 mg push เพื่อบรรเทาอาการแพ้หรือลดอาการอักเสบที่รุนแรง และยา CPM 2 mg push เพื่อต้านการทำงานของ Histamine
สังเกตและเฝ้าระวังผลข้างเคียงของ
-ยา Lasix : เจ็บหน้าอก ไข้ขึ้นสูง หนาวสั่น ปัสสาวะลำบาก ปวดศีรษะ เหนื่อยหรืออ่อนแรงมากกว่าปกติ
มีเลือกออกตามร่างกาย หรือมีรอยฟกช้ำผิดปกติ
-ยา Dexamethasone : มีอาการบวมที่มือหรือข้อเท้า นอนไม่หลับ มีเหงื่อออกมากขึ้น ปวดศีรษะ
คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด กล้ามเนื้ออ่อนแรง
-ยา CPM : ท้องผูก ความอยากอาหารลดลง เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว ง่วงซึม นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ปากแห้ง แน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีผื่นแดง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปัสสาวะขัด เวียนศีรษะรุนแรง
ประเมินสัญญาณชีพ (ชีพจร ความดันโลหิต อุณหภูมิ และอัตราการหายใจ) 15 นาทีก่อนให้เลือด ขณะให้เลือดทุก 15 นาที ใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นทุก 30 นาที ใน 1 ชั่วโมง และทุก ๆ 1 ชั่วโมงจนเลือดหมด
ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับเลือดชนิด LPRC จำนวน 1 unit (250 ml) V drip in hr. ตามแผนการรักษา
สังเกตอาการผิดปกติขณะและหลังได้รับเลือด เช่น มีไข้ พบผื่นลมพิษ ความดันโลหิตระหว่างการให้เลือดสูงเกินระดับปกติ ชักและซึม ควรหยุดให้เลือดโดยทันที บันทึกความผิดปกติและรายงานแพทย์
ดูแลให้พักผ่อนและกำหนดกิจกรรมที่ผู้ป่วยกระทำได้ตามความรุนแรงของภาวะซีด เพื่อลดความต้องการใช้ออกซิเจนในร่างกาย เช่น ต้องพักบนเตียงบนเตียงตลอด หรือทำกิจวัตรได้เองบางส่วน
ประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม โดยประเมินอาการหายใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หอบเหนื่อย หายใจแรง สีผิวเปลี่ยน หรือผู้ป่วยบอกว่าอ่อนเพลีย
ป้องกันและลดภาวะติดเชื้อ ซึ่งทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น
ติดตามผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
CBC Hb 14-18g/dL Hct 38.8-50%mg/dL MCV 80-90fL
จัดกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยที่ไม่ใช้พลังงานมากเกินไป เช่น ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ ฟังนิทาน วาดรูประบายสี เล่นเกมส์กระดาน
ลดและหลีกเลี่ยงภาวะเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
ดูแลให้ได้รับอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น อาหารโปรตีนสูง เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว วิตามินซี โฟลิอามีน อาหารอ่อนย่อยง่ายและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กเพื่อป้องกันการสะสมของธาตุเหล็ก
นำหลักฐานเชิงประจักษ์มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับเลือด
กิจกรรมการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับเลือด
เขียนใบขอเลือด โดยตรวจสอบกับแผนการรักษาของแพทย์ ถึงชนิดและจำนวนที่ต้องการ
รับเลือดมาจากธนาคารเลือด เจ้าหน้าที่พยาบาล 2 คน ตรวจสอบความถูกต้องของถุงเลือด ใบคล้องเลือด และใบนำส่งเลือดให้ตรงกันทุกจุด
แจ้งให้ผู้ป่วยทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว อาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นขณะให้เลือด/ส่วนประกอบของเลือด
วัดสัญญาณชีพ (ชีพจร ความดันโลหิต อุณหภูมิ และอัตราการหายใจ) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนให้เลือดไม่เกิน 60 นาที
ขณะให้เลือด
ตรวจสอบใบบันทึกชนิดเลือดตรงกับชื่อ-สกุล และ HN ,วัน เดือน ปีเกิด และ group เลือด, ชนิด ของเลือด ลักษณะของเลือด /วันหมดอายุของเลือด, ใบบันทึกชนิดเลือดให้ตรงกับฉลากปิดถุง (ควรตรวจซ้ำ 2 ครั้ง)
ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังให้การพยาบาลด้วยเทคนิคปราศจากเชื้อ
ให้ Pre-medication ตามแผนการรักษา
-Lasix (furosemide) 20 mg V เพื่อป้องกัน circulation overload
-Dexamethasone 2 mg V push ยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการหลั่งสาร ที่ทำให้เกิด การอักเสบในร่างกาย
-Chlorpheniramine 2 mg V push เนื่องจากผู้ป่วยมีประวัติแพ้เลือด
ให้ Leukocyte-poor packed red cell 1 unit 250 ml V drip in 4 hr. ตามคำสั่งการรักษา เพื่อทดแทนเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยโลหิตจาง และป้องกันการเกิด Febrile non-hemolytic transfusion reaction เนื่องจากผู้ป่วยเคยมีไข้ หนาวสั่น หลังได้รับเลือดชนิด PRC
ให้เลือดช้า ๆ ใน 10-15 นาทีแรก
วัดสัญญาณชีพผู้ป่วยก่อนลงมือให้เลือดและหลังให้เลือด 15 นาที และต่อไปทุก 30 นาที-1 ชั่วโมง จนกว่าจะให้เลือดเสร็จสิ้น หลังจากนั้นทุก 4 ชั่วโมงอย่างน้อย 1 วัน บันทึกในแผ่นบันทึกทางการพยาบาล
ตรวจสอบตำแหน่งแทงเข็ม อัตราการไหลของเลือด ฟองอากาศในสายอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้การไหลของเลือดได้ตามแผนการรักษาและเวลาที่กำหนด
สังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เช่น เหนื่อยหอบ มีไข้ หนาวสั่น ผื่นคัน แน่น หน้าอก ปวดหลัง และสัญญาณชีพที่ผิดปกติความ ดันโลหิตลดต่ำมาก หากพบหยุดให้เลือด แล้วรีบรายงาน แพทย์ทันที
ทำการบันทึกการให้เลือด / ส่วนประกอบของเลือด ชนิด จำนวน วันที่ให้และอาการของผู้ป่วยหลังการให้เลือดในบันทึกทางการพยาบาล
จัดท่าที่เหมาะสม สะดวกในการเคลื่อนไหวพลิกตะแคงหรือกิจกรรมอื่น ๆ ของผู้ป่วยระมัดระวัง ไม่ให้สายให้เลือดตึงรั้ง หัก พับงอ เข็มเลื่อนหลุด
ดูแลบรรเทาอาการไม่สุขสบายจากการให้เลือด เช่น เช็ดตัวลดไข้เมื่อผู้ป่วยมีไข้ ห่มผ้าให้ความ อบอุ่น จัดท่านอนศีรษะสูง 45 องศา หรือมากกว่าเมื่อผู้ป่วยเหนื่อยหอบ
จัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ลดสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วยให้มากที่สุด รวมทั้ง ดูแลให้มีการระบายอากาศบริเวณโดยรอบ
การปฏิบัติหลังการให้เลือด
ติดตามระดับ serum ferritin ทุก 3 เดือน และผู้ป่วยที่ได้รับยาขับเหล็ก หากใน 6 เดือน ระดับ
serum ferritin มากขึ้นหรือไม่ ลดลงมากกว่าร้อยละ 15 ให้เพิ่มยาขับธาตุเหล็กตามคำสั่งแพทย์ที่พิจารณา
ให้ผู้ป่วยมาติดตามระดับธาตุเหล็กสะสมในตับและหัวใจทุก 1 ปี