Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ภาวะขาดออกซิเจน(Birth asphyxia หรือperinatal asphyxia ) - Coggle Diagram
ภาวะขาดออกซิเจน(Birth asphyxia หรือperinatal asphyxia )
กลไกการเกิด
การไหลเวียนเลือดทางสายสะดือขัดข้อง มีการหยุด ไหลเวียน หรือไหลเวียนลดลง
2.ไม่มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่รกซึ่งเกิดจากรกมีการแยกตัวออกจากมดลูก
มีการนำ ออกซิเจนหรือสสารจากมารดาไปยังทารกโดยผ่านทางรกไม่เพียงพอ
ปอดทารกขยายไม่เต็ม ที่และการไหลเวียนเลือดยังคงเป็นแบบทารกในครรภ์ไม่
สามารถปรับเป็นแบบทารกหลังคลอดได้และไม่พัฒนาเป็นแบบผู้ใหญ่
ความหมาย
ภาวะที่ทำรกแรกเกิดไม่สามารถหายใจได้
อย่างมีประสิทธิภาพเป็นผลให้ขาดสมดุลของการแลกเปลี่ยนก๊าซ ทำให้มีระดับออกซิเจนในเลือด ต่ำ (hypoxia) มีการคลั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ (hypercapnia)และมีสภาพเป็นกรดในกระแสเลือด (metabolic acidosis)
พยาธิสรีรภาพ
เมื่อทำรกมีภาวะขาออกซิเจนเจนร่างกายไม่สามารถดูดซึมออกซิเจนเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดได้ทำให้มีปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือดต่ำส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนเลือดในร่างกายโดยมีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายก่อน คือสมอง หัวใจและต่อมหมวกไต ส่วนอวัยวะอื่น ๆ จะมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ เริ่มด้วยมีอาการหายใจแบบขาดอากาศ
(gasping) ประมาณ 1 นาทีตามด้วยการหายใจไม่สม่ำเสมอและหัวใจเต้น ช้าลง
อาการและอาการแสดง
ระยะตั้งครรภ์หรือก่อนคลอด
ทารกมีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติและต่อมาจะมีการเคลื่อนไหวน้อยลงกว่า ปกติอัตราการเต้นของหัวใจทารกในระยะแรกจะเร็วมากกว่า 160ครั้ง/นาที
ระยะคลอด
พบขี้เทาปนในน้ำคร่ำ
ระยะหลังคลอด
3.1 การเปลี่ยนแปลงในปอด การขาดออกซิเจนทำให้หลอดเลือดในปอดหดตัว ความดันเลือดในปอดสูงขึ้น เลือดไปเลี้ยงปอดได้น้อยลง การทำ งานของเซลลปอดเสียไปทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดเกิดภาวะ RDS
3.2การเปลี่ยนแปลงในระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด การขาดออกซิเจนในระยะแรกร่างกายจะส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจและต่อมหมวกไตแต่ลดปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยง
ผิวหนัง ลำไส้ กล้ามเนื้อและไต ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ผิวซีด หายใจแบบ gasping มีmetabolicacidosis อุณหภูมิร่างกายต่ำ ลง ความดันโลหิตต่ำ
3.3การเปลี่ยนแปลงในระบบประสาท ถ้าขาดออกซิเจนนานทารกจะซึม หยุดหายใจบ่อย หัวใจเต้น ช้าลงม่านตาขยายกว้างไม่ตอบสนองต่อแสง ไม่มีDoll’s eye movement และมักเสียชีวิตการเปลี่ยนแปลงในสมอเรียว่า hypoxic
ischemic encephalopathy (HIE)
1) สูญเสียกำลังกล้ามเนื้อพบได้ในช่วงอายุ 2-3 ชั่วโมงแรก ในตอนแรกจะมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงเล็ก น้อย ดูดนมไม่ดี
2) ชักมักเริ่มเห็นภายใน 12-24 ชั่วโมง เริ่มด้วยอาการชักแบบ subtle seizureคือทำปากขมุบขมิบหรือกี่ระพริบตาถี่ๆ ต่อมาจึงมีอาการชักเกร็ง กระตุกกระหม่อมีหน้าโป่งตึง
เล็กน้อย
3)ระดับความรู้สึกตัวผิดปกติเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรุนแรงในการขาดออกซิเจนและช่วยทำให้คาดการณ์ได้ว่า ทารกจะรอดชีวิตหรือไม่
3.4 การเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้จะบีบตัวแรงชั่วคราว ทำให้ทารกถ่ายขี้เทาขณะอยู่ในครรภ์มารดา จึงเสี่ยงก่อการสำลักขี้เทาเข้าปอด
3.5 การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึม หลังจากขาดออกซิเจน ทารกมักจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่า แคลเซียมต่ำ และโปแตสเซียมสูง มีผลทำให้ทารกชักและเสียชีวิต
3.6 การเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินปัสสาวะทารกจะมีปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด (hematuria)
3.7ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1) ค่า arterial blood gas ผิดปกติ คือ PaCO2 > 80 mmHg, PaO2 < 40 mmHg, pH < 7.1
2) ระดับน้ำ ตาลในเลือด 30 mg%
3) ค่าของ calcium ในเลือดต่ำ กว่า 8 mg%
4) ค่าของvpotassium ในเลือดสูง
การรักษา
การให้ความอบอุ่น
ทำทางเดินหายใจให้โล่ง (clearing the airway)
การกระตุ้นทารก(tactile stimulation)การเช็ดตัวและดูดเมือกจากปากและจมูกสามารถกระตุ้น ทารกให้ หายใจได้อย่างดี
การช่วยหายใจ(ventilation)การช่วยหายใจด้วยแรงดัน บวก โดยใช้ mask และ bag
การใส่ท่อหลอดลมคอ
การนวดหัวใจ(Chest compression)
การให้ยา (medication)
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกาย การประเมินคะแนน APGAR
อาการและอาการแสดง
ประวัติการคลอด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การรักษาจำแนกตามความรุนแรงของการขาดออกซิเจน
mild asphyxia ให้ความอบอุ่น ทา ทางเดินหายใจให้โล่งกระตุ้นการหายใจให้ออกซิเจนผ่านสายออกซิเจนหรือ maskถ้าอาการดีขึ้น มีคะแนน APGAR ที่5 นาที >8 คะแนน
moderate asphyxia ให้ออกซิเจน 100% และช่วยหายใจดว้ย mask และbag เมื่อดีขึ้นจึงใส่ feeding tube เข้ากระเพาะอาหารเพื่อดูดลมออกถ้าไม่ดีขึ้นหลงัช่วยหายใจนาน 30 วินาที
ใส่ ET tubeและนวดหัวใจ
severe asphyxiaให้การช่วยเหลือโดยช่วยหายใจทันทีที่คลอดเสร็จ โดยใส่ ET tubeและช่วยหายใจด้วยออกซิเจน 100% ผ่าน bag ร่วมกับการนวดหัวใจ ถ้าไม่ดีขึ้นจึงรักษาด้วยยา
การพยาบาล
เตรียมทีมบุคลากร เครื่องมือให้พร้อมก่อนคลอด ในรายที่มารดามีภาวะเสี่ยงหรือมีอาการแสดงที่น่าสงสยัว่าจะเกิด asphyxia
ดูดสิ่งคัดหลั่ง ให้มากที่สุดก่อนคลอดลำตัว
เช็ดตัวทารกให้แห้งทันทีหลังคลอดและห่อตัวรักษาความอบอุ่นของร่างกาย เพื่อลด
การใช้ออกซิเจน
บันทึกอัตราการหายใจ การเต้นของหัวใจทารกภายหลังคลอด
สังเกตอาการขาดออกซิเจน เช่น ริมฝีปากและปลายมือปลายเท้าซีด เขียว หายใจปีกจมูกบาน หายใจออกมีเสียงคราง หน้าอกบุ๋ม หรืออาการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เพื่อให้การช่วยเหลือและปรึกษาแพทย์ต่อไป
ดูแลให้ได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการและได้รับยาตามแผนการรักษาของแพทย์
ดูแลให้ได้รับอาหารและสารน้ำ ตามแผนการรักษาของแพทย์
ดูแลความสะอาดของร่างกาย
ดูแลให้พักผ่อน
10.ส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างมารดาและทารก