Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 9 การพยาบาลแบบองคร์วมในทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ -…
บทที่ 9 การพยาบาลแบบองคร์วมในทารกแรกเกิดที่มีภาวะเสี่ยงและปัญหาสุขภาพ
1.การบาดเจ็บจากการคลอด (Birth Injury)
การบาดเจ็บที่ศีรษะทารก (Skull injuries)
ภาวะก้อนบวมน้ำใต้หนังศรีษะ (caput succedaneum)
ลักษณะ
กอ้นบวมโนน้ีจะขา้มรอยตอ่ (suture) ของกระดูก กะโหลกศีรษะ มีขอบเขตไมแ่น่นอน
การคั่งของของเหลวในระหว่างชั้นของหนงั ศีรษะกับชั้นเยื่อหุ้มกระดูกกะโหลกศีรษะ
สาเหตุ
แรงดันที่กดลงบนศีรษะทารกระหว่างการคลอดท่าศีรษะ
การใช้เครื่องดูดสุญญากาศช่วยคลอด (vacuum extraction)
การวินิจฉัย
คลำศีรษะทารก พบก้อนบวมโน นุ่ม กดบุ๋ม ขอบเขตไม่ชัดเจน ข้าม suture พบทันทีภายหลังคลอด
อาการและอาการแสดง
ด้านข้างของศีรษะ การบวมของก้อนโนจะมีความกว้างและ มีขนาดโตประมาณไข่ห่าน ศีรษะมีความยาวมากกว่าปกติ
แนวทางการรักษา
หายไปได้เอง ประมาณ 2 -3 วนัหลังคลอด
ถ้าเกิดจาก V/E จะหายได้ช้ากว่า
บทบาทการพยาบาล
สังเกตลักษณะ ขนาด การเปลี่ยนแปลงของก้อนบวมโนที่ศีรษะ
สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทของทารก
อธิบายให้มารดาและบิดาเข้าใจถึงอาการ
บันทึกอาการและการพยาบาล
Cephalhematoma
ความหมาย
มีขอบเขตชัดเจน และไม่ข้าม รอยต่อของกระดูกกะโหลก ศีรษะ
พบมากที่กระดูก parietal
ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้ม กะโหลกศีรษะ
สาเหตุ
ระยะเวลาการคลอดยาวนาน
ศีรษะทารกถูกกดจากช่องทางคลอด
การใช้ V/E
ภาวะแทรกซ้อน
เกิดภาวะ hyperbilirubinemia ได้
ติดเชื้อจากการดูดเลือดออกจากก้อนโนเลือดในกรณีมีแผนการรักษา
การวินิจฉัย
เบ่งคลอดนาน ช่วยคลอดโดยใช ้V/E
ศีรษะมีก้อนบวมโนบนกระดูกกะโหลกศีรษะชิ้นใดชิ้นหนึ่งลกัษณะ แข็งหรือค่อนข้างตึง คลำ ขอบเขตได้ชัดเจน กดไม่บุ๋ม
อาการและอาการแสดง
อาการจะชัดเจนหลัง 24 ชั่วโมงไปแล้ว
รุนแรงอาจพบทันทีหลังเกิดและพบว่าก้อนโนเลือดมีสีผิดปกติ ทารกมีภาวะซีดได้จากการสูญเสียเลือดมาก
แนวทางการรักษา
หายไปเองภายใน 2 เดือน
ภาวะตัวเหลืองร่วมด้วยและมีระดับบิลลิรูบินในเลือดสูง จำ เป็นต้องได้รับการส่องไฟ (phototherapy)
ก้อนเลือดขนาดใหญ่อาจรักษาโดยการดูดเลือดออก
บทบาทพยาบาล
ให้ทารกนอนตะแคงด้านตรงข้ามกับก้อนโนเลือด
แนะนำ ไม่ใช้ใส่ยาทา ยานวด ประคบหรือเจาะเอาเลือดออกเอง
Subgaleal hematoma
ความหมาย
ภาวะที่มีเลือดสะสมใต้ช่องว่างของเนื้อเยื่อที่อยู่ระหวา่งพงัพืด ของกะโหลกกับเยื่อหุ้มกะโหลก
สาเหตุ
การคลอดโดยใช้ V/E
อาการและอาการแสดง
มีขอบเขตจากหน้าไปหลังเริ่มจากขอบเบ้าตา ไปยังท้ายทอย และด้านขา้งจากหูไปยังหูอีกข้าง
ก้อนมีลักษณะน่วม และข้ามแนวประสานกระดูก ก้อนมีขนาด เพิ่มขึ้นช้า ๆ ในหลายชั่วโมงหรือวัน หรือเพิ่มขนาดอย่าง
อาจทำให้ทารกช็อกจากการเสียเลือดได้
Intracranial hemorrhage
ความหมาย
เป็นภาวะที่เลือดออกภายในกะโหลกศีรษะ
เกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง เหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา (epidural) ใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา (subdural)
สาเหตุ
Preterm
ภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานานในขณะคลอดหรือเกิดภายหลังคลอด
การได้รับอันตรายรุนแรงจาการคลอด เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด การใช้เครื่องมือช่วยคลอด การคลอดทา่กน้ ภาวะ CPD
ภาวะเเทรกซ้อน
เลือดออกกดศูนย์หายใจทำให้ทารกหายใจลำบาก
ทารกอาจเกิดปัญญาอ่อน (mental retardation)
การวินิจฉัย
จากประวัติการคลอดเพื่อค้นหาสาเหตุ
อาการและอาการแสดง
Reflex ลดน้อยลงหรือไม่มี โดยเฉพาะ moro reflex จะเสียไป
กำลังกล้ามเนื้อไม่ดี มีอาการอ่อนแรง
มีภาวะซีดหรือมีอาการเขียว (cyanosis)
กระหม่อมโป่งตึง
ซึม ดูดนมไม่ดี หรือไม่ยอมดูดนม
ร้องเสียงแหลม
ชัก (Convulsion)
แนวทางการรักษา
ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายทารกถ้าตัวเย็น
ถ้ามีความดันในกะโหลกศีรษะสูง อาจได้รับการรักษาโดยเจาะน้ำไข สันหลังเพื่อบรรเทาอาการความดันในสมอง
ดูแลให้ได้รับยาระงับการชักและให้วิตามินเค
ดูแลให้ออกซิเจนถ้าทารกมีภาวะพร่องออกซิเจน
ดูแลให้ได้รับนมและน้ำอย่างเพียงพอ
บทบาทการพยาบาล
ดูแลให้ทารกหายใจสะดวกและได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ
จัดให้นอนราบ ศีรษะตะแคงไปด้านใดหน้าหนึ่ง อาจยกหัวเตียงสูง เล็กน้อยเพื่อลดความดันในสมองและช่วยให้ปอดขยายได้สะดวก
ดูดสิ่งคัดหลั่งจากปากและจมูกให้หมด
กรณีที่ให้ออกซิเจน ควรสำรวจปริมาณออกซิเจนที่ทารกได้รับความควร เกิน 40% หรือตามแผนการรักษา และให้ออกซิเจนที่มีความชื้นปนเพื่อ ช่วยละลายเสมหะ
ดูแลให้ได้รับนมและน้ำที่เพียงพอ
ให้ทารกอยู่ในตู้อบ (incubator) ที่ควบคุมอุณหภูมิ
เตรียมเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือทารกไว้ให้พร้อม
ตรวจสอบสัญญาณชีพ และบันทึกไว้ทุก 2- 4 ชั่วโมง ตามระดับความ รุนแรงของอาการ
ป้องกันและไม่ให้ทารกได้รับอันตรายจากการชัก
ดูแลให้ทารกได้พักผ่อน รบกวนทารกให้น้อยที่สุด
ดูแลฉีดวิตามินเค จำนวน 1 มิลลิกรัมเข้ากล้ามเนื้อ
ประคับประคองจิตใจมารดาและบิดา
ให้การดูแลอย่างต่อเนื่องโดยการให้ความรู้แก่มารดาในการดูแลทารกให้เหมาะสม
การบาดเจ็บของกระดูก (Bone injuries)
กระดูกต้นแขนหัก(Fracture humurus)
สาเหตุ
การคลอดท่าก้นผู้ทำคลอดดึงทารกออกมาแขนเหยียด
การคลอดท่าศีรษะที่ไหล่คลอดยาก
การตรวจร่างกาย
เมื่อจับแขนขยับทารกจะร้องไห้เนื่องจากรู้สึกเจ็บ
ทดสอบโมโรรเีฟลกซ์ (moro reflex) พบว่าทารกจะไม่งอแขน
อาการและอาการแสดง
แขนข้างที่หักจะมีอาการบวมและทารกไม่เคลื่อนไหวแขนข้างที่หักเนื่องจากรู้สึกเจ็บ
กระดูกหักสมบูรณ์ (complete) อาจได้ยินเสียง กระดูกหักขณะคลอด
แนวทางการรักษา
กระดูกแขนเดาะ จะรักษาโดยการตรึงแขนให้แนบกับ ลำตัวเพื่อไม่ให้แขนเคลื่อนไหว 1-2 สัปดาห์
กระดูกแขนหักสมบูรณ์จะรักษาโดยการจับแขนตรึงกับผนังทรวงอก ศอกงอ 90 องศา แขนส่วนล่างและมือทาบขวาง ลำตัวใช้ผ้าพันรอบแขนและลา ตัวหรือใส่เฝือกอ่อนจากหัวไหล่ถึงสันหมัด
กระดูกต้นขาหัก (Fracture femur)
สาเหตุ
ผู้ทำคลอดดึงขาทารก ขณะที่ติดอยู่ที่ทางเข้าเชิงกราน (pelvic inlet)
การคลอดท่าก้น
การตรวจร่างกาย
ทดสอบโมโรรเีฟลกซ์ ทารกไม่ยกขาข้างที่กระดูกหัก
สังเกตว่าทารกจะไม่เคลื่อนไหวขาข้างที่หัก
อาการและอาการแสดง
อาจได้ยินเสียงกระดูกหักขณะทารกคลอด
อาจไม่ทราบว่ากระดูกหักจนเวลาผ่านไปหลายวันจะพบว่าขาทารกมี อาการบวม เนื่องจากเลือดเข้าไปในกล้ามเนื้อใกล้เคียงบริเวณที่หัก
เมื่อจับทารกเคลื่อนไหวหรือถูกบริเวณที่กระดูกต้นขาหักทารกจะร้องไห้
แนวทางการรักษา
กระดูกไม่หักแยกจากกัน(incomplete) รักษาโดย การใส่เฝือกขายาว ประมาณ 3-4 สัปดาห์
กระดูกหักแยกจากกัน (complete) รักษาโดยการห้อยขาทั้งสองข้างไว้กับราวที่ขวางปลายเตียง ขาเหยียดตรงให้ก้น และสะโพกลอยจากพื้นเตียง ดึงขาไวน้าน 2-3 สัปดาห์
กระดูกไหปลาร้าหัก (Fracture clavicle)
สาเหตุ
ทารกตัวโตหรือคลอดท่าก้น ที่แขนเหยียดซึ่งผู้ทำคลอด ดึงแขนออกมา
การคลอดทารกท่าศีรษะที่ไหล่คลอดยาก
การตรวจร่างกาย
ทดสอบ moro reflex แขนทั้งสองข้างของทารกเคลื่อนไหวไม่เท่ากัน
กรณีที่กระดูกเดาะอาจยกแขนได้ คลา บริเวณที่หักอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ
อาการและอาการแสดง
ทารกเคลื่อนไหวแขนข้างที่กระดูกไหปลาร้าหักน้อยหรือไม่เคลื่อนไหวเลย
ทารกจะมีอาการหงุดหงิดหรือร้องไห้เมื่อสัมผัสบริเวณที่กระดูกหัก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อจับใต้แขนยกตัวทารกขึ้น
อาจพบวา่มีอาการบวมห้อเลือด (ecchymosis) ตรงบริเวณที่ได้รับ บาดเจ็บ
อาจพบปมประสาทใต้ไหปลาร้า (brachial plexus) ของทารกอาจได้รับ อันตรายร่วมด้วย
แนวทางการรักษา
รักษาโดยให้แขนและไหล่ด้านที่ กระดูกไหลปลาร้าหักอยู่นิ่ง ๆ โดย การกลัดแขนเสื้อติดกับตัวเสื้อ ประมาณ 10 – 14 วัน
ส่วนใหญ่หายได้เองค่อนข้างเร็ว มักเกิดกระดูกงอกใหม่ภายใน 1 สปัดาห์
การบาดเจ็บของเส้นประสาท (Nerve injury)
การบาดเจ็บของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงใบหน้า (facial nerve injury)
สาเหตุ
การใช้คีมช่วยคลอดทำให้กดเยื่อประสาท สมองคู่ที่ 7 (facial nerve injury) ที่ไปเลี้ยงใบหน้า
การคลอดยาก
การตรวจร่างกาย
จากสังเกตสีหน้าของทารกเวลานอน เวลาร้องไห้หรือแสดงสีหน้าท่าทาง
อาการและอาหารแสดง
กล้ามเนื้อด้านที่เป็นอัมพาตจะไม่เคลื่อนไหว ทา ใหห้นา้เบ้ียวไปข้างที่ดี
มีอาการอัมพาตชั่วคราวของกล้ามเนื้อใบหน้า มักเป็นด้านเดียว
รูปหน้าทั้ง 2 ด้านจะไม่เท่ากัน เห็นได้ชัดเจนเมื่อทารกร้องไห้
ทารกจะลืมตาได้เพียงครึ่งเดียว ตาปิดไม่สนิท
ปากข้างที่เป็นจะถูกดึงลงมาทำให้มุมริมฝีปากล่างตก
ไม่มีรอยย่นที่หน้าฝาก
แนวทางการรักษา
ปกติถ้าประสาทที่เลี้ยงใบหน้าเพียงถูกกดอาจหายไปได้เองภายใน 2-3 วัน ถึงสัปดาห์
แต้ถ้าเส้นประสาทขาดต้องได้รับการทำศัลยกรรมซ่อมประสาท
บทบาทการพยาบาล
1.ล้างตา หยอดตาตามแผนการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุตา ตาขาว และกระจกตาของทารกแห้ง
2.ดูแลให้ได้รับนมให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายและเฝ้าระวังการสำลัก เนื่องจากกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นอัมพาต
3.ดูแลให้ทารกไดร้บัการตอบสนองด้านจิตใจ
4.ดูแลบรรเทาความวิตกกังวลของมารดาและบิดา
การให้นมแก่ทารก : กรณีให้นมมารดา
มารดาควรอุ้มทารกให้ศีรษะสูงตลอดเวลาขณะให้นม
สอนวิธีให้มารดาบีบบริเวณลานหัวนมเพื่อช่วยให้น้ำนมไหลได้ดี
เมื่อทารกสำลักให้รีบจับทารกตะแคงหน้าหนีทันที เพื่อให้นมไหล ออกจากปากและรีบทำทางเดินหายใจให้โล่ง โดยใช้ล้กสูบยางแดงดูดออก
แต่ถ้าทารกไม่สามารถดูดนมมารดาจากเต้าได้โดยตรง มารดาควรบีบนมใส่ขวดให้กับทารก
การให้นมแก่ทารก : กรณีให้นมผสม
แนะนำให้ใช้หัวนมยางนุ่มขนาดพอเหมาะ
อุ้มทารกให้นมทา่ศีรษะสูง ถ้าสำลักจับตะแคงหน้าทันทีและทำทางเดินหายใจให้โล่ง
เตรียมอุปกรณ์ช่วยดูดเสมหะให้พร้อมใช้เสมอ จะได้ช่วยเหลือได้ทันเมื่อสำลัก ป้องกันการสำลักเข้าปอด
ข้อควรจำ : การให้นมกับทารกต้องให้ทีละน้อย ๆ รอให้ทารกกลืนนมให้หมดก่อนแล้วจึงให้ต่อ
ถ้าทารกไม่สามารถดูดนมจากขวดได้เอง อาจใช้วิธีหยอดนม/ใช้ syringe หยอดเข้าปากบริเวณกระพุ้งแก้มข้างที่ไม่มีอาการ
การบาดเจ็บของเส้นประสาท Brachial
สาเหตุ
Erb-Duchenne paralysis
แขนข้างนั้นส่วนบนไม่ขยับ
แขนจะอยู่ในท่าชิดตัวและหมุนเข้าข้างใน
เป็นการบาดเจ็บที่เส้นประสาทจาก กระดูกสันหลังระดับคอท่อนที่ 5-6 (c5-c6)
บริเวณข้อมือยังขยับ
กำมือได้ตามปกติ
พบในทารกที่คลอดโดยมีส่วนนำเป็นก้นหรือคลอดยาก บริเวณแขนหรือไหล่จากการที่ดึงไหล่ออกไปจากศีรษะในระหว่างการคลอด
เกิดจากข่ายประสาท Brachial ถูกดึงหรือกด
Klumpke’ s paralysis
กระดูกสันหลังตอนคอท่อนที่ 7-8 และเสน้ประสาทเลี้ยงทรวงอกคู่ที่ 1 (c7-c8 และ T1)
เป็นการบาดเจ็บที่เส้นประสาทจาก
แขนข้างนั้นส่วนล่างไม่ขยับ
แขนอยู่ในท่าชิดตัวและหมุนเข้าข้างใน
บริเวณข้อมือไม่ขยับ
กำมือไม่ได้
การตรวจร่างกาย
Erb Duchen Paralysis
ทดสอบ moro reflex พบว่า แขนข้างที่เป็นยกขึ้นไม่ได้ หรอืยกได้น้อย
การเคลื่อนไหวและการงอของแขนลดลง
การตอบสนองต่อการกำมือ (grasp reflex) ปกติ
Klumpke’ s paralysis
การตอบสนองต่อการกำมือ (grasp reflex) ผิดปกติ
ทดสอบ moro reflex ไหล่และแขนส่วนบนเหยียดกาง ออกเป็นปกติแต่ข้อมือนิ้วมือตกไม่มีแรง
แนวทางการรักษา
ให้แขนไม่เคลื่อนไหวในท่ากางหมุนแขนออก ข้อศอกตั้งฉากกับลำตัว
ทำกายภาพบำบัด
ถ้าไม่หายอาจต้องทำศัลยกรรมซ่อมประสา
การพยาบาล
ดูแลความสุขสบายและการผ่อนคลายให้ทารกที่ต้องตรึงแขน สำรวจมือ ปลาย นิ้วเพื่อดูว่าเย็นซีดหรือไม่
ทำความสะอาดร่างกายด้วยความนุ่มนวล ถอดเสื้อจากแขนด้านดีก่อนและสวมเสื้อด้านที่เจ็บก่อน
ดูแลให้แขนที่ได้รับอันตรายได้ออกกำลัง หลังจากการรักษาพยาบาลในช่วงแรกดีขึ้นและส่งกายภาพบำบัดโดยพยาบาลมีส่วนร่วม
ตอบสนองความตอ้งการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ควรเพิ่มความรัก แตะต้องสัมผัสมากกว่าทารกปกติ
ดูแลให้ส่วนที่ได้รับอันตรายไม่เคลื่อนไหว โดยจัดแขนให้อยู่ในท่าตามแผนการรักษา ให้มืออยู่ในท่าหงาย ไม่อุ้มทารกลงจากเตียงบ่อย ๆ
ช่วยให้มารดาและบิดามั่นใจในการดูแลทารก
ความหมาย
การบาดเจ็บที่เกิดกับทารกระหว่างคลอดจากแรงที่กระทำ กับทารกโดยตรง และไม่เกี่ยวกับโรคที่มารดาเป็นระหว่าง การตั้งครรภ์
ปัจจัยเสี่ยง
มารดา
ภาวะแทรกซอ้นจากการตั้งครรภ์ เช่น PIH รกลอกตัวก่อน กำหนด ภาวะน้ำคร่ำน้อย
ระยะเวลาของการคลอด เช่น การคลอดเฉียบพลัน
ความผิดปกติที่มีมาก่อนการตั้งครรภ์ เช่น มารดามีภาวะ เบาหวาน เชิงกรานแคบไม่ได้สัดส่วนกับทารก (CPD)
ทารก
ทารกมีส่วนนา ผิดปกติ เช่น หน้า ไหล่ ก้น
ทารกมีขนาดตัวโตมากทำใหเ้กิดการคลอดยาก
อายุครรภ์ของทารกไม่ครบกำหนด หรือเกินกำหนด
การคลอดไหล่ยาก
ทารกมีความพิการแต่กำเนิด
การคลอด
การคลอดด้วยคีมหรือเครื่องดูดสูญญากาศ
การใช้แรงดึงมากเกินไปในการช่วยคลอดทารก
ผู้ทำคลอด
ขาดความชำนาญหรือขาดการเอาใจใส่อย่างพียงพอ
ทารกแรกเกิดจากมารดาติดสารเสพติด
ทารกแรกเกิดติดเชื้อ
1.ทารกแรกเกิดติดเชื้อ Treponema pallidum
อาการแสดงของภาวะ congenital syphilis
ศีรษะเป็นรูปสี่เหลี่ยม หน้าผากโหนก
ตั้งจมูกแบน จมูกบี้
ตาอักเสบ
น้ำหนักตัวน้อย
ตับโต ม้ามโต
ติดเชื้อรุนแรงทารกจะเสียชีวิตจากภาวะ Hydrop fetalis คือ บวมทั่วตัว ซีด ตับ ม้ามโต หายใจลำบากหรือไม่หายใจหลังคลอด มีน้ำในช่องท้องและปอด โดยรกจะหนา น้ำหนักรกมากกวา่ปกติ
ซีด ผิวหนังที่ฝ่ามือฝ่าเท้าอักเสบและลอกเป็นขุย
ลักษณะ
ติดเชื้อนี้ในช่วงอายุคุรรภ์ก่อน 16 สัปดาห์ กลไกการทำงานของ Langhan’s epithelial layer ของ cytotrophoblast ของรกจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในทารกได้
เชื้อที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิส
ติดเชื้อภายหลัง16 สปัดาห์ Langhan’s epithelial layer จะหายไปทำให้ทารกเสี่ยงต่อภาวะ congenital syphilis
congenital syphilis เป็นผลมาจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันทารก โดยเชื้อว่าทารกที่อายุครรภ์น้อยกว่า16 สัปดาห์ จะไม่ปรากฏอาการเนื่องจากยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่
รักษาในมารดาก่อนอายคุรรภ์ 16 สปัดาห์สามารถ ป้องกันทารกจากภาวะ congenital syphilis ได้
แนวทางการรักษาทารกแรกเกิดติดเชื้อTreponema pallidum
ทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นโรคซิฟิลิส พยาบาลจะต้องสังเกต ภาวะ congenital syphilis
ส่ง cord blood for VDRL ติดตามผลเลือด
แยกทารกออกจากทารกคนอื่น ๆ
ดูแลให้ยาตามแผนการรักษา
แนวทางการรักษาด้วยยาในทารกแรกคลอดจากมารดาเป็นซิฟิลิส
ดูแลให้ยา Aqueous penicillin G 50,000 ยนูิต/กก.ทางหลอดเลือดดำและให้ Procaine penicillin G 50,000 ยนูิต/กก. ทางกล้ามเนื้อ
ดูแลให้ยา Benzathine penicillin G 50,000 ยูนิต/กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ๑ ครั้ง
2.หัดเยอรมันกับการตั้งครรภ์
ลักษณะ
เกิดจากเชื้อ Rubella Virus
ทารกสามารถติดต่อได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผ่านทางรก
การติดเชื้อไตรมาสแรก ส่งผลใหเ้กิด congenital rubella syndrome (CRS)
พบทารกติดเชื้อในครรภ์ได้น้อยลงเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น
ผลต่อทารก
ความผิดปกติทางตา (ต้อกระจก ต้อหิน)
ความผิดปกติของหัวใจ เช่น PDA
ความบกพร่องทางการได้ยิน (หูหนวก)
สมองพิการและปัญญาอ่อน
ภาวะเจริญเติบโตช้าในครรภ์
เกร็ดเลือดต่ำซีด ตับม้ามโต
แนวทางการรักษาทารกแรกเกิดจากมารดาติดเชื้อหัดเยอรมัน
ไม่มีอาการแสดงใด ๆ ควรได้รับการแยกจากทารกปกติ
3.โรคสุกใส (Chickenpox)
ลักษณะ
เกิดจากเชื้อไวรัส varicella virus
ระยะติดตอ่ : ตงั้แต ่24 ชม.ก่อนผื่นขึ้นและ 6 วันหลังผื่นขึ้น
ระยะ 3 เดือนแรกของการตงั้ครรภ ์อาจทา ใหท้ารกในครรภพ์ิการได้
GA 6-12 wks. เกิดความผิดปกติของแขน ขามากที่สุด เช่น แขนขาลีบ
GA 16-20 wks. จะมีผลตอ่การพฒันาการทางสมอง และตา
ถา้หญิงตงั้ครรภเ์ป็นสุกใสระยะกอ่นคลอด 5 วนั หรือหลงัคลอด 2 วนั ทารกที่เกิดมาอาจเป็นสุกใสชนิดรุนแรงได้
แนวทางการรักษาทารกแรกเกิดจากมารดาเป็นโรคสุกใส
มารดาและทารกควรได้รับการแยกกันดูแล จนกระทั่งมารดามีการตกสะเก็ดของตุ่มสุกใสจนหมด และทารกควรได้รับการแยก จากทารกที่คลอดจากมารดาปกติด้วย
ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อสุกใสภายใน 5 วันก่อนคลอดหรือ 2 วันหลังคลอด ควรได้รับ varicella-zoster immunoglobulin (VZIG) ทันทีที่คลอด
4.โรคหนองในแท้ (Gonorrhea)
ลักษณะ
ทารกจะได้รับเชื้อโดยตรงจากมีถุงน้ำคร่ำแตกหรือผ่านช่องทางคลอดที่ติดเชื้อ พบในวันที่ 1-4 หลังคลอด
เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhea
เชื้อจะเข้าสู่ตาทารกเป็นส่วนใหญ่ทำให้ติดเชื้อบริเวณตาของทารก (gonococcal ophthalmia neonatorum) ทำให้ตาบอดได้
ป้องกันการติดเชื้อที่ตาโดยการป้ายตาหลังทารกคลอดทันทีเช่น 0.5% erythromycin หรือ 1% tetracyclin oinment หรือ หยอดตาด้วย 1% silver nitrate
แนวทางการรักษาทารกแรกเกิดจากมารดาเป็นหนองใน
ต้องเช็ดตาของทารกด้วย NSS หรือล้างตาทุก 1 ชั่วโมงจนกว่าหนองจะแห้ง
ดูแลให้ได้รับยา Cefixin 1 mg/kg ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ หรือฉีดเขา้ทางกลา้มเน้ือของทารกวนัละ 1 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน
5.โรคเริม
ลักษณะ
เกิดจากเชื้อ Herpes simplex virus
ทารกหลังคลอดอาจมีการติดเชื้อจากมารดา
อาการของทารก
การดูดนมไม่ดี
ตัวเหลือง ตับ ม้ามโต
ไข้อ่อนเพลีย
ชัก
แนวทางการรักษาทารกแรกเกิดจากมารดาเป็นโรคเริม
ดูแลให้ได้รับยา Acyclovir ตามแผนการรักษาในการติดเชื้อเริมจากการคลอดทางช่องคลอด
แยกทารกออกจากทารกคนอื่น ๆ และดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อดูอาการของการติดเชื้อเริม อย่างน้อย 7-10 วัน
6.โรคเอดส์(AIDS)
ลักษณะ
เกิดจากการติดเชื้อ HIV
การให้ยาต้านไวรัสและการผ่าตัดคลอดก่อนการเจ็บครรภ์สามารถ ป้องกันการถ่ายทอดเชื้อไวรัส HIV จากมารดาสู่ทารกได้
การติดต่อจากมารดาไปสู่ทารก การสัมผัสเลือดและสาร คัดหลั่งจากมารดาขณะคลอด และหลังคลอด และการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา
แนวทางการรักษาทารกที่คลอดจากมารดาเป็นโรคเอดส์
หลีกเลี่ยงการใสส่ายยางสวนอาหารในกระเพาะอาหารทารกโดยไม่จำเป็น
ตรวจหาการติดเชื้อเพื่อหา viral load ด้วยวิธี real time PCR assay ถ้าพบเชื้อ HIV-RNA ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด แสดงว่าทารกติดเชื้อติดแต่ในครรภ์ ถ้าตรวจพบใน 6 สัปดาห์ แสดงว่าติดเชื้อในระยะคลอด
เมื่อทารกครบ 12 เดือน ควรตรวจหาภูมิต้านทานชนิด IgG และ IgM และควรตรวจอีกครั้งเมื่อ 18 เดือน
ทารกที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อจะต้องได้รับยา NVP ชนิดน้ำขนาด 6 มิลลิกรัมทันทีหรือภายใน 8 -12 ชั่วโมงหลังคลอดร่วมกับ AZT 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลังจากนั้นจะให้ยา AZT ต่อทุก 2 ชั่วโมง
7.โรคตับอักเสบบี
ลักษณะ
เกิดจาก hepatitis B virus
การถ่ายทอดเชื้อ : ผ่านเลือด น้ำลาย อสุจิ สิ่งคัดหลั่งทางช่องคลอด น้ำนม และผ่านทางรก
ทารกติดเชื้อจากมารดาได้ตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์คลอด จนถึงหลังคลอด
หญิงตั้งครรภ์ที่มีผล HBeAg positive จะมีอัตราการถ่ายทอดเชื้อ ไปสู่ทารกสูงถึงร้อยละ 90 และหญิงตั้งครรภ์ที่มีผล HBeAg negative จะมีอัตราการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ทารกเพียงร้อยละ 10 - 20
แนวทางการรักษาทารกแรกเกิดจากมารดาเป็นตับอักเสบบี
เมื่อแรกคลอดดูดมูกและเลือดออกจากปากและจมูกของทารกออกมาให้มากที่สุดและทำความสะอาดทารกทันทีที่คลอด
ทารกดูดนมมารดาได้ทันทีหลังคลอดโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทารกได้รับวัคซีนก่อน แต่หากมารดามีหัวนมแตกให้งดให้บุตรดูดนมเพราะอาจแพร่การกระจายเชื้อสู่ทารกได้
ดูแลให้ทารกแรกเกิดได้รับ HBIG เข้ากล้ามเนื้อโดยเร็วที่สุด ร่วมกับ HBV เข็มที่ 1 เข้ากล้ามเนื้อโดยเร็วที่สุดภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด โดยฉีดคนละตำแหน่ง แล้วควรนัดใหม่รับวัคซีน HBV ตามกำหนดเข็มที่ 2 ตอนอายุ 1 เดือน และให้วัคซีน DTP-HB ตอนอายุ 2, 4, 6 เดือน
แนะนำให้มารดาพาทารกมาตรวจเลือดตามนัดเมื่ออายุ ๙ – ๑๒ เดือน เพื่อตรวจหา HBsAg และ Anti-HBs
บทบาทการพยาบาลทารกแรกเกิดที่มีภาวะติดเชื้อ
2.ดูแลให้ได้รับนมมารดาและน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาสามารถทำได ้แต่ต้องดูแลเรื่อง ความสะอาด แนะนำใหล้างมือก่อนสัมผัสทารกและป้องกันมิให้ทารกสัมผัสกับรอยโรค ยกเว้นในรายที่มารดาติดเชื้อ HIV จะต้องงดเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและให้นมผสมแทน
สังเกตอาการผิดปกติเกี่ยวกับการหายใจและให้การช่วยเหลือเมื่อ ทารกมีภาวะหายใจลำบากหรือขาดออกซิเจน
ดูแลและแนะนำเกี่ยวกับการรักษาความสะอาดของร่างกายทารก
แยกของใช้ของมารดากับทารกและมีการทำลายเชื้ออย่างเหมาะสม
1.ประเมินสัญญาณชีพ เพื่อประเมินความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยเฉพาะอุณหภูมิ หากมีไข้ดูแลเช็ดตัวลดไข้ให้พร้อมทั้งแนะนา มารดาบิดาและญาติในการเช็ดตัวทารก
ดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษา
แจ้งอาการและแนวทางการรักษาที่ทารกได้รับแก่มารดาบิดา
ทารกน้ำหนักตัวผิดปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับอายุครรภ์ ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย
ทารกแรกเกิดน้ำหนักมากกว่าอายุครรภ ์(Large for gestational age )
ความหมาย
ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า percentile ที่ 90 หรือ มากกว่า 4,000 กรัมในทารกคลอดครบกำหนด
สาเหตุ
ทำให้ทารกมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
กลูโคสจะผ่านรกมาสู่ทารกในครรภ์
กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้นจะเกิด Hyperinsulinemia
มีการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไกลโคเจนเพิ่มขึ้น
มีการสะสมไขมันตามอวัยวะต่างๆ ทารกจึงมีน้ำหนักมากกว่าปกติ
ผลกระทบ
คลอดยาก เนื่องจากตัวใหญ่ ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการคลอด เช่น Brachial paralysis , กระดูกหัก ฯลฯ และขาดออกซิเจนแรกคลอดได้
Hypoglycemia ภายหลงัคลอดจากไม่ได้รับน้ำตาลผ่านทางรก
Hyperbilirubinemia จากภาวะเลือดข้น
ภาวะเลือดข้น(Polycythemia)
ภาวะแคลเซียมแมกนีเซียมในเลือดต่ำ
ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด
ผนังกั้นหัวใจห้องล่างมีรูรั่ว หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบตัน
ทารกคลอดก่อนกำหนด (Preterm baby) และน้ำหนักตัวน้อย (Low birth weight infant)
ความหมาย
ทารกที่เกิดเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์เต็มหรือน้อยกว่า 259 วัน และมีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัม
ลักษณะของทารกคลอดก่อนกำหนด
น้ำหนักตัวน้อย
รูปร่างรวมทั้งแขนขามีขนาดเล็ก
ศีรษะจะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัวกะโหลกศีรษะนุ่ม รอยต่อกะโหลกศีรษะ และขม่อมกว้าง
เปลือกตาบวมและนูนออกมา ตามักปิดตลอดเวลา
ผิวหนังบาวสีแดงและเหี่ยวย่น มองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้ชัดเจน มักบวมตามมือและเท้า
ไขเคลือบตัว(vernix caseosa) มีน้อยหรือไม่มีเลย
พบขนออ่น (Lanugo hair) ได้ที่บริเวณใบหน้าหลังและแขน ผมน้อย
ลายฝ่ามือฝ่าเท้ามีน้อยและเรียบ เล็บมือเล็บเท้าอ่อนนิ่มและสั้น
กล้ามเนื้อมีกำลังน้อย
กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครง ยังเจริญไม่ดีกระดูกซี่โครงค่อนข้างอ่อนนิ่ม ขณะหายใจอาจถูกกระบังลมดึงรั้งเข้าไปเกิด Intercostals retraction
หัวนมมีขนาดเล็ก หรือมองไม่เห็นหัวนม
reflex ต่างๆ มีน้อยหรือไม่มี
เสียงร้องเบาและร้องน้อยกวา่ทารกแรกเกิดคลอดครบกำหนด
ใบหูอ่อนนิ่ม เป็นแผ่นเรียบและงอพับได้ง่าย
หายใจไม่สม่ำเสมอ มีการกลั้นหายใจเป็นระยะ (Periodic breathing) เขียวและหยุดหายใจ (Apnea) ได้ง่าย
ผลกระทบของภาวะคลอดก่อนกำหนดต่อทารก
ระบบทางเดินหายใจ
ปอดพัฒนาไม่เต็มที่ทำให้เกิด RDS
ศูนย์ควบคมุการหายใจใน Medullaยังเจริญไม่เต็มที่กล้ามเนื้อช่วยการ หายใจไม่สมบูรณ์ ทำใหเ้กิด Periodic breathing
ระบบประสาท
hypothermia and hyperthermia
retinopathy of prematurity
intraventricular hemorrhage
ระบบหัวใจและระบบเลือด
patent ductus arteriosus
hyperbilirubinemia
ระบบทางเดินอาหารและภาวะโภชนาการ
necrotizing enterocolitis
malnutrition
ระบบภูมิต้านทาน
sepsis
ระบบเมตาบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ
congenital hypothyroidism / cretinism
Hypocalcemia
Hypoglycemia
บทบาทการพยาบาล
ห่อตัวทารกและให้อยู่ใต้ radiant warmer 36.5-37 องศา เซลเซียส
2.ทำทางเดินหายใจให้โล่งให้นอนตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่งหรือนอนศีรษะสูง
4.ดูแลและแนะนำมารดาบิดาในการป้องกันการติดเชื้อทำความสะอาดร่างกาย ทำความสะอาดสะดือ ป้ายตาด้วยยาปฏิชีวนะ
3.ดูแลให้ได้รับนมมารดาหรือนมผสมตามแผนการรักษาที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ดูแลให้วิตามินเค 1 มิลลิกรัมฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันภาวะเลือดออกง่าย
ทารกคลอดเกินกำหนด (Postterm baby)
ความหมาย
ทารกที่เกิดเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 42 สัปดาห์
ลักษณะของทารกคลอดเกินกำหนด
ผมและเล็บจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ
ผิวหนังแห้งแตก เหี่ยวย่นและหลุดลอก เนื่องจากสูญเสียไขมันใต้ผิวหนัง
มีการสะสมไขมันใต้ผิวหนังลดลง มีการหลุดลอกของไข ทำให้ผิวหนังทารก สัมผัสกับน้ำคร่ำทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
มีภาวะทารกเจริญเติบโตชา้ในครรภ์จาก Uteroplacental insufficiency
มีขี้เทาเคลือบติดตามตัว
รูปร่างผอม มีลักษณะขาดสารอาหารแต่ตื่นตัว (alert)
หน้าตาดูแก่กว่าเด็กทั่วไป
บทบาทการพยาบาล
ระยะรอคลอดให้ติดตาม EFM ทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดออกซิเจนในครรภ์มารดา และติดตามผลการประเมินปริมาณน้ำคร่ำด้วย U/S เพื่อประเมินภาวะน้ำคร่ำน้อย
ระยะคลอดป้องกนัการบาดเจ็บจากการคลอดจากทารกตัวใหญ่/การคลอดติดไหล่
ระยะหลังคลอด ดูดสิ่งคัดหลั่งจากปากและจมูกให้ดีเพื่อป้องกันการสูดสำลักขี้เทาในน้ำคร่ำ
ทารกที่มี APGAR score ปกติให้ดูแลเหมือนทารกแรกเกิดทั่วไป แต่ ทารกที่มี APGAR score ต่ำดูแลให้เหมาะสมตามระดับของภาวะพร่อง ออกซิเจนแรกคลอด
5.ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด (Birth Asphyxia)
ภาวะสูดสำลักขี้เทาเข้าปอด (Meconium aspiration syndrome)