Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พยาธิสรีรวิทยาของระบบทางเดินปัสสาวะ - Coggle Diagram
พยาธิสรีรวิทยาของระบบทางเดินปัสสาวะ
ระบบขับถ่ายปัสสาวะมีหน้าที่ควบคุมภาวะธำรงดุลของร่างกาย ได้แก่
การควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย
การควบคุมความเข้มข้นของเกลือแร่และสารต่างๆในร่างกาย
การขับทิ้งของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิสมและสารพิษ
การควบคุมสมดุลกรด – ด่างของร่างกาย
สร้างฮอร์โมนที่สำคัญ ได้แก่
• erythropoietin มีหน้าที่กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดเลือดแดง
• renin จาก J-G cell เพื่อเปลี่ยนโปรตีน angiotensinogen เป็น angiotensin II
• วิตามินดี ( 1,25 ( OH)2 D) ซึ่งกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ไปเก็บสำรองที่กระดูก
การสร้างน้ำตาลขึ้นใหม่ (Gluconeogenesis) จากกรดอะมิโนในภาวะอดอาหาร
กระบวนการสร้างปัสสาวะ
การกรองที่โกลเมอรูลัส (Glomerular Filtration) มีปัจจัยที่ทำให้เกิดการกรอง คือ
1.1 Glomerular Filtration barrier มี 3 ชั้น คือ
• ชั้นในเป็น fenestrated endothelium ของโกลเมอรูลัส
• ชั้น glomerular basement membrane ที่มีส่วนประกอบเป็นไกลโคโปรตีน และ
proteoglycan ทำให้มีประจุลบ
• ชั้นนอกสุดเป็น pedicle ของ podocyte เป็นรูกว้างประมาณ 20 – 40 นาโนเมตร
และมีประจุเป็นลบปิดพาดอยู่
2 แรงดันสุทธิที่ทำให้เกิดการกรองที่โกลเมอรูลัส (Net Filtration Pressure, NFP)
การดูดกลับสารน้ำและสารที่สำคัญของหลอดไต (Tubular reabsorption) เกิดขึ้นตลอด
ความยาวของหลอดไต โดยเกลือแร่ สารน้ำและสารที่สำคัญจะถูกขนส่งผ่านผนังเซลล์จากด้านlumen - ผ่านเซลล์ออกทางฐานเข้าสู่ของเหลวระหว่างเซลล์ - ลอดเลือดฝอยรอบ ๆหลอดไต (peritubular capillary)
การขับทิ้งสารของหลอดไต (Tubular secretion) เป็นการขนส่งสารของเสียหรือยาบางชนิด
จากหลอดเลือดฝอยรอบๆหลอดไต เพื่อขับออกสู่ปัสสาวะที่ไหลผ่านหลอดไตรวมออกสู่ renal pyramid
อาการแสดงผิดปกติ หรือลักษณะปัสสาวะที่ตรวจพบในโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ
อาการปวด (pain)
• อาการปวดของไต (renal pain) : อาการปวดเป็นแบบปวดตื้อๆอยู่ลึกในช่องท้อง ปวดบริเวณ สีข้างและหลังด้านล่าง พบในโรคเนื้องอกหรือนิ่วในไต
อาการปวดของท่อไต (ureteric colic) : อาการปวดเป็นแบบปวดบิดเค้น (colicky pain)
รู้สึกปวดบริเวณสีข้างและหลัง
อาการปวดของกระเพาะปัสสาวะ(vesical pain) อาการปวดรู้สึกได้บริเวณท้องน้อยใน
อุ้งเชิงกราน สาเหตุเกิดจากการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ มักพบร่วมกับการปัสสาวะผิดปกติ
อาการปัสสาวะถี่ (frequency urination)ในภาวะปกติไตสร้างปัสสาวะวันละ 1,500 มิลลิลิตร และกระเพาะปัสสาวะมีความจุ 500 มิลลิลิตร
คนปกติจึงต้องปัสสาวะ 4 – 6 ครั้งต่อวันและไม่ควรต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความถี่ในการปัสสาวะ ได้แก่ ปริมาณน้ำที่ได้รับตลอดวัน การเสียสารน้ำจากร่างกาย
การทำงานของไตเปลี่ยนแปลง ได้รับยาขับปัสสาวะหรือยาอื่นๆ
อาการปัสสาวะมากผิดปกติ (polyuria) หมายถึงการมีปริมาณปัสสาวะมากกว่า 3,000 มิลลิลิตรต่อวัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัสสาวะมากผิดปกติ
ได้แก่ การดื่มน้ำมาก ภาวะ osmotic diuresis จากเบาหวานหรือการได้รับยาขับปัสสาวะ การขับปัสสาวะ
ผิดปกติจากฮอร์โมนหรือภาวะไตวาย
ปัสสาวะลำบากและปัสสาวะคั่ง (dysuria and urine retention) ปัสสาวะลำบาก หมายถึง อาการเจ็บปวดที่เกิดก่อนหรือหลังการปัสสาวะทันที มีลักษณะแสบหรือปวด
มากซึ่งมักสัมพันธ์กับการปัสสาวะถี่และปัสสาวะไม่สุด ความผิดปกติที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ กระเพาะ
ปัสสาวะอักเสบ (cystitis)
กลั้นปัสสาวะไม่ได้ (incontinence) เกิดจากความผิดปกติหลายสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้อหูรูดผิดปกติ มีกระเพาะปัสสาวะไวเกินความผิดปกติของระบบประสาทหรือระดับความรู้สึกตัว การได้รับยา มีภาวะเครียดหรือวัยสูงอายุมากขึ้น
อาการบวม (edema)
เป็นการสะสมของสารน้ำในช่องว่างระหว่างเซลล์ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปที่พบในผู้ป่วยโรคไต
ความดันโลหิตสูง (hypertension) ความดันโลหิตสูงที่พบในโรคไตเกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญคือ ฮอร์โมนเรนินซึ่งถูกกระตุ้นการ
หลั่งได้จากภาวะ renal artery stenosis , ความดันโลหิตตกหรือปริมาณเลือดเข้าสู่ไตลดลง
ความผิดปกติของลักษณะปัสสาวะที่สำคัญ
8.1 Proteinuria: คือ มีการรั่วของโปรตีนออกสู่ปัสสาวะ มากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อ 24 ชั่วโมงแสดงถึง
การเปลี่ยนแปลงของ glomerular Filtration barrier มี permeability เพิ่มขึ้นหรือการดูดกลับ
โปรตีนของหลอดไตส่วนต้นลดลง จะพบปัสสาวะมีลักษณะเป็นฟอง
8.2 Hematuria คือ การพบเลือดในปัสสาวะ เกิดจากมีเม็ดเลือดแดงลอดผ่าน glomerular filtration barrier ออกมาแล้วทำปฏิกิริยากับเอ็นไซม์ในหลอดไต ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ปัสสาวะจึงมีสีชาเข้มหรือสีโค้ก สาเหตุเกิดจากการเกิดพยาธิสภาพที่โกลเมอรูลัส
8.3 Glycosuria คือ การพบกลูโคสในปัสสาวะ พบในภาวะเบาหวาน
กลไกการเกิดพยาธิสภาพของโรคไตจากภาวะเบาหวาน
การเปลี่ยนแปลงทาง hemodynamic
เกิดจากเซลล์ endothelium สร้างฮอร์โมน prostaglandins , nitric oxide, vascular endothelial
growth factor (VEGF) เพิ่มขึ้นร่วมกับการกระตุ้นระบบ renin-angiotensin-aldosterone systems (RAAS) และระบบ Endothelin - เกิดความผิดปกติของระบบควบคุมอัตโนมัติของหลอดเลือดภายในไต - เกิดภาวะ
intraglomerular hypertension -ทำให้เกิด microalbuminuria หรือ macroalbuminuria - มีการสะสม mesangial matrix ผนังของโกลเมอรูลัสหนาตัวและการเกิดพยาธิสภาพของ glomerular
epithelium หรือ podocytes
การเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิสม
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น - กระตุ้นการสร้าง glucose transporters เช่น GLUT1, GLUT4 ที่เยื่อบุ เซลล์ของผนังของโกลเมอรูลัส - นำกลูโคสเข้าสู่เซลล์มากขึ้น - mesangial cell proliferation,hypertrophy และ apoptosis ผนังของโกลเมอรูลัสหนาตัว และการเกิดพยาธิสภาพของ glomerular epithelium หรือ podocytes - ทำให้การทำงานของไตลดลง
ความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ (voiding dysfunction)
การถ่ายปัสสาวะ (micturition หรือ voiding) ปกติ แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเก็บปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะ
ปัสสาวะ (urine storage หรือ filling phase) และช่วงขับถ่ายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ(bladder
emptying)
ช่วงเก็บปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ
ช่วงขับถ่ายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ
ลักษณะการถ่ายปัสสาวะปกติ
1 ความต้องการถ่ายปัสสาวะเมื่อมีปริมาณปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะไม่น้อยว่า 200 ml.
2 เมื่ออยู่ในภาวะที่ไม่เหมาะสมสามารถกลั้นปัสสาวะได้แต่ก็สามารถถ่ายปัสสาวะได้ทันที
3 เวลาที่ใช้ในการถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งไม่เกิน 40 วินาที
4 ตลอดการถ่ายปัสสาวะจะไม่มีอาการเจ็บปวด การปัสสาวะช่วงแรกจะพุ่งแรงแล้วค่อยๆลดลง
5 จำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะกลางวัน : กลางคืน คือ 3 - 4 : 0-1 คือ มักถ่ายปัสสาวะ 1 ครั้ง
ทุก 3-4 ชั่วโมง หรือไม่ควรเกิน 6 ครั้ง/วัน ยกเว้นดื่มน้ำมากหรืออากาศเย็น ร่างกายขับเหงื่อน้อย