Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ความผิดปกติของหัวใจและโครงสร้าง, image, Haemophilus_parainfluenzae…
ความผิดปกติของหัวใจและโครงสร้าง
การประเมินผู้ป่วย โรคหัวใจและระบบไหลเวียน
1.การซักประวัติ
1.1 ข้อมูลส่วนตัว อายุ เพศ อาชีพ
1.2 อาการสำคัญ
1.3 ประวัติเจ็บป่ วยปัจจุบัน
1.4 ประวัติเจ็บป่วยในอดีต
1.5 แบบแผนการดำเนินชีวิต
1.6 ประวัติการได้รับยา
1.7 ประวัติครอบครัว
1.8 ประวัติการทำงาน
2 การตรวจร่างกาย
2.1 ดู (Inspection) สังเกตตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ดูลักษณะการหายใจ อาการเหนื่อยหอบ ภาวะเขียว (Cyanosis) อาการบวมและตรวจ สัญญาณชีพ
2.3 ฟัง (Auscultation) เพื่อตรวจจังหวะ ความแรง และเสียงผิดปกติ - Murmur - Gallop - Friction rub
นอกจากนี้ต้องฟังเสียงปอดเพื่อตรวจความผิดปกติเช่น เสียงหายใจเข้า เบาลง หรือเสียงผิดปกติเช่น Crepitation, Rhonchi, rale, etc.
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
4. การตรวจพิเศษ
5. การตรวจรังสี/อื่น ๆ
อาการแสดงของความผิดปกติของหัวใจ
.
1) เจ็บหน้าอก (Chest pain)
2) หายใจล าบาก (Dyspnea)
อ่อนล้า (Fatigue)
ใจสั่น (Palpitation)
เป็นลม (Syncope)
บวม (Edema)
ภาวะเขียว (Cyanosis)
อาการอื่น ๆ เช่น Hypoxia, Neck vein engorgement, cough, มึน งง ปวดศีรษะและ อาจมีการมองเห็นผิดปกต
Heart Failure
สาเหตุ
สาเหตุที่พบได้บ่อย เกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือเกิดหัวใจวาย (heart attack) และ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
สาเหตุอื่นที่พบ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ และการติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจ
พยาธิสภาพ
ชนิดของหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจห้องล่างเวนตริเคิลวายด้านซ้ายและด้านขวา
ภาวะหัวใจวายเฉียบพลันและเรื้อรัง
อาการ
.
ซีด เขียวคล้ำ (Cyanosis) จากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ส่วนปลายไม่ดี(Peripheral insufficiency)
บวมจากความดันเลือดส่วนปลายเพิ่มขึ้น (Edema)
ความทนต่อการท ากิจกรรมลดลง เหนื่อยง่าย (Activity intolerance)
มึนศีรษะ วิงเวียน สับสน
คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ท้องบวมน้ำ ตับโต (Right ventricular heart failure)
หายใจเหนื่อยกลางคืน (Paroxysmal Nocturnal dyspnea) นอน ราบไม่ได้ (Orthopnea)
ปัสสาวะน้อยลง
การวินิจฉัย
.
อาการทางคลีนิค จากการประวัติเช่น อาการเหนื่อย ท างานไม่ได้นาน (Activity intolerance) หอบ ฯลฯ
ตรวจร่างกาย อาจพบ บวม เขียว Murmur, decreased breath sound, crepitation, S3 gallop
การตรวจพิเศษอื่น ๆ ได้แก่ EKG, Echocardiogram, cardiac cathetorization
การพยากรณ์โรค
• Acute CHF มีการตอบสนองต่อการรักษาดี และผลลัพธ์การรักษา ได้ผลเชิงบวก
• Chronic CHF มักพบว่ามีอวัยวะสำคัญถูกทำลายและมี ภาวะแทรกซ้อน
การป้องกัน
• ควบคุมระดับความดันโลหิตและปัจจัยสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลต่อการ กำเริบของโรคหัวใจ
• การรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของอวัยวะ ต่าง ๆ
Left ventricular failure
สาเหตุ
เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจโดยเฉพาะลิ้นหัวใจ Aortic หรือ Mitral valve
อาการ
มีอาการใจสั่น หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หายใจลำบากตอน กลางคืน (Paroxysmal nocturnal dyspanea/PND) ไอ หายใจลลำบาก เมื่อนอนราบ (Orthopnea) และมักพบหายใจล าบากในตอน กลางคืน ปัสสาวะออกน้อย ซีดเขียวคล้ำ ชีพจรเบา
อาการแทรกซ้อนที่บ่อยคือ น้ำท่วมปอดเฉียบพลัน (Acute pleural effusion) ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจถึงตายได้ ผู้ป่ วย จะมีอาการเหนื่อยหอบรุนแรง ไอมาก บางครั้งเสมหะเป็น ฟองสีชมพูนอนราบไม่ได้ หายใจมี เสียงวี๊ดฟังปอดพบ Crepitation ฟังหัวใจ พบ S3 Gallop
Right ventricular failure
สาเหตุ
กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างขวาขาดเลือด หลอดเลือดปอดมีความดันโลหิตสูง หรือหัวใจล่างซ้ายวาย
อาการ
บวมที่ส่วนล่างของร่างกายทั้ง 2 ข้างกดบุ๋ม การบวมทั้งตัวอาจ มีได้ในระยะสุดท้ายของหัวใจวาย มีตับ ม้ามโตและปวดแน่นท้องหรือเจ็บ แปลบที่ท้องด้านขวาส่วนบน จากการที่มีเลือดคั่งที่ตับ มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด
การรักษาและการพยาบาล
.
ลดการทำงานของหัวใจ
เพิ่มความสามารถในการบีบตัวของหัวใจห้องล่าง
การให้ออกซิเจน เพื่อเพิ่มออกซิเจนในเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจ
ดูแลให้ยา เพื่อลด Preload และ afterload ของหัวใจ
การให้ยาเพิ่มประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ
การให้ยาขยายหลอดเลือด
การบำบัดด้วยยาขยายหลอดเลือด
การปรับพฤติกรรม
การบำบัดด้วยเครื่องมือ
Coronary angioplastry
การใส่สายสวนที่มี Balloon ตรงปลาย ผ่านทางผิวหนังเข้าสู่เส้นเลือดหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือด Coronary artery
วิธีการทำ
การพยาบาลก่อนทำการสวนหัวใจ
.
• เจาะเลือด x ray หัวใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
• ต้องงดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน ต้องงดอาหารและเครื่องดื่ม 6ชั่วโมงก่อน รับการรักษา
• สื่อสารกับแพทย์ได้ โรคประจำตัว ยาที่รับประทาน โดยเฉพาะยาละลายลิ่ม เลือด wafarin, coumarin ต้องงดยาก่อน NSAID, ASA
การพยาบาลหลังทำ
.
• นอนราบประมาณ 8 ชั่วโมง อาจจะนอนหนุนหมอนสองใบหลังจากทำไปแล้วสองชั่วโมง
• สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หลังทำผู้ป่วยต้องนอนราบอยู่นิ่งๆ เป็น เวลานานหลายชั่วโมง และต้องกดแรงและนานอย่างน้อย 30 นาที บริเวณที่ถอดสายสวนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดออก
• ควรจะรับประทานอาหารที่เป็นน้ำ หรือของเหลว หลังการขยายหลอด เลือดหัวใจด้วยบอลลูน
Coronary artery bypass graft
การผ่าตัด ตัดต่อเส้นเลือดเพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจมีเลือดไปเลี้ยงอย่าง เพียงพอโดยข้อบ่งชี้ในการทำคือ ผู้ป่วยมีหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างรุนแรง มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง และ เจ็บหน้าอก ไม่ ตอบสนองการรักษาด้วยยา
ก่อนทำ CABG (3-6 ชั่วโมง)
.
ให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ
ให้ยา sedative ทางปากหรือหลอดเลือดดำ
ให้ยาระงับความรู้สึก GA
ใส่ท่อช่วยหายใจ
สวนปัสสาวะค้าง
ขณะผ่าตัด CABG
.
เปิดช่องอก sternum และ rib
ใช้เครื่องช่วยพยุงการท างานของหัวใจและปอด เนื่องจากขณะทำ Bypass หัวใจต้องหยุดเต้น
นำเส้นเลือดที่เหมาะสมมาตัดต่อเป็น Bypass
เมื่อเสร็จสิ้นใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจให้ทำงานต่อ
การพยาบาลหลังทำ
.
ย้ายเข้า ICU
ติดตามการทำงานของหัวใจตลอดเวลา
Controlled heart rateและ hemodynamic
ดูแลสาย Chest tube
ดูแลทางเดินหายใจและทางเดินปัสสาวะ
Aneurysm
อาการ
ผู้ป่วยมักมาโรงพยาบาลด้วยอาการ คลำก้อนได้ที่หน้าท้องใต้ลิ้นปี่ ปวดท้องเรื้อรัง มีก้อนเต้นที่ท้องสัมพันธ์กับชีพจร ถ้ามีแรงดันในช่องท้อง การกดหรือกระแทกรุนแรง อาจทำให้เกิดการแตกได้
การรักษา
ถ้าหลอดเลือดแดงใหญ่ไม่โตมากให้เฝ้าระวังอาการ แต่ถ้าก้อน โตมากต้องพิจารณาผ่าตัดซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนในระยะแรก คือ เสียชีวิต จาก เสียเลือด DIC, ARDS, renal failure ภาวะแทรกซ้อนระยะยาวคือ Graft, aorto-enteric fistula thrombosis และ infection
การพยาบาล
.
• ควบคุมความดันโลหิต
• งดบุหรี่
• หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย
• ดูแลก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัด หลังผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเลือดระมัดระวัง ไม่ให้หัวใจและเส้นเลือดแดงใหญ่ทำงานหนัก
• สังเกตภาวะแทรกซ้อน
Atherosclerosis
Mitral valve stenosis
อาการ
เหนื่อยล้า หายใจลำบากเวลาออกแรง นอนราบไม่ได้ หอบเหนื่อย กลางคืน ไอเป็นเลือด ตับโต ขาบวมกดบุ๋ม Atria fibrillation เขียว และ murmur
ประเมินสภาพ
.
• ซักประวัติ อาการแสดง
• ตรวจร่างกาย
• ตรวจ EKG, Myocardial nuclear perfusion imaging, Echocardiogram, เอกซเรย์ปอด และการสวนหัวใจ
การรักษา/พยาบาล
.
1.การใช้ยา ได้แก่ยาขับปัสสาวะและควบคุมโซเดียม
2.การผ่าตัด ขยายลิ้นหัวใจ (valve repair) ถ้าเป็นมากอาจต้องเปลี่ยนลิ้น หัวใจ (valve replacement)
การปรับพฤติกรรม
Mitral valve regurgitation
สาเหตุ
การติดเชื้อ การที่มีการเสื่อมของเนื้อเยื่อลิิ้นหัวใจฉีกจากโรคบางโรค และการขยายตัวของหัวใจห้องล่าง
พยาธิสภาพ
ลักษณะคล้ายกับลิ้นไมตรัลตีบ แต่ต่างกันที่จากการที่ปิดไม่สนิททำให้เลือดไหลย้อนจากเวนตริเคิลซ้ายไปเอเตรียมซ้าย
อาการ
ในระยะแรกไม่มีอาการ เมื่ออาการรุนแรงขึ้นจะพบหายใจ ล าบากขณะมีกิจกรรม เมื่อพักอาการจะหายไป ใจสั่น นอนราบไม่ได้ บวมกดบุ๋ม หลอดเลือดด าที่คอโป่งพอง อ่อนเพลียมาก ถ้ามีอาการรั่ว เรื้อรังจะเกิดหัวใจห้องขวาวายตามมา
ประเมินสภาพ
จากประวัติ อาการแสดง ตรวจร่างกาย EKG, Myocardial nuclear perfusion imaging, Echocardiogram, เอกซเรย์ปอด และการสวนหัวใจ
การรักษา/พยาบาล
.
ระยะไม่มีอาการ ถ้าเกิดจากไข้รูมาติก ให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ จำกัดกิจกรรม จำกัดเกลือและน้ำ
ระยะที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ให้ยาขับปัสสาวะ digitalis ยา ขยายหลอดเลือด ยากลุ่มไนเตรท, ACEI
ระยะรุนแรง มักรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ(valve replacement)
Aorta valve stenosis
สาเหต
ส่วนใหญ่เกิดจากลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด และความเสื่อมของ ลิ้นหัวใจจากหินปูนเกาะลิ้นหัวใจเมื่ออายุสูงขึ้น ติดเชื้อลิ้นหัวใจ หรือ เป็นไข้รูมาติค ทำให้ลิ้นหัวใจหนา หดรัด มีหินปูนเกาะ
พยาธิสภาพ
อาการจะค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลาหลายปี จนลิิ้นหัวใจมีรูตีบเล็กจึงปรากฎอาการ
อาการ
เจ็บหน้าอกแบบ Angina หายใจลำบาก หมดสติเมื่อออกแรง อ่อนเพลีย ล้า นอนราบไม่ได้ มีเหนื่อยหอบกลางคืน เสียงหัวใจผิดปกติ แบบ Harsh Crescendo-decrescendo ในช่วงหัวใจบีบตัว
การรักษา/พยาบาล
.
• ระยะแรกรักษาตามอาการ โดยให้ยาและปรับพฤติกรรม
• ในระยะรุนแรง การผ่าตัดเป็นการรักษาที่ดีที่สุด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการ เจ็บหน้าอก Anginaและหมดสติต้องได้รับการแก้ไขทันที ถ้าไม่ได้รับการ แก้ไขจะมีอัตราการตายสูงขึ้น
• เป็นภาวะที่ลิ้นเอออร์ติก ปิดเชื่อมได้ไม่สมบูรณ์ขณะหัวใจคลายตัว ทำ ให้เลือดจากเอออร์ต้ารั่วย้อนกลับเข้ามา ในเวนตริเคิลซ้าย
Aorta valve regurgitation
สาเหตุ
เกิดจากความผิดปกติของลิ ้นหัวใจและการติดเชื ้อที่ลิ้นหัวใจและหัวใจ ส่วนใหญ่เกิดจากไข้รูมาติค เชื ้อแบคทีเรีย หรือ ซิฟิลิส
อาการ
ใจสั่น หายใจลำบาก นอนราบไม่ได้ หายใจเหนื่อยตอนกลางคืน ล้า มีอาการเจ็บหน้าอก Angina หัวใจเต้นเร็ว มีเสียงฟู่ แบบ Decrescendo ช่วงหัวใจคลายตัว
การประเมินสภาพ
เหมือนกับภาวะลิ ้นหัวใจรั่วหรือตีบแบบอื่น ๆ
การดูแลรักษา
• ระยะแรกและปานกลางรักษาตามอาการร่วมกับปรับพฤติกรรม
• ระยะรุนแรง การรักษาที่ได้ผลที่สุดคือการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม
Pericarditis
สาเหตุ
.
ติดเชื้อ
ปฏิกิริยาออโต้อิมมูนของร่างกาย
การใช้ยา Procainamide, Hydralazine หรือ Phenytoin
การได้รับบาดเจ็บ (Trauma)
สารพิษ (Toxic agent)
การได้รับรังสี (radiation)
สารเคมี (chemicals)
พยาธิสภาพ
การอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจทำให้เกิดไฟบรินและน้ำเกินบริเวณเยื่อหุ้ม หัวใจ ทำให้เยื่อหุ้มหัวใจแข็งและหนา ขาดความยืดหยุ่น ทำให้หัวใจไม่ สามารถยืดขยายตัวไม่เต็มที่
อาการ
• ไข้ (Fever) • เจ็บหน้าอก (Chest pain) ร้าวไปแขน ไหล่ และคอ • หนาวสั่น (Chill) • ฟังหัวใจได้ยินเสียง rub หรือ Grating sound • หัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia) • ใจสั่น (Palpitation) • หายใจล าบาก (Dyspnea) • อ่อนล้า (Fatigue)
การรักษา
1) การใช้ยา NSAID, cochicin
2) การระบาย (Drainage)
3) การดูแลระบบไหลเวียนเลือดเพื่อเพิ่ม Cardiac output
การพยาบาล
.
ประเมินความผิดปกติระบบไหลเวียน โดยประเมินซ้ำเป็นระยะ ๆ
ติดตามการทำงานของหัวใจ
เตรียมและให้การพยาบาลก่อนและหลังการทำหัตถการ
การดูแลระบบไหลเวียนเลือดเพื่อเพิ่ม Cardiac output
ให้น้ำเกลือเพื่อเพิ่มปริมาตรเลือด
ดูแลให้ยากระตุ้นหัวใจ (Positive inotropic agent) ตามแผนการรักษา
ติดตามวัดประเมินความดันโลหิต ชีพจร
ติดตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Myocarditis
สาเหตุ
เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากเชื้อโรค
อาการ
อาการเหมือนไข้หวัดใหญ่ (Flu-live symptom) มีไข้ หนาวสั่น เหงื่อออกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน และท้องเสีย และร่วมกับ อ่อนเพลียจนหมดเรี่ยวแรง
เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นช้า
ในระยะยาว อาจมีภาวะแทรกซ้อนต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจจนเป็นภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังได้
การรักษา/พยาบาล
การช่วยเหลือการทำงานของหัวใจ โดยใช้เครื่องช่วยการทำงานของหัวใจ แบบพิเศษ
การให้ยาคุ้มกันหรือยาต้านการอับเสบ
การให้ยารักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจทำงานลดลง
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
การผ่าตัด
Endocarditis
สาเหต
แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ที่พบส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักเข้าสู่กระแสเลือดได้ จากทางเข้า หรือแผลเปิดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งสาเหตุสำคัญคือ ไข้รูมาติค ไข้หวัดใหญ่ เยื่อหุ้มหัวใจชั้นในอักเสบ
อาการ
• ในรายที่ไม่รุนแรง ไม่มีอาการแสดง อาการทั่วไปจะเริ่มจาก อ่อนเพลีย ไข้ เม็ดเลือดขาวสูง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอกหายใจล าบาก ถ้ามีอาการมากขึ้นจะมีภาวะหัวใจวายร่วม ด้วย
• ในรายที่มีอาการรุนแรงจะตรวจพบความผิดปกติของ T-wave
การรักษา/การพยาบาล
.
• ให้ยาเพิ่มการบีบรัดตัวของหัวใจ เช่น Digitalis
• ให้ยาขับปัสสาวะ
• ให้ยาต้านการติดเชื้อจนครบเนื่องจากต้องให้ยาเป็นระยะเวลา ยาวนาน
• ติดตามการท างานของหัวใจ
• ดูแลช่วยเหลือกิจกรรมเนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะ Activity intolerance
• ให้ข้อมูลการปฏิบัติตน การออกกำลังกาย การรับประทานยา การ มีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ
Cardiac Pacemaker
เป็นเครื่องมือทางไฟฟ้าที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อปล่อย กระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจตามที่ก าหนด เพื่อให้เกิดจังหวะการเต้น ของหัวใจที่ทำให้มีปริมาณเลือดออกจากหัวใจต่อนาที (Cardiac output) เพียงพอ
Cardiac Pacemaker/Artificial Pacemaker มี 2 ชนิด คือ เครื่องกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจชนิดชั่วคราว (Temporary pacemaker) และเครื่องก าหนดจังหวะการเต้นของหัวใจชนิดถาวร (Permanent pacemaker)
การใส่เครื่องกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ
ก่อนใส่เครื่องกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ
ดูแลเหมือนผู้ป่วย รับการผ่าตัดทั่วไป แต่การทำความสะอาดตำแหน่งที่ผ่าตัดใช้บริเวณ หัวไหล่ข้างที่ไม่ถนัด เพราะหลังผ่าตัดต้องงดใช้แขนข้างที่ใส่เครื่อง กำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ 3 วัน เพื่อป้ องกันสายสื่อเลื่อน และ ต้องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจ
ขณะใส่เครื่องกำหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ
ติดตามคลื่นไฟฟ้ าหัวใจและความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ต้องรายงานแพทย์
เมื่อใส่สายสื่อไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้ว จดบันทึกลักษณะการ กระตุ้นของเครื่อง อัตราเร็วของการกระตุ้น ความไว ปริมาณ กระแสไฟฟ้าที่ใช้กระตุ้น และเวลาของการใช้เครื่อง เก็บคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเปรียบเทียบเมื่อเครื่องท างานผิดปกติหรือ เมื่อต้องการปรับเปลี่ยนค่าต่างๆในภายหลัง
ติดตามผล Chest X – Ray หลังการใส่เครื่องก าหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อดูต าแหน่งสายสื่อ
หลังใส่เครื่องก าหนดจังหวะการเต้นของหัวใจ
วัดสัญญาณชีพ สังเกตความสม่ำเสมอของชีพจร อัตราการเต้น ถ้าชีพ จรเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าหรือมากกว่า 10 ครั้ง/นาที ต้องรายงานแพทย์
ติดตามภาวะหัวใจวาย และ Pneumothorax
สอนผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่บ้าน กรณีใส่เครื่องก าหนดจังหวะการเต้นของหัวใจชนิดถาวร
การจับชีพจรด้วยตนเอง
ให้สังเกตอาการที่บ่งบอกว่าเครื่องทำงานผิดปกต
สามารถใช้เครื่องไฟฟ้ าได้ตามปกติ
หากท่านใช้โทรศัพท์มือถือรุ่น Digital ควรถือด้านที่ไม่ได้ใส่เครื่อง หรือถือให้ห่างจากตัวเครื่องประมาณ 6 นิ้ว
5.ให้ระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้ าอื่นๆที่มีความถี่สูง
ป้ องกันการกระทบกระแทกบริเวณที่ฝังเครื่องไว
7.พกบัตรประจ าตัวผู้ใส่เครื่องก าหนดจังหวะการเต้นของหัวใจไว้ตลอดเวลา
แจ้งแพทย์ และทันตแพทย์ทราบทุกครั ้งที่เข้ารับการรักษาและทำหัตถการต่างๆ
ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ในขณะใส่เครื่อง
นางสาวณัฐวดี สมบูรณ์ เลขที่ 26 รหัสนักศึกษา 612501028