Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลทารกและเด็กที่มี ความพิการแต่กำเนิด - Coggle Diagram
การพยาบาลทารกและเด็กที่มี
ความพิการแต่กำเนิด
ความพิการแต่กำเนิด
พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด พบร้อยละ 20 ในทารกที่เสียชีวิต
1.major anomalies
ความผิดปกติที่ทำให้การทำงานของอวัยวะนั้นเสียไป
พบประมาณร้อยละ 2-3 ของทารกเกิดมีชีพ
จำเป็นต้องรักษา
2.minoranomalies
ความผิดปกติที่ไม่มีผลให้การทำงานของอวัยวะเสียไป
พบน้อยกว่าร้อยละ 5 ของประชากร
การจำแนกความพิการแต่กำเนิดตามกลไกการเกิด
Malformation
ลักษณะของอวัยวะที่ผิดรูปร่างไป เกิดจาก
กระบวนการเจริญพัฒนาภายในที่ผิดปกติ
อาจเกิดจากพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อม
Deformation
เกิดจากการที่มีแรงกระทำจากภายนอกทำให้อวัยวะผิดรูปไปในระหว่างการเจริญพัฒนาของอวัยวะนั้น
Disruption
ภาวะที่โครงสร้างของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อผิดปกติจากสาเหตุภายนอกรบกวนกระบวนการ เจริญพัฒนาอวัยวะที่ไม่ใช่พันธุกรรม
Dysplasia
เป็นความผิดปกติในระดับเซลล์ของเนื้อเยื่อพบในทุกส่วนของร่างกาย
สาเหตุของความพิการแต่กำเนิด
พันธุกรรม
ครอบครัวที่เป็นโรคความพิการแต่กำเนิด อาจทำให้บุตรและหลานมีโอกาสเกิดมาพิการได้
ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากมารดาในระหว่างตั้งครรภ์
มารดามีอายุมากเกินไป
โรคติดเชื้อ
ขาดอาหาร ขาดวิตามิน
มารดากินยาหรือเสพสารเสพติด
มารดาได้รับสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม
รังสีเอ๊กซ์ หรือรังสีแกมม่า รวมทั้งสารกัมมันตรังสีทางการแพทย์ที่ใช้ในการตรวจระหว่างตั้งครรภ์
ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ หรือ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
ปากแหว่ง-เพดานโหว่ (Cleft-lip ,Cleft-palate )
ปากแหว่ง
(Cleft-lip)
เพดานส่วนหน้าจะเจริญสมบูรณ์
ช่วง 4-7สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์
มีความผิดปกติบริเวณริมฝีปาก เพดานส่วนหน้าแยกออกจากกัน
เพดานโหว่
(Cleft-palate)
มีความผิดปกติบริเวณเพดานหลังแยกออกจากกัน
เกิดได้ระยะทารกอยู่ในครรภ์มารดาช่วง 12 สัปดาห์
เพดานส่วนหลังเจริญเป็นเพดานแข็ง และเพดานอ่อนหลังต่อช่องโหว่หลังฟันคู่หน้า
อุบัติการณ์
ปากแหว่งอย่างเดียวอาจเป็นข้างเดียว (unilateral cleft lip) ไม่มีเพดานโหว่ พบได้ ประมาณ 21 % พบในทารกเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
ปากแหว่งสอง (bilateral cleft lip) ร่วมกับเพดานโหว่ พบได้ประมาณ 46 %
เพดานโหว่อย่างเดียวพบได้ประมาณ33 %
ปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเพดานโหว่อย่างเดียวพบในทารกเพศชายมากกว่าเพศหญิง
การวินิจฉัย
สามารถตรวจได้เมื่ออายุครรภ์ 13-14 สัปดาห์ ด้วย ultrasound
การซักประวัติเพื่อหาสาเหตุทางกรรมพันธุ์
การตรวจร่างกายเพดานโหว่
โดยสอดนิ้วตรวจเพดานปากภายใน
ดูในช่องปากเวลาเด็กร้อง
อาการ
การดูดกลืนจะผิดปกติ ต้องใช้แรงมากขึ้น
เกิดการสำลัก
พูดไม่ชัด
หายใจลำบาก
อาจติดเชื้อในหูชั้นกลาง
ทำให้มีปัญหาการได้ยินผิดปกติ
ปัญหาที่เกิดร่วมกับความผิดปกติ
เกิดการสำลักเพราะไม่มีเพดานรองรับ
พูดไม่ชัดเพราะเพดานปากเชื่อมติดกับเพดานจมูก
หายใจลำบาก
การรักษาปากแหว่ง
การผ่าตัดอาจทำภายใน 48 ชม.หลังคลอดในรายที่เด็กสมบูรณ์ดี หรือรอตอนเด็กที่มีอายอย่างน้อย 8-12สัปดาห์
ใช้กฎเกิน10
เด็กอายุ 10 สัปดาห์ขึ้นไป
น้ำหนัก 10ปอนด์
ฮีโมโกบิน 10กรัมเปอร์เซ็นขึ้นไป
การผ่าตัด
การผ่าตัด ปากแหว่งด้านซ้าย
Triangular Flap
ผ่าตัดปากแหว่งด้านขวา
Rotation Advancement Method
ผ่าตัดปากแหว่งทั้ง 2 ด้าน
Straight Line Repair
การผ่าตัดแก้ไขเพดานโหว่
palatoplasty , palatorrhaphy
ขั้นตอนแรกแพทย์จะปรึกษาทันตแพทย์เพื่อใส่เพดานเทียม (obtulator) เพื่อปิดเพดานช่องโหว่ให้ทารกสามารถดูดนมได้โดยไม่สำรักเพดานเทียมจะเปลี่ยนทุก 1 เดือน
ขั้นต่อมาผ่าตัดเพดานเพื่อให้มีการพูดให้ชัดเจนใกล้เคียงปกติมากที่สุดมีการเจริญเติบโตของใบหน้าและฟันอย่างสมบูรณ์ มักนิยมทำผ่าตัดแก้ไขความพิการก่อนเด็กเริ่มหัดพูด คือ อายุประมาณ 6-18 เดือนสภาพร่างกายแข็งแรงไม่มีโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน
ขั้นต่อมาการผ่าตัดแก้ไขจมูกทำเมื่ออายุประมาณ 3 ปีและตามด้วยการฝึกพูด
ขั้นต่อมาอายุประมาณ 5 ปีปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน
ขั้นต่อมาเป็นการรักษาความผิดปกติที่หลงเหลืออยู่เพื่อให้ลักษณะริมฝีปากจมูกและภายในช่องปากใกล้เคียงปกติมากที่สุด
การพยาบาล
เป้าหมาย
การดูแลให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ร่วมกับการจัดการความผิดปกติและความพิการ
การวางแผนการพยาบาลต้องคำนึงถึงความต้องการการดูแลที่จำเป็นและการส่งเสริมสนับสนุนครอบครัวให้มีส่วนร่วมในการดูแลให้เด็กได้รับการดูแลที่ครบถ้วน
ระยะก่อนผ่าตัด
บิดามารดาวิตกกังวลเกี่ยวกับความพิการแต่กำเนิด
ประเมินความวิตกกังวลของบิดามารดาของผู้ป่วยเพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือการให้ข้อมูลได้ถูกต้อง
เปิดโอกาสให้บิดามารดาได้ซักถามถึงอาการเจ็บป่วย อาการและอาการแสดงของเด็ก และได้ระบายถึงความวิตกกังวลของตนเอง เพื่อหาแนวทางแก้ไขความวิตกกังวลและตอบคำถามและข้อสงสัยของบิดามารดาได้ตรงประเด็น
ให้ข้อมูล คำแนะนำ อธิบาย เกี่ยวกับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วย และการรักษาวิธีการเพื่อเป็นข้อมูลให้กับบิดามารดาและติดต่อให้พบแพทย์ประจำที่ทำการรักษาผู้ป่วยเพื่อซักถามข้อสงสัยต่างๆ
ปลอบโยนให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ และกระตุ้นให้บิดามารดาคอยดูแลบุตรอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวลของบิดามารดา
บิดามารดา ผู้ดูแลเด็กขาดความรู้เกี่ยวกับโรคและวิธีการรักษา
ประเมินความรู้ความเข้าใจของบิดามารดาเรื่องความผิดปกติของผู้ปุวยและการผ่าตัดรักษา
แพทย์จะอธิบายการผ่าตัดและผลลัพธ์การรักษา พยาบาลควรให้ความชัดเจนในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในเรื่องต่างๆ
สอนการป้อนนมอย่างถูกวิธี
ขณะให้อาหารจัดท่าศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศาการ Feeding เด็กเพดานโหว่จะต้องนั่งศีรษะสูง(จัดท่า 45 degree)เวลาดูดนมจะได้ไม่สำลัก
ใช้ Artificial nipple จุกนมต้องยาว รูออกของน้ำนมจะต้องใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เด็กจะได้ดูดสะดวกและไม่ดูดเอาอากาศเข้าไปมาก ซึ่งจะทำให้แน่นท้อง
ถ้าเด็กดูดไม่ได้ใช้ช้อนป้อน / หลอดหยด
ดูดครั้งละน้อยๆ บ่อยครั้ง ใส่เพดานเทียมก่อนให้ดูดนมก่อน-หลังใช้เพดานเทียมต้องทำความสะอาดทุกครั้ง
จับไล่ลมเป็นระยะๆทุก 15-30 มิลลิลิตรเสมอ หลังให้นมนอนศีรษะสูง 30 องศา ตะแคงขวาให้ใบหน้าตะแคง เพื่อป้องกันท้องอืด สำลัก
ป้อนน้ำตามทุกครั้งและทำความสะอาดช่องปาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ในเด็กหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เป็นเมล็ด
การใส่ NG tube จะเป็นทางเลือกสุดท้าย กรณีที่เด็กมีปัญหาไม่สามารถ feed ได้ด้วยวิธีอื่นๆหรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ
แนะนำการดูแลในระยะก่อน-หลังผ่าตัด
เสริมแรงและให้กำลังใจ
มีโอกาสขาดสารน้ำ สารอาหารจากการดูดกลืนผิดปกติ
ดูแลให้นมอย่างถูกวิธี
รักษาความสะอาดช่องปาก
เตรียมลูกยางแดงสำหรับดูดเสมหะไว้ข้างเตียง
สังเกตอาการ หายใจผิดปกติ ไอ ไข้
ชั่งน้ำหนักทารกวันละครั้ง
ถ้าน้ำหนักไม่ขึ้น ได้รับนมไม่เพียงพอ รายงานแพทย์เพื่อพิจารณาใส่สายให้อาหาร
ระยะหลังผ่าตัด
เสี่ยงต่อการเกิดแผลแยก
/ เลือดออก/ ติดเชื้อ
ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังดูแลผู้ป่วย
ผูกยึดข้อศอกทั้งสองข้าง (elbow restraint) ไม่ให้งอประมาณ 2-6
สัปดาห์ หลังผ่าตัดหรือตามแผนการรักษาของแพทย์ (คลายออกทุก
1-2ชั่วโมง ครั้งละ 10-15 นาที)
สอนผู้ดูแลเกี่ยวกับการผูกยึดข้อศอก ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยล้วงมือเข้าในปาก
งดใส่สายยางดูดเสมหะเข้าช่องปาก
ไม่ให้ดูดนม 1 เดือน การให้นมโดยใช้ช้อน หลอดหยด syring ต่อยางเหลืองนิ่ม และปูอนนมอย่างระมัดระวัง
ใส่ logan bow จนกว่าแผลจะติดดี
สังเกตอาการแผลมีเลือดออก การสีสิ่งคัดหลั่ง กลิ่น การอักเสบปวด บวมแดง
หากร้องไห้ ปลอบโยนให้ทำให้สงบโดยเร็ว
ทำความสะอาดแผลเย็บปากแหว่งด้วย NSS ป้ายด้วยยาปฏิชีวนะ
ให้น้ำตามหลังให้อาหารเหลวทุกครั้ง เพื่อรักษาความสะอาดช่องปาก
ดูแลไม่ให้เด็กติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
สังเกตการติดเชื้อ
การพยาบาลหลังผ่าตัดcleft lip
ระมัดระวังไม่ให้แผลผ่าตัดดึงรั้ง โดยการปลอบโยนให้เด็กสงบเมื่อร้องไห้ ปิดแผลด้วย sterile strips
ระวัดระวังสิ่งคัดหลั่งจากจมูกมาปนเปื้อนแผลผ่าตัด ถ้ามีทำความสะอาดด้วย NSS และปิด sterile strips ใหม่
สอนบิดา มารดา ทำความสะอาดแผล
จัดท่านอนหงายหรือตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่ง ห้ามนอนคว่ำ เพื่อป้องกันการเสียดสีกับที่นอน แผลอาจแยกได้
ป้ายยาครีมปฎิชีวนะตามแผนการรักษา
สังเกตอาการออกเสียงขึ้นจมูกและอาการสำลักอาหารจากปากเข้าจมูก
ห้ามอ้าปากทารกกว้างๆเพื่อป้องกันแผลแยก
ห้ามดูดเสมหะในช่องปาก ยกเว้นหากจำเป็นต้องทำด้วยความนุ่มนวล
ระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณแผลเพดานที่เย็บไว้ในช่องปาก
หลีกเลี่ยงการนำของแข็งหรือของที่มีความแหลมคมเข้าปาก
ไม่สุขสบายเนื่องจากแผลผ่าตัด
ประเมินความเจ็บปวดโดยสังเกตพฤติกรรม
การร้องการเกร็ง กระสับกระส่าย การอนพักหลับ
ประเมินสัญญาณชีพ ชีพจร การหายใจ ความดันโลหิต
ดูแลให้ไดรับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา
ส่งเสริมความสุขสบายเพื่อลดความปวดโดยการสัมผัส การกอด การปลอบโยน
ให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวล
เสี่ยงต่อการหายใจไม่มีประสิทธิภาพหลังได้รับยาระงับความรู้สึก
สังเกตอาการบวมของแผลผ่าตัด/โพรงจมูกทั้งสองข้าง
ประเมินการหายใจเสียงหายใจ การติดตามค่า oxygen satulation
จัดท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน หรือนอนตะแคงหน้าเพื่อให้เสมหะระบายออก
กรณีมีเสมหะ ดูดเสมหะด้วยความนุ่มนวล ระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนแผล
พลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง
เสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบ
ทางเดินหายใจจากการสำลัก
ดูแลทำความสะอาดแผลผ่าตัด
ดูแลให้นมอย่างถูกวิธี
มีโอกาสขาดน้ำและสารอาหารเนื่องจากข้อจำกัดในการดูดกลืนหลังผ่าตัด
ดูแลให้ได้รับสารน้ำและสารอาหารทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา
สอนบิดา มารดาให้นมอย่างถูกวิธีโดยวิธีการให้นมหลังผ่าตัด
จัดท่านอนศีรษะสูง
หลังผ่าตัดปากแหว่งเริ่มป้อนนม อาหารเหลวได้ตามแผนการรักษาโดยใชหยดเข้าทางกระพุ้งแก้ม
หลังผ่าตัดเพดานโหว่ให้อาหารเหลวที่มีพลังงานสูง โดยใช้ syring ต่อ
ท่อยางยาวประมาณ 3 เซนติเมตร หยอดเข้าในกระพุ้งแก้มด้านใน
จับไล่ลมเป็นระยะๆทุก 15-30 มิลลิลิตรเสมอ หลังให้นมนอนศีรษะสูง
30 องศาตะแคงขวาให้ใบหน้าตะแคงเพื่อป้องกันท้องอืด สำลัก
ป้อนน้ำตามทุกครั้งและทำความสะอาดช่องปากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
งดดูดนมขวดประมาณ 1 เดือน
ชั่งน้ำหนักทารกวันละครั้ง
การดูแลหลังผ่าตัดเพดานโหว่ถึงอายุ4-5ปี
งด ดูด เป่า ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กใช้ลิ้นดัน flap ทำให้ flap ที่ผ่าตัดมีการแยกได้
ผู้ป่วยควรได้รับการสอนฝึกพูดเสมอและได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
อายุประมาณ 2 ปีครึ่ง - 3 ขวบ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดแก้ไข ภาวะความผิดปกติจมูก( secondary cleft lip nose correction) หรือริมฝีปากที่เห็นชัดเจน ทั้งนี้เพราะจากงานวิจัยพบว่าเด็กจะเริ่มจดจ าใบหน้าของตนเองในช่วงอายุ2 ปีครึ่งถึง 3 ปีหรือบางครั้งจะ พิจารณาผ่าตัดภาวะดังกล่าวก่อนเข้าวัยเรียน เพื่อลด Negative social effect
อายุประมาณ 4-5 ปี ส่งทำ Nasendoscope โดย แพทย์ ENTร่วมกับ speech therapist เพื่อประเมินประสิทธิภาพการพูด ให้ผู้ป่วยนับเลข เช่น 30 ถึง 40และออกเสียง “ส-เสือ ใส่ เสื้อ สี แสด ”
หลอดอาหารตีบ/รั่ว/ตัน
(Esophageal stenosis/fistula/atresia)
การรักษา
ระยะแรก
Gastrostomy
ระยะสอง
Thoracotomy and divisionof the fistula with Esophagealanastomosis
Esophagogram
Try oral feeding
Off Gastrostomy tube
การพยาบาลก่อนผ่าตัดแก้ไขหลอดอาหาร
อาจเกิดภาวะปอดอักเสบหายใจลำบากหรือหยุดหายใจเนื่องจากสำลักน้ำลายหรือน้ำย่อยเข้าหลอดลม
พลิกตะแคงตัวบ่อยๆ
0n NG tube ต่อ Continuous suction
จัดท่านอนที่เหมาะสม
ให้ออกซิเจนกรณีมีภาวะพร่องออกซิเจน
ให้ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา
อาจได้รับสารน้ำและสารอาหารไม่เพียงพอเนื่องจากไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้
ดูเเลให้สารน้ำทางหลออดเลือดดำตามเเผนการรักษา
ดูเเลให้สารอาหาร นม น้ำทาง Gastromy tube
อาการ
น้ำลายไหลมาก อาเจียนไอ สำลักเอาอาหารและเมือกเข้าสู่ทางเดินหายใจ
อาจพบอากาศในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยอาจตายเนื่องจากขาดอาหารส่วนใหญ่จะมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดความผิดปกติของลำไส้เล็ก
การวินิจฉัยปัญหาและการพยาบาล
อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต่อหลอดอาหาร(แผลแยก)
ห้ามใส่สาย NG Tube หรือสาย suction ดูดเสมหะในคอเเละไม่ควรนอนเหยีบดคอ เพราะอาจทำให้หลอดอาหารตึงเเละเเผลผ่าตัดเเยก
กระตุ้นให้เด็๋กร้องบ่อยๆเพื่อให้ปอดขยายได้ดี สังเกตภาวะขาดออกซิเจน
ดูเเลให้การทำงานของ ICD มีประสิทธิภาพ
ดูเเลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ, Antibioticตามแผนการรักษา
อาจเกิดภาวะปอดเเฟบจากการอุดตันของท่อระบายทรวงอก
จัดท่านอนศีรษะสูง
ตรวจสอบการทำงานของ ICD
-ระวังสายหัก พับงอ / นวดคลึงสายบ่อยๆ
บันทึก ลักษณะ สี จำนวนของ discharge
อาจเกิดการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัดและแผล Gastrostomy
ล้างมือก่อนและหลังให้การพยาบาล
ทำแผลอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
สังเกตการติดเชื้อ
ดูเเลให้ยา antibiotic ตามแผนการรักษา
Anorectal malformation
สาเหตุ
ไม่ทราบแน่ชัด
ความหมาย
เป็นความพิการแต่กำเนิดที่ไม่มีรูทวารหนักเปิดให้อุจจาระออกจากร่างกายได้(imperforate anus) หรือมีรูเปิดทวารหนัก แต่อยู่ผิดที่จากตำแหน่งปกติหรือรูทวารหนักมีการตีบแคบ
อุบัติการณ์
เกิดขึ้นในอัตราส่วน1 ใน 4000 ของเด็กเกิดมีชีวิตทั้งหมด เด็กชายมากกว่าเด็กหญิง ในเพศชายพบความผิดปกติของลำไส้ตรงกับท่อปัสสาวะในเพศหญิงพบความผิดปกติทวารหนักเป็นแบบลำไส้ตรงมีรูทะลุกับเวสติบูลา(vestibula)
พยาธิสรีรภาพ
ทารกมีอาการท้องผูก /ถ่ายอุจจาระลำบาก//หรือไม่ถ่ายอุจจาระ
ทารกเพศชายมีอาการถ่ายขี้เทาออกทางท่อปัสสาวะทารกเพศหญิงถ่ายขี้เทาออกทางท่อปัสสาวะหรือทางช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้อสู่ระบบทางเดินปัสสาวะ หรือระบบสืบพันธุ์ได้
ชนิดของความผิดปกติ
Anal stenosis รูทวารหนักตีบแคบ
Imperforate anal membrane มีเยื่อบางๆปิดกั้นรูทวารหนัก
Anal agenesis รูทวารหนักเปิดผิดที่
Low type
Intermediate type
High type
Rectal atresia ลำไส้ตรงตีบตัน
อาการ
ไม่มีการถ่ายขี้เทา ภายใน 24 ชั่วโมง"ขี้เทา มีลักษณะเหนียวๆ สีเขียวดำถ้าเลย 24 ชั่วโมงไปแล้ว ยังไม่ถ่ายอุจจาระให้สงสัยไว้ก่อนว่า เกิดจากการที่ลำไส้อุดตัน
ไม่พบรูเปิดทางทวารหนักหรือพบเพียงรอยช่องเปิดของทวารหนักเท่านั้น
ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวของลำไส้หากมีการอุดตันของลำไส้เป็นเวลานานกากอาหารที่ค้างที่Rectumจะเพิ่มมากขึ้นจนถึงลำไส้ส่วนอื่นๆ ได้
กระสับกระส่าย อืดอัด ไม่สบายเนื้อสบายตัว
แน่นท้อง ท้องอืด
ปวดเบ่งอุจจาระ
ตรวจพบมีกากอาหารค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหาร
การวินิจฉัย
ultrasound เพื่อตรวจการไหลเวียนและดูอวัยวะภายใน
CT scan ตรวจกระดูก กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน
การตรวจรังสีวินิจฉัย X ray เพื่อประเมินระดับลำไส้ตรง
MRI ตรวจความผิดปกติร่วมของไขสันหลัง ความผิดปกติร่วมของลักษณะกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน
การตรวจร่างกาย
การรักษา
เพื่อผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระได้ มีความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ และกลั้นอุจจาระได้
ความผิดปกติ low type มีการรักษา 3 วิธี
การผ่าตัด anal membrane ออกในรายที่สังเกตเห็นขี้เทาทางทวารหนัก
การผ่าตัดตบแต่งทวารหนัก (anoplasty) เมื่อแผลผ่าตัดติดเรียบร้อยแล้วประมาณ 10 วัน ถ่างขยายทวารหนักต่อ
การถ่างขยายทวารหนัก โดยใช้ hegar metal dilators โดยใช้เบอร์ 9-10 mm เมื่อกลับบ้านจะแนะนำให้ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพิ่มขนาดขึ้นให้เหมาะสมกับอายุเด็ก ซึ่งใช้เวลาในการถ่างขยาย 6 เดือน-1 ปี
ความผิดปกติ intermediate และ high
การผ่าตัดปิดทวารเทียมทางหน้าท้อง
การทำทวารหนักเทียมทางหน้าท้อง เพื่อระบายอุจจาระออก (colostomy)
การผ่าตัดตบแต่งทวาร (anoplasty)ภายหลังผ่าตัดประมาณ 2สัปดาห์ แพทย์จะเริ่มถ่างขยายรูทวารหนัก(Anal dilatation)
ระยะแรก ขยายรูทวารหนักวันละ 1 ครั้ง นาน 1 เดือน
ระยะที่สอง ขยายรูทวารหนักวันละ 1 ครั้ง ทุก 3 วัน นาน 1 เดือน
ระยะที่สาม ขยายรูทวารหนัก 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ นาน 1 เดือน
ระยะที่สี่ ขยายรูทวารหนัก 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ นาน 1 เดือน
ระยะที่ห้า ขยายรูทวารหนัก 1 ครั้ง ต่อเดือน นาน 1 เดือน
การพยาบาลในระยะขยายทวารหนัก
สอนการดูแลในการถ่างขยายรูทวารหนัก : ให้ยาแก้ปวดก่อนถ่างขยาย ใช้สารหล่อลื่น เลือกขนาดเครื่องมือตามแผนการรักษา สังเกตการมีเลือดออก การอักเสบถ้ามีการอักเสบแนะนำให้แช่ก้นด้วยน้ำอุ่น และทำความสะอาดหลังขับถ่าย
แนะนำให้บิดามารดาให้อาหารตามวัยของเด็กที่มีประโยชน์มีกากใยสูง
ให้ความรู้บิดามารดาเกี่ยวกับการดำเนินของโรค
การพยาบาลการพยาบาลหลังผ่าตัดเปิด colostomy
แนะนำอาหารย่อยง่ายมีโปรตีนสูง แคลอรีสูง มีกากใยมาก หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้มีแก๊ส เช่น ถั่ว น้ำอัดลม เป็นต้น
สังเกตและบันทึกอุจจาระ เช่น ท้องผูก
ท้องเสีย อุจจาระมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ เป็นต้น
สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังรอบๆทวารเทียม ถ้ามีการอักเสบ รอยถลอก รายงานแพทย์
สังเกตภาวะแทรกซ้อนของทวารเทียม เช่น เลือดออก ลำไส้ยื่นออกมา การหดรั้งลำไส้เข้าช่องท้อง ช่องเปิดลำไส้ตีบแคบ ผิวหนังรอบๆทวารหนักเทียมอักเสบ ทวารเทียมขาดเลือดมีสีคล้ำ เน่าตาย (necrosis)
ทิ้งอุจจาระถ้ามีปริมาณอุจจาระในถุง ¼-1/3 ของถุง
กรณีมีการรั่วซึมต้องเปลี่ยนถุงใหม่ และสังเกตการรั่วซึมของอุจจาระทุก 2 ชั่วโมง
เด็กที่มีถุงรองรับอุจจาระทางทวารเทียม เลือกขนาดของปากถุง ให้ครอบปิดกระชับพอดีกับขนาดทวารเทียม ไม่แน่นเกินไป
หลังผ่าตัดสัปดาห์แรก รูเปิดยังไม่หายและการหายของแผลยังไม่ดีพอ ทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือล้างแผล เมื่อแผลหายดีแล้วทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด ซับผิวหนังรอบรูเปิดด้วยสำลีหรือผ้าสะอาดที่อ่อนนิ่ม
แนะนำการมาตรวจตามนัด
การพยาบาลระยะก่อนและหลังผ่าตัดตกแต่งทวารหนัก (anoplasty)
ประกอบด้วย
ทำความสะอาดบริเวณแผลผ่าตัดรูทวารหนัก 8-10 วันตามแผนการรักษา
หลังผ่าตัด 3-4 วันหลังถอดสายสวนปัสสาวะ ให้แช่ก้นด้วยน้ำอุ่นกระตุ้นการไหลเวียนและลดการอักเสบ
ดูแลความสะอาดผิวหนังรอบๆทวารหนักด้วยน้ำ
สังเกตการติดเชื้อ ไข้ ปวด บวม แดง ร้อน
บิดา มารดา ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลแผลผ่าตัดบริเวณทวารหนัก
ให้คำแนะนำระยะหลังผ่าตัด 7-10 วันไม่ให้นอนกางขา นั่ง เพราะอาจเกิดแผลแยกได้ในเด็กเล็กให้ผูกขาติดกันและคลายทุก 1-2 ชั่วโมง
ให้ความรู้การถ่างขยายทวารหนักและประเมินความรู้
แนะนำให้สังเกต
ตำแหน่งการถ่ายอุจจาระ การฝึกขับถ่ายอุจจาระเมื่ออายุ 18-24 เดือน โดยนั่งกระโถน เช้า เย็น
อาการท้องผูก ให้อาหารที่เหมาะสม
ให้กำลังใจบิดา มารดา
ให้คำแนะนำเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
ให้คำแนะนำเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
การถ่างขยายรูทวารหนักสม่ำเสมอ แนะนำใช้เทียนไขเหลาเท่าขนาด hegar ถ่างขยาย
สอนทำความสะอาดเทียนไข ทวารหนัก
ให้ความรู้ป้องกันท้องผูก ให้อาหารมีกากใย ให้ยา ระบาย
กรณีถ่ายอุจจาระเหลว ให้ยาที่ทำให้อุจจาระเป็นก้อน
สังเกตการตีบแคบของทวารหนัก
ฝึกขับถ่าย ฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยควบคุมการถ่ายอุจจาระ
การมาตรวจตามนัด
เสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ
บิดามารดาวิตกกังวลเรื่องความผิดปกติ และต้องได้รับการรักษาเป็นเวลานานหลายขั้นตอน
ปัญหาหลังผ่าตัด
ทวารหนักตีบจากกลไกการหดรั้งตัวของแผล : การถ่างขยาย การฝึกอุปนิสัยการขับถ่าย การให้ยาเพื่อปรับสภาพอุจจาระ
ท้องผูก : การสวนล้างร่วมกับการใช้ยาระบาย
กลั้นอุจจาระไม่ได้ ฝึกฝนการกลั้นอุจจาระเพื่อให้เด็กใช้กล้ามเนื้อที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เช่น ฝึกหนีบลูกบอล ออกกำลังกายโดยการวิ่ง หรือว่ายน้ำเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อข้างเคียง
รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าปกติ (hypospadias)
รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ด้านบน (epispadias)
ความผิดปกติ ที่รูเปิด ท่อปัสสวะไปเปิดที่ ด้านบน ขององคชาต อาจพบ ร่วมกับ ความผิดปกติอื่นๆ
ผลกระทบ
ปัสสาวะไม่พุ่งเป็นลำไปด้านหน้า แต่กลับไหลไปตามถุงอัณฑะหรือด้านหน้าของต้นขาโดยความรุนแรงขึ้นกับรูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ห่างจากตำแหน่งปกติมากเพียงใดในเด็กที่มีความผิดปกติชนิดรุนแรงอาจต้องนั่งปัสสาวะทุกครั้ง
องคชาตคดงอเมื่อมีการแข็งตัวถ้างอมากอาจทำให้ร่วมเพศไม่ได้ในอนาคตหรือเวลาหลั่งน้ำอสุจิไม่พุ่งที่ทำให้มีบุตรยาก
องคชาตดูแตกต่างจากปกติทำให้เด็กสูญเสียความมั่นใจ
การแบ่งความผิดปกติตามตำแหน่ง
Anterior or distal or mild
รูเปิดท่อปัสสาวะมาเปิดทางด้านหน้า หรือ บริเวณส่วนปลายขององคชาต มีรูเปิดต่ำกว่าปกติเพียง เล็กน้อย
เปิดที่บริเวณ glanular, coronal,subcoronal พบร้อยละ 50-60 ของเด็กที่เป็น hypospadias
Middle or moderate
รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่กลางขององคชาต
เปิด distal penile,midshaft, proximal penile มีความผิดปกติขนาดปานกลาง พบร้อยละ 30 ของเด็ก ที่เป็นhypospadias
Posterior or proximal or severe
รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ที่ใต้องคชาต
บริเวณ penoscrotal,scrotal, perineal เป็นความผิดปกติมาก พบร้อยละ 20 ของ ผู้ป่วยที่เป็น hypospadias
การรักษา
ไม่จำเป็นต้องไดรับการผ่าตัด จะผ่าตัดในกรณีต่อไปนี้
เด็กที่มีรูเปิดของท่อปัสสาวะต่ำกว่าปกติเล็กน้อย แต่เวลาถ่ายปัสสาวะไม่พุ่งเป็นลำตรงบิดามารดามีความวิตกกังวลต้องได้รับการผ่าตัดรักษา
เด็กที่มีความผิดปกติมากต้องรักษาโดยการผ่าตัดตกแต่งท่อปัสสาวะเพื่อให้รูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ในตำแหน่งปกติคือที่ปลายองคชาตเนื่องจากมีผลต่อการปัสสาวะและการมีเพศสัมพันธ์
การผ่าตัด
ผ่าตัดแบบขั้นตอนเดียว (one-stage repair)
เป็นการผ่าตัดแก้ไขให้องคชาต ยืดตรง (orthoplasty) พร้อมกับการตกแต่งท่อปัสสาวะ(urethroplasty) ทำรู เปิดท่อปัสสาวะให้อยู่ที่ปลายองคชาตและใช้ผิวหนังปิดบริเวณผ่าตัด
ผ่าตัดแบบ 2 ขั้นตอน (two-staged repair)
ขั้นที่ 1. Orthoplasty ผ่าตัดแก้ไขภาวะองคชาต โค้งงอ (penile curvature)โดยตัดเลาะเนื้อเยื่อที่ดึงรั้ง เพื่อให้องคชาตยืดตรง
ขั้นที่ 2. Urethroplasty หลังผ่าตัด orthoplasty แล้ว 6 เดือน เพื่อให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ผ่าตัดมาแล้ว อ่อนนุ่ม จึงกลับมาทำผ่าตัดในขั้นตอนของการตกแต่ง ท่อปัสสาวะ โดยการทำรูเปิดท่อปัสสาวะ ให้อยู่ที่ปลายองคชาตและใช้ผิวหนังปิดบริเวณผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
เลือดออก
เกิดการตีบตันของรูเปิดท่อปัสสาวะ/ท่อปัสสาวะบริเวณแผลเย็บที่สร้างท่อปัสสาวะใหม่
มีรูตรงบริเวณรอยต่อระหว่างรูเปิดท่อปัสสาวะเก่ากับท่อปัสสาวะที่สร้างใหม่ แก้ไขโดยการเย็บปิดซ่อมรูที่เกิดซึ่งมักทำหลังการผ่าตัดครั้งแรก 6-12 เดือน
องคชาตยังโค้งงอ แก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด
เกิดการติดเชื้อ
การพยาบาล
ก่อนการผ่าตัด
อธิบายขั้นตอนการเตรียมการก่อนผ่าตัดให้เด็ก บิดามารดา/ ผู้ปกครองเข้าใจถึงความสำคัญ
ประเมินความวิตกกังวล
ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องผลของการผ่าตัด การปวดหลังผ่าตัด การได้ รับยาระงับความรู้สึก ความรู้สึกเด็กที่ต้องพบกับสิ่ง แปลกใหม่ หลังผ่าตัด
หลังการผ่าตัด
จัดให้เด็กนอนในท่าสบาย ยึดสายที่ต่อจากuretra หรือสาย cystostomyให้อยู่บริเวณหน้าท้องหรือต้นขา ไม่ให้ถูกดึงรั้งหักพับและถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่ากระเพาะ ปัสสาวะเป็นระบบปิดเสมอ
ประเมินความปวดของเด็กให้ยาแก้ปวดตาม แผนการรักษาของแพทย์ ยาแก้ปวดที่ใช้
เก็บปัสสาวะส่งตรวจเพาะเชื้อตามแผนการ รักษาอย่างเคร่งครัด
ใช้เทคนิคปลอดเชื้อในการทำแผลและการ เทปัสสาวะออกจากถุงปัสสาวะ
ประเมินบริเวณสาย cystostomy ไม่ให้เกิด การติดเชื้อ สาย cystostomy จะใส่ไว้ 7 วัน ก่อนน าออกจะปิดสาย cystostomy และให้เด็กปัสสาวะเองหากมีการรั่วซึมของท่อปัสสาวะที่สร้างใหม่ต้องใส่ไว้ อีก 2 สัปดาห์
ให้บิดามารดา/ผู้ปกครองอยู่ดูแลเด็กอย่าง ใกล้ชิด อธิบายให้เข้าใจถึงสภาพเด็กที่มีแผลผ่าตัด
คำแนะนำการปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
บิดามารดา/ผู้ปกครองต้องกระตุ้นให้เด็ก ดื่มน้ำมากๆ ทุกวัน
ห้ามเด็กเล่นทราย ขี่จักรยานหรือนั่งคร่อม ของเล่น ว่ายน้ำหรือเล่นกิจกรรมที่รุนแรง ซึ่งอาจทำให้ เกิดการติดเชื้อและการเลื่อนหลุดของสายท่อปัสสาวะได้
ดูแลแผลผ่าตัดไม่ให้เปียก ทำความสะอาด ร่างกายเด็กด้วยการเช็ดตัวห้ามอาบน้าในอ่าง สวมเสื้อผ้าหลวมๆ
แนะนำและสาธิตให้บิดามารดา/ผู้ปกครอง ทราบวิธีการดูแลความสะอาดองคชาตที่คาสายสวนปัสสาวะ ไว้โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดปลายองคชาต วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น วิธีเทปัสสาวะออกจากถุงปัสสาวะ การติดยึดสายสวนปัสสาวะหรือ สายcystostomy ดูแลให้ถุงปัสสาวะอยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะ และเป็นระบบปิดเสมอ
ทำความสะอาดให้เด็กภายหลังการถ่ายอุจจาระทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
อธิบายอาการติดเชื้อ เช่น มีไข้ แผลแดงอักเสบ ปัสสาวะขุ่นมีตะกอนและกลิ่นเหม็น ควรมาพบแพทย์ทันที
ภายหลังการเอาสายสวนปัสสาวะออก ให้สังเกตปริมาณปัสสาวะ ลักษณะการถ่ายปัสสาวะเป็นลำพุ่งดีหรือไม่ ปัสสาวะปกติเป็นสีชาอ่อนๆ การถ่ายปัสสาวะออกลำบากหรือไม่ เพราะอาจจะมีการตีบตันของท่อปัสสาวะให้กลับมาตรวจทันที
อธิบายให้เด็ก บิดามารดา/ผู้ปกครองเข้าใจ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
อธิบายให้เด็ก บิดามารดา/ผู้ปกครองเข้าใจ ถึงความสำคัญในการมาพบแพทย์ตามนัดหรือมาก่อน นัดหากมีความผิดปกติเกิดขึ้น
Omphalocele/ Gastroschisis
Omphalocele
ผนังหน้าท้องพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้ช่องท้องไม่ปิด มีเยื่อบางๆของ peritoneum, Wharton's jelly, amnion หุ้มอวัยวะที่ออกนอกช่องท้อง
อาจมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ความผิดปกติของหัวใจพบได้มากถึงร้อยละ 30-50 รองลงมาเป็นความผิดปกติของระบบประสาทพบ ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะและท่อสืบพันธุ์ แต่สำหรับภาวะลำไส้ตีบตันจะพบในgastroschisis ได้บ่อยกว่าใน omphalocele
gastroschisis
ผนังช่องท้องพัฒนาสมบูรณ์ ไส้เลื่อนสะดือแตกตอนทารกอยู่ในครรภ์ ลำไส้, กระเพาะทะลักออกนอกช่องท้องทางรูด้านข้างสายสะดือไม่มีสิ่งห่อหุ้ม
พบได้ประมาณ 1:4,000 ของการคลอด และมีอุบัติการเพิ่มขึ้นในมารดาที่มีอายุมาก
เกิดจากความบกพร่องของผนังหน้าท้องในแนวกลางตัว ทำให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อนออกมาทางฐานของสายสะดือ โดยมีเยื่อบุช่องท้องและ amnion เป็นเยื่อหุ้มคลุมเป็นถุงไส้เลื่อน มีน้อยรายทีถุงหุ้มแตกในครรภ์และทำให้แยกจาก gastroschisis ยากขึ้น
ลำไส้จะออกมาอยู่ในสายสะดือได้เป็นปกติในช่วงอายุครรภ์ 8-12
สัปดาห์ การวินิจฉัยภาวะนี้จึงควรถือเอาหลังอายุครรภ์ 13 สัปดาห์ไปแล้ว
การวินิจฉัย/อาการแสดง
เด็กอาจตัวเล็ก คลอดก่อนกำหนด
การที่ไม่มีผนังหน้าท้องนี้ ทำให้ลำไส้ปนเปื้อนความสกปรก จากภายนอกทำให้มีอาการติดเชื้อ
มีอวัยวะภายในออกมา มักจะเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งบวม แดงอักเสบ และเกาะ
อุณหภูมิกายต่ำเด็กตัวเย็น จากน้ำระเหยจากผิวของลำไส้ ทำให้และสูญเสียน้ำ
หลังคลอดพบผนังหน้าท้องซึ่งมักจะอยู่ขวาต่อสายสะดือเป็นช่องโหว่
ตรวจ ultrasound อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ สามารถวินิจฉัยและแยกทั้งสองภาวะออกได้สามารถตรวจพบถุง membrane
การรักษา
เพื่อปิดผนังหน้าท้อง ลดภาวะแทรกซ้อน ให้ทารกหายเร็วที่สุด
สำหรับ omphalocele ขนาดใหญ่ไม่มากอาจใช้แผ่น silastic ติดทับถุง omphalocele พันด้วยผ้ายืด elastric wrap ทำให้อวัยวะนอกช่องท้องถูกดันกลับเข้าช่องท้องทีละน้อย สามารถปิดผนังหน้าท้องภายใน 2 อาทิตย์
รักษาโดยการผ่าตัด
การผ่าตัดปิดผนังหน้าท้องตั้งแต่ระยะแรก (primary closure) เป็นการปิดหน้าท้องตั้งแต่ระยะแรกโดย ดันลำไส้กลับเข้าไปในช่องท้อง แล้วเย็บปิดผนังหน้าท้องโดยและเย็บปิด fascia แล้วเย็บปิดผิวหนังอีกชั้นหนึ่ง
การผ่าตัดปิดหน้าท้องเป็นขั้นตอน (staged closure) ในกรณีดันลำไส้กลับเข้าในช่องท้องทำให้ผนังหน้าท้องตึง ไม่สามารถเย็บปิด fascia ได้ หรือเย็บปิดแล้วทำให้ช่องท้องแน่นมาก หรือดันลำไส้กลับได้ไม่หมด
การผ่าตัดปิดหน้าท้องเป็นขั้นตอน
แพทย์ทำถุงให้ลำไส้อยู่ชั่วคราว แล้วค่อยๆ บีบถุงไล่ลำไส้กลับเข้าช่องท้องโดยเปลี่ยน dressing วันละครั้งด้วย sterile techniqueบีบถุงไล่ลำไส้กลับเข้าช่องท้อง แล้วผูกปิดถุงวันละเปลาะ ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 5 วัน และมักไม่เกิน 7 วัน หลังจากนั้นเย็บปิดผนังหน้าท้อง
ถุงที่ทำไว้นี้มี stockinett เป็นโครงให้มีความแข็งแรง เหมือนเป็นผนังหน้าท้อง และมี steridrape บุผิวด้านใน ทำหน้าที่คล้าย peritoneum membrane ลำไส้ที่อยู่ในถุงก็จะไม่แห้ง และก็จะอุ่น
การพยาบาลระยะก่อนผ่าตัด
keep warm โดยอาจเป็น radiant warmer หรือไว้ใน incubator
ระวังการ contaminate โดยต้องใช้ sterile technique พยายามให้ลำไส้สะอาด โดยการใช้ผ้า gauze ที่ชุบ normal saline ที่อุ่นลูบเช็ดลำไส้เอาสิ่งที่contaminate ออก แล้วปิดคลุมลำไส้ด้วยผ้า gauze ที่ชุบ normal saline ให้หมาดๆและอุ่นคลุมลำไส้ที่อยู่นอกช่องท้อง เพื่อไม่ให้ลำไส้แห้ง และปิดคลุมทับอีกที่ด้วยผ้า gauzeที่แห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหย
พยายามปั้นประคองกระจุกลำไส้ให้ตั้ง โดยการใช้ผ้า gauze ม้วนพันประคองไว้ไม่ให้ล้มพับ ซึ่งถ้าล้มพับลำไส้จะไปกดกับขอบของช่องโหว่ ทำให้เกิดลำไส้ขาดออกซิเจน ลำไส้เน่าได้ ดูแลไม่ให้มีลม/แรงดันในลำไส้/ช่องท้อง โดยใส่ NG tube และ ดูด content
ดูแลให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา ปริมาณที่ให้โดยประเมินว่ามีสูญเสียน้ำในระดับใด รวมกับ maintainance โดยปกติแล้วเด็กที่เป็น gastroschisis มักจะมี fluid loss ไปแล้วประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว
ดูแลให้ systemic antibiotics ตามแผนการรักษา
การพยาบาลในขณะรอการผ่าตัดเย็บปิดผนังหน้าท้อง
ประคองลำไส้ไม่ให้พับตกลงมาข้างๆตัวได้ (เสริมกับชั้นของ roll gauze)
นอนตะแคงข้างเพื่อลดโอกาสที่เลือดจะมาเลี้ยงลำไส้ไม่สะดวก
keep warm โดยอาจเป็น radiant warmer หรือไว้ใน incubator
ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำเนื่องจากมีการสูญเสียน้ำจากลำไส้ที่ไม่มีผนังหุ้ม ทำให้เด็กต้องการสารน้ำมากกว่าปกติ 2-3 เท่า คือ ประมาณ 150- 200 ml/kg/hr และปรับสารน้ำตามการสูญเสียในแต่ละวัน ดูจากปริมาณปัสสาวะที่ออก
การรักษาในระยะหลังผ่าตัด
ดูแลให้ได้รับสารน้ำสารอาหารตามแผนการรักษา เนื่องจากหลังผ่าตัดปิดหน้าท้องลำไส้จะกลับคืนมาทำหน้าที่ได้ตามปกติใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แพทย์จะให้สารน้ำ สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ตั้งแต่เป็นวันที่2 หรือวันที่ 3 หลังผ่าตัด ความต้องพลังงานประมาณ 130-150 kcal/kg/d
ดูแลเด็กที่ได้รับการรักษาโดยใช้เครื่องช่วยหายใจประมาณ 24-48 ชั่วโมง
ติดตามการทำงานของลำไส้ ฟัง bowl sound ถ้า 3 สัปดาห์แล้ว bowel function ยังไม่กลับมาแพทย์จะประเมินหาสาเหตุ
สังเกตอาการระวังการเกิด
Abdominal compartment syndrome
ท้องอืดอย่างรุนแรง
ปัสสาวะออกน้อยลง
central venous pressure สูงขึ้น
ความดันในช่องอกสูงขึ้น
Abdominal compartment syndrome
ACS ส่งผลกระทบกับผู้ปุวยหลายระบบ เช่น หายใจลำบาก,ความดันโลหิตต่ำลง,ไตวาย สุดท้ายอาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ถ้าไม่แก้ไข
การที่ความดันในช่องท้อง(Intra-abdominal pressure: IAP) เพิ่มสูงขึ้น > 20 mmHg ซึ่งทำให้เกิดอวัยวะล้มเหลวตามมา
การดูแลเพื่อลดแรงดันในช่องท้อง
ผู้ป่วยที่มีความดันในช่องท้องสูง(>12ม.ม.ปรอท) การดูแลรักษาเบื้องต้น
ให้ยาระงับปวดให้เหมาะสม
จัดท่าผู้ป่วยนอนราบ ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา
ใส่สายสวนกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่
ได้รับยาขับปัสสาวะ/ยากระตุ้นการทำงานของลำไส้
ฟอกไตเพื่อดึงน้ำออกจากร่างกาย
การใส่สายระบายในช่องท้อง(Percutaneous catheter drainage)