Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ความผิดปกติหลอดเลือดและการไหลเวียนเลือด, ภาวะความดันโลหิตที่ผนังหลอดเลือดแ…
ความผิดปกติหลอดเลือดและการไหลเวียนเลือด
Hypertension
ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความดันโลหิต
.
Cardiac output
Blood volume
Resistance
.
3.1 Flexibility of arterial wall
3.2 Diameter of artery
3.3 Thickness
ความดันโลหิตเกิดจาก
จํานวนเลือดที่ออกจากหัวใจ
ความต้านทานหลอดเลือด
การวินิจฉัย
ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงกว่า หรือเท่ากับ 140/90 mmHg ติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน
ประเภท
ความดันโลหิตสูงไม่ทราบสาเหตุ
มีความเชื่อว่ามีความเกี่ยวพันการปฎิบัติตัว
ความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุ
เช่น โรคเกี่ยวกับไต และต่อมหมวกไต
การแบ่งระดับของความดันโลหิตสูง
ปกติคือ ตํ่ากว่า 120/80 mmHg
ความดันโลหิตสูง มี 3ระดับ ดังนี้
.
Prehypertension อยู่ในช่วง 120/80-139/89 mmHg
Stage 1 อยู่ในช่วง 140/90-159/99 mmHg
Stage 2 ตั้งแต่ 160/100 mmHg เป็นต้นไป
ระดับความดันโลหิตที่สูงมากขั้นวิกฤติ ตั้งแต่ 180/110 mmHg เป็นต้นไป
Hypertensive urgency
ยังไม่มีอวัยวะเป้าหมายที่สําคัญถูกทําลาย
Hypertensive emergency
มีสัญญาณของอวัยวะเป้าหมายที่สําคัญถูกทําลาย
พยาธิสภาพ
ตัวรับความดันโลหิตและตัวรับเคมีในหลอดเลือดแดง
.
1.1 ตัวรับคาโรติดไซนัส เอออร์ต้า ทำให้หลอดเลือดดำขยายตัว หัวใจเต้นช้าลง
1.2 มีผลต่อระบบซิมพาเธติคให้ทํางานลดลง ลดการทำงาน ของหัวใจเต้นช้าลง บีบตัวลดลง ความดันโลหิตลดลง
1.3 ตัวรับเคมีในหลอดเลือดแดงอยู่ที่ เมดัลลาของสมอง หลอดเลือดคาโรติดและเอออร์ติกบอดี ทำให้เกิด Reflex ลดความดันเลือดลง
การควบคุมปริมาตรสารน้ำในร่างกาย
2.1 เมื่อร่างกายมีสารน้ำและโซเดียมสูงขึ้น ไตขับน้ำละเกลือออกจาก ร่างกายระดับความดันโลหิตลดลง
2.2 ในทางตรงข้ามถ้ามีน้ำและโซเดียมในร่างกายน้อยไตจะดูดน้ำและ โซเดียมกลับมากขึ้น
การควบคุมตัวเองของหลอดเลือด
ระบบเรนิน-แอนจิโอเทนซิน
• เรนิน สามารถเปลี่ยนแอนจิโอเทนซิโนเจนให้เป็นแอนจิ โอเทนซิน 1
• แอนจิโอเทนซิน คอนเวิร์สติ้ง ฮอร์โมน เปลี่ยน แอนจิโอเทนซิน 1 เป็น แอนจิโอเทนซิน 2 ซึ่งมีฤทธิ์ ให้หลอดเลือดหด ตัวกระตุ้นการหลั่งอัลโดสเตอโรน ของต่อมหมวกไต มีผลเพิ่มการทำงานของซิมพาเธติค ยับยั้งการขับโซเดียมออกจากร่างกาย และเพิ่มความต้านทาง หลอดเลือดส่วนปลาย
อาการ
ความดันโลหิตสูงระดับอ่อนหรือปานกลาง จะไม่มีอาการแต่มีการทำลายอวัยวะต่างๆ ทีละน้อยอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยเกิดผลแทรกซ้อนในที่สุด ซึ่งอาจทำให้ หัวใจล้มเหลว , หัวใจขาดเลือด , ไตเสื่อมสมรรถภาพ หรืออัมพาต อัมพฤกษ์
ความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรง ผู้ป่วยอาจเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นได้ อาทิ เลือดกำเดาออก , ตามองไม่เห็นข้างหนึ่งชั่วคราว , เหนื่อยง่าย , เจ็บหน้าอก , เวียนศีรษะ , ปวดศีรษะตุบๆ เป็นต้น
ผลกระทบ
.
มีการทําลายผนังหลอดเลือดแดง
ถ้ามีรอยแตกเล็กๆ ที่ผนังหลอดเลือด จะเป็นที่สะสมของไขมัน โปรตีน แคลเซียม และอื่นๆ เมื่อสะสมมากๆ จะทําให้หลดอเลือดตีบแคบ เกิดลิ่มเลือดและอุดตันในที่สุด
การทํางานของหัวใจมากขึ้น
มีการทําลายของอวัยวะสําคัญ
การประเมินผู้ป่วย
.
การซักประวัติเจ็บป่วย
แบบแผนการดําเนินชีวิต
ความเครียดวิตกกังวล
การตรวจร่างกาย
การตรวจพิเศษ EKG, Film chest
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ BUN, Cr, urine albumin, lipid profile, electrolyte, serum for potassium and calcium
การรักษา/พยาบาล
การรักษาแบบไม่ใช้ยา
การควบคุมอาหาร
ส่งเสริมให้รับประทาน DASH diet
เน้นการรับประทานที่มีกากใยสูง ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง นมพร่องมัน เนย โปรตีนคุณภาพสูง เช่น ปลา
การลดเกลือไม่เกิน 2400 mg/day
การลดน้ำหนัก
การออกกำลังกาย
การลดความเครียด
งดแอลกอฮอล์และบุหรี่
2.การรักษาโดยการใช้ยา
.
• เบต้าบล็อคเกอร์ (beta blocker) เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและขยาย หลอดเลือด
• ยากลุ่ม Calcium channel blocker เพื่อ ลดอัตราการเต้นของหัวใจและลด การรบกวนการทํางานของหัวใจ
• ยากลุ่ม ACEI เพื่อขยายหลอดเลือดและเพิ่ม renal blood flow
• ยาขับปัสสาวะ (diuratic) หรือ pill water)
สาเหตุ
Pheochromocytoma
Renovascular disease
ความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์
ความผิดปกติของหลอดเลือด
ภาวะเครียดเฉียบพลัน
อาหารที่มีสารธัยรามีน
ได้รับยาบางชนิด
ความผิดปกติทางระบบประสาท
โรคของต่อมไร้ท่อ
โรคไต
Stroke
ประเภท
Ischemia stroke
Thrombosis
Large artery
Small artery
Emboli
การทํางานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
การเต้นของหัวใจผิดปกติ
เยื่อบุหัวใจอักเสบ
Hemorrhagic stroke
Intracerebral hemorrhage
Subarachnoid hemorrhage
สาเหตุ
อาการ
.
ระยะเฉียบพลัน (Acute stage) เป็นระยะ 24 -48 ชั่วโมง ผู้ป่วยมีอาการหมดสติ มีภาวะความดันใน กะโหลกศีรษะสูง ระบบการหายใจและการทํางานของ หัวใจผิดปกติ
ระยะหลังเฉียบพลัน (Post acute stage) เป็นระยะที่ ผู้ป่วยเริ่มมีอาการคงที่ 1-14 วัน
ระยะฟื้นฟูสภาพ (Recovery stage) 3 เดือน
ปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
.
• อายุ อายุที่สูงขึ้นมีภาวะเสี่ยงสูงขึ้น
• เพศ ชายมีภาวะเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง
• ประวัติครอบครัว
• ประวัติเคยเป็น โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke มา ก่อน
ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้
.
• เป็น HT, DM, สูบบุหรี่, สุรา หรือยาเสพติด
• โรคของ carotid artery disease และ peripheral
• โรคของหัวใจและระบบไหลเวียน cardiovascular disease
• AtrialFibrillation
• Transient ischemic attack (TIA)
• ไขมันในเลือดสูง
• อ้วน
• ไม่ออกกําลังกาย
ประเมิน
ซักประวัติ
การตรวจร่างกาย
การตรวจพิเศษ ได้แก่ CT scan, angiogram, MRI
Transient Ischemic Attack (TIA)
.
• มีอาการอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด อยู่ประมาณ 2-30 นาที
• 10-15% จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 3 เดือนหลัง เกิด TIA ครั้งแรก
• ร้อยละ 5-8 อาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 48 ชั่วโมง
• ร้อยละ 30-50 พบความผิดปกติจากการขาดเลือด
การรักษา/พยาบาล
การรักษา Ischemic Stroke ที่เกิดจากลิ่มเลือดหรือการอุดตัน ตีบแคบของเส้นเลือด
.
1.1 ให้ยาละลายลิ่มเลือด
1.2 การให้ยา ASA 48 ชั่วโมงหลังได้รับยาฉีด
1.3 การให้การพยาบาลขณะและหลังในยาละลายลิ่มเลือด
1.4 ผู้ป่วย/ญาติเข้าใจประโยชน์หรือโทษที่จะเกิดจากการรักษา และ ยินยอมให้การรักษา
ใกรณีที่เป็น Stroke ประเภทที่หลอดเลือดแตและมีเลือดออกในสมองต้องได้รับการรักษาด้วยกาiผ่าตัด
ให้คําแนะนําเกี่ยวกับอาการเตือน Stroke แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
Deep vein thrombosis
สาเหตุ
.
หลอดเลือดดําได้รับอันตราย
เลือดในหลอดเลือดมีการไหลเวียนช้าลง
การที่เลือดมีการแข็งตัวง่าย
อาการ
บวม
ที่เท้าเนื่องจากการไหลกลับของเลือดไม่ดี
อาจจะเห็นเส้นเลือดโป่งพอง อาจจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือเป็นตะคริวพบได้ครึ่งหนึ่งของ ผู้ป่วย
การตรวจร่างกาย
.
• บวมเท้าที่เป็นข้างเดียว และอาจจะกดเจ็บบริเวณน่อง
• เมื่อจับปลายเท้ากระดกเข้าหาตัวโดยที่เข่าเหยียดตรง (เรียกการตรวจนี้ว่า Homans Sign) จะมีอาการปวด
• อาจจะตรวจพบว่าหลอดเลือดดําโป่งและอาจจะคลําได้ ถ้าเส้นเลือด อักเสบเวลาคลําจะปวด
• ไข้ตํ่าๆ
การตรวจพิเศษ
venography
venous ultrasound
MRI
การรักษา/พยาบาล
.
• หากวินิจฉัยว่าเป็น DVT จะต้องรีบให้การรักษาโดยรับตัวไว้ใน โรงพยาบาลแพทย์จะเลือกให้ heparin หรือ low molecular weight heparin หลังจากนั้นต้องให้warfarinเพื่อป้องกันลิ่มเลือดอีก 3เดือน
• การป้องการคือการลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดําลึกและการป้องกันเส้นเลือดขอด
• วิตามินอีช่วยลดการเกิดโรค
Thromboangitis Obliteranns
อาการ
ในระยะแรก มีอาการปวดบริเวณขา และหลังเท้ารุนแรง อาจมีอาการปวดน่องร่วมด้วยเวลาเดิน เดินไม่ได้ไกล เป็นตะคริว บ่อยที่เท้าและน่อง หลังเดินหรือออกกำลังกาย อาการหายไป เมื่อพัก อาการเหล่านี้เรียกว่า Intermittent Claudication
ในระยะต่อมาจะมีแผลเรื้อรัง ตามนิ้วมือ นิ้วเท้า ในที่สุดอาจถูกตัดนิ้วมือและเท้าได้
การวินิจฉัย
• เบื้องต้นจากประวัติ
• การตรวจ ABI หรือ Dropplerultrasound, Artheriograms
การรักษา/พยาบาล
.
งดสูบบุหรี่
รักษาแผลเรื้อรังที่เท้า
ให้ยาขยายหลอดเลือด แก้ปวด ตามอาการ
ให้ยา NSIAD เมื่อมีอาการหลอดเลือดดําอักเสบ
การรักษาโดยการผ่าตัด
สาเหตุ
การที่ผนังหลอดเลือดแดง (intima)ได้รับอันตราย
.
• แรงดันของความดันโลหิต
• การอักเสบจากโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน
• โรคติดเชื้อบางชนิด
• สารเคมีในร่างกาย
อาการ
คล้ายหลอดเลือดแดงอักเสบ คือ จะมีอาการปวดรุนแรงบริเวณที่หลอดเลือดแดงไปเลี้ยง เช่น บริเวณ แขน ขา น่อง
การรักษา/พยาบาล
การดูแลรักษาแบบประคับประคอง
การรักษาด้วยยา
2.1 การใช้ยา โดยใช้ ยาต้านเกล็ดเลือด Anti-Platelet Agents
2.2 Anticoagulation Agents
การผ่าตัด
การพยาบาลหลังผ่าตัด
Thrombopheblitis
สาเหตุ
มักพบผู้ที่ มีปัจจัยเสี่ยงได้แก่ อ้วน ตั้งครรภ์ ความผิดปกติของการแข็งตัวของ เลือด ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
อาการ
ปวดบริเวณที่เกิดหลอดเลือดอักเสบ บวม แดง มีการขาดเลือดของอวัยวะที่มีการอุดตัน
การรักษา
ให้ยาขยายหลอดเลือด และยาละลายลิ่มเลือด เช่น Heparine, coumarin
ถ้ารักษาด้วยยาไม่ได้ผลทําการผ่าตัดขยายหลอดเลือดหรือเอาก้อน เลือดออก
การพยาบาล
.
ห้ามวิ่ง เดินนาน หรือยกน้ำหนัก
ใส่ผ้ายืดหรือถุงน่องรัดขาไว้ สังเกตอาการเลือดออกจากการได้รับยา ละลายลิ่มเลือด
ห้ามใช้ยาคุมกําเนิดชนิดฮอร์โมน
ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำโดยการจัดการปัจจัยเสี่ยง
ลดน้ำหนัก
Varicose vein
สาเหตุ
การเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสริมที่ทําให้เกิดหลอด เลือดขอดเพิ่มขึ้น คือ การยืนนานๆ การตั้งครรภ์ ความร้อน การถูกผูก รัด เช่น การใส่ถุงน่องที่คับเกินไป เป็ นต้น กรรมพันธุ์ เชื้อชาติ
อาการ
.
• ปวดตื้อ ๆ บริเวณขา กล้ามเนื้อเป็นตระคริว
• มีอาการเมื่อยล้าขามากผิดปกติ
• ถ้าเป็ นเส้นเลือดขอดในระดับรุนแรง จนมีหลอดเลือดอุดตัน จะมีอาการ บวมปวด ขามีสีคล้ำ
• อาจมีแผลที่เท้าจากการขาดเลือดไปเลี้ยง
• เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และติดเชื้อได้ง่าย
การวินิจฉัย
การตรวจเบื้องต้นโดยการตรวจ Bodiettrendendelenberg test มีวิธีการโดยให้ผู้ป่วยนอน ราบ ยกขาสูง และรัด Tourniquet ที่ต้นขา หลังจากนั้นให้ ผู้ป่วยยืน แล้วนําสายยางที่รัดออก ถ้ามีเลือดไหลเข้าสู่ Superficial vein แสดงว่า การทําหน้าที่ของลิ้นในหลอด เลือดผิดปกติ (Valve incopetent)
การตรวจยืนยันโดยการตรวจ Ultrasonographyและvenography
การรักษา/พยาบาล
รักษาแบบประคับประคอง
การผ่าตัดนําหลอดเลือดที่ขอดออก
2.1 หลังผ่าตัดพยาบาลควรตรวจสอบเกี่ยวกับการตกเลือด (Hemorrhage)
2.2 ซึ่งหลังผ่าตัดต้องให้แนะนําเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
ภาวะความดันโลหิตที่ผนังหลอดเลือดแดงสูงเกิน 140/90 mmHg
นางสาวณัฐวดี สมบูรณ์ เลขที่ 26 รหัสนักศึกษา 612501028