Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
4.1ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ - Coggle Diagram
4.1ความผิดปกติของการตั้งครรภ์
อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง
ปัจจัยส่งเสริม
1.อายุน้อย ครรภ์แรก
5.มีประวัติการเจ็บป่วยทางจิต
4.เคยมีประวัติ คลื่นไส้ อาเจียน ในขณะตั้งครรภ์ก่อน
6.เป็นสตรีที่มีลักษณะอารมณ์ตึงเครียดมาก่อน
3.ครรภ์ไข่ปลาอุก ซึ่งรกเจริญผิดปกติแต่ไม่มีตัวเด็ก
7.ทารกมีความผิดปกติ เช่น trisomy 21 และ hydrops fetalis
2.การตั้งครรภ์แฝด ซึ่งรกใหญ่กว่าปกติ
อาการแสดง
อาการรุนแรงปานกลาง
อาเจียนติดต่อกันไม่หยุดภายใน 2-4 สัปดาห์
อ่อนเพลีย ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
อาเจียนติดต่อกันมากกว่า 5-10 ครั้ง/วัน
น้ำหนักตัวลด มีอาการขาดสารอาหาร
มีภาวะเลือดเป็นกรด
อาการรุนแรงมาก
อาเจียนทันทีภายหลังรับประทานอาหาร และอาเจียนติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์
น้ำหนักตัวลดลงมาก
อาเจียนมากกว่า 10 ครั้ง/วัน ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ นอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา
เกิดการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง
อาการไม่รุนแรง
ลักษณะอาเจียนไม่มีน้ำหรือเศษอาหาร
น้ำหนักตัวลดลงเล็กน้อย แต่ไม่มีอาการขาดสารอาหาร
อาเจียนน้อยกว่า 5 ครั้ง/วัน สามารถทำงานได้ตามปกติ
มารดาสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้
กรดูแลรักษา
แนะนำให้รับประทานอาหารแข็งที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารมัน ทอด อาหารที่มีรสจัด และอาหารที่มีกลิ่นแรง และระหว่างหรือหลังรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำร่วม
หลังรับประทานอาหารไม่ควรนอนทันที
ให้ดื่มของอุ่นๆ ทันทีที่ตื่นนอน เช่น นมชง โอวัลตินหรือน้ำอุ่น ประมาณครึ่งถึงหนึ่งถ้วย แล้วนอนต่อ อีกประมาณ 15 นาที ก่อนจะลุกขึ้นปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน
ดูแลความสะอาดของปากและฟัน โดยการบ้วนปากบ่อยๆ และไม่ควรแปรงฟันทันทีหลังอาหาร
แนะนำการพักผ่อนอย่างเพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง
แนะนำการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว
แนะนำให้รับประทานผลไม้ เช่น ลูกพรุน ส้ม กล้วย เพื่อเพิ่มโพแทสเซียม
แนะนำการปรับแผนการรับประทารอาหาร สารอาหารประมาณ 2,500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน
ป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ โดยการดื่มน้ำวันละ 2,500-3,000 มล. จิบทีละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
ให้ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน
ให้วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ B1, B6, B12
ให้การดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจ
สนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วม
ในกรณีที่ให้การรักษาโดยวิธีต่างๆแล้วไม่ดีขึ้น จะต้องวินิจฉัยแยกโรค
การตั้งครรภ์แฝด
การดูแลสุขภาพสตรีตั้งครรภ์แฝด
ระยะคลอด
ให้ได้รับสารน้ำและอาหารทางหลอดเลือดดำ
เจาะเลือดหากลุ่มเลือดเตรียมจองเลือด
จัดให้นอนพักผ่อนบนเตียงในรายที่มีถุงน้ำคร่ำแตก
ช่วยแพทย์ในการทำคลอดทางช่องคลอด
ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดโดยการผ่อนคลาย นวด ลูบหน้าท้อง การควบคุมการหายใจ
ภายหลังทารกคนแรกคลอดแล้ว ควรตรวจหน้าท้องมารดาเพื่อหาส่วนนำของทารกคนที่ 2 ถ้าเป็นท่าปกติ ควรเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อเร่งคลอด แต่ท่าผิดปกติรีบทำผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
ระยะหลังคลอด
ประเมินภาวะติดเชื้อ โดยสังเกตลักษณะ สี จำนวนของน้ำคาวปลา
การให้ธาตุเหล็กทดแทนปริมาณเลือดที่เสียไป
ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
ช่วยเหลือให้มีการปรับตัวที่เหมาะสม โดยเฉพาะการเลี้ยงบุตรแฝด
เฝ้าระวังการตกเลือดหลังคลอด
ระยะตั้งครรภ์
ควรหลีกเลี่ยงงานที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ควรงดการทำงานหนัก
การทำจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย ไม่เครียดหรือวิตกกังวลมากเกินไป
แนะนำการรับประทานยาเสริมธาตุเหล็กตามแผนการรักษา
งดการมีเพศสัมพันธ์และการกระตุ้นเต้านม
การให้สตรีตั้งครรภ์แฝดรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว บวม เด็กดิ้นน้อยลง
แนะนำให้มาฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มแรกของการตั้งครรภ์ และมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
ควรรับไว้ในรพ.เมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์
การวินิจฉัย
มีอาการบวมมากโดยเฉพาะที่ขา ขนาดมดลูกโตมากกว่าระยะของการขาดประจำเดือน
คลำพบได้ Ballottement หรือคลำได้ทารกมากกว่าหนึ่งคน
สตรีที่มีรูปร่างใหญ่ น้ำหนักมาก หรือมีประวัติเคยตั้งครรภ์แฝด
คลำได้ส่วนเล็ก (Small part) มากกว่าธรรมดา คลำได้ส่วนใหญ่ (large part) สามแห่งหรือมากกว่า
ฟังเสียงหัวใจทารกได้ 2 แห่ง
ระดับฮอร์โมน estriol เบต้า HCG HPL สูงกว่าปกติ
ทารกตายในครรภ์
การวินิจฉัย
HF < GA , ฟัง FHS ไม่ได้ , คลำพบกะโหลกศีรษะนิ่มกว่าปกติ
Spalding’s sign , Deuel sign
รู้สึกทารกไม่ดิ้น ท้องเล็กลง น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ดัดตึงเต้านมน้อยลง และมีสิ่งขับหลั่งสีน้ำตาลไหลออกมาทางช่องคลอด
กระดูกสันหลังโค้งงอมากกว่าปกติหรือหักงอเป็นมุม
พบเงาแก๊สในหลอดเลือดใหญ่ (aorta vena cava) ของทารก Robert sign ซึ่งพบค่อนข้างน้อย
ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ไม่พบ FHR กะโหลกศีรษะแยกออกเป็น 2 เส้น
ตรวจหาปริมาณของ estriol ในปัสสาวะ 24 ชั่วโมง พบว่า มีระดับลดตํ่าลงทันที ภายใน 24-48 ชั่วโมง
อาการและอาการแสดง
หญิงตั้งครรภ์ให้ประวัติว่าเด็กไม่ดิ้น มีเลือดหรือมีน้ำสีน้ำตาลออกทางช่องคลอด น้ำหนักตัวลดลง เต้านมดัดตึงน้อยลง นุ่มและเล็กลง
ตรวจหน้าท้อง พบระดับมดลูกตํ่ากว่าอายุครรภ์และคลำตัวทารกพบว่าไม่รู้สึกว่า ทารกดิ้นมากระทบมือ ฟัง FHS ไม่ได้ คลำศีรษะทารกจะรู้สึกนุ่มและสามารถบีบให้เล็กลงได้ เนื่องจากกระดูกกะโหลกศีรษะเกยกัน
แบ่งเป็น
Intermediate fetal death
ตายระหว่าง 20-28 สัปดาห์
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นหลังจาก 1 วัน จนถึง 7 วัน ดังนี้ มีการลอกของผิวหนัง อวัยวะภายในมีสีคล้ำ ร่วมกับมีสารน้ำสีแดงในเยื่อหุ้มหัวใจ เยื่อหุ้มปอด และในช่องท้อง
Late fetal death
ตายตั้งแต่ 28 สัปดาห์ขึ้นไป
เป็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากทารกตายแล้วนานกว่า 1 สัปดาห์ จะพบสีผิวของทารกมีการเปลี่ยนแปลงจากสีแดงเป็นสีน้ำตาล
Early fetal death
เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 24 ชม. หลังทารกตาย โดยจะพบ มีการแยกชั้นของ epidermis ผิวหนังมีสีแดง
ตายก่อน 20 สัปดาห์
แนวทางการรักษา
การรักษาระยะเจ็บครรภ์คลอด
พยายามให้คลอดเองทางช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีการคลอดที่มีอันตรายต่อมารดาน้อยที่สุด ในบางกรณีอาจจะได้ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หากมารดาอยู่ในภาวะ decompensated DIC ควรให้องค์ประกอบของเลือดทดแทนปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่เสียไป
การรักษาระยะหลังคลอด
ภายหลังทารกตายในครรภ์แล้ว แพทย์อาจให้ยายับยั้งการหลั่งน้ำนม
1.การรักษาก่อนเจ็บครรภ์คลอด
กระตุ้นให้มีการเจ็บครรภ์คลอด โดยการให้ oxytocin , การให้ prostaglandins
หัตถการเพื่อยุติการตั้งครรภ์
รักษาแบบประคับประคองและคอยให้เจ็บครรภ์คลอด แต่ควรติดตาม platelet count,PT,PTT และ fibrinogen
การพยาบาล
ระยะคลอด
ให้การพยาบาลเหมือนกับการคลอดปกติ
ระยะหลังคลอด
ให้การพยาบาลโดยให้มีความสุขสบายทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และให้ความรู้ในการวางแผนคุมกำเนิด
ระยะก่อนคลอด
social support ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
ให้ความรู้ในการบรรเทาความเจ็บปวดในระหว่างรอคลอด
ติดตาม CBC, platelet count, PT,PTT และ fibrinogen อาจเกิดภาวะ DIC ได้
การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
อาการและอาการแสดง
• ลักษณะของการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดจะเหมือนกับการเจ็บครรภ์จริง คือมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูก อาจมีอาการปวดหรือไม่มีอาการปวดร่วมด้วย
หญิงตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด
เคยมีประวัติแท้ง โดยเฉพาะเมื่อตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์
มีการอักเสบ ติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
สูบบุหรี่และใช้สารเสพติด เช่น โคเคน เฮโรอีน
มดลูกหดรัดตัวถี่ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนครบกำหนดคลอด
น้ำหนักน้อยกว่า 50 กก. เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ และเพิ่มน้อยในระยะตั้งครรภ์
ครรภ์แฝด
ตั้งครรภ์ไม่พึงปรารถนา
มีฮีโมโกลบินน้อยกว่า 9 กรัม/100 มิลลิลิตร
อายุน้อยกว่า 20 ปี หรือมากกว่า 35 ปี
คอมดลูกส่วนในเปิดมากกว่าหรือเท่ากับ 1 นิ้วมือ เมื่ออายุครรภ์ 30-32 สัปดาห์
มีประวัติคลอดก่อนกำหนด
มีประวัติทารกตายในครรภ์ หรือตายในระยะแรกเกิด
การเจ็บครรภ์หรือการคลอดขณะอายุครรภ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 37 สัปดาห์ หรือ 259 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย
มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ 4 ครั้ง ใน 20 นาที หรือ 8 ครั้ง ใน 1 ชั่วโมง ร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกมากขึ้น โดยมีการเพิ่มขยายของปากมดลูกมากกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร
การพยาบาล
การพยาบาลเพื่อประคับประคองการตั้งครรภ์ให้ดำเนินต่อไป
สอนเทคนิคการผ่อนคลายความเครียด
ดูแลให้ยายับยั้งการคลอดตามแผนการรักษา
กระตุ้นให้ปัสสาวะทุก 2 ชม.
ประเมิน UC ทุก 10 นาที หลังจากนั้นทุก 30 นาที และ 1 ชม. ตามลำดับ
งดการ PV
ให้ dexamethasone ตามแผนการรักษา
ดูแลให้ bed rest นอนตะแคงซ้าย
บันทึก I/O ฟัง FHS และฟังเสียงปอด เพื่อประเมินภาวะน้ำท่วมปอด
การพยาบาลในกรณีที่ไม่สามารถยับยั้งการคลอดก่อนกำหนดได้
เตรียมทำคลอด
รายงานกุมารแพทย์เตรียมอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพ เพื่อช่วยเหลือทารก
ประเมิน UC และ FHS ทุก 30 นาที – 1 ชม.
ส่งต่อทารกไปยังหน่วยทารกแรกเกิดวิกฤติ
ให้ ampicillin
ในระยะตั้งครรภ์
ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด
การป้องกันการติดเชื้อ ไม่ควรงดดื่มน้ำและกลั้นปัสสาวะ
งดการมีเพศสัมพันธ์
การนอนหลับพักผ่อน อย่างน้อย 8 ชม. ควรนอนตะแคงซ้าย
หลีกเลี่ยงการกระตุ้นหัวนม
การผ่อนคลายความเครียด
สังเกตอาการเจ็บครรภ์คลอด
การจำกัดกิจกรรมและการออกกำลังกาย
มาตรวจตามนัดทุกครั้ง
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์
น้ำคร่ำแตกก่อนคลอดนานเกิน 24 ชั่วโมง เรียกว่า ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนคลอดนาน (prolonged rupture of the membranes) นาน 24 ชม.
การคลอดที่เกิดภายหลังถุงน้ำคร่ำรั่วหรือแตกนานเกิน 24 ชั่วโมงมีอัตราการติดเชื้อสูงและอาจเกิดร่วมกับภาวะคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงต่อการเกิดภาวะRDSได้
แตกเมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ (preterm PROM หรือ PPROM) หรือแตกเมื่ออายุมากกว่า 37 สัปดาห์
อาการและอาการแสดง
น้ำเดิน (MR) คือ มีน้ำใสๆไหลออกทางช่องคลอด PV พบส่วนนำทารกโดยไม่พบถุงน้ำ
น้ำคร่ำรั่ว (ML) คือ มีน้ำใสๆไหลออกทางช่องคลอด PV พบถุงน้ำยังมีอยู่
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การทดสอบไนบลู (Nile’ blue test) เป็นการตรวจดูเซลล์ไขมันของทารกในครรภ์ เซลล์จะติดสีแสด
Immunochromatographic ตรวจหาสารเคมีของน้ำคร่ำ มีความไวและความจำเพาะสูงแต่ราคาแพง
การทดสอบรูปใบเฟิร์น(Fern test) เห็นผลึกรูปใบเฟิร์น
การตรวจ U/S เพื่อดูปริมาณน้ำคร่ำ
Nitrazine paper test ช่องคลอดมี pH อยู่ระหว่าง 4.5 - 6 และ pH ของน้ำคร่ำมีค่าประมาณ 7.0 – 7.5 กระดาษเปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นสีน้ำเงิน
การพยาบาล
ระยะคลอด
ให้ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา
ดูแลให้ได้รับยาเร่งคลอดตามแผนการรักษา
งดการ PV
ติดตามความก้าวหน้าของการคลอด หากการคลอดไม่ก้าวหน้า และทารกมีภาวะ Fetal distress ควรรายงานแพทย์เพื่อเตรียมผ่าตัดคลอด
ป้องกันการติดเชื้อ
ประคับประคองด้านจิตใจหากพบว่าทารกมีการติดเชื้อ หรือคลอดก่อนกำหนด หรือมีความผิดปกติอื่นๆ
ระยะหลังคลอด
ป้องกันการติดเชื้อหลังคลอด
ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด
ประคบประคองด้านจิตใจ
ระยะเฝ้าคลอด
Observe FHS
ใส่ผ้าอนามัยเพื่อสังเกต จำนวน สี กลิ่นของน้ำคร่ำ
Bed rest เพราะจะเพิ่มการหดรัดตัวของมดลูก หรือในกรณีที่ส่วนนำยังม้าสู่ช่องเชิงกราน อาจทำให้เกิดสายสะดือพลัดต่ำได้
ดูแลการทำความสะอาดอวัวะสืบพันธ์หลังการขับถ่าย และการเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 4 ชม.
งดการ PV
ให้ dexamethasone ตามแผนการรักษา
สังเกตอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อของถุงน้ำคร่ำ