Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักในเด็ก - Coggle Diagram
การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักในเด็ก
กระดูกหัก
หมายถึง ภาวะที่โครงสร้างหรือส่วนประกอบของกระดูกแยกออกจากกันอาจเป็นการแตกแยกโดยสิ้นเชิง หรือมีเพียงบางส่วนติดกันหรือเป็นเพียงแตกร้าว
ข้อเคลื่อน
หมายถึง ภาวะที่มีการเคลื่อนของผิวข้อออกจากที่ควรอยู่หรือหลุดออกจากเบ้า ซึ่งการบาดเจ็บของข้อและกระดูกยังส่งผลให้เนื้อเยื่อที่อยู่โดยรอบกระดูก หลอดเลือด น้ำเหลือง เส้นประสาทและเส้นเอ็นได้รับอันตรายด้วย
กระดูกเด็กมีลักษณะแตกต่างจากผู้ใหญ่
แผ่นเติบโต (growth Plate) มีความอ่อนแอ กว่าเอ็น (tendon),เอ็นหุ้มข้อ (ligament)และเยื่อหุ้มข้อ (joint capsule)เมื่อมีการแตกหักจะหักบริเวณนี้มากกว่า
2.เยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) มีความแข็งแรงและสามารถสร้างกระดูกได้ดีกระดูกหักในเด็กจึงติดเร็ว
เยื่อบุโพรงกระดูก(endosteum) สามารถสร้างกระดูกได้มากและเร็ว เด็กอายุยิ่งน้อยกระดูกยิ่งติดเร็ว
ปัญหาด้านการวินิจฉัยกระดูกหักในเด็กการตรวจร่างกายอาจไม่แน่ชัด หรือเชื่อถือได้อยาก
5.การบวมของแขน ขาในเด็กจะเกิดขึ้นเร็วภายหลังมีกระดูกหักหรือข้อเคลื่อน แต่การบวมนี้ก็หายเร็ว
การเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียน (ischemic changes) การ ไหลเวียนของเลือดบริเวณแขน ขา จากการใส่เฝือกหรือพันผ้าแน่น เกินไปต้องระมัดระวังและแก้ไขทันที เพราะอาจเกิด ภาวะ Volkman’s ischemic contractur
7.การเจริญเติบโตของเด็กเล็กเริ่มจากการทดแทนกระดูกอ่อนด้วย ศูนย์กระดูกปฐมภูมิ (primary ossification center) ต่อมาจะมีการ ทดแทนกระดูกอ่อนที่ส่วนปลายกระดูกเป็นศูนย์กระดูกทุติยภูมิ(ossification center secondary) ท้าให้กระดูกงอกตามยาว
สาเหตุ
มักเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุนำมาก่อนมีแรงกระแทกบริเวณกระดูกโดยตรง เช่น ถูกตี รถชน ตกจากที่สูง หรือจากการกระตุ้นทางอ้อม เช่น หกล้ม เอามือยันพื้นกระดูกฝ่ามือไม่แตกกลับไปแตกบริเวณเหนือข้อมือ อาจเกิดจากกล้ามเนื้อที่เกาะกระดูกถูกฉุดกระฉากแรงเกินไปและอาจเกิดจากมีพยาธิสภาพของโรคที่ท้าให้กระดูกบางหักแตกหักง่าย เช่น มะเร็งของกระดูก กระดูกอักเสบ
อาการและอาการแสดง
1.มีอาการปวดและกดเจ็บ บริเวณที่กระดูกมีพยาธิสภาพ
2.บวมเนื่องจากมีเลือดออกบริเวณที่กระดูกหักหรือกระดูกเกยกัน
3.รอยจ้้าเขียว เนื่องจากมีเลือดซึมจากชั้นในขึ้นมายังผิวหนัง
4.อวัยวะส่วนที่ได้รับบาดเจ็บมีลักษณะผิดรูป
การติดของกระดูกเด็ก
หลังกระดูกหักเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจะมีการรวมตัวของก้อนเลือดตรงตำแหน่งปลายหักของกระดูกเพื่อเป็นฐานทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ (granulation tissue) จากนั้นประมาณ 8 ชั่วโมง จะมีปฏิกิริยาการอักเสบอย่างเฉียบพลันพร้อมกลับการมีการสร้างเซลล์บริเวณเยื่อหุ้มกระดูก(periosteum) และในโพรงกระดูก (medullary canal)กระดูกที่สร้างขึ้นใหม่จะเกิดขึ้นภายหลังกระดูกหักประมาณ 48 ชั่วโมงและจะใช้เวลาในการเชื่อมกระดูกหักประมาณ 6-7 วันโดยเฉลี่ยการติดของกระดูกนานประมาณ 6-16 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับสาเหตุอายุ ตำแหน่งและความรุนแรงของอันตรายที่ได้รับ
การประเมินสภาพ
การซักประวัติ เกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
การตรวจร่างกาย
ลักษณะของกระดูกหัก สังเกตุลักษณะภายนอกว่าเป็นกระดูกหักชนิดที่มีบาดแผลหรือไม่ มีกระดูกโผล่หรือไม่
ลักษณะของข้อเคลื่อน มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ข้อเคลื่อนออกจากกันโดยตลอด และข้อที่เคลื่อนออกจากกันเพียงเล็กน้อย โดยมีบางส่วนยังติดกันอยู่
การตรวจพบทางรังสี
การรักษา
แก้ไขตามปัญหาและการพยากรณ์โรคที่จะเกิดกับ กระดูกหักนั้นๆ
เป้าหมายการรักษา
3.1 ในระยะแรกจะมุ่งลดความเจ็บปวด และ
พยายามจัดกระดูกให้เข้าที่
3.2 จัดกระดูกให้เข้าที่และดามกระดูกให้มีแนวกระดูก (alignment)
ที่ยอมรับได้จนกระดูกที่หักติดดี
3.3 ให้กระดูกที่เข้าที่ดีและติดเร็ว
3.4 ให้อวัยวะนั้นกลับท างานได้เร็วที่สุด
ระมัดระวังไม่ให้กระดูกหักหรือข้อเคลื่อนได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น
กระดูกหักที่พบบ่อย
กระดูกไหปลาร้าหัก ( fracture of clavicle )
เกิดขึ้นกับเด็กมากที่สุด โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ส่วนในทารกอาจเกิดจากการคลอดติดไหล่
อาการและอาการแสดง
ฺPseudoparalysis ขยับข้างที่เป็นได้น้อย ไหล่ตก
Crepitus คล้าได้เสียงกรอบแกรบ
ปวด บวม ข้างที่เป็น
เอียงคอไปด้านที่เจ็บ ยื่นตัวไปข้างหน้า แขนที่ดีประคองข้างที่เจ็บ
การรักษา
ในทารกและเด็กเล็กจะตรึงแขนข้างที่หักให้อยู่นิ่งโดยมัดแขนให้ข้อศอกงอ90 องศา ให้ติดกับลำตัว พันนาน 10-14 วัน ระมัดระวังเรื่องการอุ้มเด็กในเด็กอายุมากกว่า 3 ปี อาจใช้ผ้าสามเหลี่ยมคล้องคอ ห้อยแขนให้ข้อศอกงอ 90 องศา และพันแขนให้ติดกับลำตัวด้วยผ้ายืดหรือผ้าสำลี คล้องแขนไว้นานประมาณ 2-3 สัปดาห์
กระดูกต้นแขนหัก (fracture of humerus)
ในทารกแรกเกิด
มักเกิดในรายที่คลอดติดไหล่แล้วผู้ท้าคลอดสอดนิ้วเข้าไปเกี่ยวออกมา
เด็กโต
อาจเกิดการล้มแล้วต้นแขนหรือข้อศอกกระแทกพื้นโดยตรง จะพบหัวไหล่บวม ช้ำเวลาจับไหล่หรือแขนให้มีการเคลื่อนไหวจะเจ็บปวด การหักของกระดูกบริเวณนี้ อาจให้ห้อยแขนข้างที่หักไว้ด้วยผ้าคล้องแขนไว้นานประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ ในรายที่กระดูกหักเคลื่อนออกจากกันมากๆควรตรึงแขนด้วย traction ตรึงไว้นานประมาณ 3 สัปดาห์ อาจท้า skin traction หรือ skeletal traction ก็ได้
กระดูกข้อศอกหัก ( Supracondylar fracture )
พบบ่อยในเด็กเพราะเด็กพลัดตกหกล้มได้ง่ายและบ่อย เกิดจากการหกล้มเอามือเท้าพื้นในท่าข้อศอกเหยียดตรง หรือข้อศอกงอเด็กจะปวดบวมบริเวณข้อศอกอย่างมากในรายที่หักแบบ greenstick อาจใส่เฝือกแบบ posterior plastersplint ประมาณ 1 สัปดาห์เมื่อยุบบวม จึงเปลี่ยนเฝือกพันต่ออีก 2-3สัปดาห์ พบบ่อยในเด็กวัยก่อนเรียนและวัยเรียน โรคแทรก ซ้อนที่อาจเกิดขึ้น “ Volkman’s ischemiccontracture ” กระดูกหักบริเวณนี้อาจเกิดปัญหา เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของกระดูก Humerus
ในรายที่หักแบบ greenstick อาจใส่เฝือกแบบ posterior plastersplint ประมาณ 1 สัปดาห์เมื่อยุบบวม จึงเปลี่ยนเฝือกพันต่ออีก 2-3สัปดาห์
การเคลื่อนของหัวกระดูกเรเดียส (Transient subluxation of radial head , pulled elbow )
เป็นการเคลื่อนที่ของหัวกระดูกเรเดียส ออกมาจากข้อ radio-humeral ไม่หมด พบได้บ่อยในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี เกิดจากการหยอกล้อ แล้วดึงแขนหรือหิ้วแขนขึ้นมาตรงๆในขณะที่ข้อศอกเหยียด และแขนท่อนปลายคว่ำมือ
กระดูกปลายแขนหัก
พบได้บ่อยในเด็กตั้งแต่เริ่มหัดเดินไปจนถึงวัยรุ่น เกิดจากการกระทำทางอ้อม เช่น หกล้มเอามือเท้าพื้น ตกจากที่สูง
กระดูกต้นขาหัก ( fracture of femur )
พบได้ทุกวัย โดยเฉพาะอายุ 2 - 3 ปี ส่วนมากจะเกิดกับเด็กชายมากกว่า เพราะซุกซนกว่า ตำแหน่งที่พบคือ ช่วงกลางของกระดูกต้นขา เด็กจะปวด บริเวณข้างที่หัก บวมตรงตำแหน่งกระดูกถ้าอายุต่ำกว่า 3 ปี แก้ไขโดยให้ใส่เฝือกขาแบบยาวนาน 3-4 สัปดาห์
ถ้ากระดูกเคลื่อนออกจากกันมากๆ ให้รักษาด้วยวิธี Gallow’s หรือ Bryant’s traction ถ้าอายุมากกว่า 3 ปีแก้ไขโดยท า Russel’s traction
7.ภยันตรายต่อข่ายประสาท
brachial plexus จากการคลอด
(birth palsy)
ข่ายประสาท brachial plexus เป็นการรวมตัวของรากประสาทไขสันหลังส่วน ventral rami ระดับ C5-T1ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อและรับความรู้สึกจากบริเวณไหล่จนถึงปลายมือเมื่อมีภยันตรายต่อข่ายประสาทมีผลให้เกิดอาการแขนอ่อนแรง
สาเหตุ
เกิดจากข่ายประสาทถูกดึงยึด ได้แก่ การคลอดท่าก้น ภาวะคลอดติดไหล่ เด็กมีน้้าหนักมากและการคลอดที่ใช้เวลานาน
การวินิจฉัย
จากการสังเกตเห็นแขนที่ผิดปกติเคลื่อนไหวได้น้อยกว่าธรรมดา
การรักษา
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีการฟื้นตัวของเส้นประสาทโดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
การพยาบาล (Nursing care of facture in children)
การพยาบาลเพื่อป้องกันเนื้อเยื่อรอบกระดูกที่หักได้รับ บาดเจ็บเพิ่ม เนื่องจากการทิ่มแทงของกระดูก
ประเมินลักษณะการบาดเจ็บที่ได้รับ โดยการสังเกต คล้าดูความสัมพันธ์ของอวัยวะ การเคลื่อนไหวของข้อต่าง ๆ การ
ยกขึ้น งอหรือเหยียด ตรวจสอบความตึงตัว อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
เคลื่อนย้ายเด็กด้วยความระมัดระวัง
จัดกระดูกให้อยู่นิ่งตามแผนการรักษา
3.2 การดึงกระดูก (Traction)
การดูแลให้การดึงกระดูกมีประสิทธิภาพตลอด
ดูแลแรงดึงสมดุลเพียงพอกับน้ าหนักผู้ป่วย 1/5 ปอนด์ต่อน้ าหนัก 1 กิโลกรัม
น้ำหนักที่ใช้ถ่วงแขวนลอยอิสระไม่แตะพื้นหรือข้างเตียงขณะดึงกระดูกควรจัดท่า
นอนของเด็กให้ถูกต้องตามชนิดของ Traction
ขณะดึงกระดูกควรจัดท่านอนของเด็กให้ถูกต้องตามชนิดของ
Traction ควรใช้ผ้าตรึงตัวเด็กให้ถูกกับ position ของ traction นั้นๆ
สังเกตการไหลเวียนของเลือดส่วนปลาย
จะต้องไม่เอาน้ าหนักออก หรือถอด traction เองจนกว่าแพทย์สั่ง
รายที่ทำ Skeletal Traction ต้องสังเกตอาการติดเชื้อบริเวณที่
เหล็กดึงกระดูก
ชนิดของ Traction ที่ใช้รักษากระดูกหักในเด็ก
Over Head traction หรือ Skeletal traction the upper limb
ใช้ในการรักษากระดูกหักที่ต้นแขน เป็นการเข้า tractionในลักษณะข้อศอกงอ 90 องศา กับล้าตัว ในรายที่ผู้ป่วยแขนหักแล้วมีอาการบวมมากยังไม่สามารถ reduce และใส่เฝือกได้
Dunlop’s traction
ใช้ในเด็กกัยรายที่มี Displaced Supracondylar Fracture ที่ไม่สามารถดึงให้เข้าที่ ( reduce )ได้ หรือในรายที่มีอากรบวมมาก บางกรณีใช้ดึงให้ยุบบวม
Bryant’s traction
ในเด็กที่กระดูกต้นขาหัก ( fractureshaft of femur ) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 2 ขวบ หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กิโลกรัม
Skin traction
ใช้ในรายที่มีfacture shaft of femur ในเด็กโต อายุมากกว่า3 ขวบขึ้นไป traction แบบนี้อาจเกิดปัญหาการกด peronealnerve ท้าให้เกิด foot drop ได้
Russell’s traction
ใช้ในเด็กโตที่มี Fracture shaft of femur หรือ fractureบริเวณ supracondyla region of femur การท้า tractionชนิดนี้อาจเกิดปัญหาการผ้า sling ที่คล้องใต้ขาไปกด เส้นเลือดและเส้นประสาทบริเวณใต้เข่าได้
3.3 ผ่าตัดทำ open reduction internal fixation (ORIF)
เพื่อจัดกระดูกให้เข้าที่และอยู่นิ่งโดยใช้โลหะยึดไว้อาจใช้ plate ,screw, nail หรือ wire แพทย์จะพิจารณาท้าในรายที่กระดูกหักมาก เกิดอันตรายต่ออวัยวะโดยรอบ
3.1 เข้าเฝือกปูน
3.1.1 การจัดเตรียมเด็กก่อนเข้าเฝือก
3.1.2 ประเมินอาการภายหลังเข้าเฝือกภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งประเมินได้จาก 5 PS หรือ 6P ได้แก่
Pulselessness ชีพจรเบา,เย็น
Pallorปลายมือปลายเท้าซีด หรือเขียวคล้้า
Paresthesia ชา ขาดความรู้สึก
Paralysis เส้นประสาทถูกกด เคลื่อนไหวไม่ได้
Pain มีอาการเจ็บมากกว่าเดิม
Puffiness or Swelling มีอาการบวมมากขึ้น
3.1.3 ยกแขนที่เข้าเฝือกให้สูง
3.1.4 การยกหรือเคลื่อนย้ายเด็ก ต้องระวังเฝือกหัก
3.1.5 ระมัดระวังไม่ให้เฝือกเปียกน้้า
3.1.6 แนะนำเด็กและญาติ
ในการดูแลเฝือก
2.การพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการถูกจ้ากัดเคลื่อนไหว
ป้องกันและลดอาการข้อติดแข็งและกล้ามเนื้อลีบกระตุ้นให้เด็กมีการออกกำลังบริเวณกล้ามเนื้อและข้อต่างๆ
ป้องกันการเกิดแผลกดทับ ด้วยการเปลี่ยนท่าที่ เหมาะสมให้เด็กอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง
ลดอาการท้องผูกด้วยการกระตุ้นให้เด็กมีการ เคลื่อนไหว จัดอาหารที่มีกากมาก ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ช่วยให้ปอดขยายตัวเต็มที่ด้วยการกระตุ้นให้เด็กหายใจเข้าออกลึกๆแรงๆหลายๆครั้ง
ประเมินอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง
การพยาบาลเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่กระดูก
เนื่องจากมีทางเปิดของผิวหนังถึงกระดูก
ท้าความสะอาดบาดแผลก่อนการเข้าเฝือกที่ด้วยการชะล้างสิ่ง
แปลกปลอมที่อยู่ในบาดแผลออกให้หมด
ประเมินลักษณะอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ
เกิดขึ้นจาก ลักษณะแผล สิ่งคัดหลั่ง อาการบวมแดง
ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา
ดูแลให้ได้รับประทานอาหารที่จะช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ
4 .การพยาบาลเพื่อลดความ เครียดวิตกกังวลเมื่อ
เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ประเมินสภาพความต้องการทางด้านจิตใจของเด็กและญาติ
ว่าต้องการช่วยอะไรบ้าง
สร้างความมั่นใจและความรู้สึกที่ดีแก่เด็กและญาติที่มีต่อการ
รักษาพยาบาลและตัวบุคลากร
จัดกิจจกรรมหรือเปิดโอกาสให้เด็กและญาติให้มีการระบายออก
ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษาโดยเฉพาะในระยะแรกๆแต่ต้อง
ประเมินอาการเจ็บปวดด้วย
5.การพยาบาลเพื่อบรรเทาปวด
5.1 ประเมินระดับอาการปวดของผู้ป่วย
5.2 จัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง
5.3 ตรวจดูว่าเฝือกคับหรือskin traction พันแน่นเกินไปหรือไม่
5.4 ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษาโดยเฉพาะในระยะแรกๆ
5.5 กรณีเด็กได้รับการผ่าตัด อาจมีการรัดโดยส าลีพันเฝือกบริเวณข้อศอก
ข้อเข่า ควรคลาย ส าลีพันเฝือกให้ถึงผิวหนังเด็ก
5.6 ผู้ป่วยที่ได้รับการยึดด้วย Kirschner wire ผ่านผิวหนังออกมาข้าง
นอกเพื่อสะดวกในการถอด ต้องหมั่นท าแผลจนกว่าจะถึงเวลาที่ถอด
6.การพยาบาลเพื่อให้ค้าแนะน้าการปฏิบัติตัวเมื่อ
กลับไปอยู่บ้านอย่างถูกต้อง
6.1 การดูแลแผลผ่าตัด ควรระวังไม่ให้แผลเปียกน้ าหรือสกปรก
6.2 ห้ามผู้ป่วยและญาติแกะแผลหรือเอาเฝือกออกเอง
6.3 ควรสังเกตอาการผิดปกติที่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลทันที ได้แก่
เฝือกมีกลิ่นเหม็น,ปลายมือปลายเท้าชา เขียวคล้ า,มีไข้สูง
6.4 ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้แผลหายดี
6.5 รักษาสุขภาพ อนามัยให้แข็งแรงอยู่เสมอ และหมั่นออกก าลัง
กายกล้ามเนื้อและข้อ โดยเฉพาะการก าแบมือบ่อยๆ
(Volkmann’s ischemic contracture)
ลักษณะรูปร่างของนิ้ว มือ และแขนใน
Volkmann’s ischemic contracture
แขนอยู่ในท่าคว่ ามือ (pronation)
ข้อศอกอาจจะงอ
ข้อมือพับลง (palmar flemion)
ข้อ metacarpophalangeal กระดกขึ้น หรือมี extension
นิ้วจะงอทุกนิ้ว
อาจมีอัมพาต ถ้า median nerve หรือ ulnar nerve ถูกท าลาย
กล้ามเนื้อแขนลีบแข็ง
ข้อเกือบทุกข้อจะแข็ง บางรายอาจจะกระดิกได้
กล้ามเนื้อมือลีบ เหมือนกับมีอัมพาต
สาเหตุ
เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณ forearm ขาดเลือดไปเลี้ยงหรือมีเลือดไปเลี้ยงน้อย เนื่องจากเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำถูกกด หรือถูกเสียดสีจนช้ำทำให้เลือดไหลกลับไม่ได้ กล้ามเนื้อจะบวมตึง
มี 3 ระยะ
ระยะเริ่มเป็น
มีอาการชา
ชีพจร คลำไม่ได้ชัด หรือคลำไม่ได้
สีของนิ้วจะเป็นสีซีด หรืออาจจะเขียวคล้ำ แต่นิ้วยังอุ่นอยู่
นิ้วกลางออกจากกัน กระดิกไม่ได้ การบวมทำให้นิ้วแข็ง
เจ็บและปวด
มีบวม เห็นได้ชัดที่นิ้ว
ระยะ มีการอักเสบของกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อ บวมดึง แข็งและมีสีคล้ำ เนื่องจากมีเลือดปะปนอยู่ ผิวหนังพองเนื่องจากกล้ามเนื้อมี fascia หุ้มอยู่ fascia นีขยายตัวไม่ได้มากนัก จึงทำให้เกิดความอัดดันภายในมาก เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อถูกทำลายสลายตัว เปลี่ยนสภาพเป็น fbroustissue และหดตัวสั้นทำให้นิและมือหงิกงอ นอกจากนี้ mediannerve และ unar nerve อาจถูกบีบรัดอยู่ใน fibrous tissue ทำให้มีอาการของอัมพาดได้ ข้อนิ้วและข้อมือจะแข็ง เนื่องจากไม่ได้ทำงานและจากการหดตัวของเชื่อบุข้อ
ระยะกล้ามเนื้อหดตัว
การหดตัวเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อ Pronator และ flexor ของเเขน มือและนิ้ว ทำให้มือและนิ้วหงิกงอ ใช้การไม่ได้
วิธีป้องกัน
จัดกระดูกให้เข้าที่โดยเร็วที่สุดขณะที่หักเกิดขึ้นใหม่
อย่างอข้อศอกมากเกินไปขณะที่ใส่เผือก จะงอได้มากแค่ไหนควรใช้การจับชีพจร เป็นหลัก ต้องงอพอที่จะจับชีพจรได้เสมอ
ใช้ slap ใส่ทางด้านหลังของแขนแล้วพันด้วยผ้าพันธรรมดา การใช้ slap จะทำให้เฝือกขยายตัวได้บ้าง ยังไม่ควรใส่ circular cast
โรคของกระดูก
โรคคอเอียงแต่กำเนิด
(Congenital muscular Torticollis)
เป็นลักษณะที่ศีรษะเอียงจากแนวกึ่งกลางไปด้านใดด้านหนึ่งจากกล้ามเนื้อด้านข้างคอ Sternocleidomastoid ที่เกาะยึดระหว่างกระดูกหลังหูกับส่วนหน้าของกระดูกไหปลาร้าหดสั้นลงทำให้เอียงไปด้านที่หดสั้นใบหน้าจะบิดไปด้านตรงข้าม
อาการ
มักคลำพบก้อนที่กล้ามเนื้อข้างคอด้านที่เอียงและก้อนจะค่อย ๆ ยุบลงไปการปล่อยให้มีภาวะคอเอียงอยู่นานจะส่งผลให้กะโหลกศีรษะใบหน้าข้างที่กดทับกับพื้นที่นอนแบนกว่าอีกข้างศีรษะบิดเบี้ยวไม่สมดุล
การวินิจฉัย
การตรวจร่างกายลักษณะของผู้ป่วยซักประวัติ
ภาพรังสีกระดูกคอ
การรักษา
ยืดกล้ามเนื้อบริเวณคอที่หดสั้น
การยึดแบบให้เด็กหันศีรษะเอง (active streth) โดยหาวิธีการให้เด็กหันหน้ามาด้านที่คอเอียงที่มีกล้ามเนื้อหดสั้น
การยึดโดยวิธีดัด (passive stretch) จัดท่าให้นอนหงายจัดให้หูข้างตรงข้ามกับกล้ามเนื้อหดสั้นสัมผัสกับไหล่ข้างเดียวกันหรือหันหน้าจัดให้คางสัมผัสกับไหล่ข้างที่กล้ามเนื้อหดสั้น
การใช้อุปกรณ์พยุง (orthosis) ปรับตำแหน่งศีรษะ
การผ่าตัด
ถ้ายืดกล้ามเนื้อที่หดสั้นไม่ได้ผลภายหลังอายุ 1 ปีควรรับการรักษาโดยการผ่าตัดอายุที่เหมาะสมในช่วงอายุ 1-4 ปีจะได้ผลดีโดยการผ่าตัด bipolar release
polydactyly
สาเหตุ เกิดจากพันธุกรรม
การรักษา คือการผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อน
ภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดใน polydactyly preaxial เป็น hallux varus ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความยากง่ายกับการสวมใส่รองเท้า,
กระดูกสันหลังคด (Scoliosis)
การมีกระดูกสันหลังคดไปด้านข้างร่วมกับมีการหมุนของปล้องกระดูกสันหลังเกิดความพิการทางรูปร่างและผิดปกติของทรวงอกร่วมด้วยถ้าหลังคดมากทรวงอกก็จะผิดปกติมากขึ้นด้วยมีอาการซีดสมรรถภาพทางกายเสื่อมมีความผิดปกติขอระบบทางเดินหายใจและหัวใจถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเกิดความผิดปกติมากขึ้นและอาจทำให้เสียชีวิตเร็ว
พยาธิสภาพ
การเจริญผิดปกติของกระดูกสันหลังการอัมพาตของกล้ามเนื้อทำให้กระดูกเจริญเติบโตน้อยไม่เท่ากันทั้งสองข้างทำให้ข้อคดงอขายาวไม่เท่ากันทำให้ตัวเอียงและหลังคดกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องไม่สมดุลกันทั้งสองข้าง
รายที่หลังคดรุนแรงทำให้ทรวงอกผิดปกติกระทบต่อการทำงานของหัวใจและปอดสมรรถภาพการทำงานอวัยวะทั้งสองลดลงถ้าไม่ได้รับการรักษาความคดของหลังจะเพิ่มขึ้นและเสียชีวิตเร็ว
การตรวจวินิจฉัย
การซักประวัติ ถามเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ได้แก่ ประวัติการผ่าตัดที่เคยได้รับ ข้อมูลความพิการของกระดูกสันหลัง ประวัติท้าวแสนปมในครอบครัว ถามอาการปวดหลัง ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ผลของความพิการต่อผู้ป่วยและครอบครัวสุขภาพโดยทั่วไปและการเจริญอย่างรวดเร็ว
การตรวจร่างกาย ได้แก่ การสังเกตความพิการหลังแนวลำตัวความสูงน้ำหนักตัวความกว้างของแขนท่านั่งท่ายืนระดับไหล่สะโพกสองข้างสูงเท่ากันหรือไม่ทำ Adam 's forward bending test โดยให้ผู้ป่วยยืนเท้าชิดกันและให้ก้มไปด้านหน้าใช้มือ 2 ข้างพยายามแตะพื้นจะเห็นความนูนของหลังไม่เท่ากัน (Rib Hump)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการพิเศษอื่น ๆ ได้แก่ การถ่ายภาพเอกซเรนท่ายืนตรงและด้านข้างตั้งแต่กระดูกทรวงอกถึงกระดูกก้นกบเพื่อดูตำแหน่งทิศทางของการคด ตรวจสมรรถภาพของปอด (Lung funtion Test) ก่อนและหลังผ่าตัดเพื่อดูความจุปอดรวม (Total Lung Capacity)
อาการและอาการแสดง
กระดูกสันหลังโค้งไปด้านข้างกระดูกสะบักสองข้างไม่เท่ากันสะบักไม่อยู่ระดับเดียวกันคือไหล่ข้างหนึ่งสูงกว่าอีกข้าง
ทรวงอกเคลื่อนไหว จำกัด มักหายใจตื่นหายใจลึกทำได้ยาก
เมื่อผู้ป่วยก้มตัวไปด้านหน้า จะมองเห็น ตะโหงกจากการหมุนของกระดูกซี่โครง
พบการเลื่อนของกระดูกสันอกจากแนวกลางตัวความจุในทรวงอกข้างไม่สมมาตรกันจากการหมุนของซี่โครงไปด้านหน้า
กล้ามเนื้อและเอ็นด้านเว้าจะหดสั้นและหนาส่วนด้านโค้งออกจะฝ่อลีบและบาง
ข้อศอกและกระดูกเชิงกรานไม่อยู่ระดับเดียวกัน
ผู้ป่วยเอียงตัวไปด้านข้างระยะห่างของแขนและเอวไม่เท่ากัน
มีอาการปวดเมื่อหลังคดมากในเด็กอาจพบไม่บ่อย
เริ่มมีอาการเมื่ออายุน้อยยิ่งมีความพิการมากกระดูกสันหลังส่วนเอวคคมีพยากรณ์โรคดีกว่ากระดูกสันหลังคด
แนวทางการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะสันหลังคด
แนะนำการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดดังนี้
1.1 ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคการรักษาและการปฏิบัติตนโดยใช้คู่มือวีดิทัศน์เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความคุ้นเคย
1.2 บอกผู้ป่วยต้องนอนในหออภิบาลหลังผ่าตัดเพราะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดหลังผ่าตัดใหญ่
1.3 อธิบายวิธีการพลิกตัวหลังผ่าตัดโดยให้ไหล่และสะโพกพลิกไปพร้อมกัน (Logrolling) พร้อมสาธิตวิธีการเปลี่ยนท่านอน
1.4 แนะนำให้รายงานอาการผิดปกติต่างๆที่อาจเกิดหลังผ่าตัดเช่นอาการปวดชาสูญเสียความรู้สึกเป็นต้น
1.5 สอนและสาธิตวิธีการไอหายใจอย่างมีประสิทธิภาพการออกกำลังแขนขาและหลัง
1.6 แนะนำการใช้หม้อนอนการรับประทานและดื่มบนเตียงการลุกออกจากเตียงและเข้าเตียงโดยให้หลังตรงใช้ท่าตะแคงหรือนอนคว่ำ
1.7 บอกผู้ป่วยให้ทราบวิธีการเตรียมความสะอาดร่างกายทั่วไปการโกนขนบริเวณผ่าตัดการงดอาหารและน้ำหลังเที่ยงคืนการสวนอุจจาระเช้าวันผ่าตัด
1.8 บอกผู้ป่วยให้ทราบหลังผ่าตัดมีสายน้ำเกลือสายระบายจากแผลผ่าตัดแผลผ่าตัดจะมี 2 แห่งที่หลังและบริเวณ liac Creas
1.9 อธิบายให้ทราบว่าหลังผ่าตัดต้องนอนบนเตียงประมาณ 2 สัปดหลังจากนั้นแพทย์จะใส่เฝือกและให้เดินได้
1.10 ให้ผู้ป่วยคุ้นเคยกับเฝือกปูนและการดึงถ่วงน้ำหนักโดยใช้ตุ๊กตาเป็นแบบสำหรับผู้ป่วยเด็กเล็ก
ดูแลความไม่สุขสบายจากความปวดหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยสังเกตและประเมินความปวด ได้แก่ ชนิดตำแหน่งความรุนแรงระยะเวลาปวดอาการแสดงออกของความปวดเปลี่ยนท่านอนแบบ Logrolling จัดท่าให้นอนสบายโดยนอนราบหมอนรองใต้เข่านอนตะแคงใช้หมอนรองใต้ขาบนเพื่อลดความตึงของกล้ามเนื้อหลัง, ให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษาถ้ายาไม่ได้ผลให้รายงานแพทย์
ป้องกันการติดเชื้้อที่แผลและเกิดแผลกดทับโดยประเมินผิวหนังทั่วไปและบริเวณผ่าตัดว่ามีอาการบวม แดงช้ำ น้ำเหลืองซึม แผลเปิดหรือไม่ให้ยาปฏิชีวนะและยาลดไข้ตามแผนการรักษาและสังเกตอาการข้างเคียงของยา
แนะนำการปฏิบัติตัวในการใส่อุปกรณ์ดัดลำตัวคือใส่อุปกรณ์ดัดลำตัวโดยมีเสื้อรองก่อนเพื่อป้องกันการกดทับผิวหนังถ้าเสื้อบิดเบี้ยวส่งช่างซ่อมแก้ไขเมื่อถอดเสื้อให้ตั้งผิงไว้ดูแลสกรูหมุดทุกวันถ้าหลวมขันให้แน่นสนิทก่อนใช