Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กรณีศึกษาที่ 1, นาสาวสริดา แซ่ยั้ง เลขที่ 106 รหัสนักศึกษา 611901111,…
กรณีศึกษาที่ 1
คำแนะนำในการใช้ยาอย่างปลอดภัยและสมเหตุผล
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ การให้สารน้ำที่เพียงพอร่วมกับการให้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมโดยมีข้อแนะนำการให้ยาปฏิชีวนะดังนี้
ชนิดของยาปฏิชีวนะ
1 การให้ยาต้านจุลชีพก่อนทราบผลเพาะเชื้อควรให้ยาที่ครอบคลุมเชื้อสาเหตุที่พบบ่อยโดยอาศัยข้อมูลทางระบาดวิทยาและความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพในท้องถิ่นที่สถานพยาบาลนั้น ตั้งอยู่
co-trimoxazole
fourth generation cephalosporins
aminoglycoside
third generation cephalosporins
ampicillin quinolones
amoxicillin-clavulanat
ให้ใช้เฉพาะผู้ป่วยที่เชื้อก่อโรคไวต่อยานี้และไม่สามารถหายาอื่นทดแทนได้เช่นแพ้ยาไม่มียารับประทานชนิดอื่นที่ไว
2 เมื่อทราบผลเพาะเชื้อแล้วควรปรับยาตามความไวของเชื้อโดยพิจารณาถึงผลข้างเคียงและวิธีการบริหารยาร่วมด้วย
วิธีบริหารยา
แนะนำให้ใช้ยาต้านจุลชีพชนิดฉีด (Intravascular หรือ intramuscular) ในผู้ป่วยที่มีอาการหนักผู้ป่วยไข้สูงหรือรับประทานไม่ได้รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือนจนกว่าไข้ลงจึงเปลี่ยนเป็นยาชนิดรับประทาน (evidence quality: A; แนะนำให้ปฏิบัติ)
ระยะเวลาในการให้ยา
1 ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนบนหรือผู้ป่วยที่มีไข้สูงควรได้รับยาต้านจุลชีพรวม 7-14 วัน” (evidence quality: A แนะนำให้ปฏิบัติ)
2 ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนล่างโดยผู้ป่วยไม่มีอาการใช้เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบควรให้ยาต้านจุลชีพ 3-7 วัน 1 (evidence quality: A; แนะนำให้ปฏิบัติ)
แนวทางการจัดการเกี่ยวกับอาการไข้
พิจารณาให้ละเอียดเพื่อหาสาเหตุของไข้การรักษาด้วยการลดไข้โดยหวังผลเพื่อให้เด็กรู้สึกสบายตัวมีหลายครั้งเมื่อเด็กมีไข้พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะรีบตัดสินใจให้การรักษาอาการไข้ด้วยการให้รับประทานยาทันทีเนื่องมาจากความเชื่อว่าการมีไข้จะเป็นอันตรายกับเด็กข้อแนะนำที่ควรทำความเข้าใจสำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครองเมื่อบุตรหลานมีไข้ตัวร้อน ได้แก่
ไข้เป็นกระบวนการตอบสนองของร่างกายไม่ใช่โรค
ในเด็กที่สุขภาพแข็งแรงดีไข้ตัวร้อนส่วนมากสามารถหาย
ได้เองนอกจากมีอาการที่แสดงถึงการเจ็บป่วยที่รุนแรง
ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยควรพิจารณารีบนำเด็กส่ง
พบแพทย์เมื่อพบลักษณะดังต่อไปนี้
เด็กทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือนวัดอุณหภูมิทางก้นได้ 2 38 ° C (100.4 ° F)
เด็กอายุ 3-36 เดือนวัดอุณหภูมิทางกันได้ 2 38.9 ° C (102 ° F)
เด็กอายุ 3-36 เดือนมีไข้วัดอุณหภูมิทางก้นได้ 2 38 ° C (100.4 F) นานมากกว่า 3 วันหรือไปพบแพทย์ได้ทันทีที่เด็กดูป่วยมากร้องกวนตลอดเวลาปฏิเสธการดื่มน้ำ
เด็กอายุ> 3 ปีวัดอุณหภูมิทางก้นปากหรือทางหูได้ 2 40 ° C (104.0 ° F) หรือวัดอุณหภูมิทางรักแร้ 2 39.4 ° C (103.0 ° F) O
เด็กมีอาการชักเนื่องมาจากอาการไข้
เด็กที่เป็นไข้บ่อย
เด็กที่มีไข้ร่วมกับมีประวัติโรคทางกายอื่น ๆ ได้แก่ มะเร็งโรคหัวใจหรือโรคลูปัส
เด็กที่มีใช้ร่วมกับเริ่มมีผื่น
ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่าการมีไข้จะทำให้การเจ็บป่วยแย่ลง
แนวทางการจัดการขั้นแรกเมื่อวัดอุณหภูมิร่างกาย
และพบว่าเด็กมีไข้สูง ได้แก่
แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพองดหรือลดกิจกรรมที่ใช้
กำลังกายที่จะเพิ่มอุณหภูมิสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบาย
ความร้อนได้ดีไม่ห่อหุ้มร่างกายเด็กไว้จน
ความร้อนระบายออกได้ยาก
การรักษาด้วยยาลดไข้อาจจำเป็นเฉพาะเมื่อเด็ก
มีความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวมากซึ่งจะสังเกต
ได้จากการดื่มน้ำน้อยลงหรือการทำกิจกรรมลดลง
การลดลงของไข้หลังได้รับยาลดไข้ไม่สามารถบอก
ได้ว่าไข้นั้นน่าจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส
หรือแบคทีเรีย
เด็กที่นอนพักแล้วไม่ควรปลุกขึ้นมาเพื่อรับประทานยาลดไข้
หากจะให้ยาลดไข้ควรเลือกสูตรตำรับยาที่
มียาพาราเซตามอลเพียงชนิดเดียวไม่ควรใช้
ยาสูตรผสมกับยาอื่นเนื่องจากไม่จำเป็นและอาจ
ทำให้ระดับยาบางชนิดสูงขึ้นจนเกิดอาการ
ไม่พึงประสงค์ได้เช่นการ
ให้พาราเซตามอลร่วมกับ phenylephrine สำหรับ
บรรเทาอาการคัดแน่นจมูกพบรายงานทำให้ระดับ
phenylephrine ในเลือดเพิ่ม
9.มอลร่วมกับ phenylephrine สำหรับบรรเทาอาการคัดแน่นจมูกพบรายงานทำให้ระดับ phenylephrine ในเลือดเพิ่ม
ควรให้คำแนะนำการเก็บยาให้ปลอดภัยห่างจากมือเด็ก
ห้ามใช้ยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ในเด็ก (รายละเอียดดูด้านล่าง)
12.. หลีกเลี่ยงการใช้ NSAIDs เช่นไอบูโพรเฟนเป็นยา
ลดไข้ในเด็กที่ยังแยกไม่ได้ว่าเป็นไข้เลือดออก
หรือไม่ (รายละเอียดดูด้านล่าง)
ระมัดระวังการป้อนยาพาราเซตามอลซ้ำซ้อนเช่น
ป้อนยาลดไข้ร่วมกับยาบรรเทาอาการไอที่มี
พาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ
ระมัดระวังการป้อนยาน้ำที่มีความเข้มข้นสูงให้
กับเด็กเล็กเช่นยาลดไข้ชนิดหยดและยาลดไข้
สำหรับเด็กโต
ระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอลต่อเนื่องนานเกิน 5 วันเนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดพิษต่อตับ
ควรหยุดใช้ยาเมื่อวัดอุณหภูมิแล้วไม่มีไข้
ขนาดยาในเด็ก
ขนาดรับประทาน
10-15 มิลลิกรัม / กิโลกรัม / ครั้งทุก 4-6 ชั่วโมง
เวลามีอาการไข้หรือปวดขนาดยาสูงสุดต่อครั้ง
ไม่ควรเกิน 15 มิลลิกรัม / กิโลกรัม / ครั้งหรือ 650 มิลลิกรัม / ครั้งและขนาดยา
ระบุปัญหาทางการพยาบาลของกรณีศึกษาพร้อมกิจกรรมการพยาบาลแต่ละปัญหา
ปัญหาที่ 1 เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเพิ่มเนื่องจากมีการอุดกั้น / การกลั้นปัสสาวะ / การสวนคาสายสวน ปัสสาวะ
กิจกรรมการพยาบาล
ดูแลหรือกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้รับน้ำวันละ 2,000 - 3,000 มิลลิลิตรเพื่อทำให้ปัสสาวะเจือจางและขับเชื้อออกจาก ร่างกาย
กระตุ้นให้ผู้ป่วยปัสสาวะทุก 2 – 3 ชั่วโมงไม่ให้กลั้นปัสสาวะเพื่อไม่ให้มีการคั่งค้าง
ของปัสสาวะและให้ คำแนะนำถึงผลเสียของการกลั้นปัสสาวะแก่เด็ก / บิดา มารดา
ให้คำแนะนำในการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ที่ถูกวิธี
เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายสู่ท่อปัสสาวะ
ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา เพื่อทำลายเชื้อโรค
บันทึกปริมาณและสังเกตลักษณะสี กลิ่นของปัสสาวะเพื่อติดตามอาการเปลี่ยนแปลง
ติดตามผลการตรวจการวิเคราะห์ปัสสาวะ การเพาะเชื้อจากปัสสาวะเพื่อติดตามอาการเปลี่ยนแปลง
วัดและบันทึกสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมงเพื่อติดตามอาการเปลี่ยนแปลงของการติดเชื้อ
ช่วยแพทย์ หรือเตรียมผู้ป่วยในการตรวจวินิจฉัย
หาความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
ในกรณีที่สวนคาสายสวนปัสสาวะควรให้การดูแล
เพิ่มเติมดังนี้
ดูแลความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ด้วยวิธีการ flushing อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งเพื่อลดจำนวนเชื้อโรคที่ อาจผ่านเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
จัดให้ถุงรองรับปัสสาวะอยู่ต่ำกว่าอวัยวะสืบพันธุ์เสมอเพื่อมิให้มีการไหลย้อนกลับของ
ปัสสาวะจากถุง ปัสสาวะกลับเข้าสู่ร่างกาย - ดูแลสายสวนไม่ให้ หัก พับ งอ หรืออุดตัน
และอยู่ในระบบปิดตลอดเวลาเพื่อไม่ให้มีการคั่งค้างของ
ปัสสาวะและไม่ให้มีเชื้อโรคผ่านเข้าท่อปัสสาวะ
ปัญหาที่ 2 เสี่ยงต่อภาวะไม่สมดุลของสารน้ำอิเล็กโทรไลต์และสารอาหารเนื่องจากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร
ดูแลให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในกรณีที่มีอาการเบื่ออาหารคลื่นไส้อาเจียนมากเพื่อ
ชดเชยน้ำและอิเล็กโทรไลต์
ให้ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียนตามแผนการรักษา
เพื่อป้องกันมิให้มีการสูญเสียน้ำ
และ อิเล็กโทรไลต์เพิ่มขึ้น
กระตุ้นให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้วันละ 2,000 – 3,000 มิลลิลิตร เพื่อชดเชยการสูญเสีย
ดูแลทำความสะอาดปากฟันทุกครั้งก่อน
รับประทานอาหารเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
จัดอาหารให้ครบ 5 หมู่น่ารับประทานหลีกเลี่ยงของที่มีไขมันมาก มีกลิ่นแรงเพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ และให้อาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง
ชั่งน้ำหนักเพื่อติดตามภาวะโภชนาการตามแผนการรักษา
สังเกตและติดตามผลการตรวจเลือดและค่า
อิเล็กโทรไลต์เพื่อติดตามอาการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาที่ 3. ไม่สุขสบายจากการมีไข้
เช็ดตัวลดไข้และให้ยาลดไข้ตามแผนการรักษา
จัดสภาพแวดล้อมให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก
เพื่อให้สุขสบายและพักผ่อนได้
กระตุ้นให้ดื่มน้ำ 2,000 – 3,000 มิลลิลิตรเพื่อระบายความร้อนและปัสสาวะได้สะดวกขึ้น
การรักษา
การรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมีหลายลักษณะขึ้นกับตำแหน่งของการติดเชื้อ ความรุนแรงและอายุของ
ผู้ป่วย โดยทั่วไปแบ่งการรักษาเป็น 2 ลักษณะ คือ
การรักษาทั่วไป
1 การให้น้ำเพื่อช่วยทำให้เชื้อโรคในปัสสาวะเจือจางลง และมีการถ่ายปัสสาวะมากยิ่งขึ้นเป็นการกำจัด
แบคทีเรียออกไป อาจให้ดื่มนำหรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก นอกจากนั้นหากมีความผิดปกติของเกลือแร่และความเป็นกรด ด่าง ต้องแก้ไขร่วมด้วย
2 ให้อาหารอย่างเพียงพอและลดอาการคลื่นไส้อาเจียน
3 ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด เพื่อให้เกิดความสุขสบาย
การรักษาจำเพาะ ประกอบด้วยการรักษาด้วยยาและการรักษาด้วยการผ่าตัด
1 การรักษาด้วยการผ่าตัดจำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเนื่องจากมีความผิดปกติของทางเดิน
ปัสสาวะร่วมด้วย เช่น นิ่ว ในทางเดินปัสสาวะ การตีบหรืออุดตันของทางเดินปัสสาวะ การมีปัสสาวะไหลย้อนกลับที่มีความผิดปกติมาก ๆ
.2 การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อกำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุให้หมดไปและเป็นการป้องกันไม่ให้มีการ
ทำลายเนื้อไตเพิ่มขึ้น การรักษามักใช้ยาปฏิชีวนะ
สาเหตุและกลไกของการเกิดความผิดปกติใ
สาเหตุและกลไกการเกิดสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่สำคัญคือแบคทีเรียซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนเราโดยมีกลไกการติดเชื้อคือแบคทีเรียดังกล่าวมีการเคลื่อนที่จากลำไส้มาปนเปื้อนบริเวณส่วนนอกของรูก้นจากนั้นเข้าสู่บริเวณช่องเปิดของท่อปัสสาวะและเคลื่อนขึ้นไปตามท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะท่อไตและไตและทำให้เกิดการติดเชื้อในอวัยวะที่เคลื่อนไปถึงนอกจากนั้นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการติดเชื้ออาจมาจากกระแสเลือดในผู้ที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดนำมาก่อนหรือมาจากการติดเชื้อของอวัยวะใกล้เคียงกับระบบทางเดินปัสสาวะ
สาเหตุส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมีดังนี้
เพศ
อายุ
ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ
การสวนปัสสาวะ
การเจ็บป่วยเรื้อรัง
ภาวะที่มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
การมีปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะนาน ๆ
พฤติกรรม
อาการท้องผูก
อาการและอาการแสดงที่ผิดปกติ
อาการมีไข้สูง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะกระปริดกระปรอยและร้องไห้เวลาถ่ายปัสสาวะตรวจร่างกายพบ T= 38.8 oc P=90ครั้ง/นาที R=24 ครั้ง/นาที BP=110/70 mmHg หลังรับไว้ในโรงพยาบาลตรวจปัสสาวะพบ WBC 20cell/ HPF แพทย์ให้ 5% DN/3 v 30 cc/hr. ,Ceftriazone 550 mg. v q 12 hr. , Paracetamol 2 1⁄2 tsp. prn. อาหารอ่อน
นาสาวสริดา แซ่ยั้ง เลขที่ 106 รหัสนักศึกษา 611901111
กิจกรรมการพยาบาล