Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การดูแลเด็กเมื่อเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล, นางสาว อรพิมล ปิ่นปี เลขที่…
การดูแลเด็กเมื่อเข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาล
ความหมายของเด็ก
หมายถึง
คนที่มีอายุน้อย
ผู้ซึ่งอายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ และยังไม่บรรลุนิติภาวะ
อายุเกิน 7 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกิน 15 ปีบริบูรณ์
บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีลงมา
บุคคลที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์
ความหมายด้านสุขภาพ
บุคคลตั้งแต่แรกเกิด ถึง 15 ปี
สิทธิเด็ก
20 พฤศจิกายน เป็น วันสิทธิเด็ก
ประเทศไทยลงนามเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก12 กุมภาพันธ พ.ศ 2535
4 ด้าน
สิทธิการมีชีวิต
คือ เด็กที่คลอดออกมาแล้วจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย
สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง
คือ เด็กได้รับปกป้องคุ้มครองจาการทารุณกรรมทุกรูปแบบ
สิทธิในด้านพัฒนาการ
คือ เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับพัฒนาการ
สิทธิในการมีส่วนร่วม
คือ สิทธิที่ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทั้งในด้านความคิดและการกระทำของเด็ก ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่อาศัยอยู่
ระยะของการเจ็บป่วย
ระยะเฉียบพลัน (acute) ในทันทีทันใด
ระยะเรื้อรัง (chronic) เป็นรักษาที่รักษาไม่หายขาด
ระยะวิกฤต (crisis) เป็นระยะที่มีโอกาศเสียชีวิตได้รวดเร็ว
ระยะสุดท้าย/ใกล้ตาย (death/dying) เป็นระยะที่ได้รับการวินิจฉัยการเจ็บป่วยถึงขั้นสูญเสียชีวิต
ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับความเจ็บป่วย
ประเภท 0
ตอบแบบไม่เข้าใจ
ก่อนขั้นปฏิกิริยา อายุ 18 เดือน- 7 ปี มี 2 ประเภท
ประเภท 1
ตอบตามปรากฏการณ์
ประเภท 2
สาเหตุสัมพันธ์กับวัตถุ
ขั้นปฏิบัติการด้วยรูปธรรม อายุ 7-11 ปี มี 2 ประเภท
ประเภท 3
การปนเปื้อน
ประเภท 4
ภายในร่างกาย
ปฏิบัติการด้วยนามธรรม อายุ 11-12 ปี จนถึงวัยผู้ใหญ่ มี 2 ประเภท
ประเภท 5
ความเจ็บปวดเกิดจากอวัยวะภายในร่ากายทำงานไม่ดี หรือไม่ทำงาน
ประเภท 6
เข้าใจถึงสาเหตุของความเจ็บปวดที่พัฒนาถึงขั้นสูงสุด
ความเข้าใจของเด็กเกี่ยวกับความตาย
วัยแรกเกิดและวัยทารก
อายุ < 6 เดือน ไม่เข้าใจความหมาย
มีปฏิกิริยาการตอบสนองของ physiological reflex เพื่อต่อสู้เอาชีวิตรอด
ทารกจะเชื่อโยงกับคนรอบข้างโดยผ่านทางการสัมผัส กลิ่น เสียง จะร้องเมื่อหิว
วันเดินและวัยก่อนเรียน
คิดว่าตายแล้วสามารถกลับคืนมาได้ เหมือนการไปเที่ยวชั่วคราว
ความตายเปรียบเสมือนการนอนหลับ
วันเรียน
มองความตายที่มีต่อตนเองได้ชัดขึ้น เข้าใจความหมายของการตาย
สามารถจินตนาการเรื่องความตาย และเข้าใจว่าตนเองก็อาจจะตายได้ในวันหนึ่ง
กลัวสูญเสียตนเองและบุคคลอันเป็นที่รัก
วันรุ่น
เป็นวัยที่มองว่าความตายเป็นเรื่อไกลตัว ยอมรับความตายของตนเองยาก
เด็กป่วยกับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
ความเจ็บป่วย และการเข้ารับการรักษา เป็นภาวะวิกฤตของเด็กทำให้เกิดความเครียด ส่งผลทำให้ต้องมีการปรับตัว
1.พัฒนาการตามวัยของเด็ก
2.ประสบการณ์เดิมของเด็กที่เคยเผชิญในการเจ็บป่วยครั้งก่อน
3.ความสามารถของเด็กต่อการปรับตัวในการเผชิญความเครียด
4.ความรุนแรงของความเจ็บป่วย
5.ระบบการดูแลและการช่วยเหลือเด็ก
ผลกระทบของความเจ็บป่วยของเด็กแต่ละช่วงวัย
วัยทารก
ทำให้รู้สึกไม่สุขสบาย ส่งผลต่อความต้องการทั่วไปของทารก
เช่น กินได้น้อยลง ถูกจำกัดกิจกรรม
ผลกระทบต่อความผูกผันระหว่างมารดาและทารก ทำให้บิดามารดาคำนึงถึงความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย
วัยเดิน
เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น และไม่เคยแยกจากบิดามารดา
การเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง อาจทำให้พลัดพรากจากบิดามารดา อาจทำให้เด็กคิดว่าถูกทอดทิ้ง
วัยก่อนเรียน
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างมุ่งหวังที่จะประสบผลสำเร็จในงานบางอย่าง
การที่เด็ปป่วยบ่อยหรือป่วยเรื้อรังจะมีความยากลำบากในการเรียนรู้ และการที่เด็กต้องรักษาที่ รพ. อาจทำให้เด็กคิดว่าเป็นการถูกลงโทษ
วัยเรียน
เป็นวัยที่มุ่งมั่นต่อผลสำเร็จ
เด็กที่ป่วย จะทำให้หย่อนความสามารถเรื่องการเรียน การเล่นกีฬาและการที่จะทำอะไรได้เช่นเดียวกับเพื่อนในกลุ่ม
ทำให้สูญเสียการนับถือตนเอง รู้สึกมีปมด้อย และถูกปฏิเสธจากกลุ่ม
วัยรุ่น
มีการค้นหาเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเอง มีความเป็นอิสระ
มีผลกระทบต่อ ความเชื่อมั่นในตนเเอง ภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ
ปฏิกิริยาของเด็กต่อการเจ็บป่วย
ความวิตกกังวลจากการแยกจาก
ความเจ็บป่วยทางกายเนื่องจากการตรวจรักษา
ความเคลียดและการปรับตัวของเด็กและครอบครัว
การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์
ความตาย
การพยาบาลเด็กแต่ละระยะ
ระยะเฉีบยพลันและระยะวิกฤต
Separation anxiety
ระยะประท้วง
เด็กจะร้องไห้อย่างรุนแรง ร้องตลอดเวลา
จะร้องไห้ประท้วงรุนแรงมากขึ้นเมื่อมารดาจะจากไป
เด็กจะปฏิเสธทุกอย่าง ไม่ร่วมมือในการรักษา ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน
ระยะสิ้นหวัง
แสดงอาการโศกเศร้า เสียใจ แยกตัวอยู่เงียบๆ ร้องไห้น้อยลง มีพฤติกรรมถดถอย
เด็กจะยอมร่วมมือในการรักษา ต่อต้านเล็กน้อย
ระยะปฏิเสธ
เด็กจะสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เหมือนเด็กปรับตัวได้ แต่เป็นเพียงเก็บกดความรู้สึกที่มีต่อมารดาไว้
จะแสดงท่าทางราวกับไม่เดือดร้อน จะหันไปสร้างสัมพันธภาพอย่างผิวเผนกับบุคคลอื่น ไม่กล้าที่จะใกล้ชิดและไว้วางใจบิดามารดา
Pain management
Critical care concept
Stress and coping
ระยะเรื้อรังและระยะสุดท้าย
Body image
Death and dying
ปฏิกิริยาของบิดามารดา
ปฏิเสธและไม่เชื่อในระยะแรก
รู้สึกโกรธและโทษตัวเอง เมื่อรู้ว่าเด็กป่วยจริง
รู้สึกกลัว และวิตกกังวล มักจะมีความสัมพันธ์กับอาการรุนแรงของโรค
รู้สึกหงุดหงิด คับข้องใจ ขาดอำนาจต่อรอง
รู้สึกเศร้า
แนวคิดและหลักการพยาบาลครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
การตระหนักและการเคารพ และยอมรับในความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเป็นบุคคล ค่านิยม ความเชื่อ ความมีอิสระ ทางความคิดการกระทำ การตัดสินใจ
การร่วมมืิอ
การสนับสนุน
หลักการดูแลเด็กโดยใช้ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง
1.เคารพและตระหนักว่าครอบครัวคือส่วนคงที่ในชีวิตเด็ก ในขณะที่บุคลากรด้านสุขภาพและระบบบริการสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลง
ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของสมาชิกครอยครัว
สนับสนุนครอบครัวให้ทำหน้าที่ดูแลเด็กขณะเจ็บป่วย
2.สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างบิดามารดากับทีมสุขภาพในทุกระดับของการบริการดูแลสุขภาพทั้งที่โรงพยาบาล บ้าน และชุมชน
มีการสือสารในทางที่ดี เปิดเผย ต่อเนื่อง
ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
วางแผนการดูแลรักษา และตัดสินใจร่วมกัน
3.มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและสมบูรณ์แก่บิดามารดาอย่างต่อเนื่อง และไม่ลำเอียงด้วยท่าทีที่เหมาะสมในลักษณะของการสนับสนุน
อธิบายศัพท์ทางการแพทย์ให้ครอบครัวเข้าใจ
ให้ข้อมูลบิดามารดาทั้งทางวาจาและทางลายลักษณ์อักษร
ตอบข้อสงสัยของบิดามารดา
4.เข้าใจและผสมผสานความต้องการตามระยะพัฒนาการ ของบุคคลและครอบครัวเข้าในระบบบริการสุขภาพ
5.ลงมือปฏิบัติสนับสนุนและช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์และเศรษฐกิจ เช่น ส่งปรึกษา
6.ยอมรับว่าครอบครัวมีจุดแข็ง และมีลักษณะเฉพาะ รวมทั้งเคารพวิธีการเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน
ประเมินจุดแข็ง และวิธีการเผชิญปัญหา
เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของครอบครัว ค่านิยม ความเชื่่อ
เสริมสร้างพลังอำอาจ ของครอบครัว
7.จเคารพยอมรับในความหลากหลายของเชื้อชาติวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ และสังคม เศรษฐกิจของครอบครัว
8.กระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายผู้ปกครอง
ให้คุณค่า ความสำคัญของการช่วยเหลือระหว่างครอบครัว
ส่งต่อครอบครัวไปยังเครืิอข่ายผู้ปกครอง
9.จักบริการให้มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้และ ตอบสนองความต้องการของครอบครัว
จัดหาวิธิการและทางเลือกของการรักษาให้กับบิดามารดา
สนับสนุน กระตุ้นให้เกิดการดูแลแบบสหสาขา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
Pain assessment
ประเมินจากการเปลี่ยนแปลงด้านสรีรวิทยา
ประเมินจากการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม
ประเมินความเจ็บปวดด้วยตนเอง
เครื่องมือที่ใช่ประเมิน Pain ในเด็ก
ความรุนแรงของความปวด
ตำแหน่งที่ปวด
รูปแบบ ระยะเวลาการปวด
ลักษณะการเจ็บปวด
ผลกระทบต่อความปวด
ปัจจับที่ทำให้ปวดมากขึ้น และลดลง
CRIES Pain Scale
Neonatal infants pain scale (NIPS)
CHEOPS
FLACC Scale
Faces scale
Numeric rating scales
การประเมินความปวดตามวัย
อายุ แรกเกิด - 3 ปี
รายงานด้วยตนเองไม่ได้
พฤติกรรมทางเลือกแรก
สรีรวิทยา ทางเลือกที่สอง
3-6 ปี
รายงานด้วยตนเองได้บ้าง
พฤติกรรม ทางเลือกแรก ร่วมกับรายงานด้วยตนเอง
สรีรวิทยา ทางเลือกที่สอง
6 ปี
รายงานด้วยตนเอง ทางเลือกแรก
พฤติกรรม ทางเลือกที่สอง
สรีรวิทยา อาจใช้ประกอบ
CRIES Pain Scale
พฤติกรรม
ร้องไห้
0 = ไม่ร้อง 1= เสียงสูง 2= ปลอบไม่หยุด
O2forSa O2>95%
0= ไม่ใช้ 1=<30%O2 2= >30%O2
Vital signs
0= HRorBP</=preop 1=HRorBP<20%preop 2=HRorBP>20%preop
การแสดงออก
0=ไม่มี1=หน้าเบ้ 2=หน้าเบ้/คราง
การนอนไม่หลับ
0=ไม่มี 1= ตื่นบ่อย 2= ตื่นตลอด
Neonatal infants pain scale (NIPS)
การหายใจ
0= หายใจสม่ำเสมอ 1=หายใจเร็วขึ้นหรือช้าลงหรือกลั้นหายใจ
ร้องไห้
0=ไม่ร้อง 1= ร้องคราง 2= กรีดร้อง
แขน
0= วางสบายๆ 1=งอ/เหยียด
สีหน้า
0 = เฉยๆสบาย 1= แสยะ ปากเบะ จมูกย่น คิ้วย่น
ระดับการตื่น
0=หลับ/ตื่น 1=กระสับกระส่ายวุ่นวาย
ขา
0=วางสบายๆ 1=งอ/เหยียด
0-7 คะแนน > 4 = pain ให้ยาแก้ปวด
CHEOPS
สีหน้า
0= ยิ้ม1= เฉย 2=เบ้
ร้องไห้
0=ไม่ร้อง 1= ครางร้องไห้ 2= หวีดร้อง
การส่งเสียง
0=พูดสนุกสนาน 1=บ่นอื่นๆ หิว ร้องหาแม่ 2=บ่นปวดบ่นอื่น
ท่าทาง
1=ธรรมดาสบายๆ 2=ดิ้น เกร็ง สั่น
การสัมผัสแผล
1= ไม่มีสัมผัส 2=เอื้อมมือมาแตะ ตะปบ
ขา
1=ท่าสบาย 2=บิดตัว เตะดึงขาหนี เกร็งยืน ดิ้นจนถูกจับตรึง
ใช้กับเด็ก 1-6 ปี หรือไม่รู้สึกตัว
คะแนนจะอยู่ที่ 4-13
4= ไม่ปวด 5-7=ปวดน้อย 8-10=ปวดปานกลาง 11-13=ปวดมาก
FLACC Scale
สีหน้า
0=เฉยๆไม่ยิ้ม 1= แสยะปากเบะ 2=คางสั่น กัดฟัด
ร้องไห้
0=ไม่ร้อง 1= ครางฮือๆ 2=ร้องไห้ตลอด
การเคลื่อนไหว
0=นอนเงียบๆท่าปกติ 1=บิดตัวไปมา 2=ตัวงอ เกร็งจนตัวแข็ง
ขา
0=อยู่ในท่าปกติ 1=อยู่ในท่าไม่สบายกระสับกระส่าย 2=เตะหรืองอขาขึ้น
การตอบสนองต่อการปลอบโยน
0=เชื่อฟังดี สบายๆ1=สามารถปลอบโยนด้วยการสัมผัส 2=ยากที่จะปลอบหรือทำให้สบาย
ใช้กับเด็ก 1 เดือน-6 ปี หรือไม่รู้สึกตัว
คะแนน 0-10
0=ไม่ปว 1-3=ปวดน้อย 4-6=ปวดปานกลาง 7-10=ปวดมาก
Facial scales
คือ การใข้รูปภาพแสดงสีหน้าบอกความรู้สึกปวด
เริ่มตั้งแต่ไม่ปวดแทนด้วยภาพสีหน้ายิ้มร่าเริงมีความสุข ปวดพอทนแทนด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด ปวดมากแทนด้วยหน้าที่มีน้ำตาไหล
นิยมใช้ในผู้ป่วย เด็กเล็ก คนชรา หรือคนที่ไม่สามารถสือสารได้ด้วยคำพูด
Numeric rating scales
คะแนนอยู่ระหว่าง 0-10
0=ไม่ปวด 1-3=ปวกน้อย 4-6=ปวดปานกลาง 7-10=ปวดมาก
หลักการประเมินความปวด
ประเมินก่อนให้การพยาบาล เพื่อเป็นสมติฐาน
ประเมินอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
เลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือไม่สือสาร ควรดูแลเป็นพิเศษ
มีการบันทึกเป็นหลักฐาน
หลีกเลี่ยงคำถามนำอันเป็นเหตุให้บดบังข้อเท็จจริง
บทบาทของพยาบาลกับการประเมิน
สร้างสัมพันธภาพที่ดี ใช้คำสุภาพ
ให้ความสนใจโดยเป็นผู้ฟังที่ดี
ระหว่างประเมินควรบันทึกพฤติกรรม แนวคิด สภาพอารมณ์ จิตใจและบุคลิกภาพ
ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถตอบข้อซักถามได้ อาจใช้วิธีสัมภาษณ์จากผู้ดูแล ถ้าเป็นเด็กก้ถามบิดามารดา
นางสาว อรพิมล ปิ่นปี เลขที่ 60 36/2 612001141