Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลมารดาในระยะหลังคลอด, นางสาวจุฬารัตน์ ฉายเรือง เลขที่ 18 ห้องA…
การพยาบาลมารดาในระยะหลังคลอด
การเปลี่ยนแปลงด้านสรีรวิทยา
การเปลี่ยนแปลงของทางเดินปัสสาวะ
หลังคลอดภายในสัปดาห์แรกปัสสาวะจะออกมาก หรือมีภาวะ diuresis เพื่อลดปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ กระเพาะปัสสาวะจะยืดขยายใหญ่ได้มากกว่าปกติ การถ่ายปัสสาวะจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสัปดาห์ที่ 3 หลังคลอด
การเปลี่ยนแปลงของเต้านม
ในระยะหลังคลอดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนจะลดระดับลง ทำให้โปรแลคตินสามารถออกฤทธิ์ในการสร้างน้ำนมได้ถึงแม้จะมีระดับลดลงเช่นเดียวกัน การดูดนม (suckling) จะทำให้ระดับโปรแลคตินเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างน้ำนมใหม่ขึ้นมาเพื่อเก็บไว้ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการหลั่งออกซิโตซินให้มีการหลั่งน้ำนม หากไม่มีการดูดนมระดับโปรแลคตินจะกลับเข้าสู่ระดับปกติภายใน 7 วันหลังคลอด หากมีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ระดับโปรแลคตินจะกลับเข้าสู่ระดับปกติภายใน 4 – 6
หลังจากรกคลอดครบมดลูกจะหดรัดตัว ระดับยอดมดลูกจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าสะดือ ผนังกล้ามเนื้อมดลูกด้านหน้าและด้านหลังจะมาอยู่ชิดกัน แต่ละด้านหนาประมาณ 4 – 5 ซม. และมีลักษณะของการขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดต่างๆ ถูกกล้ามเนื้อมดลูกบีบรัดตัวอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นในวันที่ 1 – 2 หลังคลอดมดลูกจะอยู่ที่ระดับสูงกว่าหรือต่ำกว่าสะดือเล็กน้อยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเอ็นที่ยึดมดลูก
น้ำคาวปลา (lochia)
เป็นสิ่งคัดหลั่งที่ออกมาจากโพรงมดลูกหลังคลอด ประกอบไปด้วย decidua ที่หลุดลอก เม็ดเลือดแดง และแบคทีเรีย ในระยะแรกภายใน 3 วันหลังคลอดน้ำคาวปลาจะมีสีแดงเรียกว่า lochia rubra ในวันที่ 3 – 10 หลังคลอดน้ำคาวปลาจะจางลง สีค่อนข้างใสเรียกว่า lochia serosa และหลังวันที่ 10 น้ำคาวปลาจะลดน้อยลงมีสีขาวหรือสีเหลืองขาวเรียกว่า lochia alba น้ำคาวปลามักจะยังคงมีอยู่ได้นานถึง 4 – 8 สัปดาห์หลังคลอด
การมีประจำเดือนและการตกไข่หลังคลอด
ในกรณีไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจเริ่มมีประจำเดือนภายใน 6 – 8 สัปดาห์หลังคลอด และอาจตกไข่ได้เร็วที่สุดคือ 33 วันหลังคลอด แต่ในกรณีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สม่ำเสมอ การมีประจำเดือนจะทำนายได้ยาก ส่วนใหญ่ประจำเดือนมักจะมาช้า หรืออาจไม่มีประจำเดือนเลยในช่วงที่ให้นมบุตร เช่นเดียวกับการตกไข่ของสตรีหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งจะช้ากว่าและตกไข่ไม่บ่อยเท่าสตรีหลังคลอดที่ไม่ได้ให้ลูกดูดนม
การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก
หลังจากคลอดเด็กและรกแล้ว น้ำหนักหลังคลอดจะลดลงประมาณ 5 – 6 กิโลกรัม และจะค่อยๆ ลดลงอีก 2 – 3 กิโลกรัมภายใน 1 สัปดาห์หลังคลอดจากการขับปัสสาวะเพื่อลดปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ หลังจากนั้นน้ำหนักจะค่อยๆ ลดลงจนเท่ากับขณะไม่ตั้งครรภ์ในเดือนที่ 6 หลังคลอด อย่างไรก็ตามน้ำหนักอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
การเปลี่ยนแปลงระบบต่อมไร้ท่อ
ฮอร์โมนต่างๆในร่างกายลดลง HPL HCG Estrogen Progestorone
การเปลี่ยนแปลงระบบหลอดเลือดและหัวใจ
ส่วนประกอบของเลือดลดลงเพื่อปรับวมดุลในร่างกายให้ปกติ เม็ดเลือดขาวสูงขึ้น จากกระบงนการอักเสบป้องกันการติดเชื้อ 24ชั่วโมงแรกหลังคลอดอุณหภูมิอาจสูงขึ้นเล็กน้อย เรียกว่า Reactionary fever เป็นผลมาจากการสูญเสียน้ำ เลือดและพลังงานจากการคลอด
การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร
มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้นจากการสูญเสียพลังงาน อาการท้องผูกพบได้บ่อย2-3วันหลังคลอด เจ็บบริเวณฝีเย็บทำให้ไม่อยากถ่ายอุจจาระเพราะกละวเจ็บแผล
การเปลี่ยนแปลงของระบบผิวหนัง
สีผิวที่เข้มขึ้นบริเวณลานนมจะค่อยๆจางลง บริเวณหน้าท้อง เต้านมและต้นขาจะค่อยๆจางเป็นสีเงินและจะหายไป
การเปลี่ยนแปลงของระบบโครงสร้างและกล้ามเนื้อ
1-2วันหลังคลอดจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นผลจากการเบ่งคลอด 6-6สับดาห์หลังคลอดข้อต่อจะกลับคืนสภาวะปกติ ผนังกล้ามเนื้อหน้าท้องมีการยืดขยายจากการคลอด ความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง
การเปลี่ยนแปลงด้านจิตสังคม
แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะกึ่งพึ่งพา เกิดในช่วง3-10วันหลังคลอด มารดาเริ่มสนใจเรียนรู้ที่จะดูแลบุตร
ระยะพึ่งตนเอง เกิดขึ้นประมาณ2สับดาห์หลังคลอด สามารถทำหน้าที่ดูแลบุตรได้ตามความต้องการและเหมาะสม
ระยะพึ่งพาเกิดขึ้นใน 1-2วันหลังคลอดต้องการการพักผ่อนและการดูแล
ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวของมารดาหลังคลอด
อายุ
ภาวะสุขภาพของบุตร
ระดับการศึกษาและรายได้ของครอบครัว
ภาวะสุขภาพของมารดา
สัมพันธภาะระหว่างคู่สมรส
ด้านครอบครัวสังคมและสิ่งแวดล้อม
ภาวะซึมเศร้าภายหลังคลอด คล้ายกับโรคซึมเศร้าทั่วไป มีการเปลี่ยนแปลงการนอนหลับ ความ อยากอาหาร มีอารมณ์เศร้า จัดการปัญหาไม่ได้ หากมีอาการรุนแรงอาจส่งผลต่อการเลี้ยงบุตร
อารมณ์เศร้าหลังคลอดเกิดระยะแรกคลอนจนถึง 3-5วันหลังคลอด อาการได้แก่ หงุดหงิด ร้องไห้ กังวล อาการไม่รุนแรง ไม่ต้องรักษา
โรคจิตหลังคลอด เป็นอาการที่มีความรุนแรงมาก อาการเริ่มต้นใน 48-72ชั่วโมง หลังคลอด และพัฒนาอาการภายใน2อาทิตย์ ซึงมักจะแสดงอารมณเศร้าหรือสุข แต่อาการจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มักจะเห็นภาพหลอนร่วมด้วย
การส่งเสริมสุขภาพมารดาหลังคลอด
การพักผ่อนและการทำงาน การพักผ่อนมีความสำคัญสำหรับมารดาหลังคลอดที่ให้นมบุตรมารดาควรนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนประมาณ 6 - 8 ชั่วโมงกลางวันควรนอนพักผ่อนประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง
การมีเพศสัมพันธ์ ระยะหลังคลอดไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 6 สัปดาห์เนื่องจากหลังคลอดแผลภายในโพรงมดลูกยังไม่หายดี
ความสะอาดร่างกาย มารดาวัยรุ่นควรอาบน้ำ วันละ 2 ครั้ง สระผมได้ตามปกติและไม่ควรแช่ในอ่างหรือแม่น้ำลำคลอง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ทางช่องคลอด
การตรวจร่างกายภายหลังคลอด ปกติจะนัดตรวจเมื่อครบ 6 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อตรวจดูการกลับคืนสู่สภาพปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ รวมถึงให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาการเลี้ยงดูบุตร และการดูแลสุขภาพหลังคลอด
การวางแผนครอบครัว ระยะหลังคลอดควรมีการคุมกำเนิด เพื่อเว้นระยะห่างของการมีบุตรถ้าต้องการมีบุตรคนต่อไป ควรเว้นระยะห่างของการมีบุตรอย่างน้อย 2 ปี
อาการผิดปกติที่ควรมาโรงพยาบาล ควรมีการสังเกตถึงอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาการไข้น้ำคาวปลาสีผิดปกติ เป็นสีแดงตลอดไม่จางลง และมีกลิ่นเหม็นเน่า มีเลือดสดๆ ออก ทางช่องคลอดจำนวนมาก
นางสาวจุฬารัตน์ ฉายเรือง เลขที่ 18 ห้องA ชั้นปีที่2 รุ่นที่ 26
เอกสารอ้างอิง
พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของคุณแม่หลังคลอด ตอนที่ 1.(2561).[ออนไลน์]/ เข้าถึงได้จาก http:
https://www.thaihealth.or.th/
.(สืบค้นเมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2563)
ทัศน์วรรณ สุนันต๊ะ.(2563).บทที่5 การพยาบาลมารดาในระยะหลังคลอด .(สืบค้นเมื่อวันที่ 27พฤษภาคม 2563)
ผศ.พญ.เฟื่องลดา ทองประเสริฐ./(2554)./การดูแลสตรีระยะหลังคลอด (puerperium care)./[ออนไลน์]/ เข้าถึงได้จาก:
https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com_content&view=article&id=473:postpartum-care&catid=38&Itemid=480
(สืบค้นเมื่อวันที่27พฤษภาคม 2563./)
การเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน
การเปลี่ยนแปลงของมดลูก
การเปลี่ยนแปลงของน้ำคาวปลา