Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ระบบประสาท, : - Coggle Diagram
การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ระบบประสาท
ภาวะความดันในโพรงกระดูกสูง
(Increase Intracranial Pressure หรือ IICP)
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ
ในผู้ป่วยพยาธิสภาพที่สมอง
เนื้องอกที่สมอง
ภายหลังการได้รับบาดเจ็ยที่ศีรษะ
กระบวนการชดเชย
กลไลที่ 1 การปรับชดเชยของน้ำไขสันหลัง
สิ่งที่เกินเพิ่มขึ้น 50-70 ml
ขยับเลื่นน้ำไขสันหลังออกจากโพรง Subarachnoid ของสมอง ไปยัง โพรง Subarachnoid ของไขสันหลัง
ความดันในโพรงกะโหลกสูงขึ้น
Choroid plexus ในห้องสมองจะลดการผลิตน้ำไขสันหลัง
จะดูดซึม Arachnoid villi มากขึ้น
กลไกที่ 2 ลดปริมาณเลือดไหลเวียนในสมอง(CBF)
เลิอดดำเปลี่ยนทิศจากไหลออกจากสมองที่มีพยาธิสภาพเข้าไปแอ่งเลือดที่ไกลออกไป
ช่องไขสันหลัง (Spinal canal)
มีขีดจำกัดในการทำงานและขึ้นอยู่กับชนิดของปริมาณที่เพิ่มขึ้น
ขนาดเล็กไม่ขยาย
กลไกมีประสิทธิภาพดี
ปริมาณเพิ่มมากขึ้น
กลไกจะล้มเหลว
อาการและอาการแสดง
ปวดศีรษะ
ระยะแรก
ปวดศีรษะเป็นช่วงๆ
ระยะท้าย
ปวดศีรษะมากโดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน
พยาธิสภาพ
การดึงรั้งของ Bridging vein เยื่อหุ้มสมองถูกยืดขยาย
ปวดศีรษะในช่วงเช้า
ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
ระยะแรก
กระสับกระส่าย
ไม่รู้วัน เวลา สถานที่ และบุคคล
ระยะท้าย
หมดสติ
พยาธิสภาพ
ปริมาณเลือดในสมอง
ปริมาณน้ำหล่อเสมองและไขสันหลัง
การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง
สมองขาดออกซิเจน
ความผิดปกติที่เนื้อสมอง
ตาพร่ามัวและจอประสาทตาบวม (Papilledema)
ระยะแรก
ไม่พบอาการ
ระยะท้าย
อาจพบได้
พยาธิสภาพ
แรงดันในช่องประสาทตาสูงขึ้น
เกิด optic disc edema
รูม่านตาผิดปกติ
ระยะแรก
ขยายข้างเดียวกับรอยโรค
ระยะท้าย
ขยายทั้ง2ข้างไม่พบปฏิกิริยากับแสง
พยาธิสภาพ
เส้นประสาทสมองคู่ที่3 ถูกกดทับ
สัญญาณชีพเปลี่ยนแปลง
ระยะแรก
ปกติ
ระยะท้าย
กลุ่มอาการ Cushing's sign /Cushing's reflex /Cushing’s triad
ชีพจรเต้นช้าลง
รูปแบบหายใจเปลี่ยนแปลงไม่สมำ่เสมอ
อุณหภูมิร่างกายสูง
ความดัน
diastolic เท่าเดิมหรือลดลง
ทำให้ Pulse pressureกว้างมากกว่า 60 mmHg
systolic สูง
พยาธิสภาพ
รอยโรคกดลงที่ก้านสมอง
รบกวน
การเต้นของหัวใจ
หายใจ
การหด-ขยายตัวของหลอดเลือด
กลไกการสนองสนองของร่างกายระยะชดเชย
(Cushing's reflex/ Cushing's response /Cushing's effect)
เลือดไปสู่ Hypothalamus หลั่งสารเคมีกระตุ้นหัวใจบีบตัวแรง ทำให้Cardiac output เพิ่ม ส่งผลให้ความดันสูงกระตุ้น Broreceptor ทำให้หัวใจเต้นช้าลง
Thermoregulator centern ที่ Hypothalamus ถูกกด
กำลังกล้ามเนื้อผิดปกติ
ระยะแรก
อ่อนแรงด้านตรงข้ามกับรอยโรค
ระยะท้าย
Decorticate/Decerebrate หรือไม่มีการเคลื่อไหว
พยาธิสภาพ
รอยโรคกดที่ก้านสมอง
corticospinal tract ถูกกดทับ
อาเจียน
ระยะแรก
ไม่พบอาการ
ระยะท้าย
อาเจียนพุ่ง (Projectile vomiting)
พยาธิสภาพ
รอยโรคกดลงที่ก้านสมองบริเวณ Vomiting center
เกิดจาก
เพิ่มปริมาตร
ภายในกะโหลกศีรษะและเนื้อสมอง
ระบบไหลเวียนเลือด
น่ำหล่อเลี้ยงสมอง
การเพิ่มปริมาตรทำให้เกินขีดความสามารถในการรักษาสมดุลภายในสมอง
-ความดันกะโหลกศีรษะสูงขึ้น แรงดันในสมองเพิ่มขึ้นกดเบียดหลอดเลือดบริเวณใกล้เคียง ออกซิเจนและการไหลเวียนเลือดในสมองลงลด
สมองเกิดภาวะขาดออกซิเจน
สมองบวมและมีภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภาวะสมองเคลื่อน(Brain herniation) มีการกดการทำงานของก้านสมอง
สูญเสียหน้าที่ระบบประสาท
เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ
เกิดภาวะทุพพลภาพ
สูญเสียกลไกการควบคุมอัตโนมัติ
เสียชีวิต
ความเสื่อมของระบบประสาท
6.1 ภาวะสมองเสื่อม(Dementia syndrome)
เป็นภาวะที่สมองเริ่มมีการทำงานด้านใดด้านหนึ่ง ถดถอยลง ได้แก่ ด้านความจำ ความคิด การใช้เหตุผล การใช้ภาษา โดยมีการสูญเสียเซลล์สมองบางส่วนแล้วค่อยๆ ลุกลามไปยังสมองส่วนอื่นๆอย่างช้าๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานเป็นสิบปีความผิดปกติเหล่านี้จะปรากฏชัดเจน คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทีละน้อย ในระยะแรกจะมีการสูญเสียความจำ โดยจำเรื่องราวในชีวิตประจำวันไม่ได้ทั้งที่บางเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาวะสมองเสื่อมอาจมีสภาพทางอารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิม พูดช้าหรือถามซ้ำอยู่บ่อยครั้ง ลืมสิ่งที่ตนเองทำเป็นกิจวัตรประจำวัน
พยาธิสรีรภาพของภาวะสมองเสื่อม
ประกอบด้วย
1. การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างสมอง
ส่วนใหญ่เกิดบริเวณเปลือกสมอง โดยพบการเปลี่ยนแปลงดังนี้
1.1 การฝ่อของเซลล์บริเวณเปลือกสมอง(Cortical atrophy)
1.2 น้ำหนักของสมองลดลง
1.3 รอยนูน(Gyrus) แคบและร่องสมอง(Sulcus)กว้างขึ้น
1.4 Ventricle มีขนาดใหญ่ขึ้น
1.5 มีการสูญเสียเซลล์ประสาท เช่น Nucleus basalis of Meynert ใน Forebrain และ Hippocampus ใน Temporal lobe
1.6 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเซลล์
2. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในเซลล์(Cytoskeletal structure)
ได้แก่
2.1 นิวโรโฟบลิลลารีแทงเกิล(Neurofibrillary tangle,NFTs) คือ กลุ่มเส้นใยของโปรตีนที่เรียกว่า เทาTau พันกันยุ่ง ทำให้ไม่สามารถสร้าง microtubule ในเซลล์ได้
2.2 อะมีลอยด์พลาก(Amyloid plaques) เกิดจากการรวมตัวกันเป็นก้อนมากผิดปกติของโปรตีนที่เรียกว่า เบตาอะมีลอยด์(Beta amyloid protein)
2.3 เส้นเลือดมีสารอะมีลอยด์สะสม(Amyloid angiopathy) เกิดจากสารอะมีลอยด์สะสมที่ผนังหลอดเลือดแดงขนาดกลางและเล็กของเยื่อหุ้มสมองและส่วนผิวนอกของcotexเป็นผลให้หลอดเลือดในสมองแตกง่าย
3. การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี
เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมอง โดยทำให้ Enzyme choline acetyltransferase ลดลง ส่งผลให้ตัวรับ cholinergic ลดลง การสร้าง acetylcholine จึงน้อยลง ทั้งนี้ ACh เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่ทำให้เกิดความจำใหม่ จึงมีผลทำให้ความจำระยะสั้น เสียไป
ภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อย
ได้แก่
1. Alzheimer disease
เป็นภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและชีวเคมีมากกว่าสมองเสื่อมทั่วๆไป โดยพบว่าผู้ป่วยมีสารสื่อประสาท Acetylcholine เหลืออยู่เพียงร้อยละ 10 พบAmyloid plaques โดยในช่วงระยะแรกของการเป็นโรคนี้จะพบ Amyloid plaques ในกลีบสมองใหญ่ส่วนลึกเรียกว่า ฮิปโปแคมปัส และส่วนสมองเอนโทรีนอล คอร์เทกซ์ เป็นส่วนที่เกี่ยวกับความจำ
2. ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด(Vascular dementia,VaD)
เป็นความบกพร่องในเรื่องการรู้คิด โดยผู้ป่วยมักจะมีอาการตามหลังการเกิดโรคหลอดเลือดสมองไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด(Cerebral infarction) หรือหลอดเลือดสมองแตกซึ่งทำให้มีเลือดออกในสมอง Intracerebral hemorrhage เกิดขึ้นทันทีหรือทีละน้อย
3. โรคสมองเสื่อมที่พบเลวี บอดี(Dementia with Lewy bodies,DLB)
เกิดจากการจับกันเป็นก้อนผิดปกติของ Lewy body ซึ่งเป็นโปรตีนแอลฟา-ไซนิวคลีอิน ที่อยู่ในเซลล์ประสาท บางรายอาจเกิดจากยีนกลายพันธุ์ ทำให้มีอาการสมองเสื่อม มีการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรม ลักษณะที่พบคือ มีอาการเห็นภาพหลอน มีอาการทางสมองขึ้นๆลงๆ
4. โรคสมองเสื่อมบริเวณสมองส่วนหน้า(Frontotemporal dementia,FTD)
พบได้น้อย มักพบในวัยกลางคน เกิดจากความเสียหายที่ร้ายแรงต่อสมองกลีบหน้าและสมองกลีบขมับ สมองกลีบหน้าเกี่ยวกับพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพส่วนสมองกลีบขมับจะเกี่ยวกับความบกพร่องทางภาษา อาการเริ่มต้นมักเป็นด้านการควบคุมอารมณ์ การเข้าสังคม การตัดสินใจผิดปกติ
ระดับความรุนแรงของภาวะสมองเสื่อม
แบ่งได้ 3 ระดัง ดังนี้
ระดับเล็กน้อย Mild ผู้ป่วยจะมีอาการหลงลืม โดยเฉพาะลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เช่น จำไม่ได้ว่าวางของใช้ไว้ที่ใด ไม่สามารถจำชื่อสถานที่ที่คุ้นเคยได้
ระดับปานกลาง Moderate ความจำจะเริ่มเสื่อมมากขึ้น มีความบกพร่องในความเข้าใจ ความสามารถในการเรียนรู้ เช่น คำนวณตัวเลขง่ายๆไม่ได้ ทำในสิ่งที่เคยทำมาก่อนไม่ได้
ระดับรุนแรง Severe ระยะนี้ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ ต้องมีคนเฝ้าดูแลตลอดเวลา จำตัวเองไม่ได้ บุคลิกเปลี่ยนไป
การวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อม
เกณฑ์ของ DSM IV ดังนี้
มีความผิดปกติของความจำ(Memory impairment)
มีความผิดปกติอย่างน้อย 1 ข้อในสิ่งเหล่านี้คือ
2.1 ความผิดปกติของการใช้ภาษา(Aphasia) เช่น นึกคำพูดไม่ออก เข้าใจภาษาลดลง เป็นต้น
2.2 สูญเสียทักษะในการทำกิจกรรม(Apraxia) เช่น ไม่สามารถแปรงฟัน หวีผม เป็นต้น
2.3 ไม่รับรู้ในสิ่งที่เคยรู้มาก่อน(Agnosia) เช่น เห็นสิ่งของแล้วไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ว่าใช้สำหรับอะไร เป็นต้น
2.4 ความผิดปกติในการบริหารจัดการ(Disturbance of executive function) เช่น ความผิดปกติในการวางแผนงาน(Planning) การตัดสินใจ(Jugement) เรียงลำดับงาน(Sequencing)
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในข้อ1และ2 มีมากถึงกับส่งผลกระทบต่อความสามารถทางสังคมและอาชีพ และมีระดับความสามารถที่ลดดลงจากเดิม
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุอื่นๆ
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสาเหตุอื่นๆ อย่างไรก็ตามเกณฑ์การวินิจฉัยนี้อาจเหมาะสมกับโรคอัลไซเมอร์มากกว่าโรคอื่นและมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น โรคFrontotemporal dementia มีพฤติกรรมที่ผิดปกติเป็นนำ โดยความจำยังดี
6.2 Parkinson's disease
เป็นโรคในกลุ่มโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาท(Neurodegenerative disorder) ในสมองส่วนที่สร้างสารสื่อประสาทโดปามีน(Dopamine)โดยเฉพาะเซลล์สมองบริเวณก้านสมองส่วนบนในส่งนที่เรียกว่าซับสแตนเชีย ไนกรา ทำให้เกิดความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท ส่งผลต่อการควบคุมวิถีประสาทสั่งงานที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
สาเหตุเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ร่วมกับปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการเสื่อมของเนื้อเยื่อในระบบประสาท เช่น การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น โลหะ ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช
อาการของโรคพาร์กินสัน
เกิดขึ้นภายหลังจากการสูญเสียสารสื่อประสาทโดปามีนในระดับรุนแรง ได้แก่
1. อาการทางกาย
ได้แก่
-อาการสั่น(Tremor)
จะมีอาการสั่นขณะพัก ส่วนใหญ่เกิดอาการสั่นที่นิ้วมือก่อน จะคล้ายกับผู้ป่วยกำลังปั้นยาลูกกลอน(Pill-rolling) ตามด้วยการสั่นของข้อมือและแขน ระยะแรกจะเกิดขึ้นเพียงข้างเดียวก่อนเมื่อผ่านไปหลายๆเดือนขาและเท้าอีกข้างก็จะเริ่มมีอาการตามมาและในที่สุดจะเกิดอาการทั่วร่างกาย ลักษณะเฉพาะ คือ จะมีอาการสั่นมากเวลาที่อยู่นิ่งๆ4-8ครั้ง/วินาทีและเมื่อเกิดความเครียดอาการจะแรงขึ้น ความถี่จะยังคงเดิม
-อาการแข็งเกร็ง(Rigidity)
ของกล้ามเนื้อแขนขาและลำตัว เมื่อผู้อื่นมาจับแขนหรือขาผู้ป่วยโยกเข้าออกหรือขึ้นลงตามข้อมือหรือข้อศอก จะรู้สึกเหมือนมีแรงต้านเป็นจังหวะๆคล้านการเคลื่อนของฟันเฟือง(Cogwheel rigidity)เกิดขึ้น
-การเคลื่อนไหวช้า(Bradykinesia) และน้อย (Hypokinesia)
ได้แก่
การเคลื่อนไหวของใบหน้าลดลง ใบหน้าเฉยเมยไม่มีอารมณ์ ไม่ยิ้มหัวเราะ เวลาพูดมุมปากจะขยับเพียงเล็กน้อย ตามักไม่กะพริบหรือกะพริบน้อย การกลอกลูกตาจะทำได้ลำบากและเชื่องช้า
มีอาการพูดเสียงเครือๆเบา ฟังไม่ชัด พูดไปนานๆเสียงจะค่อยๆหายไปในลำคอ เมื่อเป็นมากขึ้นคำพูดจะไม่ชัดเจนอาจฟังไม่รู้เรื่อง น้ำเสียงจะราบเรียบในระดับเดียวกัน ไม่มีเสียงสูงต่ำ อาจมีอาการกลืนลำบาก มีน้ำลายสออยู่มุมปากตลอด
การเคลื่อนไหวของลำตัวและขาช้าลง ทำให้ลุกจากเก้าอี้ลำบาก งานประจำที่สามารถทำเองได้จะใช้เวลามากขึ้น การล้มตัวลงนอนหรือพลิกตัวบนที่นอนลำบาก การออกก้าวเดินทำได้ลำบาก เดินช้าลงหรืองุ่มง่าม ก้าวขาสั้นๆแบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ ยังมีลักษณะเดินหลังค่อม ตัวงอ และแขนไม่แกว่ง
4.การเคลื่อนไหวของมือและแขนที่ลดลง ทำให้เขียนหนังสือได้ลำบาก การใช้งานในชีวิตประจำวันอื่นๆทำได้ลำบาก เช่น การแต่งตัว การไขกุญแจ
2. อาการทาจิตประสาท
เช่น ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่มีความสุข รู้สึกระวนกระวายใจ เช่น จิตเภท(เห็นภาพหลอน) อาการหลงลืม(ความจำระยะสั้นไม่ค่อยดี) ภาวะความจำเสื่อม(จะพบได้ในระยะหลังของโรค) มีสมาธิในการทำงานลดลง ทำงานที่มีความซับซ้อนได้ยากกว่าปกติ การนอนหลับผิดปกติ
3. อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติและอาการอื่นๆ
ได้แก่ เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง(เช่น จากนั่งเป็นยืน ทำให้เกิดอาการหน้ามืด แต่ไม่ถึงกับเป็นลม) เหงื่อออกมาก ท้องอืด ท้องผูก รับประทานอาหารได้น้อย น้ำหนักตัวลดลง เป็นต้น
การวินิจฉัยโรค
-ประเมินได้จากการซักประวัติ
-ตรวจร่างกายโดยอาศัยการแสดงของผู้ป่วยและความผิดปกติที่พบเป็นหลัก
-ตรวจเอกซเรย์สมองด้วนคลื่นเเม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
-ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
-ตรวยคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EEG)
ภาวะชัก
อาการชัก(Seizure หรือ Convulsion)
อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีหรือไม่มีพยาธิสภาพหรือรอยโรคในสมองก็ได้ โดยในผู้ที่สมองปกติ ไม่มีพยาธิสภาพหรือรอยโรคในสมอง มักจะมีสิ่งกระตุ้น(Precipitating factor)มาทำให้เกิดอาการชัก เช่น ภาวะไข้สูง ภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ภาวะระดับเกลือแร่และสารน้ำในเลือดผิดปกติ เป็นต้น
-สำหรับพยาธิสภาพหรือรอยโรคในสมอง(epileptic lesion)ที่ทำให้เกิดอาการชัก ได้แก่ ความผิดปกติของสมองแต่กำเนิด การติดเชื้อในระบบประสาท การกระทบกระเทือนที่ศีรษะ เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง แผลเป็นจากสมองช้ำ และการมีเนื้องอกในสมอง อาการชักอาจจะเป็นอาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง(Generalized Seizures)
อาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง
เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นกับสมองทั้ง 2 ซีก ได้แก่
1. อาการชักแบบเหม่อลอย(Absence Seizures)
มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการเด่นที่พบคือ การเหม่อลอย มีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงเล็กน้อย เช่น การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชนิดนี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียการรับรู้ในระยะสั้นๆ
2. อาการชักแบบชักเกร็ง(Tonic Seizures)
เป็นอาการที่ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยมักจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณหลัง แขนและขา จนทำให้ผู้ป่วยล้มลงได้
3. อาการชักแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรง(Atonic Seizures)
อาการชักที่ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อขณะเกิดอาการได้ ทำให้ล้มพับหรือหกล้มลงอย่างเฉียบพลัน
4. อาการชักแบบชักกระตุก(Clonic Seizures)
เป็นอาการชักที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ อาจทำให้เกิดการขยัยเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณคอ ใบหน้า และแขน
5. อาการชักแบบชักกระตุกและเกร็ง(Tonic-clonic Seizures)
เป็นอาการชักที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อในร่างกายทุกส่วน ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก ส่งผลให้ผู้ป่วยล้มลง และหมดสติ บางรายอาจร้องไห้ขณะชักและหลังอาการบรรเทาลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหนื่อยจากอาการชัก
6. อาการชักแบบชักสะดุ้ง(Myoclonic Seizures)
อาการชักนี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน โดยจะเกิดอาการชักกระตุกของแขนและขาคล้ายกับการโดนไฟฟ้าช็อต มักเกิดหลังจากตื่นนอน หรือเกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่นๆ
อาการชักเฉพาะส่วน
เกิดขึ้นกับสมองเพียงบางส่วน เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ได้แก่
1. อาการชักแบบรู้ตัว(Simple Focal Seizures)
ขณะที่เกิดอาการผู้ป่วยยังคงมีสติครบถ้วน โดยผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกแปลกๆ มีความรู้สึกวูบๆภายในท้อง อาจรู้สึกเหมือนมีอาการ เดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนว่าเคยพบเห็นหรือเกิดเหตุการณ์ที่ประสบอยู่มาก่อน ทั้งๆที่ไม่เคย อาจเกิดความรู้สึกร่าเริงหรือกลัวอย่างกะทันหัน
2. อาการชักแบบไม่รู้ตัว(Complex Partial Seizures)
ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวและไม่สามารถจดจำได้ว่าเกิดอาการขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะในขณะที่เกิดอาการหรืออาการสงบแล้ว เป็นอาการชักที่ไม่สามารถคาดเดาได้ โดยอาจมีอาการ เช่น ขยับริมฝีปาก ถูมือ ทำเสียงแปลกๆ เล่นกับสิ่งของในมือ ผู้ป่วยจะไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึันรอบข้างได้เลย
อาการชักต่อเนื่อง(Status epilepticus,SE)
เป็นภาวะที่มีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งหรือต่อเนื่องนานกว่า 30 นาที โดยในระหว่างชักผู้ป่วยไม่ฟื้นคืนสติ ดังนั้นอาการชักชนิดนี้จึงถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาและทำให้หยุดชักให้เร็วที่สุด เนื่องจากขณะชักผู้ป่วยจะขาดออกซิเจนจากการหายใจไม่เพียงพอ หากปล่อยให้การชักดำเนินไปเรื่อยๆจะทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนมากขึ้น และจะเริ่มถูกทำลายและดื้อต่อการรักษาด้วยยากันชักได้
โรคลมชักหรือลมบ้าหมู(Epilepsy)
เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของร่างกาย จนทำให้เกิดอาการชัก โดยลักษณะอาการชักจะแตกต่างจากการชักจากสาเหตุต่างๆ คือ ต้องมีอาการชัก เกร็ง กระตุก กัดลิ้น น้ำลายฟูมปาก สำหรับสาเหตุของโรคลมชักยังไม่ทราบแน่ชัด ส่วนใหญ่จะเกิดอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุ กลุ่มนี้อาจมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคลมชัก ส่วนผู้ป่วยที่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ อาจเกิดจากโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง เนื้องอกในสมอง อาจเกิดจากการพัฒนาของสมองที่ไม่สมบูรณ์ สาเหตุเหล่านี้ทำให้เกิดโรคลมชักในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็กได้ด้วย
การบาดเจ็บที่เกิดกับไขสันหลัง
1.การบาดเจ็บไขสันหลัง (Spinal cord injury)
เป็นการบาดเจ็บของไขสันหลังรวมถึงรากประสาทที่อยู่ในโพรงของกระดูกสันหลัง
การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นสามารถแบ่งตามกลไกการเกิดได้ดังนี้
4.Flexion with rotation injury
เกิดจากการหมุนและการบิดของศีรษะอย่างรุนแรง ทำให้ Posterior longitudinal ligament ฉีกขาด
5.Vertical Compression (Axial loading)
บาดเจ็บจากไขสันหลังถูกกด เกิดจากการได้รับบาดเจ็บในแนวดิ่ง เช่น อุบัติเหตุขณะดำน้ำ ตกจากที่สูงโดยเท้าหรือก้นกระแทกพื้นทำให้กระดูกสันหลังยุบลง
3.Rotating injury
เกิดการบาดเจ็บขณะหมุน พบมากที่ C1-C2 เนื่องจากแรงกระแทกที่คาง
6.Acceleration injury of the neck (Whiplash injury)
เป็นการเคลื่อนที่ของศีรษะในทิศทาง สะบัดหน้า-หลังอย่างรวดเร็ว เกิดแรงกระแทกที่ทำให้กระดูกคอมีการขยับ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณคอ เช่น รถยนต์ชนท้าย
2.Hyperextension injury
จะเกิดขนาดกระดูกสันหลังอยู่ในท่าเหยียด ทำให้ Anterior ligament complex ฉีกขาด
7.Penetrating injury
สาเหตุเกิดจากการถูกแทง ถูกยิง ทำให้เกิดบาดแผลเจ็บทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยไขสันหลังจะบวมและขาดเลือดและเนื้อเยื่อไขสันหลังตายจากการขาดเลือด
พยาธิสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นประกอบด้วย 2 กลไก คือ
1. กลไกระดับปฐมภูมิ (Primary injuries)
เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณที่ได้รับการบาดเจ็บโดยตรง เกิดการทำลายเซลล์ประสาท หลอดเลือดได้รับความเสียหาย มีเลือดออกในไขสันหลัง
ส่วนบริเวณพื้นที่สมองเนื้อสีขาวจะพบการบวมของเซลล์มากขึ้นเกิดการขาดเลือดและออกซิเจนเซลล์ที่อยู่รอบๆบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บจะมีเลือดไปเลี้ยงลดลง
อาการที่สำคัญ คือ
หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ
มีอาการตัวเย็น
ความดันโลหิตต่ำ เนื่องจากสูญเสียการทำงานของระบบประสาทซิมพาเธติก
มีการหลั่งสารแคททีโคลามีนออกมาจากเซลล์ประสาทและขยายบริเวณกว้างขึ้นเรื่อยๆ
2.กลไกระดับทุติยภูมิ (Secondary injuries)
เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์หลังเกิดการบาดเจ็บ โดยบริเวณสมองเนื้อสีเทาซึ่งเป็นที่อยู่ของเซลล์ประสาทจะขาดเลือด ซึ่งเป็นผลจากการไหลเวียนเลือดภายใน จนกระทั่งไขสันหลังเกิดภาวะขาดเลือด 15 ถึง 20 นาทีทำให้เกิดความเสียหายอย่างถาวรต่อเซลล์ประสาทกลุ่ม แอสดทีไซร์ และ โอลิโกเดนโรไซร์
ดังนั้นในระยะนี้จึงไม่สามารถดำเนินการกระตุ้นไขประสาทสันหลังได้หลังจากการบาดเจ็บ
ประเภทของการบาดเจ็บไขสันหลังแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
1.การบาดเจ็บไขสันหลังชนิดสมบูรณ์ (Complete injury)
ผู้ป่วยจะสูญเสียความรู้สึกทั้งหมด กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสูญเสียระบบประสาทอัตโนมัติในบริเวณที่อยู่ต่ำกว่าระดับของการบาดเจ็บ และอาจทำให้เกิดอัมพาตอย่างถาวรซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
Teraplegia / Quadriplegia
คือ อัมพาตของแขนขาทั้งสองข้างจากการบาดเจ็บไขสันหลังตั้งแต่ระดับ T1 ขึ้นไป
Paraplegia
อัมพาตครึ่งล่างจากการบาดเจ็บไขสันหลังส่วนอกระดับที่ T2 ลงมา และไขสันหลังถูกตัดเป็นการบาดเจ็บไขสันหลังที่รุนแรงที่สุดระยะแรกจะสูญเสียความรู้สึกแต่ในระยะหลังร่างกายส่วนที่ต่ำกว่าพยาธิสภาพจะเป็นอัมพาตแบบแข็งตลอดไป
2.การบาดเจ็บไขสันหลังชนิดไม่สมบูรณ์
(Incomplete injury
)ไขสันหลังเสียหน้าที่บางส่วน ผู้ป่วยยังคงมีความรู้สึกบางส่วนเหลืออยู่ มีการขยับกล้ามเนื้อขาได้ หรืองอนิ้วโป้งเท้าได้ อาการแสดงจะแตกต่างกันที่ตำแหน่งและความรุนแรงของไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บได้แก่
3.Anterior cord syndrom
พยาธิสภาพเกิดจากไขสันหลังส่วนหน้าถูกทำลาย จากการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ทำให้ส่วนของกองทันทีทันใด มีผลให้กระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับไขสันหลัง
4.Conus medullaris syndrome (Sacral cord injury)
เป็นการบาดเจ็บของไขสันหลังระดับกระเบนเหน็บและรากประสาทระดับเอว ทำให้กระเพาะปัสสาวะเป็นอัมพาตชนิดอ่อนปวกเปียก
2. Brown - Sequard syndrome (Hemicord lesion)
พยาธิสภาพเกิดจากการได้รับบาดเจ็บแบบดิบหรือหมุนอย่างรุนแรง ทำให้ไขสันหลังได้รับบาดเจ็บในซีกเดียว โดยระดับที่ต่ำกว่าพยาธิสภาพจะเกิดอาการอ่อนแรงอย่างสมบูรณ์
5.Cauda equina syndrome
เป็นการบาดเจ็บของรากประสาทระดับเซลล์และกระเบนเหน็บ ทำให้กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ หูรูดและลำไส้ใหญ่อ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตชนิดอ่อนปวกเปียก
1.Central cord syndrome
การบาดเจ็บชนิดนี้พบบ่อยที่สุด พยาธิสภาพเกิดจากการได้รับบาดเจ็บในท่าที่อ่อนมากเกินไป(Hyperextension injury) อาจพบร่วมกับกระดูกคอเสื่อม
6.Spinal concussion
เป็นภาวะที่ไขสันหลังได้รับการกระทบกระเทือน ทำให้เกิดการหยุดทำงานไปชั่วคราวเกิดจากแรงกดที่กระทำบนไขสันหลังซึ่งไม่ทำให้ลักษณะทางกายวิภาคเปลี่ยนแปลง ที่สามารถทำให้กลับมาทำหน้าที่ได้ปกติ
1.Hyperflexion injury
เป็นการบาดเจ็บกระดูกสันหลังในท่างอตัว กระดูกสันหลังจะยุบส่วนหน้า บริเวณ Posterior ligament complex
ภาวะช็อกจากไขสันหลัง (Spinal shock)
เป็นภาวะที่ไขสันหลังหยุดทำงานชั่วคราวภายหลังได้รับบาดเจ็บแบบเฉียบพลันและรุนแรง เนื่องจาก ไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บใหม่ๆจะบวมมาก ใยประสาทจึงหยุดทำงาน ภาวะช็อคจากไขสันหลังจากเกิดอาการเป็นวันหรือสัปดาห์ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 3-4 วัน ถึง 6 สัปดาห์ โดยมีอาการแสดงดังนี้
-ความดันโลหิตต่ำลงเนื่องจากหลอดเลือดของอวัยวะส่วนที่เป็นอัมพาตขยับตัว ชีพจรช้าเนื่องจาก Cardiac tone ลดลง
-ผิวหนังเย็นเนื่องจากสัญญาระหว่าง Hypothalamus และ Sympathetic nervous system ถูกตัดขาด และมีผิวหนังแห้งเนื่องจากเส้นประสาทที่หล่อเลี้ยงต่อมเหงื่อถูกตัดขา จึงทำให้ไม่มีเหงื่อออก
-อวัยวะที่อยู่ต่ำกว่าระดับไขสันหลังได้รับบาดเจ็บจะเป็นอัมพาตแบบอ่อนปวกเปียก รวมถึงอวัยวะภายในช่องท้องเป็นอัมพาต ส่งผลให้มีอาการท้องอืดและปัสสาวะคลั่ง
-ไม่มีรีเฟล็กซ์ (Areflexia) โดยเฉพาะ Bulbocarvernous ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของไขสันหลังระดับกระดูกกระเบนเหน็บเสียงที่ 2-4
ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากการบาดเจ็บไขสันหลัง จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้แก่
4.ระบบผิวหนังมักเกิดแผลกดทับ (Pressure sore หรือ Bed sore)
สามารถป้องกันได้โดยคลิกตัวให้ผู้ป่วยบ่อยๆอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ไม่ให้ส่วนใดของร่างกายทับอยู่กับที่นอนนานๆ
5.ระบบกล้ามเนื้อและข้อต่อ
ผู้ป่วยอาจเกิดการยึดติดกัน(Contracture) ส่งข้อต่อหรือมีการแข็งตัวของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะลีบ วิธีการป้องกันคือจัดท่าให้ผู้ป่วยเพื่อป้องกันการเกิดยึดติด
3.ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย
ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง เนื่องจากกระเพาะอาหารและลำไส้จะทำงานลดลง มีการหลั่งกรดมากกว่าปกติทำให้ผู้ป่วยท้องอืด มีผลรบกวนกระบังลมเสริมทำให้หายใจไม่มีประสิทธิภาพในระยะแรก
6.อุณหภูมิของร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งแวดล้อม
เกิดจากภาวะ Metabolic alkalosis จากการงดอาหารทางปาก
2.ระบบหัวใจและหลอดเลือด
โดยเกิดการขยายตัวของหลอดเลือด จึงทำให้เลือดกลับสู่หัวใจลดลง ทำให้ Cardiac output ลดลง เกิด Bradycardia และ Hypotension
7.ระบบขับถ่ายปัสสาวะ
หากพบปัญหาต่างๆได้ เช่น กระเพาะปัสสาวะจึงโป่งตึงและมีน้ำปัสสาวะข้างในกระเพาะปัสสาวะมาก
1.ปัญหาของระบบทางเดินหายใจ
เนื่องจาก Intercostal muscle ที่ใช้ในการหายใจมีปัญหาซึ่งพบในผู้ป่วยที่บาดเจ็บระดับ C4 ที่เลี้ยง diaphragm อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องหายใจร่วมด้วย
การติดเชื้อในระบบประสาท
การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง หมายถึง การติดเชื้อตั้งแต่สมองถึงไขสันหลัง
สาเหตุจากเชื้อโรคต่างๆ
ไวรัส
แบคทีเรีย
เชื้อรา
ปรสิต
พยาธิ
การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือการติดเชื้อจากระบบอื่น
เกิดจาก
การมีบาดแผลโดยตรง
บาดแผลถูกยิง ถูกแทง มีสิ่งแปลกปลอกฝังอยู่ในสมองจากการผ่าตัด รวมทั้งการอักเสบจากอวัยวะข้างเคียง ซึ่งเป็นทางให้เชื้อโรคเข้าสู่โพรงกะโหลกโดยตรง
จุลชีพก่อโรค (Pathogen)
ก่อโรคจากแหล่งอื่นที่ห่างไกลเข้าสู่โพรงกะโหลกทางกระแสเลือด
เช่น จากโรคฝีในปอด (Lung abscess)
ฝีในสมอง (Brain abscess)
เป็นการอักเสบติดเชื้อในเนื้อสมอง และมีการรวมตัวของ infected material
ทำให้เกิดโพรงหนองขึ้นภายในเนื้อสมอง ฝีในสมอง
สาเหตุ
การติดเชื้อจากหูอักเสบ (Otitis media)
การติดเชื้อจากหูอักเสบ (Otitis media)
โรคหัวใจและปอด
เชื้อโรคที่พบได้บ่อย
เชื้อ Staphylococcus ซึ่งเป็น Anaerobic bacteria
ฝีในสมองสามารถเกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่สมองโดยตรง หรือลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง
ได้แก่
การติดเชื้อของอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง (Contiguous supportive foci)
โพรงไซนัสต่าง ๆ
บริเวณใบหน้าอักเสบ (Sinusitis)
หูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media)
โพรงกระดูกมาสตอยด์อักเสบ (Mastoiditis)
2.การติดเชื้อของอวัยวะที่ไกลออกไป (Hematogenous spread from distance foci) และมีเชื้อโรคในกระแสเลือด (Bacteremia)
ทำให้เชื้อโรคมาถึงสมองตามกระแสเลือด
การติดเชื้อของปอด (ฝีในปอด/Lung abscess, หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด/Empyema, โรคหลอดลมโป่งพอง/Bronchiectasis)
ฟันผุ
เหงือกอักเสบ
เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Endocarditis)
การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
การติดเชื้อในช่องท้อง
ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis)
การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
การอักเสบของกระดูก (Osteomyelitis)
มีช่องทางเปิดติดต่อกับภายนอก หรือมีการฉีกขาดของเยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา
ทำให้เกิดช่องทางที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่สมองได้โดยตรง
กะโหลกศีรษะแตกจากอุบัติเหตุหรือถูกทำร้ายร่างกาย หรือเกิดตามหลังการผ่าตัดสมองและระบบประสาท
การผ่าตัดในบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การผ่าตัดระบบประสาทก็สามารถเกิดฝึในสมองได้
หลังการผ่าตัดผนังกั้นโพรงจมูก (Nasal septum)
การขยายหลอดอาหารที่มีการตีบแล้วเกิดภาวะ Bacteremia
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย
เกิดจากโรคเรื้อรัง
เกิดจากเชื้อฉวยโอกาส
เชื้อโนคาร์เดีย (Nocardia) หรือติดเชื้อปรสิต (Toxoplasmosis)
เชื้อรา (Fungus)
การได้รับยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ป่วย AIDS
อาการและอาการแสดง
อาการที่เกิดจากการเสียหน้าที่ของสมอง
เกิดจากเนื้อสมองถูกทำลาย หรือเกิดจากการกดเบียดเนื้อสมองจากก้อนฝี
อาการที่เด่น
อาเจียน
อ่อนเพลีย
มีไข้
มีปัญหาการมองเห็น
ปวดศีรษะในตอนเช้า
ระดับความรู้สึกตัวลดลง
มีอาการชัก
เกิดภาวะสมองบวม
ความดันในกะโหลกศีรษะสูง
การตรวจวินิจฉัย
การทำ MRI และ CT scan
การตรวจที่ได้ผลเร็วและแม่นยำที่สุด เพราะสามารถบอกตำแหน่ง ขนาดและจำนวนของฝี
แพทย์สามารถดูดเอาหนองออกและนำไปเพาะเชื้อทำให้แพทย์สามารถดูดฝีออกได้
ประเมินดูโครงสร้างของกระดูกที่อยู่ในหูชั้นกลางและตรวจดูโพรงจมูก
ตรวจ Chest X-ray
เกิดจากการติดเชื้อจากปอด
เนื้อเยื่อสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ (Encephalitis)
การอักเสบของเนื้อสมอง ซึ่งอาจเกิดทั้งสมองหรือบางส่วนของเนื้อสมอง
สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือโปรโตซัว
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด
เชื้อไวรัส Japanese B, E โดยมียุงเป็นพาหะ
เกิดการอักเสบของเนื้อสมองจะมีการรวมตัวของลิมโฟไซต์มายังเนื้อเยื่อของสมอง ทำให้สมองบวม เซลล์ปมประสาทของสมองเสื่อม การแพร่กระจายของเหลวในเซลล์ประสาทถูกทำลาย
อาการของผู้ป่วย
ปวดศีรษะ
มีไข้
อาเจียน
การระคายเคืองต่อเยื่อหุ้มสมอง
คอและหลังแข็ง (Stiff neck and back)
มีอาการของนิวโรน (Neuron) ฉีกขาด
ง่วงซึม
การรู้สติลดลง
มีอาการชัก
อัตพาต
เดินเซ
แขนขาสั่น
คลื่นไส้ อาเจียน
การตรวจวินิจฉัย
ประเมินได้จากการเจาะหลัง
ลักษณะผิดปกติของน้ำไขสันหลัง มีโปรตีนสูง มีความดันของน้ำไขสันหลังสูง
ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI)
พบความผิดปกติ
ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalogram: EEG)
พบความผิดปกติ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
เป็นการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะอันตรายที่สุด ส่วนเชื้อไวรัส เชื้อรา หรือการอักเสบจากสารเคมีหรือสารพิษพบได้น้อย
เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย
เชื้อไนซีเรียเมนิงไจไทดิส (Neisseria meningitides)
เสตร็ปโทโคคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumonia)
เชื้อฮิโมฟิลุส อินฟลูเอนซา ชนิด B (Haemophilus influenzae type b)
เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ Subarachnoid space เยื่อหุ้มสมองจะตอบสนองต่อการติดเชื้อโดยมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของเยื่อหุ้มสมองเล็กน้อยในระยะแรก และเกิดการอักเสบตามมา ซึ่งจะมีการหลั่งสารที่เกี่ยวกับการอักเสบ
ทำให้นิวโทรฟิล (Neutrophil) และอัลบูมิน
(Albumin) เคลื่อนผ่านหลอดเลือดฝอยสู่น้ำไขสันหลัง ทำให้น้ำไขสันหลังขุ่น
ทำให้เป็นหนอง Exudate
น้ำไขสันหลังเหนียวข้นขึ้นจึงไหลไปที่สมองและไขสันหลังได้น้อยลง
ทำให้ขัดขวางวิลไลที่เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Arachnoid villi)
อุดกั้นการดูดซึมของน้ำไขสันหลัง
เซลล์ในสมองบวมหลอดเลือดในสมองโป่งพอง ทำให้ขัดขวางเลือดไปเลี้ยงสมอง
อาจเกิดก้อนลิ่มเลือดเกาะติดอยู่ที่ผนังด้านในของหลอดเลือดหรือหลอดเลือดแตก
หากความดันในสมองไม่ลดลงจะทำให้เนื้อสมองตาย
อาการและอาการแสดง
อาการที่แสดงถึงการติดเชื้อ
หนาวสั่น
มีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส
เบื่ออาหาร
เด็กเล็ก
กระสับกระส่าย
หงุดหงิดไม่ยอมดูดนม
อาเจียนได้ง่าย
อาการที่แสดงว่ามีการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง (Meningeal irritation) ร่วมกับความผิดปกติในการทำงานของสมอง
อาการชัก (ยกเว้นในเด็กอายุ 6 เดือนแรกจะไม่พบอาการชัก)
ปวดศีรษะมากและปวดที่บริเวณคอร่วมด้วย
ซึมลง (ในระยะแรกจะซึมเล็กน้อย หากไม่ได้รับการรักษาอาการจะเลวลงเรื่อง ๆ จนถึงหมดสติภายใน 4-5 วัน)
มีอาการคอแข็ง (Stiffness of neck)
มีอาการกลัวแสง (Photophobia)
พบ Kernig’s sign และ Brudzinski’s sign ได้ผลบวก
อาการที่แสดงถึงภาวะแทรกซ้อน
มีฝีในสมอง
สมองบวม
มีน้ำหรือหนองในช่องใต้เยื่อหุ้มสมอง
การตรวจวินิจฉัย
ประวัติการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
คออักเสบ
หูชั้นกลางอักเสบ
ทอนซิลอักเสบ
โพรงจมูกอักเสบ
ตรวจดู Kernig’s sign ได้ผลบวก (โดยให้ผู้ป่วยนอนหงายขาตรง งอข้อสะโพกข้างใดข้างหนึ่งให้โคนขาตั้งฉากกับแนวราบ แล้วค่อยๆ จับขาเหยียดข้อเข่าออกให้ตรง ผู้ป่วยจะปวดและตึงที่ขามาก)
มี Brudzinski’s sign ได้ผลบวก (โดยให้ผู้ป่วยนอนหงาย แล้วประคองศีรษะผู้ป่วยขึ้นให้คางชิดอก ผู้ป่วยจะงอเข่าและสะโพกเข้าหาตัวทันที)
การตรวจในห้องปฏิบัติการ
ตรวจเลือด
พบปริมาณเม็ดเลือดขาวมีจำนวนสูงขึ้น
มีอีโอซิโนฟิลสูง
นำเลือดไปเพาะเพาะเชื้อ (Hemoculture)
จะพบเชื้อแบคทีเรีย
การเจาะหลัง (Lumbar puncture,LP) เพื่อตรวดน้ำไขสันหลัง
น้ำไขสันหลังมีลักษณะผิดปกติ (เชื้อแบคทีเรียจะขุ่นหรือเป็นหนอง เชื้อวัณโรคจะเป็นสีเหลือง)
มีความดันของน้ำไขสันหลังสูง
มีโปรตีนในน้ำไขสันหลังสูง
ตรวจย้อมสีน้ำไขสันหลัง (Gram strain)
จะพบเชื้อแบคทีเรียถึงร้อยละ 70-80
การตรวจพิเศษ CTscan, MR
ค้นหาตำแหน่งของการติดเชื้อและการลุกลามของโรค ดูฝีในสมองหรือสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการอักเสบ
ภาวะหลอดเลือดสมองผิดปกติ
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke / Cerebrovascular accident (CVA) /Cerebrovascular disease (CVD))
โรคอัมพฤกษ์/อัมพาต
สาเหตุ
เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน
การมีเลือดออกในสมองจากหลอดเลือดแตก
แบ่งโรคหลอดเลือดสมองตามลักษณะของพยาธิสรีรวิทยาจะแบ่งได้ 2 ชนิด
โรคหลอดเลือดสมองจากขาดเลือด (Ischemic stroke)
พบประมาณร้อยละ 75-80
เกิดจากอุดตันหรือตีบแคบของหลอดเลือด
มีภาวะหลอดเลือดในสมองแข็ง(Atherosclerosis) หรือเกิดจากมีลิ่มเลือด (Thrombus) เล็ก ๆ
โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้แบ่งออกได้ 2 ชนิดย่อย
โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Cerebral thrombosis / Thrombotic stroke)
สาเหตุ
ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือด มีไขมันและหินปูนมาจับที่ผนังหลอดเลือด
มีไขมันและหินปูนมาจับที่ผนังหลอดเลือด ทำให้รูของหลอด
เลือดมีขนาดเล็กลง
อุดกั้นหลอดเลือดในสมอง (Embolism) ทำให้เลือดมาเลี้ยงสมองลดลงหรือไม่สามารถมาเลี้ยงบริเวณนั้นได้เลย
พบมากที่บริเวณหลอดเลือดแดงส่วนกลาง (middle cerebral arteries)
พบในผู้ป่วย
ความดันโลหิตสูง
ภาวะไขมันในเลือดสูง
โรคเบาหวาน
ผู้ที่สูบบุหรี่
ผู้ที่มีอายุมาก (ชายมากกว่า 55 ปีและหญิง 65 ปี)
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด
คนอ้วน
หญิงที่กินยาคุมกำเนิด
ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นอัมพาตครึ่งซีกมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าปกติ
ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองขาดอาหารและออกซิเจน เมื่อสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นเวลานานก็จะเกิดเนื้อตายตามมา
โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดสมองอุดตัน (Embolic
Strokes / Occlusive stroke)
เกิดจากมีสิ่งอุดกั้น (Emboli) ที่หลอดเลือดสมอง
โดยทั่วไปจะเกิด Emboli อุดตันหลายแห่งพร้อมกัน ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดในสมองลดลง
สาเหตุ
ภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial fibrillation)
โรคลิ้นหัวใจ (Vulvular heart disease) หรือจากการใส่ลิ้นหัวใจ
เทียม และภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
สิ่งอุดกั้นอื่น ๆ ที่ลอยในกระแสเลือดและทำให้เกิดการอุดตัน
ของหลอดเลือดสมอง
ฟองอากาศ
ชิ้นส่วนของไขมันที่เกิดภายหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือ
กระดูกหัก
ไขกระดูก
เซลล์มะเร็ง
สมองขาดเลือดไปเลี้ยง
เซลล์ประสาทไม่สามารถทำงานแบบไม่ใช้ออกซิเจนได้ และไม่ทนต่อภาวะขาดออกซิเจนได้นาน
สมองขาดอาหารและออกซิเจน
ผู้ป่วยจะแสดงอาการผิดปกติจากเนื้อสมองขาดเลือด
อ่อนแรง
พูดไม่ชัด
กลืนลำบาก
ชา
เวียนศีรษะกระสับกระส่าย
ง่วงซึม
ความสามารถในการตัดสินใจ การคิดได้ลดลง
อาการชัก และหมดสติ
ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเนื้อสมอง 2 ลักษณะ
ตำแหน่งที่ขาดเลือดแต่ยังไม่ตาย (Penumbra region)
ตำแหน่งที่ขาดเลือดจนตายไปแล้ว (Ischemic core / Infarction core)
Reversible
เนื้อสมองสามารถฟื้นคืนสภาพเดิมได้ถ้ามีเลือดมาเลี้ยงแต่ถ้าปล่อยเวลาผ่านไปไม่ได้รับการช่วยเหลือ/รักษาจะทำให้ Penumbra
กลายเป็น Ischemic coreซึ่งอาการผู้ป่วยมักจะไม่ดีขึ้น มีภาวะสมองบวมแบบ Cytotoxic edema ซึ่งจัดเป็น Irreversible เนื้อสมองไม่สามารถคืนสู่สภาพเดิมได้
อาการและอาการแสดง
อาจมีเพียงเล็กน้อยถึงรุนแรง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดรอยโรค
ระยะเวลาที่สมองขาดเลือดหรือถูกกด
อาการที่พบบ่อย
อาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีกของร่างกายทันทีทันใด
ตามัวหรือมองไม่เห็นทันทีทันใด
พูดตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด
นึกคำพูดไม่ออกหรือไม่เข้าใจคำพูดขึ้นมาทันทีทันใด
เวียนศีรษะบ้านหมุน
ปวดศีรษะรุนแรงฉับพลันชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การขาดเลือดบริเวณก้านสมอง
ทำให้การรู้สติลดลง อาการมักจะเกิดอย่างช้าๆ
ร้อยละ 30-50 เกิดอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว
ผู้ป่วยมักมีประวัติว่าก่อนนอนจะมีอาการปกติดี แต่พอตื่นนอนตอนเช้าจะมีอาการผิดปกติดังกล่าว
Minor cerebral infarction
เป็นการขาดเลือดของหลอดเลือดสมองในขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ผู้ป่วยจะไม่ซึม ไม่มีอาการสมองบวมหรือความดันในสมองสูง
Major cerebral infarction
การขาดเลือดของหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่ ทำให้มีการทำงานผิดปกติของเนื้อสมองที่ขาดเลือดหรือตายเป็นบริเวณกว้าง
ผู้ป่วยอาจมีอาการซึมตั้งแต่แรก หรือซึมลงหมดสติใน 72 ชั่วโมงจากภาวะสมองบวมตามด้วยความดันในสมองสูง
อาการผิดปกติระบบประสาท
อาการอ่อนแรงและชาของแขนขา
ใบหน้าเบี้ยวด้านขวา
ตาสองข้างไม่สามารถมองเห็นครึ่งซีกขวา (Hemianopia)ร่วมกับ motor aphasia หรือ sensory aphasia ซึ่งเกิดจากสมองข้างที่เด่น ในบริเวณของสมองที่เลี้ยงด้วย middle cerebral artery
Transient ischemic attack หรือ TIA
เป็นกลุ่มอาการของ strokes
ที่เกิดขึ้นภายใน 12-24 ชั่วโมง
เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากสมองขาดเลือดเพียงเล็กน้อย
สาเหตุ
การอุดตันของหลอดเลือดชั่วคราว
เลือดสามารถไหลต่อไปได้อาการต่าง ๆ จะดีขึ้นแม้ว่าสมองบางส่วนยังคง
เสียหายอยู่
ผู้ป่วย TIA ร้อยละ 10 มีโอกาสเกิด stroke ได้อีกภายใน 3 เดือน
โรคหลอดเลือดสมองจากหลอดเลือดในสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
พบประมาณร้อยละ 20-25
เกิดจากการแตกหรือฉีกขาดของหลอดเลือดอย่างทันทีทันใด ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท ทำให้เซลล์สมองถูกทำลายเลือดที่ออกไปขัดขวางการไหลเวียนของน้ำไขสันหลังทำให้เกิดความดันในโพรงกะโหลกสูงอย่าง
ทันทีทันใด
แบ่งได้ 2 ชนิด
เลือดออกในสมองใหญ่ (Intracerebral hemorrhage)
เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว (Arteriosclerosis)
ทำให้หลอดเลือดเปราะและแตกง่าย ก้อนเลือดจะทำลายเนื้อสมอง และเลือดจะไหลไปยัง Ventricle เกิดการขัดขวางการไหลเวียนของน้ำไขสันหลัง ความดันในโพรงกะโหลกจะสูงขึ้นทันที
เกิดภาวะ Brain herniationผู้ป่วยอาจหมดสติและเสียชีวิตได้
อาการขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่ได้รับความเสียหายและขนาดของ
หลอดเลือด พบบ่อยบริเวณปมประสาทฐาน (Basal ganglia) ตรงตำแหน่ง Putamen
เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (Subarachnoid hemorrhage)
เกิดจากหลอดเลือดผิดปกติ
หลอดเลือดโป่ง (Aneurysm) หรือหลอดเลือดสมองผิดปกติเอวีเอ็ม
(Arteriovenous malformation, AVM)
ทำให้เลือดไหลเข้าสู่Subarachnoid space ปริมาตรสมองจะเพิ่มขึ้นทันทีทันใด
เกิดภาวะความดันในโพรงกะโหลกสูงอย่างรวดเร็ว หากเป็นหลอดเลือดแดง
ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงทันที มีอาการ มีไข้ต่ำ
ๆ คอแข็ง และหมดสติ
อาการของภาวะเลือดออกในสมอง
ปวดศีรษะ อาการนี้พบได้บ่อยโดยจะพบมากในกลุ่มที่มีก้อนเลือดขนาดใหญ่
อาเจียน พบได้ในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันภายในกะโหลกศีรษะสูง
ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะสัมพันธ์กับขนาดของก้อนเลือดและความดันในกะโหลกศีรษะ
การระคายเคืองเยื่อหุ้มสมอง (Meningism) ซึ่งจะพบอาการคอแข็ง อาจพบได้ในรายที่มีก้อนเลือดแตกเข้าไปใน Ventricle หรือมีเลือดออกที่ Subarachnoid ร่วม
อาการตามตำแหน่งต่าง ๆ ของสมอง เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก (Hemiplegia) มักเกิดในตำแหน่งของ Putamen
หยุดหายใจ (Apnea) มักพบในรายที่มีเลือดออกบริเวณฐานกะโหลกส่วนหลัง(Posterior cranial foss)
การบาดเจ็บที่เกิดกับศีรษะและสมอง
การบาดเจ็บที่ศรีษะ(Head injury)หมายถึง การได้รับความกระทบกระเทือนที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพต่อศรีษะ(Scalp)กะโหลกศรีษะ(Skull)เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก(Dura mater)ชั้นกลาง(Arachnoid mater)
ชั้นใน(Pia mater)หลอดเลือดที่สมอง(Cerebral vessels)
และเนื้อเยื่อสมอง(Brain parenchyma)ดังนั้นเมื่อได้รับบาดเจ็บจะเรียกว่า "สมองบาดเจ็บ"
ประเภทของการบาดเจ็บที่ศรีษะ
1.การบาดเจ็บที่หนังศรีษะ(Scalp)ได้แก่
แผลถลอก(Abrasion)
แผลฉีกขาด(Lacerration)เกิดจากวัตถุไม่คม
บวมช้ำหรือโน(Contusion)เกิดจากแรงกระแทกจากวัตถุไม่มีคม
แผลขอบเรียบ(Cut wound)เกิดจากวัตถุมีคม
2.การบาดเจ็บต่อกระโหลกศรีษะ(Skull)
-กะโหลกแตกร้าวบริเวณฐาน(Basilar skull fracture)เป็นชนิดรุนแรงที่สุดฐานกะโหลกแตกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น รอยเขียวช้ำบริเวณขอบตา หรือบริเวณหู หรือมีน้ำเหลือดไหลออกทางจมูก ควรรีบรักษาโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้อาการรุนแรง
-กะโหลกศรีษะแตกยุบ(Depressed Skull fractures)เป็นการแตกที่ไม่อาจก่อให้เกิดบาดแผลภายนอก แต่ค่อนข้างรุนแรงเพราะการแตกอาจทำให้ฌศากระดูกหักไปดดนสมองจนเกิดการกระทบกระเทือนได้
-กะโหลกศรีษะแตกร้าวเป็นแนว(Linear skull fracture)พบบ่อยที่สุด โดยมีเพียงรอยแตกร้าว กะโหลกศรีษะไม่เคลื่อนที่จากเดิมถือได้ว่าไม่อันตรายและไม่กี่วันก็กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม
-กพโหลกศรีษะแตกร้าวบริเวณรอยประสานของกรพโหลกศรีษะ(Diastatic skull fracture) มักพบในเด็กแตกตรงรอยประสาทของกะโหลกศรีษะ ทำให้รอยประสาทมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
3.การบาดเจ็บของสมอง หรือ สมองบาดเจ็บ(Traumatic brain injury;TBI)
3.2พยาธิสภาพในสมอง มองด้วยตาเปล่าหรือตรวจพบจากภาพรังสีหรือผลตรวจทางห้องปฏิบัติการที่บ่งถึงการเจ็บที่สมอง
3.3การบาดเจ้บที่มีสาเหตุจากแรงกระทบจากภายนอก
1.การบาดเจ็บบริเวณศรัษะโดยตรง()
2.การบาดเจ็บทางอ้อม()
3.1การเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง(Alteration in brain function)
2.จำเหตุการณ์ไม่ได้ซึ่งเป็นเหตุการณืก่อนเกิดเหตุ()
3.อาการบกพร่องทางประสาท เช่น อ่อนแรง สูญเสียการทรงตัว การมองเห็นลดลง ชาที่ใบหน้าแขนขา พูดไม่ได้
1.สูญเสีความรู้สึกตัว()
4.การเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจ()
ภาวะสมองบาดเจ็บ
การบาอเจ็บระยะแรก(Primary brain)เป็นการบาดเจ็บของสมองที่เกิดขึ้นทันทีภายหลังการบาดเจ็บ
การบาดเจ็บระยะที่สอง(Secondary brain injury)เป็นภาวะต่อเนื่องจากการบาดเจ็บระยะแรกซึ่งส่งผลให้เนื้อสมองและเซลล์ประสาทเสีหายเพิ่มขึ้น
การประเมินจากอาการและการแสดง
2.การตอบสองต่อคำพูด
V3=ส่งเสียงเป็นคาๆ(inappropriate)
V4=พูดได้เป็นประโยคแต่สับสน(Confused conversation)
V2=ส่งเสียงไม่เป็นคำพูด ครวญคราง(incomprehensible)
V5=พูดตอบคำถามได้ปกติและถูกต้อง(Oriented)
V1=ไม่ส่งเสียง
3.การเคลื่อนไหวของแขนขา
3.1)กำลังความเคลื่อนไหวของแขนขา
M3=แขนงอเข้าหาลำตัว ส่วนขาทั้ง 2 ข้างเหยียดงอ(Decortication)
M4=เมื่อทำให้เจ็บชักแขนขาหนีบ(Withdrawal)
M2=แขนและขาเหยียดผิดปกติ(Decerabration)
M5=ไม่ทำตามสั่งแต่ทราบตำแหน่งที่เจ็บ(Localized to pain)
M1=ไม่มีการเคลื่อนไหว
M6=เคลื่อนไหวตามคำสั่งได้ถูกต้อง(Obey command)
3.2)กำลังของแขนขา
เกรด 1=กล้ามเนื้อมีการหดตัวแต่ไม่มีการเคลื่อนไหว
เกรด 2=เคลื่อนไหวได้ตามแนวราบแต่ต้านแรงโน้มถ่วงไม่ได้
เกรด 0=ไม่มีการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อไม่หดตัว
เกรด 3=สามารถยกต้านแรงโน้มถ่วงได้แต่ต้านแรงผุ้ตรวจไม่ได้
เกรด 4=ยกต้านแรงต้านผู้ตรวจได้พอควร
เกรด 5=มีกำลังปกติสามารถต้านแรงผู้ตรวจได้
1.การลืมตา
E2=ลืมตาเมื่อเจ็บ(Pain)
E3=ลืมตาเมื่อเรียก(Speech)
E1=ไม่ลืมตาเลย(None)
E4=ลืมตาได้เอง(Spontaneous)
ประเมินจาก CT สแกน โดยแพทย์จะใช้ Marshall scoreเป็นตัวประเมิน
พยาธิสภาพ
สมองกระทบกระทือน (Cerebral concussion)
หมดสติในเวลาสั้นๆ2-3นาที
ขณะหมดสติหายใจไม่สม่ำเสมอหรือหยุดชั่วขณะ
เมื่อรู้สึกตัวอาจจำเหตุการณืไม่ได้
ตรวจไม่พบรอยโรคของสมอง
ไม่พบความผิดปกติระบบประสาท
สมองช้ำ(Cerebral contusion)
รุนแรงกว่าสมองกระทบกระเทือน
สมองชอกช้ำ บวมและ มีเลือดออกเป็นจุดๆ
พบมากบริเวณสมองส่วนหน้า
ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
หมดสติเป็นเวลานาน
เมื่อฟื้นอาจทำให้ความจำเสื่อม แขนขาอัมพาต
เสียชีวิต
เนื้อสมองฉีกขาด(Cerebral Laceration)
ฉีดขาดเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองชั้นArachnoid mater และ Pia mater
มีอาการเหมือนภาวะสมองช้ำแต่รุนแรงกว่า
ผลกระทบ
ไม่สามรถทำตามคำสั่งได้
แขนขางอหรือเหยียดในท่าผิดปกติ
ความรู้สึกตัวน้อยลง
เสียชีวิต
การบาดเจ็บทั่วไปบริเวณเนื้อสมองสีขาว (Diffused white matter injury)
บาดเจ็บสมองอย่ารุนเรง
หมดสติทันที
ฉีกขาดของเนื้อสมองหรือมีก้อนเลือดในสมองร่วม
อาจเสียชีวิตได้
Diffuse axonal injury (DAI)
เกิดจาก
ฉีกขาดของแอกซอน(axon)
การตวรจรังสี
อาจไม่พบความผิดปกติหรือจุดเลือดออก
อาการ
ไม่รุนแรง
อาการจะดีขึ้นในเวลาหลายชั่วโมงถัดมา
รุนแรง
อยู่ในภาวะผัก(vegetative state)
เจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา
ก้อนเลือดในโพรงกะโหลกศีรษะ(Intracranial hematoma)
ก้อนเลือกเหนือเยื่อดูรา(EDH)
ภาวะที่มีเลือดออกอยู่ระหว่างกะโหลกศีรษะกับเยื่อดูรา (Dura mater)
เกิดจาก
เลือดซึมจากรอยกะโหลกแตกร้าว
ฉีกขาดของหลอดเลือดแดงมิดเดิลเมนินเจียล
อาการ
หมดสติ
หลังฟื้น
แขนขาด้านตรงข้ามอ่อนแรง
ม่านตาข้างเดียวกันกับสมองที่ได้รับบาดเจ็บขยายโต
ก้อนเลือดใต้เยื่อดูรา (SDH)
ภาวะที่มีเลือดออก Dura mater กับ Arachnoid
เกิดจาก
การแตกของCerebral contusion
มีเลือดออกในเนื้อสมองทะลุชั้นPiaและArachnoid materเข้าสู่ Subdural spaceได้
การฉีกขาดของBridging veinที่อยู่ในช่องว่างใต้เยื่อดูรา
ก้อนเลือดในเนื้อสมอง(ICH)
เกิดจาก
การแตกตัวของหลอดเลือดในเนื้อสมอง
อาการ
มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท
ก้อนเลือดใต้ชั้นอแรคนอยด์(SAH)
พบบ่อยสุดของ Traumatic brain injury
เกิดจาก
การฉีกขาดของเส้นเลือดสมองทั้งเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำส่วนปลายในชั้น Arachnoid mater กับ Pia mater
อาการ
เนื้อสมองขาดเลือด
ภาวะสมองบวม
อาการร่วมCerebral contusion และ Intracerebral hemorrhage
เลือดออกในโพรงสมอง (IVH)
ภาวะเลือดออกในเนื้อสมองส่วนที่เป็นโพรงสมอง
เกิดจาก
เลือดออกในโพรงสมองโดยตรง
เลือดออกจากเนื้อสมองก่อนแล้วแตกไปยังโพรงสมอง
ส่งผลให้
การไหลเวียนน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังถูกอุดกั้น
ความดันในกะโหลกศีรษะสูง
ผิดปกติทางประสาท
ภาวะสมองบวม(ฺBrain edema)
เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อสมองเพิ่มปริมาตรเนื่องจากบวมน้ำ
เซลล์เนื้อบวม Vasogenic edema
เกิดจาก
มีการทำลายโครงสร้างและหน้าที่ของตัวกรองกั้นระหว่างเลือดและสมอง
ส่งผล
น้ำและโปรตีนรั่วเข้าไปในช่องว่างระหว่างเซลล์
เกิดการบวมของเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์สมอง
การบวมในเซลล์ เรียก Cytotoxic edema
เกิดจาก
การบาดเจ็บของเซลล์
เซลล์สมองขาดเลือด
เซลล์สมองได้รับออกซิเจนและกลูโคลไม่เพียงพอ
ส่งผล
กระบวนการMetabolism แปรปรวน
เซลล์สมองขาดพลังงานATP
sodium-potassium pumpไม่ทำงาน
เกิดการสะสมสารน้ำในเซลล์
ภาวะสมองเคลื่อน(Brain displacement or Brain herniation)
ภาวะเนื้อสมองเคลื่อนสู่บริเวณอื่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ตั้งปกติ
เกิดจาก
การบาดเจ็บที่ศีรษะ
สมองบวม
ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น
ขยายตัวใหญ่ขึ้น
แบ่งได้
Cingulate herniation
ขยายสมองเฉพาะส่วนCerebral hemisghere
กดสมองส่วน Cingulate gyrus
ส่งผล
ภาวะสมองบวมน้ำ
สมองกลีบข้างขาดเลือดและตาย
ความดันในโพรงกะโหลกสูง
central herniation
สมองทั่วไปบวม ก้อนบริเวณส่วนลึกของสมองจะกดส่วนท้ายของสมองส่วนหน้า
กดสมองส่วนกลาง
กดเส้นประสาทคู่ที่3
ส่งผล
อัมพาตทั้งสองข้าง
รูม่านตาขยายและไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง
Uncal herniation
เกิดจาก
มีก้อนในสมองกลีบขมับ
ความดันในช่องSupratentorialเพิ่มสูง
ทำให้ Uncusลดลงไปกดสมองส่วนกลางและcranial nerve3
อาการ
รูม่านตาขยายโตด้านเดียวกับที่ถูกกด
อ่อนแรงของแขนขาครึ่งซีกตรงกับพยาธิสภาพ
Tonsillar herniation
เป็นการเคลื่อนตัวของต่อมทอลซินซึ่งเป็นส่วนของสมองน้อยเลื่อนผ่านช่องฟอราเมน แมกนัม
ทำให้สมองส่วนเมดัลลาถูกกด
ทำให้หลอดเลือดและไขสันหลังถูกกด
ในผู้ป่วยที่มีก้อนใต้ Tentorium แพทย์จะไม่ทำการเจาะน้ำไขสันหลัง
ภาวะสมองขาดเลือด(Cerebral ischemai)
เกิดจาก
หลอดเลือดสมองถูกทำลาย
กลไกปรับตัว
เพื่อรักษาเลือดที่มาเลี้ยงสมองให้เพียงพอ เลือดไหลมาที่บาดเจ็บมากขึ้นและกดเบียดหลอดเลือด เลือดมาเลี้ยงสมองไม่ได้
ส่งผล
การแตกสลายของเซลล์ก่อให้เกิดของเสีย
กรดแลคติก
ทำลายการทำหน้าที่ปกติของสมอง
รบกวนการสร้างATP
มีการหลั่ง Giutamate และอนุมูลอิสระ
: