Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก - Coggle Diagram
การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาระบบกล้ามเนื้อ และกระดูก
การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาระบบประสาททางอายุรกรรม
การพยาบาลเด็กที่มีปัญหาระบบประสาททางศัลยกรรม
บทบาทพยาบาลในการดูแลเด็กที่มีความผิดปกติของระบบประสาท
การรวบรวมข้อมูลภาวะสุขภาพ
การประเมินสัญญาณชีพ
การประเมินทางระบบประสาท
ระดับความรู้สึกตัว
การสื่อสารทาง คาพูด
การเคลื่อนไหวและการทรงตัว
การลืมตา และรูม่านตา
การตรวจพิเศษต่าง ๆ เช่น การตรวจนาไขสันหลัง การตรวจคลื่นสมอง MRI
การดูแลเด็กที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท
การให้คาแนะนาบิดามารดาของผู้ป่วยเด็กโรคระบบประสาท
ความไม่รู้สึกตัว
เป็นภาวะการทางานของสมอง ที่ไม่มีการ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า แม้ว่าสิ่งเร้านั้นจะรุนแรง
หรือก่อให้ เกิดความเจ็บปวดก็ตาม
ระดับความรู้สึกตัว
ระดับความรู้สึกตัวดี (full consciousness)
ผู้ป่วย จะตื่นและรู้สึกตัวดี การรับรู้ต่อเวลา บุคคล และ สถานที่ เป็นปกติ พฤติกรรมที่แสดงออกเหมาะสมกับ วัยของเด็ก
ความรู้สึกสับสน (confusion)
ผู้ป่วยจะรู้สึก สับสนและมีความผิดปกติเกี่ยวกับการตัดสินใจ
การรับรู้ผิดปกติ (disorientation)
ผู้ป่วยไม่ รับรู้ต่อเวลา บุคคล และสถานที่ ระดับความ รู้สึกตัวเริ่มลดลง
ระดับความรู้สึกง่วงงุน (lethargy / drowsy)
ผู้ป่วย สามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย มีอาการง่วงงุน พูดช้า และสับสน เมื่อกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าหรือปลุกผู้ป่วยจะ สามารถโต้ตอบได้ตามปกติ แต่ถ้ากระตุ้นด้วยสิ่งเร้าแล้ว ผู้ป่วยไม่สามารถโต้ตอบได้ เรียกว่า obtundation
ระดับความรู้สึก stupor
ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หลับลึก แต่ยังสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่รุนแรงและ กระตุ้นซ้าๆ กันหลายครั้ง
ระดับหมดสติ (coma)
ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ไม่ สามารถตอบสนองทั้งด้านการเคลื่อนไหวหรือ ทางวาจา ต่อสิ่งกระตุ้น ต่างๆ
ท่าทาง (posturing) ของเด็กในภาวะไม่รู้สึกตัว
Decorticate posturing
เป็นท่านอนที่เด็กนอนหงาย งอแขนทั้ง 2 ข้าง เข้าหาตัว ในระดับไหล่
กามือแน่นและ งอข้อมือทั้ง 2 ข้าง ส่วนขาทั้ง 2 ข้าง เหยียดปลายเท้า ออก และงอปลายเท้าเข้าหากัน
จะพบ ในเด็กหมดสติที่มีการทาลายของเนื้อสมองส่วน cerebral cortex อย่างรุนแรง
Decerebrate posturing
เป็นท่านอนที่เด็กนอนหงาย แขน ทั้ง 2 ข้างเกร็ง เหยียดออกและคว่าแขนลงโดยบิดข้อมือออก ด้านข้าง ขาทั้ง 2 ข้างเกร็ง เหยียดออกและแยกออกจากกัน
ท่า นอนแบบนี้จะพบในเด็กหมดสติที่สมองส่วน Midbrain ไม่ สามารถทางานได้ตามปกติ
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (Reflexes)
ในช่วงหมดสติระดับลึก (deep coma) จะพบว่า reflexes ต่างๆ ของเด็กจะหายไป
ภาวะไม่รู้สึกตัวร่วมกับการเคลื่อนไหวผิดปกติ
อาการสำคัญ
ชักเกร็ง ซึม ไม่ดูดนม
กรณีที่ 1
ไม่มีไข้ นึกถึง ความผิดปกติของสมองที่เกิดจากการได้รับ บาดเจ็บ (Head Injury) เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) โรค ลมชัก (Epilepsy)
กรณีที่ 2
มีไข้ นึกถึง ความผิดปกติที่สมองทีเกิดจากการติดเชื้อของ เยื่อหุ้มสมอง สมองและไขสันหลัง (Meningitis ;Encephalitis; Tetanus)
กรณีที่ 3
มีไข้สูง เกิน 38 °c อายุ ประมาณ 6 เดือน – 5 ปี ไม่มีการ ติดเชื้อของระบบประสาทนึกถึง Febrile convulsion
ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile convulsion)
ปัจจัยเสี่ยงของการชักซ้ำ
อายุ โดยเฉพาะเด็กที่มีอาการชักครังแรกในช่วงอายุก่อน 1 ปี
มีความผิดปกติของระบบประสาทก่อนมีอาการชัก
ประวัติการชักของสมาชิกในครอบครัว
ไข้ที่เกิดร่วมกับการติดเชื้อ
สาเหตุ
การติดเชือในระบบต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ระบบประสาท เช่น ติดเชือระบบ ทางเดินอาหาร , ทางเดินปัสสาวะ , ทางเดินหายใจ
อาการ
เด็กจะมีอาการชักเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส อาการชัก เกิดขึนภายใน 24 ชม.
แรกที่เริ่มมีไข้ มักเกิดในเด็กอายุ 3 เดือน ถึง 5 ปี พบมากช่วงอายุ 17 – 24 เดือน
ชนิดของการชักจากไข้สูง
Simple febrile seizure (primary febrile seizure)
มีไข้ร่วมกับชักในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี
การชักเป็นแบบทังตัว (generalized seizure)
ระยะเวลาการชักเกิดช่วงสัน ๆ ไม่เกิน 15 นาที
ไม่มีการชักซาในการเจ็บป่วยครังเดียวกัน
ก่อน – หลัง ชักไม่มีอาการทางระบบประสาท
Complex febrile seizure
การชักเป็นแบบเฉพาะที่หรือทังตัว (Local or Generalized seizure)
ระยะเวลาการชักเกิดนานมากกวา่ 15นาที
เกิดการชักซาในการเจ็บป่วยครังเดียวกัน
หลังชักจะมีความผิดปกติของระบบประสาท
เด็กที่ชักชนิด complex มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคลมชัก แพทย์ จะให้ยาป้องกันการชัก เช่น Phenobarbital หรือ Valproic acid
การประเมินสภาพ
การซักประวัติ
ไข้ , การติดเชือ , ประวัติครอบครัว , การได้รับวัคซีน , โรประจาตัว, ประวัติการชัก , ระยะเวลาของการชัก
ประเมินสภาพร่างกาย
การตรวจร่างกาย
การตรวจทางก้องปฏิบัติการ
โรคลมชัก (Epilepsy)
ภาวะทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดอาการชักซ้ำๆ อย่าง น้อย 2 ครังขึ้นไป และอาการชักครังที่ 2 ต้องห่างกันมากกว่า 24 ชั่วโมง
พบได้บ่อยในเด็กโรคระบบประสาท ร้อยละ 4-10 ของเด็กทั่วไป
อายุที่พบบ่อย 2-5 ปี และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นอุบัติการณ์จะลดลง
พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
สาเหตุ
ทราบสาเหตุ
ติดเชื้อระบบประสาทส่วนกลาง,ภยันตรายระหว่างการคลอดหรือ หลังคลอด,ภยันตรายที่ศีรษะ,ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย,นาตาลในเลือดต่ำ
ไม่ทราบสาเหตุ
จากความผิดปกติของ Neurotransmission ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีน
กลุ่มที่หาสาเหตุไม่ได้
มีพยาธิสภาพภายในสมอง จัดอยู่ใน กลุ่ม Symtomatic epilepsy
อาการและอาการแสดง
Preictal period คือ ระยะก่อนอาการชัก
อาการนา (Seizure prodromes) อาการบางอย่างที่นามาก่อน มีอาการชัก อาจเกินนานหลายนาที ชั่วโมงก่อนชัก ไม่มีอาการจาเพาะ ระหว่างการเกิดจะไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมอง
อาการเตือน (Aura) ลักษณะอาการเตือนแตกต่างกันตาม ตำแหน่งของสมอง เช่น มีอาการปวด ชา เห็นภาพหลอน
Postictal peroid คือ ระยะเวลาเมื่อการชักสิ้นสุดลง มีอาการ
ทางคลินิค
มีการเปลี่ยนแปลงคลื่นไฟฟ้าสมอง ระยะนีอาจเกิดนาน หลายวินาทีถึงหลายวันก็ได้ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง มีอาการได้แก่ สับสน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ
Postical paralysis หรือ Todd’s paralysis กล้ามเนือ อ่อนแรงเฉพาะที่
Automatism การเคลื่อนไหวร่างกายไปโดยอัตโนมัติขณะชัก มักเป็นการเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรมที่มีความสัมพันธ์ของกล้ามเนือไม่มี จุดประสงค์แต่เลียนแบบท่าทางปกติ เช่น เคียวปาก
กระพริบตาถี่ๆ ตีมือคว่าหงายสลับกัน
Interictal peroid คือ ช่วงเวลาระหว่างการชัก
เริ่มตังแต่ระยะเวลา หลังการชักหนึ่งสินสุดลงไปจนถึงเริ่มเกิดชักครังใหม่ โดยทั่วไปจะไม่มีอาการ
แสดงใดๆ แต่อาจพบคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติ
ชนิดของโรคลมชักและกลุ่มอาการชัก
อาการชักเฉพาะที่ (Partial / Focal seizure) แบ่งเป็น
ชักเฉพาะที่แบบมีสติ (Simple partial seizures /Simple focal seizure) ขณะชักผู้ป่วยรู้ตัวตลอดเวลา บอกได้ว่าการ ท่ีเกิดมีลักษณะอย่างไร ดำเนินไปอย่างไร
อาการชักเฉพาะที่แบบขาดสติ (Complex partial seizures /Complex focal seizure) ขณะชักจะสูญเสียการรับรู้สติ เมื่อสินสุดการชักจะจาเหตุการณ์ในช่วงชักไม่ได้
อาการชักเฉพาะที่ตามดว้ยอาการชักทั้งตัว(Focal with secondarily generalized seizures)
อาการชักทั้งตัว (Generalized seizures)
เกิดการเสียหน้าที่ของสมองทัง 2 ซีก จำแนกได้เป็น
อาการชักเหม่อ (Absence) มีลักษณะเหม่อลอย ไม่รู้สึกตัวชั่วครู่ เกิดขึ้นทันทีเป็นระยะเวลาสั้นๆ
กลุ่มอาการชักเหม่อแบบตรง (Typical absence seizures) ชักลักษณะ เหม่อลอยไม่รู้สึกตัว ระยะเวลาที่เกิดอาการประมาณ 5 – 10 วินาที อาการ
เกิดขึ้นทันทีและหายทันที
อาการเกร็งกระตุก (Tonic clonic seizures) ชักเกร็งกระตุก
ทังตัว ผู้ป่วยจะหมดสติ ร่วมกับมีอาการเกร็งกล้ามเนือทังตัวนานไม่เกิน 30 วินาที
อาการชักกระตุก (Clonic seizures) เป็นการชักมีลักษณะกระตุก เป็นจังหวะของอาการชัก
อาการชักเกร็ง (Tonic seizures) เป็นการชักมีลักษณะเกร็งแข็ง
จากกล้ามเนือมีความตึงตัวมากขึน เกิดนานประมาณ 2 – 10 วินาที เมื่อ มีอาการจะมีลัษณะแขนขาเหยียดตรง
อาการชักตัวอ่อน (Atonic seizures) เป็นอาการชักที่มีการ
เสียความตึงตัวของกล้ามเนืออย่างทันทีเมื่อเกิดอาการชัก เวลา ประมาณ 1-2 วินาที มักพบในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 5 ปี
อาการชักสะดุ้ง (Myoclonic seizures) การชักที่มีลักษณะ สะดุ้ง มีการหดตัวของกล้ามเนืออย่างรุนแรงและรวดเร็วมาก อาการ
คล้ายสะดุ้งตกใจ อาการชักแต่ละครังสันมากใช้เวลาไม่กี่วินาที
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)
เป็นการอักเสบเฉียบพลันของเยื่อหุ้มสมอง ชันในสุดและอแรคนอยด์ที่อยู่รอบๆ สมองและไขสันหลังและเยื่อหุ้ม สมองถูกทาลาย
ส่วนมากพบในเด็กอายุต่ากว่า 5 ปี ท
ที่พบบ่อย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 3 ตัว คือ Haemophilus influenzae, Neisseria meningitidis, Streptococcus peumoniae
อาการและอาการแสดง
มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ปวดข้อ ชักและซึมลงจนหมดสติ มีอาการ คอแข็ง (Nuchal rigidity คือ มีแรงต้านเมื่อก้มคอผู้ป่วย)
ตรวจพบ Kernig sign และ Brudzinski sign ให้ผลบวก รีเฟล็กซ์ลึกไวเกิน มีอาการที่แสดงว่าเส้นประสาทสมอง ถูกรบกวนหรือทาลาย (คู่ที่ 3, 4, 5, 6, 7, 8) ตรวจ Babinski ได้ผลบวก
ในรายที่เกิดจากเชือเมนิงโกคอคคัส จะตรวจพบผื่นแดงที่ผิวหนัง จุดเลือดออก กระจายทั่วๆ ไป รวมทังมีเลือดออกทตี่ ่อมหมวกไตด้วย
โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Meningitis)
เชื้อสาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitides เป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ รูปร่างกลมคล้ายเมล็ดถั่ว
วิธีการติดต่อ
เชื้อนี้ติดต่อจากคนไปสู่คน โดยเชื้อจะออกมาทางละอองน้ามูก น้าลาย (droplet) จากปากหรือจมูกของผู้ที่เป็นพาหะ (ผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ) หรือผู้ป่วย โดยมีระยะฟัก ตัวประมาณ 2-10 วัน (เฉลี่ย 3-4 วัน)
ผ่านระบบทางเดินหายใจ เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคได้ 3 แบบ
แบบไม่มีอาการหรืออาการน้อย เชื้อเจริญในเนโซฟาริ้งซ์ ทำให้เกิดการอักเสบ เฉพาะที่เล็กน้อย มักไม่มีอาการ ส่วนใหญ่พบกลุ่มนี้มาก และมักเป็นต้นตอของการ แพร่เชื้อต่อไปได้อีก
แบบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitidis) เชื้อที่เข้าเยื่อหุ้มสมองทาให้เกิดอาการ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
อาการและอาการแสดง
ไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน คอแข็ง
อาจมีผื่นแดง จ้ำเลือด (pink macules) ขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย
อาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มาด้วยอาการสำคัญ 2 อย่าง
Meningococcemia
Acute Meningococcemia
อาการเกิดอย่างฉับพลัน มีอาการปวดศีรษะ เจ็บ
คอและไอ เป็นอาการนามาก่อน ตามด้วยไข้สูง หนาวสั่น ปวดตามข้อและตาม กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่ขาและหลัง
อาจมาด้วยไข้และมีผื่นแดงจ้าขึ้น ตามตัว ใน 2-3 วันต่อมา จะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจนเป็นสะเก็ดสีดำ
บางทีเป็นตุ่มน้า มีจุดแดงอยู่ตรงกลาง ส่วนใหญ่จะมีผื่นหลังไข้ขึ้น 24-48 ชั่วโมง
Chronic Meningococcemia พบได้น้อย
ส่วนใหญ่มักมีไข้ ผื่นตามผิวหนัง อาจเป็น ผื่นแดงจ้า ปวดและเจ็บข้ออยู่เป็นเดือน ไข้จะเป็นๆ หายๆ
Fulminant Meningococcemia เป็นอย่างรุนแรง
ระบบไหลเวียนโลหิตไม่
ทางาน อาจ ช็อคถึงเสียชีวิตได้ ในเวลาไม่นานหลังจากเริ่มมีอาการ ส่วนมากเริ่มมี อาการไข้สูงทันทีอ่อนเพลียมาก แล้วเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
Meningitis
มีอาการไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง ซึมและสับสน อาการจะแย่ ลงอย่างรวด อาจพบอาการที่แสดงถึงการระคายเคืองของเยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีจ้ำเลือดออกตามผิวหนัง
การรักษา
Glucocorticoid therapy ก่อนการให้ยาปฏิชีวนะ 15 นาที
ยาปฏิชีวนะ เช่น Ceftriaxone /PGS/Chloramphenicol
การรักษาแบบประคบัประคองและตามอาการอื่นๆ
การป้องกันผู้สัมผัสโรค
บุคคลที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยในบ้านเดียวกัน และผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Close contact) กับผู้ป่วย ต้องได้รับยาป้องกันได้แก่ Rifampicin หรือ ceftriaxone หรือ ciprofloxacin
ภาวะไม่รู้สึกตัวร่วมกับความดันในสมองสูง
ภาวะน้ำคั่งในกะโหลกศีรษะ (Hydrocephalus)
อาการสำคัญ
ศีรษะโตแต่กาเนิด,กระหม่อมหน้าโป่ง,ศีรษะโตเพิ่มขึ้น
เมื่อเทียบกับทรวงอก (OF circumference > C circumference 2.5cms), ปวดศีรษะ ซึม ไม่ดูดนม อาเจียนพุ่ง
Congenital Hydrocephalus ความผิดปกติในการสร้างน้ำไขสันหลัง
Obstructive Hydrocephalus ความผิดปกติในการอุดกั้นทางเดินน้ำไขสันหลัง
Communicate Hydrocephalus ความผิดปกติในการดูดซึมน้ำไขสันหลัง Post meningitis
อาการแสดงทางคลินิก
หัวบาตร Cranium enlargement
หัวโตกว่าปกติเมื่อเทียบกับ Growth curve ปกติ
รอบต่อกะโหลกศีรษะแยกจากกัน (Suture separation)
หนังศีรษะบางและเห็นเส้นเลือดดำ
เสียงเคาะกะโหลกเหมือนหม้อแตก
การหายใจผิดปกติ
สติปัญญาต่ำกว่าปกติ,ปัญญาอ่อน (Mental reradation)
การรักษา
การรักษาด้วยสยามยาขับปัสสาวะ
Acetzolamide ช่วยลดการสร้างน้ำหล่อสมองและไขสันหลัง ประมาณ 25-50 %
การผ่าตัด
การผ่าตัดใส่สายระบายน้ำในโพรงสมองออกนอกร่างกาย
การผ่าตัดใส่สายระบายน้ำโพรงสมองสู่ช่องร่างกาย ผ่าตัดใส่สายระบายจาก
โพรงสมองลงช่องท้อง (Ventriculo-peritoneal shunt)
โพรงสมองลงช่องหัวใจ (Ventriculo-atrial shunt)
โพรงสองลงช่องปอด (Ventriculo-pleural shunt)
สายระบายน้ำในโพรงสมอง (CSF shunt)
โรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัด
การทำงานผิดปกติของสายระบายน้ำในโพรงสมอง(Shunt malfunction)
มีการอุดตันหรือระบายมากเกิน
การติดเชื้อของสายระบายน้ำในโพรงสมอง(Shunt infection)Epidermidis
การอุดตันสายระบายน้ำในโพรงสมอง(Shunt obstruction)
ภาวะระบายน้ำในโพรงสมองมากเกิน(Overdrainage)
ภาวะโพรงสมองตีบแคบ(Slit ventricle)
ภาวะเลือดออกในศีรษะ เกิดเลือดออกในโพรงสมอง(Intraventricular
hemorrhage)
ไตอักเสบ(Shunt nephritis)
การรักษาIICP
รักษาเฉพาะ : รักษาสาเหตุที่ทาใหเ้กิดIICPเช่นเนื้องอกการอุดกั้น ทางเดินน้ำไขสันหลัง
การรักษาเบื้องต้น กรณีมีIICPสูงอย่างเฉียบพลัน
การจัดท่านอนนอนราบศรีษะสูง 15 – 30 องศา เพื่อช่วยให้การ
ไหลเวียนของน้ำไขสันหลังกลับสู่หลอดเลือดดาได้ดีขึ้น
กรณีผู้ป่วยมีการเปลยี่นแปลงทางระบบประสาทอย่างรวดเร็ว ซึม ไม่รู้สึกตัว แพทย์จะรักษาโดยการใส่ท่อหลอดลมคอและช่วยหายใจ เพื่อลดความดัน PaCO2 ในหลอดเลือดแดงให้อยู่ระหว่าง 30 – 35 mmHg
กรณีผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทอย่างรวดเร็ว ซึม ไม่รู้สึกตัว แพทย์จะรักษาโดยการใส่ท่อหลอดลมคอและช่วยหายใจ เพื่อลดความดัน PaCO2 ในหลอดเลือดแดงให้อยู่ระหว่าง 30 – 35 mmHg
การให้ยาขับปัสสาวะ (Diuretic) ทางหลอดเลือดดำ
Furosemide เพื่อช่วยลดปริมาตรเลือดในระบบไหลเวียน
Osmotic diuritics ได้แก่ 20 % Manitaol , 105 Glycerol , 3% NaCl
Corticosteroids ได้แก่ Dexamethasone
Hypothermia เพื่อช่วยลด Cerebral Metabolism โดยพยายาม ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ระหว่าง 27 – 31 องศาเซลเซียส
การรักษาความผิดปกติที่เกิดต่อเนื่องจากพยาธิสภาพเดิมหรือที่เกิดร่วม
Hydrocephalus : Obstructive , Communicating
ภาวะสมองบวม
ภาวะไม่รู้สึกตัวร่วมกับหล้ามเนื้ออ่อนแรง
อาการสำคัญ
มีก้อนที่หลัง หรือที่หน้าผาก ขาอ่อน แรงทั้งสองข้าง ปัสสาวะ อุจจาระ ตลอดเวลา
ไข้ร่วมกับกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีประวัติ ไม่ได้รับวัคซีน ไม่มีประวัติการคลอดในรพ. เป็นชนต่างด้าว นึกถึง Poliomyelitis
Spina Bifida
เป็นความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง มีถุงยื่นผ่านจากกระดูกไขสันหลัง ออกมาตามตาแหน่งที่บกพร่องนั้น
พบบ่อยที่สุดที่บริเวณ
lumbosacrum
แบ่งเป็น 2ชนืด
Spina bifida occulta
ผิดปกติกระดูกสันหลังส่วน Vetebral arches ไม่รวมตัวกัน เกิดเป็นช่องโหว่ระหว่างแนวกระดูกสันหลัง เกิดบริเวณ L5
หรือ S1 ไขสันหลังและเยื่อหุ้มสมองยังอยู่ในกระดูกสันหลัง
Spina bifida cystica
ผิดปกติของการปิดของส่วนโค้งกระดูกสันหลัง ทาให้มีการยื่นของไขสันหลัง หรือเยื่อหุ้มสมองผ่านกระดูกออกมาให้เห็นเป็น ถุงหรือก้อน มี 2 ชนิด
Meningocele
ก้อนหรือถุงนาประกอบไปด้วยเยื่อหุ้มสมอง นาไขสันหลัง ไม่มีเนือเยื่อประสาทไขสันหลัง ไขสันหลังอยู่ตาแหน่งปกติ ไม่ เกิดอัมพาต
Myelomeningocele หรือ Meningomyelocele
กระดูกสันหลังผิดปกติ มีก้อนยื่นออกมา ก้อนหรือถุง มีเยื่อหุ้มสมอง นาไข สันหลังและไขสันหลัง
พบบ่อย อันตรายและเกิดความพิการ ความรุนแรง ขึนกับตาแหน่ง พบระบบการขับถ่ายผิดปกติ เท้าปุก การหดรังของข้อ สมอง บวมนา
การวินิจฉัย
การซักประวัติ :
มารดาไม่ได้รับกรดโฟลิคขณะตั้งครรภ์ , ได้ยากันชัก ประเภท Valporic acid
การตรวจร่างกาย
แขนขาอ่อนแรง พบก้อนหรือถุงตามแนวกระดูก สันหลัง
การตรวจพิเศษ
การตรวจระดับ alpha fetoprotein ขณะตั้งครรภ์ ผิดปกติ อาจมี myelomeningocele ต้องตรวจน้าคร่าซ้า , CT , พบความ ผิดปกติ , ใช้ไฟฉายส่องบริเวณก้อนหรือถุง
การรักษา
spida bifida occulta ไม่จาเป็นต้องรักษาแต่ชนิด Cystica ต้อง ผ่าตัดภายใน 24 – 48 ชั่วโมงภายหลังเกิด
เพื่อลดการติดเชื้อ หลังผ่าตัดความผิดปกติขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค พัฒนาการอาจ เป็นไปตามวัย หรือเป็นอัมพาตครึ่งล่าง มักทา V P Shunt ภายหลัง ทารกมักต้องผ่าตัดหลายครั้ง
การป้องกัน
ให้กรดโฟลิคแก่หญิงตั้งครรภ์จะช่วยลดการเกิดโรคได้
ภาวะไม่รู้สึกตัวร่วมกับปัญญาบกพร่อง
อาการสำคัญ
ไม่รู้สึกตัว
เกร็งเม่อกระตุก
หายใจไม่มีประสิทธิภาพ
การดูดกลืนบกพร่อง
เลี้ยงไม่โต ข้อติดแข็ง
พัฒนาการล่าช้า
ประวัติ
สมองขาดออกซิเจน นึกถึง Cerebral palry
สมองพิการ (CP : Cerebral palry)
ความบกพร่องของสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การทรงตัว
กล้ามเนื้อหดเกร็ง (Splastic)
Splastic quadriplegia มีความผิดปกติกล้ามเนื้อแขนขา
ทั้ง 2 ข้าง คอและลาตัวอ่อนผิดปกติ ศีรษะเล็ก น้าลายไหล
Splastic diplegia มีความผิดปกติกล้ามเนื้อแขนขาทั้ง 2
ข้าง ขาเป็นมากกว่าแขน
Ataxia cerebral palsy มีเดินเซ ล้มง่าย กล้ามเนื้อตึงตัว น้อย ทรงตัวได้ไม่ดี สติปัญญาปกติ
Mixed type หลายอย่างร่วมกัน
อาการและอาการแสดง
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า โดยเฉพาะด้านการเคลื่อนไหว การทรงตัวผิดปกติ
ปัญญาอ่อน
อาการอื่นๆ ร่วม เช่น ชัก หูหนวก ตาบอด การรับรู้ผิดปกติปัญหาด้านการพูด
การประเมินสภาพ
ซักประวัติ
มารดามีการติดเชื้อขณะคลอด เช่น เป็นหัดเยอรมัน คลอดท่าก้น
เด็กมีพัฒนาการช้ากว่าวัย ตัวเกร็งแข็ง
ประเมินร่างกาย
เส้นรอบศีรษะไม่เพิ่มขึ้น ท่าทางการเคลื่อนไหวผิดปกติ
พัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย
เป้าหมายการพยาบาลเด็กที่ไม่รู้สึกตัว
การทำทางเดินหายใจให้โล่ง
จัดท่านอนของเด็กให้เหมาะสม โดยให้นอนตะแคงข้าง เพื่อ
ป้องกันการสำลัก
ดูแลไม่ให้มีอาหาร หรือเศษอาหารอยู่ในช่องปาก เพราะเด็ก อาจสำลักได้
ดูดเสมหะให้เด็กเป็นระยะๆ
เตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือให้พร้อมหากมีปัญหาเกี่ยวกับการอุด
กั้นทางเดินหายใจ จะได้ให้การช่วยเหลือได้ทันที
แรงดันภายในสมองต้องไม่เพิ่มขึ้น
ถ้าพบว่า เด็กแสดงอาการเจ็บปวด เช่น มีอาการ
กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็ว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น
วางแผนการพยาบาล โดยให้มีการรบกวนเด็กให้น้อยที่สุด
ติดตามอาการแสดงที่บ่งชี้ว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปลงของแรงดัน
ภายในสมอง วัดรอบศีรษะทุกวัน , สังเกต-บันทึกพฤติกรรมที่ เปลี่ยนแปลงของเด็ก
ได้รับการดูแลขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพ
ด้านอาหาร
ดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ตามภาวะสุขภาพของ แต่ละบุคคล
ดูแลให้เด็กได้รับอาหารทางหลอดเลือดดาตามแผนการรักษา
บันทึกปริมาณน้าดื่ม และปัสสาวะทุกวัน
ควรชั่งน้าหนักทุกวันหรือตามแผนการรักษา
คำแนะนำในการรับประทานยากันชัก
รับประทานยากันชักสม่ำเสมอต่อเนื่องตามเวลา ห้ามหยุด/เพิ่ม/ลดยาเอง
ถ้าลืมรับประทานยากันชักทำอย่างไร
ลืมในวันเดียวกันให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้
ลืมข้ามวันแล้วมีอาการชัก ให้ไปพบแพทย์
ลืมข้ามวันไม่มีอาการชักให้รับประทานยาต่อไป
เมื่อไม่สบายไม่ควรซื้อยารับประทานเอง