Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
พัฒนาการวิชาชีพการพยาบาลในต่างประเทศ - Coggle Diagram
พัฒนาการวิชาชีพการพยาบาลในต่างประเทศ
ด้านการบริการพยาบาล
สมัยโบราณก่อนคริสต์ศักราช
ไม่มีการกล่าวถึงพยาบาลทีแน่นอน
ผู้หญิงหรือแม่จะทําหน้าทีปกปองและดูแล
คนชรา
คนในครอบครัว
เด็ก
เกิดจากสัญชาติญาณของการรักตนเอง
เปนสัญชาตญาณของมนุษย์ทีมีแต่เกิด
เกิดจากสัญชาตญาณความเปนแม่
ระยะเริมต้นแห่งอารยธรรม
พระมีบทบาทสําคัญในด้านการรักษา ยาทีใช้ เช่นพืชสมุนไพร คาถาต่างๆ
อินเดียระบุหน้าทีและคุณสมบัติของพยาบาลไว้ชัดเจน
โดยรวมกล่าวถึงเฉพาะด้านการบริการเท่านัน ยังไม่มีการศึกษา
วิธีการรักษาผู้ปวยขึนกับความเชือทางศาสนาและโชคลาง
ยุคเริมต้นศาสนาคริสเตียน
การพยาบาลอยู่ในความดูแลของชี สตรีผู้ใจบุญ ทีอุทิศตนช่วยผู้ทียากจน
ให้การพยาบาลในโบสถ์และโรงพยาบาล และให้การช่วยเหลือตามบ้าน
ต้นกําเนิดพยาบาลอนามัยพวกแรกเป็นไปในลักษณะการพยาบาลชุมชน
การให้และถ่ายทอดความรู้ เป็นไปในลักษณะของการบอกและให้ฝึกปฎิบัติตาม
ยุคกลางระยะต้น (ค.ศ.500-1000)
มีบุรุษเข้ามาทําหน้าทีพยาบาล
เป็นผลมาจากสงครามครูเสด
การปฎิบัติงานใช้ระเบียบวินัยของทหารเกิดกาฬโรคระบาด
มีการจ้างคนรับใช้ให้ดูแลผู้ปวย งานพยาบาลจึงเป็นหน้าทีของคนรับใช้ตั้งแต่ปลายยุคกลาง
ยุคแรกในสหรัฐอเมริกา
การสวดมนต์อ้อนวอนเปนแนวทางในการรักษา
พระทําหน้าทีเปนผู้รักษา
มีการพัฒนาขึนเปนลําดับขันเช่นเดียวกับยุโรป
ในสมัยสงครามโลกครังที2
พยาบาลทหารออกปฎิบัติหน้าทีอย่างกล้าหาญ ส่งผลให้มีการพัฒนาการพยาบาลจนถึงปจจุบัน
ยุคเรเนสซองค์ (ค.ศ.1500-1700)
มิส ฟอเรนท์ ไนติงเกล (Florence Nightingale)
เดินเยียมผู้ปวยพร้อมตะเกียงในยามค่ำคืน ได้สมญานามว่า "The lady with the lamp"
ทําการปฎิรูปโรงพยบาลสําเร็จในระยะเวลา 8 เดือน
เป็นผู้ก่อกําเนิดวิชาชีพพยาบาลและเป็นมารดาแห่งวิชา ชีพพยาบาลสากล
แก้ไขสถานการณ์เลวร้ายในยุคมืดให้ดีขึน
ลดการเสียชีวิตของทหารเหลือเพียง 2 เปอร์เซนต์
การเมืองเข้ามาแทรกแซงการบริหารโรงพยาบาล เกิดการฉ้อโกง
เรียกการพยาบาลในยุคนี้ว่า "ยุคมืด"
ตั้งแต่ค.ศ.1600-ค.ศ.1900
มีการสั่งให้นักโทษหญิงจากเรือนจํา มาช่วยให้การพยาบาล สภาพของงานบริการพยาบาลตกต่ำลง
ด้านการศึกษา
สมัยไนติงเกล
การศึกษาของโรงเรียนมิสไนติงเกลจะเปรียบเทียบก็แตกต่างไปจากการปฏิรูปในแบบทางศาสนาหรืปรุงและเปลี่ยนแปลงไปบ้างอในแบบทางการเมืองจะมีการปรับ
ท่านได้ปรับปรุงให้เเนวคิดใหม่และมีความคิดริเริ่มต่างๆขึ้นแม้งานบริการที่จะใช้บุคลิกลักษณะส่วนตัวทำงาน
แนวคิดหรือปรัชญาใหม่ของท่านได้เป็นพื้นฐานของการสร้างความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพพยาบาล
คล่องเเคล่ว ว่องไว
ในเวลาปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วยจะไม่เป็นคนท้อเเท้
การเป็นคนเข้มเเข็ง
ไม่หมดอาลัยเมื่อมีอุปสรรค
มีความเชื่อมั่นในตนเอง
พยายามสร้างความดีและความอารีอารอบให้แก่ตนเอง
เป็นคนมีวินัยมีไฟกระตุ้นตัวเองอยู่เสมอ
ก่อนสมัยไนติงเกล
แต่เดิมการศึกษาพยาบาลยังไม่ได้แยกจากบริการพยาบาล
ผู้ให้การพยาบาลไม่ได้มีการจัดการศึกษาที่มีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี
พยาบาลในสมัยนี้นมีแต่แรงจูงใจที่จะให้บริการเเต่ไม่มีความรู้พอที่จะให้เหตุผลว่าทำไมถึงให้การพยาบาลเช่นนั้น
การพยาบาลมักจะเป็นรูปแบบง่ายๆ
มีการใช้สมุนไพร
ใช้สุขวิทยาพื้นฐาน
ให้การประคบ
สมาชิกของแม่ชีนิกายต่างๆมีเพียงกฎระเบียบและ
จรรยาบรรณเพื่อควบคุมการปฏิบัติงาน
เชื่อเพียงว่าผู้ที่จะมาทำการพยาบาลมีเพียงเเค่ความปรารถนาในการดูแลผู้ป่วยก็พอแล้วไม่ต้องการหลักสูตรการศึกษาอย่างเป็นทางการในการผลิตพยาบาล
ผู้เริ่มหลักสูตรการศึกษาพยาบาลครั้งเเรกที่เตรียมให้เป็นพยาบาลเวชปฏิบัตินิกายลูเทอร์
ทีโอดอร์ฟลีดเนอร์
บาทหลวงได้เดินทางไปทั่วยุโรปเป็นเวลา
หลายปีเพื่อเสาะหาผู้ช่วยจากการเดินทางทำให้เกินแนวคิดในการจัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อผลิตพยาบาล
พยาบาลมีฐานะทางสังคมเหมือนบุคคลอาชีพอื่น
โรงเรียนฝึกหัดพยาบาลได้สร้างขึ้นในค.ศ. 1836
เเพทย์เป็นผู้สอนทฤษฎีและนางฟลีดเนอร์
เป็นผู้สอนภาคปฏิบัติ
โดยรับผู้หญิงอายุ18ปีที่มีความประพฤติ เรียบร้อยสุขภาพเเข็งแรงโดยมีใบรับรอง เเพทย์และผู้บริหารของผู้เรียน
ต้องเป็นนักเรียนทดลอง3ปีเพื่อทดลองดูว่าจะเป็นพยาบาลได้หรือไม่จากนั้นเรียนต่ออีก3ปี
มีวิชาเภสัชศาสตร์นักเรียนต้องผ่านการ
สอบของมลรัฐในวิชาต่างๆ
ระหว่างเรียนจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบผู้ป่วยนักเรียนต้อวหมุนเวียนไปทุกแผนกเพื่อให้มีประสบการณ์
แผนกซักฟอก
แผนกแม่บ้าน
แผนกโภชนาการ
ในระหว่างเรียนต้องมีเวลาทำพิธีทางศาสนาด้วย
เพราะต้องเสียสละดูแลผู้ป่วยเเละคนจนโดยได้รับการฝึกจากเเม่ชีดีกันเนสหลักสูตรการเรียนจึงมีวิชาจริยศาสตร์และศาสนาด้วย
ผู้เรียนต้องสวมเครื่องเเบบและมีรับเบี้ยเลี้ยงบ้างเล็กน้อย
นักเรียนจะให้บริการในทุกด้านแก่ผู้ป่วยจึงถือว่าการเรียนขั้นพื้นฐานคือความสามารถที่จะดูแลผู้ป่วยได้อย่างเรียบร้อย
มุมมองของสังคมต่อวิชาชีพพยาบาล
สามารถลําดับภาพจากการเปลียนแปลงตามยุคสมัย
ค.ศ. 1854-1919
เสียสละตนเองในการทํางานและอุทิศตนในการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บ
ผู้มีความปราณี มีจริยธรรม มีความเมตตากรุณา
มีลักษณะเหมือนนางฟ้า (Angel of mercy)
ค.ศ. 1920-1929
เป็นผู้รับใช้จงรักภักดีพร้อมทีจะรับใช้แพทย์ ซึงได้รับอิทธิพลจากยุคฮิพโพเครตีส
เป็นภาพของสตรีผู้จงรักภักดี (Girl Friday)
ค.ศ. 1930-1945
ภาพวีรสตรี (Heroine)
มีมนุษยธรรม และมีใจเอื้อเฟื้อเผือแผ่
มีเหตุผล มีความคิดดี
มีเหตุผล มีความคิดดี
ได้รับอิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่1
พยาบาลต้องให้การดูแลทหาร และผู้ได้รับบาดเจ็บ
ค.ศ. 1946-1965
เป็นภาพภรรยาหรือมารดา (Wife/ Mother)
ทําหน้าที่เป็นภรรยาและคอยเลี้ยงดูบุตร
มีความเห็นอกเห็นใจ
ความเปนมารดา
ไม่กล้าเเสดงออก
ค.ศ.1966-1982
เปรียบพยาบาลเปนวัตถุทางเพศ (Sex object)
เชื่อถือไม่ได้
ถูกมองว่า เปนผู้หญิงทีมีลักษณะฉาบฉวย
ค.ศ. 1983-1989
เป๋นภาพนักวิชาชีพ (Careerist)
มีความรู้เฉลียวฉลาด
มีเหตุผล มีความหนักแน่น
มีการตัดสินใจทีดีเปนตัวของตัวเอง
ค.ศ. 1994
ผู้อยู่ในกฎระเบียบ
ค.ศ. 2006
Tzeng ศึกษาภาพลักษณ์ของพยาบาล
ใช้แนวคิดของ Kalisch andKalisch
โดยสร้างแบบวัดและวิเคราะห์องค์ประกอบ
พบว่า
ภาพลักษณ์ในทางบวก
นางฟ้าผู้เมตตา
นักวิชาชีพ
ภาพลักษณ์ในทางลบ
ผู้อยู่ในกฎระเบียบ
การศึกษาทางการพยาบาล
การศึกษาพยาบาลก่อนไนติงเกล
สมัยโบราณ
เรียนรู้จากสัญชาตญาณความเป็นแม่
สืบทอดกันมาในครอบครัว หรือชนเผ่า
มีใจรักในการบริการทางพยาบาลแต่ไม่มีความรู้มากพอ การรักษาเป็นแบบง่ายๆ
เชื่อว่าผู้ทีจะทําการพยาบาล มีความปราถนาทีจะดูแลผู้ป่วยก็เพียงพอแล้ว
การปฏิรูปทางสังคม
ผู้ริเริ่มหลักสูตรการศึกษาทางการพยาบาลครั้งแรกคือ นักบวชนิกายลูเทอร์ ชือ ทีโอดอร์ ฟลีดเนอร์ (Theodor Fliedner)
เกิดแนวคิดในการจัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อผลิตพยาบาลสร้างโรงเรียนฝกหัดพยาบาลขึนในปี ค.ศ.1826 หรือ พ.ศ.2389
การศึกษาพยาบาลสมัยไนติงเกล
ขยายการศึกษาถึงปริญาเอก
เป็นก้าวแรกทีสําคัญต่อการพัฒนาวิชาชีพ
โรงเรียนมิสไนติงเกล
แตกต่างไปจากการปฎิรูปในแบบทางศาสนาหรือทางการเมือง มีการปรับปรุงเปลียนแปลงไปบ้าง
งานบริการ
ใช้บุคลิกลักษณะส่วนตัว
ไม่ท้อแท้เมือมีอุปสรรค
สร้างความเอืออารีย์
คล่องแคล่วว่องไว
มีวินัย
มีความเชือมันในตนเอง
มีความรักในเพือนมนุษย์
ริเริมจากโบสถ์คริสต์ทางศาสนา
การวิจัยทางการพยาบาล
สมัยของมิสฟอเรนท์ไนติงเกล
เเนวคิด
เน้นคุณค่าของการสังเกตและการบันทึกข้อมูลทีถูกต้อง ละเอียดและรอบคอบ
วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ใช้การวิจัยพิสูจน์ให้เห็นวิธีลดอัตราตายของทหารจากการบาดเจ็บในสงครามโดยการปรับปรุงด้านสุขาภิบาล
สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลเเละจัดสิงแวดล้อมให้เหมาะสมกับผู้ปวย >อากาศบริสุทธิ์ เเสงสว่างเเละความอบอุ่น
สมัยหลัง มิส ฟอเรนท์ ไนติงเกล
เป็นไปอย่างช้าๆและมีขอบเขตจํากัด
มุ่งเน้นเฉพาะการบริการเพียงอย่างเดียว
เรียนรู้ปฎิบัติการทางพยาบาลโดยวิธีการถ่ายทอดประสบการณ์ทีสืบ ทอดกันมา มากกว่าการคิดค้น สังเกตุ
ค.ศ.1900-1949 (พ.ศ.2443-2492)
พยาบาลในสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นําทางการวิจัยค้นคว้า
ช่วงปลายระยะนีเริ่มมีงานวิจัยเกี่ยวกับการบริการและการบริหาร
วิจัยที่มุ่งเน้นการศึกษาพยาบาลมากกว่าการปฎิบัติ
ค.ศ.1900 (พ.ศ.2443)
วารสารทางการพยาบาลชื่อ "American Jonmal of Nursing"เกิดขึ้นครั้งแรก
มีการวิจัยแบบกรณีศึกษา (cose studies)
ลักษณะเป็นการวิเคราะห์ประเมินผลเพื่อให้เกิดการเข้าใจ
ในการพยาบาลที่ดีขึ้น
Case studies เหล่านี้เป็นการเริ่มต้นไปสู่การวิจัย
ค.ศ.1950-1959 (พศ..2493-2502)
มีการเคลื่อนไหวครั้งสําคัญในการวิจัยทางการพยาบาลในอเมริกา
มีการเสนอแนะให้พัฒนาการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
ค.ศ.1952 (พ.ศ. 2495)
เป็นการวิจัยด้านการศึกษาพยาบาล มีศูนย์การวิจัยทางการพยาบาล
ตีพิมพ์ผลการศึกษาในชือเรือง "Twenty thousands nurses tell their stories"
ผู้นําทางการพยาบาลได้แก่ Henderson และ Abdlloh
นักการศึกษาพยาบาลเริมนําวิจัยข้ามาสอน ในระดับปริญญาตรึในปีค.ศ.1955
ค.ศ.1970-1979 (พ.ศ.2513-2522)
การวิจัยทางด้านการศึกษา
การนําคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน
เป็นเรื่องวิธีการสอนและการเรียนจากประสบการณ์
การวิจัยด้านการปฏิบัติการพยาบาล
ผลการวิจัย 275 เรื่อง มี 71 เรื่องที่เป็นการปฏิบัติการพยาบาล
46 % เป็นเรืองเทคนิคการพยาบาล
25 % เป็นวิธีการให้การรักษา
29% เป็นการดูแลด้านสุขภาพจิต
จัดตั้งหลักสูตรปริญญาเอกทางการพยาบาลเกิดขึ้น
เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ค.ศ.1960-1969 (พ.ศ.2503-2517)
การวิจัยด้านการปฏิบัติการพยาบาล
เรื่องที่วิจัย
การดูแลผู้สูงอายุและเด็ก
การดูแลผู้ปวยสาขาอายุรกรรมและศัลยกรรม
เป็นเรืองการตอบสนองของผู้ปวย
การดูแลแม่เเละเด็ก
ค.ศ.1980-1989 (พ.ศ.2523-2531)
ประเภทการวิจัย
ส่วนใหญ่จะเป็นเชิงทดลองหรือกึงทดลองมากขึ้นกว่า50%
งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นการวิจัยทางคลินิก
การตอบสนองต่อภาวะเจ็บป่วย
ครอบคลุมปัญหาสุขภาพของบุคคล
การใช้กระบวนการพยาบาลในคลินิก
อ้างอิง
อุดมรัตน์ สงวนศิริธรรม.(2550).การพัฒนาวิชาชีพพยาบาล.เชียงใหม่:โรงพิมพ์ช้างเผือก
สภาการพยาบาล.(2540).รายงานการวิจัยเรื่องภาพลักษณ์ทางวิชาชีพการ
พยาบาล.7พ.ค, 2563, จากcuir.car.chula.ac.th: http:// cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/2013/3/ Pranom%28Nursing%29.pdf
จรูญลักษณ์ ป้องเจริญ.(2559).พัฒนาการของวิชาชีพการพยาบาล.7 พ.ค., 2563,จากsnc.ac.th:
https://docs.google.com/viewer?a=v&
pid=sites&srcid= YmNuLmFjLnRofGlzc3VlLWFuZC10cmVuZHxneDo2YTllYz JkZjFkNzZjYWIx