Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การวินิจฉัยการตั้งครรภ์, นางสาวฐานมาศ สุขใจ 61122230102 (94) - Coggle…
การวินิจฉัยการตั้งครรภ์
- อาการและอาการแสดงที่สงสัยว่าอาจตั้งครรภ์ (Presumtive evidences of pregnancy)
อาการและอาการแสดงในกลุ่มนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระที่เกิดขึ้นในระยะที่ 1 และเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 2 ของการตั้งครรภ์ อาการหรืออาการแสดงที่ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจจะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เป็นข้อมูลประกอบที่มีน้ำหนักน้อยที่สุดในการวินิจฉัยการตั้งครรภ์ ได้แก่
1.1. การขาดระดู (Amenorrhea) ประวัติเกี่ยวกับระดูเป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยการตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์จะทำให้ไม่มีระดู โดยเฉพาะในสตรีที่มีระดูสม่ำเสมอแล้วขาดหายไปมากกว่า 4 สัปดาห์ ให้คิดเสมอว่าอาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ แต่ประวัติการขาดระดูเพียงอย่างเดียวอาจทำให้การวินิจฉัยการตั้งครรภ์ผิดพลาดได้ ดังนั้นการซักประวัติต้องถามถึงการมีเพศสัมพันธ์ และการคุมกำเนิดร่วมด้วย อย่างไรก็ตามประวัติระดูอาจทำให้การวินิจฉัยการตั้งครรภ์ผิดพลาดได้ในกรณี ต่อไปนี้
-
-
1.2.การเปลี่ยนแปลงของเต้านม (Breast change) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ estrogen, progesterone และ prolactin ซึ่งจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของท่อน้พนม (alveoli duct) และต่อมน้ำนม (alveoli gland) ทำให้สตรีตั้งครรภ์เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้
1) เต้านมมีขนาดโตขึ้น คัดตึงเต้านม บางรายอาจมีน้ำนมเหลือง (colostum) พบเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 2-3 เดือน
2) ลานหัวนม (areola) กว้างและมีสีเข้มขึ้น ตุ่ม montgomery tubercle ขยายขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากต่อมไขมัน (sebaceous gland) ที่กระจายอยู่บริเวณลานหัวนมโตขึ้น
-
4) การเปลี่ยนแปลงของเต้านมดังกล่าว ต้องแยกออกจากภาวะบางอย่าง เช่น สตรีที่มีเนื้องอกของต่อมใต้สมองที่สร้าง prolactin หรือในรายที่กินยากระตุ้นการหลั่ง prolactin นอกจากนี้ยังพบว่าสตรีที่คิดว่าตนเองตั้งครรภ์เนื่องจากอยากมีบุตรมาก (imaginary pregnancy) ก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเต้านมคล้ายกับสตรีที่ตั้งครรภ์จริง
1.3.คลื่นไส้ อาเจียน (Nousea and Vomitting) การตั้งครรภ์จะรบกวนการทำงานของระบบทางเดินอาหารทพให้คลื่นไส้ ผะอืดผะอม รับประทานอาหารได้น้อย สตรีตั้งครรภ์บางราย อาจมีอาการคลื่นไส้อย่างเดียว หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วยเรียกว่า morning sickness พบได้ประมาณครึ่งหนึ่งของสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 6-12 สัปดาห์ และจะเป็นอยู่นาน 6-8 สัปดาห์ หลังจากนั้นแล้วอาการจะค่อยๆดีขึ้น แต่บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนตลอดการต้ังครรภ์ เรียกว่า ภาวะอาเจียนไม่สงบ (hyperemesis gravidarum)
1.4. อ่อนเพลีย (Fatigue) เป็นอาการที่พบบ่อยโดยเฉพาะระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์เนื่องจากสตรีตั้งครรภ์มีเมตตาบอลิสมเพิ่มขึ้น สตรีตั้งครรภ์จะรู้สึกอ่อนเพลีย อยากนอนหรือ นั่งพัก ซึ่งเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกายขณะตั้งครรภ์ อาการอ่อนเพลียจะ รู้สึกดีขึ้นหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์
1.5. ปัสสาวะบ่อย (Disterbance in urination) เกิดในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากมดลูกมีขนาดโตขึ้นและไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะทาให้กระเพาะปัสสาวะมีความจุลดลงจึง รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ แต่เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นมดลูกจะลอยพ้นเชิงกรานมาอยู่ในช่องท้อง ทำให้กระเพาะปัสสาวะถูกกดน้อยลงอาการปัสสาวะบ่อยก็จะดีขึ้น และจะกลับมาปัสสาวะบ่อยอีกครั้ง เมื่อใกล้คลอดเนื่องจากศีรษะทารกเคลื่อนต่ำลงสู่ช่องเชิงกรานและกดเบียดกระเพาะปัสสาวะอีกครั้ง
1.6. สีผิวหนังเปลี่ยนแปลง (Skin change) เกิดจากมีการสะสมเม็ดสีเพิ่มมาก ขึ้น(pigmentation) ซึ่งนอกจากจะพบในสตรีตั้งครรภ์แล้ว อาจพบได้ในสตรีที่รับประทานยาคุมกาเนิด หรือสตรีที่อ้วนมาก การเปลี่ยนแปลงสีผิวหนังในสตรีที่ตั้งครรภ์ที่สังเกตได้ มีดังนี้
1) ผิวคล้ำบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม หน้าผาก และจมูก ลักษณะคล้ายฝ้า เรียกว่า chloasma หรือ the mask of pregnancy มักพบหลังอายุครรภ์ 16 สัปดาห์
2) หน้าท้องลาย (abdominal striae) หรืออาจมีเต้านมลาย และยังพบแถบเส้นสี เข้มกลางหน้าท้อง (linear nigra) อีกด้วย เนื่องจากเป็นบริเวณที่มี melanin ที่ผิวหนังมาก
1.7. เยื่อบุช่องคลอดเปลี่ยนแปลง (Vaginal mucosa changes) สีเยื่อบุช่องคลอด จะเปลี่ยนเป็นสีน้าเงินคล้ำหรือม่วงแดง (Chadwick’s sign) เกิดจากมีเลือดมาหล่อเลี้ยงมากและมีเลือดคั่งที่บริเวณเยื่อบุช่องคลอด นอกจากจะพบในสตรีตั้งครรภ์แล้วยังพบได้ในสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดชนิด conbined pill ที่มีส่วนผสมของ estrogen และ progesterone
1.8. รู้สึกเด็กดิ้น (Fetal movement) เป็นการรับรู้ของมารดาว่าบุตรดิ้น ซึ่งการรู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นเป็นครั้งแรกเรียกว่า quickening โดยสตรีครรภ์แรกจะเริ่มรู้สึกเมื่ออายุครรภ์ 18- 20 สัปดาห์ ส่วนสตรีครรภ์หลังจะรู้สึกเร็วกว่า คือเมื่ออายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์จะบ่อยและแรงขึ้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ซึ่งการรับรู้นี้จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความหนา ของหน้าท้อง และตำแหน่งที่รกเกาะ อย่างไรก็ตามการดิ้นของทารกเป็นเพียงการรับรู้ของสตรีตั้งครรภ์ ซึ่งอาจผิดพลาดได้ เช่น สตรีบางรายอาจเข้าใจผิดคิดว่าการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นความรู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้น
- อาการหรืออาการแสดงที่บ่งชี้ว่าน่าจะตั้งครรภ์ (Probable signs of pregnancy)
หมายถึง อาการแสดงที่บ่งชี้ว่าน่าจะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น แต่ไม่ถึงกับยืนยันว่ามีการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์เกิดขึ้นอย่างแน่นอนประกอบด้วย
2.1 ขนาดท้องโตขึ้น ขนาดของมดลูกจะโตขึ้นจนอยู่เหนือระดับรอยต่อกระดูกหัวเหน่า และสามารถคลำได้คล้ายก้อนเนื้องอกเมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 12 สัปดาห์ ก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อยๆทำให้ท้องมีขนาดโตขึ้นถ้ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นขนาดท้องที่โตขึ้นจะสัมพันธ์กับอายุครรภ์
2.2 การเปลี่ยนแปลงของมดลูก (Uterine change) จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขนาด รูปร่าง และความยืดหยุ่นของมดลูก ซึ่งจะตรวจพบได้จากตรวจภายในโดยการทา bimanual examination การตรวจพบที่แสดงว่าน่าจะมีการตั้งครรภ์ คือ
-
2) Hegar’s sign คือ มดลูกส่วนล่าง (isthmus) นุ่มมากจนสามารถกดเข้าหากันได้ โดยไม่มีแรงต้านจากการทา bimanual examination พบเมื่ออายุครรภ์ 6-8 สัปดาห์
-
2.3.การเปลี่ยนแปลงที่ปากมดลูก (Cervical change) เมื่ออายุครรภ์ 8-10 สัปดาห์ ปากมดลูกจะนุ่มคล้ายริมฝีปากแทนที่จะแข็งคล้ายกระดูกอ่อนที่จมูกเหมือนขณะที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ การ เปลี่ยนแปลงเช่นนี้เรียกว่า Goodell’s sign นอกจากนี้บริเวณปากมดลูกจะมีเลือดมาคั่งทพให้มีสีคล้ำ เรียกว่า Chadwick’s sign อย่างไรก็ตาม สตรีที่ไม่ได้ตั้งครรภ์แต่รับประทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมก็อาจมีปากมดลูกนุ่มเหมือนริมฝีปากได้เช่นกัน
2.4.การหดรัดตัวของมดลูก (Contraction) ระยะท้ายไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ มดลูกจะมีการหดรัดตัวเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอและไม่รู้สึกเจ็บปวด อาจเกิดขึ้นทุก 5-10 หรือ 20 นาที และมีตลอดระยะของการตั้งครรภ์ การหดรัดตัวแบบนี้เรียกว่า Braxton hicks contraction
Braxton Hicks contraction ไม่ใช่สิ่งที่แสดงว่ามีการตั้งครรภ์แน่นอน เพราะอาจพบในสตรีที่มีเนื้องอกของมดลูก สำหรับสตรีตั้งครรภ์ Braxton hicks contraction จะช่วยในการวินิจฉัยแยกการตั้งครรภ็ในมดลูกออกจากการตั้งครรภ์ในช่องท้อง (Abdominal pregnancy)
2.5. Ballottement ประมาณเดือนที่ 4-5 ของการตั้งครรภ์ ภายในโพรงมดลูกจะมีน้ำหล่อเด็กค่อนข้างมาก ขณะที่ทารกยังตัวเล็กอยู่ทารกในครรภ์จะเคลื่อนไหวได้สะดวก การตรวจโดยใช้ ปลายนิ้วมือกดบนตัวมดลูกเร็วๆ จะทาให้ทารกที่ลอยอยู่ในน้ำหล่อเด็กจมหรือถูกผลักออกไปยังส่วนล่าง หลังจากนั้นทารกจะลอยหรือสะท้อนกลับมายังที่เดิม ผู้ตรวจจะรู้สึกเหมือนมีก้อนมากระทบ มือ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า external ballottement แต่ถ้าใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในช่องคลอดแล้วกดเร็วๆ ผ่านปากมดลูกไปยังส่วนของทารก จะทาให้ทารกลอยขึ้นข้างบนแล้วตกลงมากระทบที่เดิม มือที่สอดเข้าไปในปากมดลูกจะรู้สึกว่ามีอะไรมากระทบ ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า internal ballottement)
2.6. คลำพบขอบเขตรูปร่างทารก (Outlining the fetus) ในระยะปลายไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์เป็นต้นไป ผู้ตรวจจะคลำขอบเขตรูปร่างของทารกได้ทางหน้าท้อง โดยเฉพาะสตรีที่เคยตั้งครรภ์จะคลำได้ตั้งแต่อายุครรภ์อ่อนกว่าสตรีครรภ์แรก อย่างไรก็ตามภาวะบางอย่าง เช่น เนื้องอกมดลูกบางชนิดอาจมีลักษณะเหมือนตัวทารก อาจทำให้ผู้ตรวจเข้าใจว่าคลำได้ขอบเขตรูปร่างของทารกโดยไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น
2.7. การทดสอบทางฮอร์โมนได้ผลบวก(Hormonetestofpregnancy) เป็นการตรวจหา
human chorionic gonadotrophin (HCG) ระดับ HCG จะสูงสุดขณะอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ และ ลดลงจนคงที่เมื่ออายุครรภ์ 12-14 สัปดาห์ การทดสอบทางฮอร์โมน เป็นการทดสอบการตั้งครรภ์ (pregnancy test) ที่ใช้บ่อยที่สุด มีการทดสอบ 2 วิธีคือ
1) การทดสอบทางชีวภาพ (Bioassay) เป็นการตรวจฤทธิ์ของ HCG ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในสัตว์ทดลอง ซึ่งปัจจุบันเลิกใช้วิธีนี้แล้วเพราะยุ่งยาก และแม่นยำน้อยกว่า
2) การทดสอบทางอิมมูน เป็นการทดสอบปฏิกิริยาระหว่าง antibody กับ antigen ของ HCG ที่มีความจำเพาะ การทดสอบทางอิมมูนเป็นที่นิยมกันมาก และปัจจุบันสามารถซื้อชุดทดสอบทำเองที่บ้าน คือการตรวจ agglutinationinhibitionโดยใช้หลักantigen-antiserum reaction คือปฏิกิริยาของ HCG ต่อ antiserum ส่วนมากจะได้ผลเมื่อขาดระดูแล้ว 7-10 วัน
- อาการหรืออาการแสดงที่บ่งชี้ว่ามีการตั้งครรภ์ (Positive signs of pregnancy)
อาการหรืออาการแสดงที่บ่งชี้ว่าน่าจะตั้งครรภ์ หมายถึง อาการแสดงที่บ่งชี้ว่ามีการตั้งครรภ์ เกิดขึ้นอย่างแน่นอนและมีความแม่นยำร้อยละ 100 ได้แก่
-
3.2. การเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ (Fetal movement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ ไม่ใช่เกิดจากการรับรู้ของมารดา แต่ได้จากการตรวจพบของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ ครรภ์ 20 สัปดาห์ โดยใช้มือสัมผัสกับหน้าท้องแล้วคอยรับความรู้สึกเมื่อทารกดิ้น
3.3. การตรวจพบทารกโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ทางช่องคลอดจะตรวจพบถุงที่เกิดจากการตั้งครรภ์ (gestational sac) ในโพรงมดลูกได้ตั้งแต่ 16 วัน หลังปฏิสนธิ ส่วนการตรวจทางหน้าท้องจะพบได้ช้ากว่า
3.4.ภาพเงากระดูกทารก การตรวจพบเงากระดูกทารกในภาพรังสี (X-ray) ซึ่งมักเริ่ม เห็นหลังอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ แต่ในทางปฏิบัติการวินิจฉัยการตั้งครรภ์โดยวิธีนี้ไม่ใช้กันแล้ว เนื่องจาก อาจเกิดอันตรายต่อทารกโดยเฉพาะในช่วงที่ทารกยังเป็นตัวอ่อน (embryo) ปกติจะใช้การตรวจด้วย คลื่นเสียงความถี่สูงแทนซึ่งปลอดภัยกว่าและตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ
-
-