Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การประเมินสภาวะสุขภาพการดูแลช่วยเหลือมารดาในระยะที่2,3และ4ของการคลอด -…
การประเมินสภาวะสุขภาพการดูแลช่วยเหลือมารดาในระยะที่2,3และ4ของการคลอด
การประเมินภาวะสุขภาพการดูแล ช่วยเหลือมารดาทารกในระยะที่2
ระยะการคลอด
1.ระยะที่หนึ่งของการคลอด (First stage of Labor หรือ stage of cervical dilatation and effacement) เป็นระยะตั้งแต่เริ่มเจ็บครรภ์จริง มดลูกมีการหดรัดตัวอย่างสม่ำเสมอ ปากมดลูกเปิด เริ่มบางและขยายจนกระทั่งปากมดลูกเปิดหมด10 เซนติเมตร 2
1.1 ช่วงปากมดลูกเปิดช้า (Latent phase) เริ่มตั้งแต่เจ็บครรภ์จริงจนกระทั่ง ปากมดลูก เปิด 3 เซนติเมตร3 (0-3 cm) มีการบางของปากมดลูกประมาณ 0-40 %
1.2 ช่วงปากมดลูกเปิดเร็ว (Active phase) เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 4 เซนติเมตร จนกระทั่งปากมดลูกเปิด 7 เซนติเมตร3 (4-7 cm) มีการบางของปากมดลูกประมาณ 40-80 %
1.3 ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transitional phase) เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 8 เซนติเมตร3 จนกระทั่งปากมดลูกเปิดหมด (8-10 cm) มีการบางของปากมดลูกประมาณ 80-100 % โดยเฉลี่ย
ระยะที่สองของการคลอด (Second stage of labor) เริ่มตั้งแต่ปากมดลูก เปิด 10 เซนติเมตร จนกระทั่งทารกคลอดหมดทั้งตัว 2 ในระยะนี้รวมถึงการที่ทารกมีการเคลื่อนต่ำลง สู่ช่องคลอดและคลอดออกมาด้วย มดลูกจะมีการหดรัดตัวทุก 2-3 นาที และหดรัดตัวแรง นาน 60-90 วินาที
2.1 ช่วงเข้าสู่อุ้งเชิงกราน (Pelvic phase) เป็นช่วงศีรษะของทารกเคลื่อนต่ำเข้าสู่ ช่องทางออกของเชิงกราน มีการหมุนและเคลื่อนลงต่ำ
2.2 ช่วงฝีเย็บ (Perineum phase) เป็นช่วงที่ส่วนนำของทารกลงมาต่ำสุดของช่อง เชิงกรานและกดฝีเย็บ ทำให้ฝีเย็บโป่งตึงศีรษะทารกอยู่บริเวณปากช่องคลอด เรียกว่า Head crowned
ระยะที่สามของการคลอด (Third stage of labor) เป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่หลัง ทารกคลอดออกมาหมดทั้งตัว จนกระทั่งรกและเยื่อหุ้มทารกคลอดออกมาครบ
3.1 ช่วงรกลอกตัว (Placenta separation) หลังทารกคลอด มดลูกยังคงหดรัด ตัวรุนแรง และมีการลดปริมาตรลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการดึงรั้งระหว่างพื้นที่ของมดลูกกับขนาด ของรก ทำให้รกลอกตัวออกจากผนังมดลูก
3.2 ช่วงรกคลอด (Placenta expulsion) หลังจากรกลอกตัวออกจากผนังมดลูก มดลูกยังคงมีการหดรัดตัวอยู่จึงทำให้รกถูกขับออกมา รกจะถูกขับออกมาใน 5-10 นาที
4.ระยะที่สี่ของการคลอด (Fourth stage of labor) เป็นระยะ 1-4 ชั่วโมงหลังจาก เป็นระยะที่ ร่างกายผู้คลอดมีการปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้คลอดรู้สึกตื่นเต้น มีการโอบกอดบุตรและให้บุตรดูดนม ยอดมดลูกมีการหดรัดตัว ในระยะนี้ต้องเฝ้าระวังเกิดการตกเลือดในระยะหลังคลอดเนื่องจากมดลูก หดรัดตัวไม่ดี
• การเปลี่ยนแปลงของสรีรวิทยาที่ 2 ของการคลอด
การหดรัดตัวของมดลูก
การหดรัดตัวของมดลูกยังดาเนินต่อจากระยะที่หนึ่งของการคลอด โดยในระยะที่สองของ การคลอดจะมี Interval ทุก 2-3 นาที และ Duration 60-90 วินาที ประกอบกับช่องคลอดมีการยืดขยาย จากการเคลื่อนต่ำของทารกลงสู่อุ้งเชิงกราน
การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกระบังลม
การที่จะมีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกระบังลม คือ ต้องมีการเบ่งของมารดา ซึ่งแรงเบ่งนี้มีความสำคัญมากที่จะช่วยขับทารก
การเปลี่ยนรูปร่างของพ้นเชิงกราน
เนื่องจากพื้นเชิงกรานเป็นอวัยวะที่ยืดขยายได้ จึงมีการเปลี่ยนแปลงจากการที่มีการเคลื่อนต่ำ ของตัวทารก เมื่อเด็กเคลื่อนต่ำมาจะถ่างขยายช่องคลอด ทาให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อบุช่องคลอดและมี เลือดออกมาเล็กน้อย
การเคลื่อนของทารกผ่านช่องทางคลอด
1) ช่วงเข้าสู่อุ้งเชิงกราน(Pelvicphase)
2) ช่วงฝีเย็บ(Perineumphase)
อาการแสดงที่เข้าสู้ระยะที่ 2
1.อยากเบ่ง อยากถ่ายอุจาระและปัสสาวะขณะที่มดลูกหดรัดตัว
2.จะคลำไม่พบปากมดลูก นั้นคือปากมดลูกเปิด 10 เซนติเมตร
3.มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างสม่ำเสมอ การหดรัดตัวของมดลูกจะถี่ขึ้นและเป็นจังหวะที สม่ำเสมอ และเพิ่มความรุนแรงขึ้น
4.มีการบางและการเปิดขยายของปากมดลูก
5.ถุงน้ำทูนหัวแตก
ฝีเย็บตุง
มีมูกปนเลือดออกมาจากช่องคลอด ในระหว่างการตั้งครรภ์จะมีมูกมาปิดบริเวณปากมดลูก ลักษณะเหนียวข้นจุกอยู่ที่ปากมดลูก เรียกว่า Mucous plug เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัว ปากมดลูกเริ่มเปิด มูกนี้จะหลุดออกมาเป็น Mucous show ส่วนเลือดที่ออกมาจากการเปิดขยายของปากมดลูก เกิดจาก Decidua มีการแยกออกจากมีการฉีกขาดของหลอดโลหิตฝอยในขณะที่ปากมดลูกเริ่มเปิด บริเวณ ปากมดลูกแยกจาก Chorion ทำให้มีเลือดปนออกมากับมูกเรียกว่า Mucous bloody show
มองเห็นส่วนนำของทารกทางช่องคลอด
การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคม
1.วิตกกังวล เกิดจากความนึกคิดหรือคาดการณ์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ความกลัว ซึ่งอาจจะแสดงโดยการพูดหรือถามซ้ำๆ สามารถส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดในระยะคลอดเพิ่มขึ้นได้ เรียกว่า fear – tension – pain – syndrome
สาเหตุที่ทำให้เกิดความกลัวในระยะคลอด เช่น ความกลัวกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับตน ความกลัวเกี่ยวกับทารก กลัวสิ่งที่ไม่รู้
ความอ่อนล้า หมดแรง สาเหตุเช่นเมื่อนอนหงายทารกดิ้นแรงมาก
จนทำให้ตื่นและต้องกลับท่านอนในท่าตะแคงซึ่งจะทำให้ปวดหลัง
การรับรู้ความรู้สึกมากเกินไป เป็นผลมาจากการที่มีสิ่งเร้ามากระตุ้นตัวผู้คลอดมากเกินไป ตัวอย่างสิ่งเร้าที่ได้รับ เช่น การกดรัดตัวของมดลูก จำนวนของความหลากหลายของบุคลากรทางการแพทย์ การวิจารณ์อาการของผู้คลอดในห้องคลอด การอธิบายเหตุผลที่ไม่กระจ่างต่อผู้คลอดที่มีภาวะแทรกซ้อน
การสูญเสียการรับความรู้สึก สาเหตุ เช่น การจำกัดกิจกรรมของผู้คลอด การสูญเสียเอกลักษณ์ของตน
คือ การใส่เสื้อผ้าโรงพยาบาล ถูกเรียกเบอร์เตียงแทนการเรียกชื่อ สิ่งกระตุ้นประสาทลดลง การถูกแยกทาง
สังคม
การรู้สึกสูญเสียในระยะคลอดปกติ ตัวอย่างสาเหตุ เช่น การสูญเสียบุคคลหรือสิ่งมีค่า การสูญเสียความคาดหวังและคุณค่า
คือ การได้รับการคลอดโดยใช้สูติศาสตร์หัตถการ ความรู้สึกสูญเสียลักษณะบางอย่างของตนเอง
ความทุกข์ทรมาน เป็นปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะคลอด
พฤติกรรมการเผชิญกับความเครียดในระยะคลอดสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะดังนี้
1.ระยะแฝงหรือระยะปากมดลูกเปิดช้า แสดงออกพฤติกรรมที่เหมาะสม ยิ้ม ช่างถาม สนใจผู้อื่น และมีความต้องการช่วยเหลือตนเอง
2.ระยะปากมดลูกเปิดเร็ว ผู้คลอดมีอาการเหนื่อยล้ามาก พฤติกรรมที่เหมาะสม พูดน้อยลง ทำกิจกรรมต่างๆลดลง ใจเต้นเร็วและหายใจเร็วขึ้น เหงื่อออก กำมือแน่น กระวนกระวาย
3.ระยะเปลี่ยนผ่าน ผู้คลอดจะมีความเครียดสูงเนื่องจากเจ็บครรภ์รุนแรงและต้องเบ่งให้ทารกออกมา
ระยะที่สามและสี่ของการคลอด ความกลัว ความเครียด และความวิตกกังวลลดลง ผู้คลอดหันมาสนใจตนเองและสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
การเตรียมด้านร่างกายและจิตใจเพื่อการคลอด
การดูแลด้านร่างกาย
การเตรียมสถานที่สถานที่หรือห้องคลอดจะต้องดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ มีการจัดเครื่องมือและของ ใช้ต่างๆไว้อย่างเป็นระเบียบ
การเตรียมผู้คลอด
ท่าที่ใช้ในการคลอดมีหลายท่า แต่ท่าที่นิยมคือ ท่านอนหงายชันเข่า (dorsal recumbent) และท่านอนหงายขึ้นขาหยั่ง (lithotomy)
การฟอกทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก (scrub vulva) เพื่อให้บริเวณคลอด สะอาดปราศจากเชื้อแบคทีเรีย
ด้านจิตใจ
โดยบอกขั้นตอนการช่วยเหลือการคลอดให้ผู้คลอดเข้าใจ รวมทั้งให้กำลังใจดูแลผู้คลอดอย่างใกล้ชิด และบอกแนวทางในการปฏิบัติตัวของผู้คลอด เป็นการดูแลที่มุ่งเน้นเพื่อตอบสนองความต้องการหรือปัญหาด้านอารมณ์ ความรู้สึกของ ผู้คลอดที่เกิดขึ้นในระยะรอคลอด เช่น ความกลัว ความวิตกกังวล รู้สึกโดดเดี่ยว ขาดที่พึงเพื่อให้ผู้คลอดรู้สึกมั่นใจ อุ่นใจ และ ปลอดภัยในการคลอด
การบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด
การระงับปวดโดยไม่ใช้ยาวิธีธรรมชาติ
1.การจัดการความปวดด้านร่างกาย (Physical Therapy)
-การจัดท่าและการเคลื่อนไหว (Positions and Maternal Movement) พยาบาลควรกระตุ้นให้มารดาได้มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนท่าทางในขณะเจ็บครรภ์คลอด เช่น การเดินรอบๆ เตียงจะช่วยให้มีความสุขสบายมากขึ้น
-การบำ บัดด้วยน้ำ(Hydrotherapy : WaterImmersion) ให้มารดาแช่ในน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาอุณหภูมิของน้ำที่ใช้ไม่ควรเกิน 37 C°จึงทำให้การหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินทำให้การไหลเวียนเลือดดี
-การสัมผัสและการนวด (Touch & Massage)
-การประคบด้วยความร้อนและความเย็น (Application of Heat and Cold)
-การช่วยเหลือปลอบโยน การมีสามีหรือผู้ใกล้ชิดอยู่ใกล้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง มีผลต่อความต้องการยาระงับปวด
การบรรเทาความเจ็บปวดโดยใช้ยา (Pharmacologic pain management)
1.การระงับปวดโดยใช้ยาฉีด
-Anxiolyticsทำให้ผู้ป่วยสงบ
-Diazepam (Valium) สามารถผ่านรกได้อย่างรวดเร็ว
-Midazolam ออกฤทธิ์สั้นผู้ป่วยจึงตื่นได้เร็วกว่า
Opioids ยากลุ่มนี้ช่วยลดการเจ็บปวดผู้ป่วยมักมีอาการเคลิ้มหลับ
-Meperidine (Pethidine) เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้ในทางสูติกรรม
2.การระงับปวดโดยใช้ยาชาเฉพาะที่
ยาชาที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการระงับปวดจากการคลอด คือ ยาชาที่ออกฤทธิ์เร็ว มีผลต่อพลังของกล้ามเนื้อน้อยและออกฤทธิ์อยู่ได้นานกว่า
-Bupivacaine : นิยมใช้ในการระงับปวดจากการคลอด
-Lidocaine :อย่ในกลุ่ม amide ออกฤทธิ์สั้นกว่า bupivacaine มีผลต่อทารกไม่ต่างกับ bupivacaine
-Chloroprocaine :อยู่ในกลุ่ม ester ออกฤทธิ์เร็วแต่สั้น
ถูกทำลายในร่างกายมารดาอย่างรวดเร็ว มีโอกาสผ่านไปสู่ทารกน้อยมาก
-Ropivacaine :กลุ่ม amide มีโครงสร้างใกล้เคียง bupivacaine แต่มีผลต่อการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อ มีผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือดน้อยกว่า ให้ผลในการชาไม่ต่างกับ bupivacaine
• การดูแลมารดาระยะที่ 2 ของการคลอด
เมื่อสตรีตั้งครรภ์มีปากมดลูกที่เปิดจนถึง 10 เซนติเมตร แสดงว่าเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือช่วงเวลาของการเบ่งคลอดแล้ว ดังนั้นสตรีตั้งครรภ์จะถูกย้ายไปเข้าห้องคลอด
(ในกรณีที่ห้องรอคลอดเป็นคนละที่กับห้องคลอด) และอยู่ในท่า Lithotomy ขั้นตอนในการทำคลอดทารก
-เตรียมอุปกรณ์และผู้ทำคลอดล้างมือและอยู่ในชุดปราศจากเชื้อพร้อมทำคลอด
-ทำความสะอาดบริเวณ perineum อย่างเป็นระบบด้วย Povidine solution ปูผ้าปราศจากเชื้อ
-สวนปัสสาวะ เพื่อให้แน่ใจกว่าไม่มี full bladder ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการคลอดหรือการทำหัตถการได้
-ให้กำลังใจผู้คลอดว่าการคลอดใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว พร้อมทั้งฝึกซ้อมวิธีการเบ่งที่ถูกต้อง
-ดูแลเกี่ยวกับการดำเนินการคลอด
-สังเกตการหดรัดตัวของมดลูก
-สังเกตการณ์เคลื่อนต่ำของส่วนนำ
-การเจาะถุงน้ำ (Puncture of membranees) ปกติถุงน้ำจะช่วยถ่างขยายปากมดลูกให้
ทารกเคลื่อนต่ำลงมาเร็วขึ้น และถุงน้ำจะแตกในปลายระยะที่ 1 หรือเริ่มต้นของระยะที่ 2 ของการคลอด
แนะนำเกี่ยวกับการเบ่ง การเบ่งมีความสำคัญต่อการคลอดใน ระยะนี้มาก หากทารกเคลื่อนต่ำลงมามากเท่าใดแรงเบ่งยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น เพราะแรงจากการหดรัดตัวของมดลูกจะยิ่งลดน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากส่วนบนของ มดลูกหดสั้นมากขึ้นทุกทีและเมื่อศีรษะทารกลงมาถึง pelvic floor แล้วส่วนของตัว ทารกประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของความยาวได้ผ่านพ้นส่วนบนของมดลูกลงมา กำลังจาก แรงการหดรัดตัวของมดลูกส่วนบนที่เหลือสั้นอยู่ จึงไม่พอที่จะขับทารกออกมาพ้นปากมดลูก และประเมินว่าเบ่งได้อย่างถูกต้องและศีรษะทารกเคลื่อนต่ำลงมากดีหรือไม่
-สภาวะของทารกในครรภ์ โดยการฟังเสียงของหัวใจทารกในครรภ์ทุก 5 นาที เป็นอย่างน้อย ในรายที่มีภาวะผิดปกติ ต้องฟังทุกครั้งที่มดลูกคลายตัว เช่น มีขี้เทา หรือมารดามีโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิด ผลเสียต่อการไหลเวียนเลือด ควรฟังทุกครั้งที่มดลูกคลายตัว ปกติประมาณ 110-160 ครั้งต่อนาที ถ้าพบว่า อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์น้อยกว่า 100 ครั้งต่อนาที หรือมากกว่า 160 ครั้งต่อนาที หรือจังหวะ การเต้นไม่สม่ำเสมอ แสดงว่าทารกในครรภ์ในภาวะขาดออกซิเจนเกิดขึ้นแล้ว จำเป็นต้องช่วยให้การคลอด สิ้นสุดโดยเร็ว
อ้างอิง
กมลนัทธ์ ประพันธ์วัฒนะ.(2011).การระงับปวดจากการคลอด.สืบค้น 8 พฤษภาคม 2563.เว็บ
https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com_content&view=article&id=545:labor-pain-management&catid=45:topic-review&Itemid=561
ประไพรัตน์ แก้วศิริ และ ดรัลรัตน์.(2558).เชื้อเมืองแสนการจัดการความปวดของมารดาในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา.สืบค้นได้จาก: https: / / so03. tci-thaijo. org
กมลนัทธ์ ประพันธ์วัฒนะ.(2554).การระงับปวดจากการคลอด Labor Pain Management.แหล่งข้อมูล:
https://w1.med.cmu.ac.th.ค้นเมื่อวันที่
8 พฤษภาคม 2563
พญ. เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ.(2554).การคลอดปกติทางช่องคลอด (Normal vaginal delivery).สืบค้นจาก
https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com_content&view=article&id=475:normal-
labor&catid=38&Itemid=480
การทำคลอดทารกและการช่วยเหลือคลอดปกติ
การช่วยเหลือการคลอดปกตื
1.การเตรียมสถานที่ อุปกรณ์และเครื่องใช้สถานที่คลอดต้องมีความเป็นสัดส่วนละมิดชิดดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ
-ชุดอุปกรณ์ อ่างใหญ่ใส่ 0.9% NSS ถ้วยเล็กใส่น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับฟอก บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ สำลีแห้งก้อนใหญ่ คีมยาว สำหรับคีบสำลีฟอกบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ syring และ เข็มสำหรับฉีด กรรไกรตัดฝีเย็บ ผ้า safe perineum คีมหนีบหลอดลเอดถ้วยเล็กใส่น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับเช็ดสายสะดือทารก กรรไกรตัดสายดือ จานใบใหญ่ใส่อุปกรณ์ที่ใช้ช่วยเหลือทารก ได้แก่ 0.9% NSS สำหรับเช็ดตา ลูกสูบยางสำหรับดูดมูกจากจมูกและลำคอที่หนีบหรือรัดรัดสายสะดือ จานใบใหญ่สำหรับใส่รก
-ชุดผ้าสำหรับทำคลอด เสื้อกาวน์ ถุงมือปราศนาจากเชื้อ ปลอกขาหรือถุงเท้า ผ้ารางคลอดและผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง
-อุปกรณ์และเครื่องใช้อื่นๆ ถังขยะแบบมีฝาปิด ถังใส่ผ้าเปื้อน หม้อนอน หมอนรองคลอดเพื่อการทำคลอดไหล่ได้สะดวก โคมไฟส่องทำคลอดและเย็บแผล 0.9% NSS น้ำยาฆ่าเชื้อ ยาชา น้ำยาหล่อลื่น สายสวนปัสสาวะ ยาที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน อุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนทารก ออกซิเจน เครื่องดูดเสมหะ โดยจัดเตรียมให้พร้อมใช้ได้ทันที
2.การเตรียมตัวตัวผู้ทำคลอด
ต้องแต่งกายให้รัดกุมโดยสวมหมวกคลุมให้มิดชิด ใส่ Mask เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้คลอดโดยเฉพาะเชื้อ beta hemolytic streptococoi ซึ่งอยู่ในระบบทางเดินหายใจและปากสวมรองเท้าบูทผ้ายางกันเปื้อน ฟอกถูด้วย surgical hand washing
3.การเตรียมผู้คลอด
-การจัดท่าผู้คลอด ท่านอนหงายชันเข่า ท่านอนหงายขึ้นขาหยั่ง ท่าศรีษะและลำตัวสูง ท่านอนตะแคง
-การเตรียมความสะอาดผู้คลอด การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์และต้นขาทั้ง2ข้าง ใช้คีมยาวคีบสำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น providine,hibiscrub,savlon
-การคลุมผ้าสะอาด สวมถุงเท้าหรือปลอกชา ปูผ้ารองคลอด ปูผ้าช่องสี่เหลี่ยม
การทำคลอด
1.การทำคลอดศีรษะ เมื่อผู้คลอดเบ่งจนศีรษะทารกโผล่ออกมาปากช่องคลอด ซึ่งศีรษะ ทารกจะไม่ผลุบกลับเข้าไปในช่องคลอด เมื่อมดลูกคลายตัว หรือผู้คลอดหยุดเบ่ง เรียกว่า crowningให้ผู้คลอดเบ่งตามจังหวะการหดรัดตัวของมดลูกจนกระทั่ง เห็น ศีรษะทารกโผล่ประมาณ 3-4เซนติเมตร ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางของ มือข้างที่ไม่ถนัดแตะไว้บนศีรษะทารก กดศีรษะเพื่อควบคุมไม่ให้ศีรษะเงยขึ้น ก่อนกำหนด ส่วนมือข้างที่ถนัดให้ใช้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้านหนึ่งอีก 4นิ้วอยู่อีกด้านหนึ่งวางไวใต้ฝีเย็บ เมื่อหน้าผากผ่านพ้นปากช่องคลอดออกมาแล้ว ให้ใช้มือที่ควบคุม บริเวณท้ายทอย โกยศีรษะที่อยู่บริเวณเหนือขอบฝีเย็บให้เงยขึ้น พร้อมกับ มืออีกข้างรวบบริเวณฝีเย็บดันหน้าทารกให้เงยขึ้นช้าๆ จนคางผ่านพ้นฝีเย็บภายหลังศีรษะทารกเกิดแล้ว ห้ามมิให้ผู้คลอดเบ่ง โดยให้อ้าปาก หายใจทางปากยาวๆ ลึกๆ หรือร้องอาๆ แต่ถ้าผู้คลอดรู้สึกว่าจะกลั้นเบ่งไว้ ไม่ได้ ให้บอกผู้ทำคลอดทันที เช็ดมูกที่ปกคลุมบริเวณตาทารกด้วยสำลีชุบน้ำเกลือล้างแผลก้อนละข้างโดยเช็ดจากหัวตาจนตลอดถึงหางตาดูดมูกจากปากภายในลำคอจนหมด ระยะนี้สำคัญมาก เนื่องจากขณะนี้ทรวงอกของทารกผ่านเข้ามาในช่องเชิงกรานและจะถูกบีบ ทำให้มูกและน้ำคร่ำทารกสูดหายใจเข้าไปตาม ธรรมชาติในขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา ถูกขับไล่ออกมาจนหมด ผู้ทำคลอดจึง ควรรออยู่ประมาณ 30วินาที เพื่อให้มูกน้ำคร่ำถูกขับออกให้มากที่สุด ศีรษะจะมีการหมุนกลับของศีรษะภายนอกช่องคลอด ให้กลับไปอยู่ใน สภาพที่มีความสัมพันธ์กับไหล่
2.การทำคลอดไหล่หน้าทำคลอดไหล่หน้า เมื่อไหล่อยู่ในแนวตรง ช่วยทำคลอดโดยใช้ 2มือจับ ศีรษะบริเวณขมับของ ทารกให้อยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้าง ให้มือข้างที่ไม่ ถนัดอยู่ด้านบน กดศีรษะทารกลงล่างตามแนว ทิศทางของช่องเชิงกรานส่วนบนเมื่อเห็นไหล่หน้า จนถึงบริเวณซอกรักแร้
3.การทำคลอดไหล่หลัง จับศีรษะทารกให้ บริเวณขมับทั้งสองข้างอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง ดังเช่นการทำคลอดไหล่หน้า แล้วยกศีรษะทารกขึ้น ไปทางหน้าท้องผู้คลอดประมาณ 45องศากับ แนวดิ่ง ให้ไหล่หลังคลอดออกมา
4.การทำคลอดลำตัว เมื่อไหล่ทั้งสองข้างคลอดออกมาแล้ว ลำตัวและแขน ขา ซึ่งเป็นส่วนที่เล็กกว่าก็จะคลอดตามมาได้ง่ายโดยงอตัว
ข้างๆ ตามลักษณะของแนวช่องทางคลอด และหากเห็นท้องทารก ให้หยุดsuction อีกครั้ง (ถ้าไม่ทันก็ให้ทำคลอดทั้งตัวก่อนก็ได้) ควรดึงตัวทารกออกมาช้าๆ เพื่อให้มดลูกปรับขนาดได้ตามธรรม
การประเมินภาวะสุขภาพทารกแรกเกิดทันที
สีผิว (Appearance: A) เป็นการประเมินสีผิว เยื่อบุปาก ริมฝีปาก และสีที่ฝ่ามือฝ่าเท้า โดยภายหลังคลอดถ้าสีผิวของทารกมีสีชมพูตลอดทั้งตัว
ชีพจร หรืออัตราการเต้นของหัวใจ (Pulse or heart rate: P) เป็นการประเมินโดยคลำสายสะดือ หรือฟังเสียงหัวใจโดยการนับจำนวนครั้งต่อนาที ถ้าอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 100 ครั้ง/นาที ให้ 2 คะแนน ต่ำกว่า 100 ครั้ง/นาที ให้ 1 คะแนน หากหัวใจไม่เต้นเลยให้ 0 คะแนน
ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น (Grimace or reflex irritability: G) เป็นการตอบสนองต่อการได้รับสิ่งกระตุ้นของทารกแรกเกิด เช่น การตอบสนองต่อการดูดสิ่งคัดหลั่งในปากและจมูก หรือการตบที่ฝ่าเท้า โดยสังเกตจากสีหน้า การไอ จาม การร้องของทารก ถ้าทารกร้องเสียงดังให้ 2 คะแนน ถ้าแสยะหน้าหรือขมวดคิ้วให้ 1 คะแนน ไม่มีการตอบสนองเลยให้ 0 คะแนน
ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Activity or muscle tone = A) เป็นการประเมินจากการเคลื่อนไหว หรือแรงต้านจากการเคลื่อนไหวของแขนหรือขาทารก ถ้ามีการเคลื่อนไหวดี งอแขนขาได้เต็มที่ ให้ 2 คะแนน งอแขนขาได้เล็กน้อย ให้ 1 คะแนน ไม่มีการตอบสนองเลยให้ 0คะแนน5. การหายใจ (Respiration: R) เป็นการประเมินจากการสังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกว่าช้าหรือเร็วเท่าใด สม่ าเสมอหรือไม่ ถ้าหายใจดีให้ 2 คะแนน หายใจไม่สม่ำเสมอให้ 1คะแนน ไม่หายใจเลยให้ 0 คะแนน
แนวทางการช่วยเหลือทารกตามคะแนน APGAR
คะแนน 8-10 (No asphyxia) ทารกในกลุ่มนี้ถือว่าปกติไม่ต้องให้การช่วยเหลือพิเศษ ใดๆ นอกจากสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งและให้ความอบอุ่นแก่ทารกก็เพียงพอ
คะแนน 5-7 (Mid asphyxia) ทารกมีการขาดออกซิเจนอย่างอ่อนเกิดขึ้นเป็นช่วง ระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนคลอด หรือถูกกดจากยาที่มารดาไต้รับก่อนคลอดเพียงเล็กน้อย ทารกจะมี อาการเขียวทั้งตัวหรือบางส่วน การช่วยเหลืออาจกระตุ้นการหายใจด้วยการใช้นิ้วมือตีหรือดีดฝ่าเท้าทารก หรือใช้ผ้าถูหน้าอกบริเวณ Sternum หรือหลัง ให้ออกซิเจนผ่าน Mask ที่ถือเหนือหน้าทารกอัตราการไหลของออกซิเจน 4 ลิตรต่อนาที ถ้ามารดาได้ยาแก้ปวดกลุ่ม Narcotic และทารกมีการหายใจลูกกด ตัวแดง ไม่ Active หายใจข้า ไม่สมํ่าเสมอ ควรให้ Noloxone (Narcan) เพื่อแก้ฤทธิ์
คะแนน 3-4 (Moderate asphyxia) ทารกกลุ่มนี้การขาดออกซิเจนและมีความเป็น กรดมากกว่าหรือลูกกดจากยามากกว่า ทารกมีอาการเขียวทั้งตัว การหายใจอ่อนมาก ความตึง ตัวของกล้ามเนื้ออ่อนมาก และอัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 100 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็น สัญญาณว่าทารกต้องไต้รับการช่วยการหายใจ ทารกจะตอบสนองการหายใจด้วยการใช้ Bag และ Mask โดยการให้ออกซิเจน 100 % และความดันที่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ของทรวงอกควรให้การช่วยหายใจจนกว่าทารกจะตัวแดงอย่างใกล้ชิดในตู้อบและตรวจทางห้องปฏิบ้ติการต่อไป
คะแนน 0-2 (Severe asphyxia) ทารกลุ่มนี้ขาดออกซิเจนอย่างมาก มีความเป็นกรด สูงทารกมีลักษณะเขียวคลํ้ามาก ไม่หายใจหรือหายใจเฮือก ทารกต้องไต้รับการช่วยเหลือการ หายใจท้นทีที่คลอดเสร็จโดยการใส่ Endotracheal tube และช่วยการหายใจด้วย Bag โดยให้ ออกซิเจน 100 % พร้อมกับการนวดห้วใจ ถ้ายังไม่มีการเต้นของหัวใจภายใน 1 นาที หรืออัตรา การเต้นของหัวใจ < 100 ครั้งต่อนาที หลังการนวดหัวใจและให้การช่วยหายใจด้วยออกซิเจนเป็นเวลา 2 นาที ทารกควรได้รับการใส่สาย Umbilical venous catheter เพื่อใหโซเดียม ไบคาร์บอเนต สารนํ้า และยาอื่นที่จำเป็น
3.สรีรวิทยาการคลอดรกและการทำคลอดรก การตรวจรก
1.การลอกตัวของรก (Mechanism of placenta separation)
อาศัยการหดรัดตัว (Contraction) และคลายตัว (Retraction) เป็นระยะๆ ของกล้ามเนื้อมดลูกส่วนบน ภายหลังทารกคลอดออกมา ทำให้ผนังมดลูกหนาขึ้นและโพรงมดลูกจะมีขนาดเล็กลงมาก ในขณะที่รกยังมีขนาดเท่าเดิมทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างพื้นที่ของรก และพื้นที่ของผนังมดลูก ทำให้เกิดการดึงรั้งและฉีกขาดของหลอดเลือดที่ผนังมดลูกบริเวณที่รกเกาะ เลือดจะไหลซึมอยู่ข้างหลังรก เรียกว่า retroplacental bleeding การลอกตัวนั้นเกิดที่ชั้น spongiosa และ decidua เมื่อมดลูกหดตัวต่อไปเรื่อยๆจะทำให้รกลอกตัวออกจากผนังมดลูกและเลื่อนจากมดลูกส่วนบนลงมาที่มดลูกส่วนล่าง และลงมาอยู่ในช่องคลอด น้ำหนักของรกจะถ่วงให้มีเยื่อหุ้มทารกค่อยๆแยกตัวออกจาก decidua และถูกขับตามออกมา จึงมีการลอกตัวอย่างสมบูรณ์ กล้ามเนื้อยังคงมีการหดรัดตัว (Contraction) และคลายตัว (Retraction) เป็นการห้ามเลือดตามธรรมชาติ เพราะการตัวตัวของกล้ามเนื้อมดลูกจะบีบ เส้นเลือดที่แทรกอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อส่วนที่รกลอกตัวให้ตีบแคบลง ทำให้เลือดหยุดไหล
2.ระยะที่ 2 รกคลอดออกมาภายนอก 2.1อาศัยธรรมชาติ 2.2ผู้ทำคลอดให้ความช่วยเหลือด้วยวิธี หลังเด็กคลอด มดลูกมีขนาดแบนใหญ่เพราะมีรกที่ยังไม่ลอกตัวค้างอยู่ภายในระดับของยอดมดลูกจะอยู่ต่ำกว่าระดับสะดือเล็กน้อย รกลอกตัวสมบูรณ์แล้ว และเคลื่อนลงมาอยู่ในส่วนล่างของมดลูก ถ่างบริเวณที่ย่นยู่ให้โป่งออก และดันให้มดลูกส่วนบน ซึ่งจะมีขนาดเล็กลงให้ลอยสูงขึ้นไปเหนือระดับสะดือและอยู่ค่อนไปทางขวา (Uterine sign ของรกลอกตัว) รกคลอดออกมาแล้ว มดลูกจะกลมเล็กลงและตำแหน่งอยู่ต่ำกว่าสะดือประมาณ 2 นิ้วมือ
การป้องกันการตกเลือดระยะที่3
การป้องกันการตกเลือดหลังคลอดมีความสำคัญในทุกระยะของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในระยะ คลอด ซึ่งตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกให้ปฏิบัติด้วยการจัดการในระยะที่ 3 ของการคลอดโดย เร็ว เรียกว่า Active Management of the Third Stage of Labor (AMTSL) คือ ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกตั้งแต่ระยะที่ 2 ของการคลอดกับมารดาทุกรายโดยใช้ oxytocin 10 ยูนิต ให้ทางนํ้าเกลือ หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน กรณีที่ไม่สามารถใช้ oxytocin ได้ให้ใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกได้แก่ ergometrine/ methylergometrine หรือใช้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกร่วมกันระหว่าง oxytocin กับ ergometrine หรือใช้ misoprostol ชนิดรับประทาน (600 µg) ในหน่วยงานที่ไม่มีทักษะหรือไม่มีความชำนาญในการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับ oxytocin และไม่มี oxytocin ใช้การทำคลอดปกติทางช่องคลอดให้ใช้วิธีการทำคลอดรกแบบ controlled cord traction เพราะช่วยลดเวลาใน ระยะที่ 3 ของการคลอดทำให้เสียเลือดลดลงคลึงมดลูกทันทีหลังรกคลอด แต่ไม่แนะนำให้คลึงมดลูกอย่างต่อเนื่องในกรณีที่ได้รับ oxytocin ทางหลอดเลือดดำหลังคลอด เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อมดลูกล้าเกินไปและ ไม่ช่วยป้องกันการตกเลือดประเมินการหดรัดตัวของมดลูกในระยะหลังคลอดแก่มารดาทุกราย เพื่อเฝ้าระวังการหดรัดตัวของมดลูกที่ผิดปกติ
อ้างอิง
พญ. เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ.Normal Labor.2554 (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก
https://w1.med.cmu.ac.th/obgyn/index.php?option=com
ธีระ ทองสง. การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ Fetal surveillance. 3 ed. กรุงเทพ: พี.บี.ฟอเรน บุ๊คส์ เซนเตอร์; 2544.
การตรวจรก การตรวจการฉีกขาดทางช่องคลอด การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก
การตรวจรก
ตรวจสายสะดือโดยวางรกคว่ำให้รกด้านทารกอยู่ข้างบนแล้วตรวจตำแหน่งของสายสะดือว่าอยู่บนรกหรือที่เยื่อหุ้มทารก ตลอดจนดูการฉีกขาดความยาวและปมต่าง ๆ ตรวจเส้นเลือดในสายสะดือจะมี 3 เส้นคือเส้นเลือดดำ (umbilical vein) 1 เส้นและเส้นเลือดแดง 2 (umbilical arteries) โดยดูที่ปลายสายสะดือที่ถูกตัดวัดความยาวของสายสะดือหน่วยเป็นเซนติเมตร
ตรวจเยื่อหุ้มทารกโดยจับสายสะดือยกขึ้น รกและเยื่อหุ้มทารกจะถ่วงลงล่าง แล้วตรวจสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
1 ดูรอยแตกของถุงเยื่อหุ้มทารกซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทารกผ่านออกมารอยแตกนี้จะบอกตำแหน่งที่รกเกาะอยู่ภายในโพรงมดลูกปกติจะห่างจากขอบรกไม่น้อยกว่า 7 เซนติเมตร ยิ่งขอบของรอยแตกของถุงเยื่อหุ้มทารกใกล้ขอบรกมากเท่าใดแสดงว่ารกเกาะต่ำลงมาใกล้ปากมดลูกมากขึ้นเท่านั้นและในรายที่เป็นรกเกาะต่ำ (placenta previa) รอยแตกของถุงเยื่อหุ้มทารกจะชิดกับขอบของรก
2.2 ดูสัดส่วนของเยื่อหุ้มทารกทั้งสองชั้นคือ amnion (เยื่อหุ้มทารกด้านลูก) และ chorion (เยื่อหุ้มทารกด้านแม่) ปกติทั้งสองชั้นจะต้องเท่ากันเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีส่วนของเยื่อหุ้มทารกค้างในโพรงมดลูก
3 การตรวจเยื่อหุ้มส่วน chorion คือเยื่อหุ้มทารกที่ติดกับ decidua ของผนังมดลูกมีลักษณะเปื่อยยุ่ยกว่า amnion และเป็นสีขาวขุ่นเพราะทางด้านนอกหรือด้านที่เคยอยู่ติดกับผนังมดลูกจะมีส่วนของ decidua ลอกติดออกมาด้วยซึ่งทำให้เยื่อหุ้มทารกมีความหนาบางต่างกัน การตรวจเยื่อหุ้มทารกชั้นนี้ต้องตรวจอย่างละเอียดเพราะโอกาสที่จะหลุดค้างอยู่ในโพรงมดลูกมีมาก
ตรวจรกด้านทารก คือการตรวจ choronic plate ซึ่งจะเห็นเยื่อหุ้มทารกชั้น amnion คลุมอยู่ควรสังเกตสีของ amnion โดยเฉพาะที่คลุมอยู่บน Choronic plate ด้วยปกติจะมีสีเทาอ่อนและเป็นมันในรายที่ทารกในครรภ์มีการขาดออกซิเจนทารกถ่ายขี้เทาออกมาในน้ำคร่ำก่อนคลอดจะทำให้เยื่อหุ้มทารกชั้น amnion และรกทางด้านทารกมีสีเขียวจากสี meconium การตรวจ chorionic plate ปฏิบัติได้ดังนี้
1 ดูเส้นเลือดของสายสะดือที่แผ่กระจายจากที่เกาะของสายสะดือบน chorionic plate ซึ่งจะกระจายออกไปเป็นรัศมีโดยรอบ ปกติจะไม่ถึงขอบรก ถ้าตรวจพบว่าเส้นเลือดบางเส้นทอดไปถึงขอบรกต้องติดตามเส้นเลือดนั้นต่อไปอีกเพราะอาจเป็นเส้นเลือดที่ทอดไปสู่รกน้อยบริเวณเยื่อหุ้มทารกชั้น chorion ได้
2 Closing Ring of Wrinkle-Waldeyer เป็นวงขาวโดยรอบรกและอาจจะห่างขอบรกเข้ามาเล็กน้อย ซึ่งจะเป็นบริเวณที่ขอบของ decidua vera มาเชื่อมกับ decidua capsulars
4 ตรวจดูการติดของเยื่อหุ้มทารกชั้น chorion ว่าเป็นปกติและติดต่อออกไปจากขอบรกหรือเป็นชนิด circumvallate
3 ตรวจดู subchorionic infarct, Subchorionic cyst ซึ่งอยู่ใต้ chorionic plate ปกติจะไม่มี
ตรวจรกด้านแม่ การตรวจรกทางด้านแม่ผู้ตรวจต้องตลบเยื่อหุ้มทารกกลับเอารกด้านแม่ออก มาและจัดให้รกอยู่ในอุ้งมือทั้งสองข้างถ้ามีเลือดก้อนอยู่บนผิวควรเอาออกก่อนแล้วตรวจดูสิ่งต่อไปนี้
1 ผิว cotyledon จะพบว่ามีร่องหรือ placental sulcus แบ่งรกด้านแม่ออกเป็นก้อนๆ (cotyledons) ซึ่งเมื่อหงายด้านแม่ขึ้นโดยจัดให้อยู่ในอุ้งมือทั้งสองดังกล่าว ก้อน Cotyledon เหล่านี้ จะแนบชิดเข้าหากัน placental sulcus เหล่านี้เกิดจากการที่ decidua septum ถูกทำลายระที่รกคลอดออกมาหรือจากการตรวจรกกรณีที่บางส่วนของรกค้างอยู่ในโพรงมดลูกพบว่ามีร่องช่องว่างระหว่าง cotyledon นั้นหรือบนผิวของ cotyledon ไม่เรียบแม้จะจัดให้รกด้านแม่อยู่ตามของอุ้งมือแล้วก็ตามและบริเวณดังกล่าวจะมีสีแดงคล้ำกว่าปกติเนื่องจากไม่มีส่วนของรกที่มี decidua ปกคลุมอยู่
4.2 Infarction และ calcification โดย Infarction เป็นส่วนของเนื้อรกที่แข็งซีดกว่าเนื่องจากขาดเลือดมาเลี้ยงเนื้อรกบริเวณนั้นส่วน calcification เป็นการที่แคลเซียมมาเกาะที่ผิวของเนื้อรก
3 ดู Marginal sinus รอบขอบรก Marginal sinus คือ intervillous ที่อยู่ริมรกซึ่งรกที่คลอดออกมาจะมี decidua บาง ๆ คลุมอยู่ decidua นี้ติดต่อเป็นผืนเดียวกันกับที่คลุมบนผิว cotyledon และที่คลุมอยู่บนเยื่อหุ้มทารกชั้น chorion ตรวจก้อนเลือดที่อยู่ที่ marginal sinus ว่าเป็นเลือดก้อนที่เกิดใหม่หรือเก่าในผู้คลอดมีเลือดออกก่อนคลอดจากสาเหตุที่marginal sinus มีการฉีกขาดจะพบว่ามีก้อนเลือดเก่าอยู่บริเวณนั้น
4 ดูรอยปุ่มบนผิวรกซึ่งจะพบได้ในรายที่รกลอกตัวก่อนกำหนด (abruptio placentae) และมีเลือดขังอยู่หลังรกมากรอยปุ่มบน cotyledon จะมีมากหรือน้อยก็แล้วแต่บริเวณและจำนวนของเลือดที่คงค้างอยู่หลังรกจากการลอกตัวก่อนกำหนดนั่นเอง
การตรวจการฉีกขาดทางช่องคลอด
ระดับที่ 1 (first degree tear) เป็นการฉีกขาดที่บริเวณ fourchette ผิวหนังบริเวณด้านหน้าของฝีเย็บหรือเยื่อบุช่องคลอดเท่านั้น
ระดับที่ 2 (second degree tear) เป็นการฉีกขาดที่ลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อของ penneal body กล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอด (bulbocavermosus), Superficial and deep transverse perineum muscles แต่ไม่ถึงหูรูดทวารหนัก (sphinctor ani) ซึ่งในบางครั้งจะมีการฉีกขาดของช่องคลอดทั้ง 2 ข้างมองเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมได้
ระดับที่ 3 (third degree tear) เป็นการฉีกขาดที่ลึกลงไปถึงหูรูดทวารหนัก
ระดับที่ 4 (fourth degree tear; Complete tear) เป็นการฉีกขาดถึงผนังหน้าของทวารหนักบางครั้งการฉีกขาดอาจเกิดขึ้นบริเวณ labia และรอบๆ urethra อาจเป็นรอยถลอกหรือลึกพอที่จะทำให้เกิดการเสียเลือดได้และการฉีกขาดของฝีเย็บจะทำให้เกิดการหย่อนยานภายหลังคลอดซึ่งการฉีกขาดนี้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลาย
อาการที่แสดงว่าฝีเย็บจะมีการฉีกขาด
ฝีเย็บตุงมากแต่ยืดขยายไม่ดีหรือฝีเย็บสูง
มีเลือดไหลซึมออกจากช่องคลอดเมื่อศีรษะมาอยู่ที่ฝีเย็บซึ่งแสดงว่าอาจมีการฉีกขาดของขอบุช่องคลอดภายในมีแนวโน้มที่จะฉีกขาดออกมาถึงภายนอกได้
บริเวณ fourchette มีสีเขียวคล้ำและต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีขาวมันบางใสใกล้จะปริออกจากกัน
มีการฉีกขาดที่ fourchette ก่อนที่ศีรษะทารกจะมี crowning โอกาสที่จะฉีกขาดรุนแรงย่อมมีมาก
ทั้งนี้การฉีกขาดของฝีเย็บที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตัดฝีเย็บมักจะอยู่ในแนว midline ขอบแผลอาจจะกระรุ่งกระริ่งเย็บยากและติดช้าจึงทำให้ผู้ทำคลอดบางส่วนนิยมทำการตัดฝีเย็บเพราะ ขอบแผลจะเรียบกว่าเย็บง่ายและติดเร็ว
การตรวจการหดรัดตัวของมดลูก
• Interval (frequency) of uterine contraction: หมายถึง ระยะห่างของการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกในแต่ละครั้ง โดยอาจเริ่มนับเวลาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีการหดรัดตัว จนถึงการเริ่มหดรัดตัวในครั้งหน้า หรือนับเวลาตั้งแต่ช่วงที่มีการหดรัดตัวแรงที่สุด จนถึงช่วงที่หดรัดตัวแรงที่สุดของครั้งหน้าก็ได้
• Duration of uterine contraction : หมายถึงระยะเวลาที่กล้ามเนื้อมดลูกหดตัวในแต่ละครั้ง โดยนับเวลาตั้งแต่กล้ามเนื้อมดลูกเริ่มมีการหดรัดตัว คือมีการเพิ่มขึ้นของ basal tone จนถึงระยะที่การหดรัดตัวหายไป คือ tone ของมดลูกกลับมาเป็นปกติ โดยทั่วไประยะเวลาที่เหมาะสมของการหดรัดตัวของมดลูก มักจะไม่เกิน 60 วินาที
• Basal tone of uterus: หมายถึง ระดับ tone ของกล้ามเนื้อมดลูกในระยะพัก คือขณะที่ไม่มีการหดรัดตัวเกิดขึ้น ซึ่งถ้า basal tone มีค่าสูงผิดปกติ อาจต้องสงสัยความผิดปกติบางอย่าง เช่น ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental abruption) เป็นต้น
• Intensity of uterine contraction : หมายถึงความแรงของการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก หรือช่วงที่ความดันภายในโพรงมดลูกมีค่าสูงที่สุด
การตัดและการซ่อมแซมฝีเย็บ
Medio-lateral เป็นวิธีที่นิยมกันมากการตัดเริ่มจากบริเวณกลาง fourchette ลงไปบริเวณด้านข้างฝีเย็บข้างใดข้างหนึ่งเป็นแนวเฉียงประมาณ 45 องศาหรือห่างจากทวารหนัก 2-3 เซนติเมตร
Median เป็นที่นิยมแพร่หลายเช่นกันการตัดเริ่มจากแนวกลาง fourchette ลงไปตรง ๆ ตัดประมาณ 2. 5-3 เซนติเมตรของฝีเย็บ
Jshaped เริ่มจากตรงกลาง fourchette ลงไปตรง ๆ ประมาณ 2 เซนติเมตรแล้วเฉียงออกไปด้านข้างของฝีเย็บเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณทวารหนักวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบันเพราะเย็บแผลยากแผลที่ซ่อมแซมแล้วมักมีรอยย่น
Lateral การตัดจะตัดออกไปตามแนวราบของฝีเย็บข้างใดข้างหนึ่งวิธีนี่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบันเช่นกันเนื่องจากมีเลือดออกมากและแผลหายช้าอาจตัดเอาท่อของต่อม bartholin ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการขับเมือกเพื่อช่วยหล่อลื่นบริเวณ vestibule ระหว่างที่มีการกระตุ้นทางเพศนอกจากนี้ยังทำให้กล้ามเนื้อชั้นลึกหย่อนและเย็บลำบาก
การคาดคะเนการเสียเลือด1) ประเมินด้วยการคาดคะเนด้วยตาเปล่าหลังรกคลอดและหลังจากเย็บแผลเสร็จแล้ว จะวินิจฉัยภาวะตกเลือดได้เมื่อมีการสูญเสียเลือดจำนวนมาก และมีอาการแสดงทางคลินิกเท่านั้น ส่วนใหญ่จะประเมินได้น้อยกว่าความเป็นจริงเสมอ และส่วนใหญ่มักประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง
2)การคาดคะเนด้วยการใช้ขันตวง ทำได้เฉพาะกรณีที่ทำคลอดโดยวิธีขึ้นขาหยั่งเท่านั้นแต่หลังเย็บแผลจะคะเนโดยตาเปล่าเช่นเดิมเพราะไม่สามารถรองรับเลือดจากแผลได้เนื่องจากกระบวนการเย็บแผลต้องขึ้นขาหยั่ง เพื่อให้เย็บแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือตวงควรใช้วัสดุที่หาได้ง่าย และควรนำไปทำให้ปราศจากเชื้อได้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คลอดและผู้ใช้งาน รวมทั้งควรให้มีขีดบอกตัวเลขที่ทำให้สามารถมองเห็นได้ง่ายและแม่นยำ
การประเมินผู้คลอด
1) Black ground and Body condition คือ การตรวจสอบประวัติการคลอด เพื่อประเมินปัจจัย เสี่ยงในระยะคลอด เช่น ระยะการคลอดที่ 1 2 หรือ 3 ยาวนาน การคลอดเฉียบพลัน (Precipitated labor) การมีรกค้าง เป็นต้น และการตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อดู ระดับความรู้สึกตัว ดูภาวะซีด
2) Breast and Lactation คือ การประเมิน ลักษณะของเต้านม หัวนม และการไหลของน้ำนม เพื่อ ประเมินความพร้อมในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และนา ทารกเข้าเต้าเพื่อดูดนมมารดาโดยเร็วและดูด บ่อยทุก 2- 3 ชั่วโมง เป็นการช่วยกระตุ้นการท างานของฮอร์โมน ออกซิโทซินช่วยให้มดลูกหดรัดตัวดี ปูองกันการตกเลือด หลังคลอด
3) Bladder and Uterus คือ Bladder เป็นการประเมินกระเพาะปัสสาวะ ว่ามีโป่งตึง มีน้าปัสสาวะ คั่งค้างหรือไม่ เพื่อการมีน้าปัสสาวะคั่งค้าง จะทาให้การหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี อาจเกิดภาวะตกเลือด หลังคลอดได้ โดยพยาบาลจะต้องกระตุ้นให้ มารดาหลังคลอดปัสสาวะเองภายใน 6 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อปูองกันกระเพาะปัสสาวะเต็มและขัดขวางการหดรัด ตัวของมดลูก ส่วนการประเมิน Uterus เป็น การประเมินระดับยอดมดลูก และการหดรัดตัวของมดลูก โดยพยาบาลต้องประเมิน การหดรัดตัวของ มดลูกทุก 15-30 นาที ใน 4 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นประเมินทุก 1-4 ชั่วโมง รวมถึงวัดยอดมดลูก โดยในระยะหลังคลอดใหม่ เพื่อปูองกันการตกเลือดหลังคลอด ควรมีการดูแลอย่างใกล้ชิด การ ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกอาจทาทุก 15 นาที 4 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมงจนเป็นปกติ ต่อจากนั้น ควรวัดและบันทึก ระดับยอดมดลูกควรทาทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ใน เวลาเดียวกันเพื่อประเมิน การเข้าอู่ของมดลูก และเป็น การเฝ้าระวังภาวะตกเลือดหลังคลอดในระยะหลัง 24 ชั่วโมง
4) Bleeding ,Lochia and Episiotomy คือ ประเมินลักษณะ และปริมาณของเลือดหรือ น้าคาวปลาที่ออกจากช่อง คลอดในระยะแรกรับให้มารดาใส่ผ้าอนามัยเพื่อ ประเมินลักษณะและ ปริมาณของเลือดที่ออกทางช่อง คลอด และทาการบันทึกทุก 15 นาที ในระยะ 2 ชั่วโมง แรก บันทึก ทุก 1-2 ชั่วโมงในระยะ 4 ชั่วโมงหลังคลอด และบันทึกทุก 4 ชั่วโมงจนครบ 24 ชั่วโมงแรกหลัง คลอด โดยชั่วโมงแรกควรออกไม่เกิน 60 ซีซี และชั่วโมงต่อไป ไม่เกิน 30 ซีซี และในด้าน Episiotomy คือ การประเมินบริเวณ ช่องทางคลอดและแผลฝีเย็บ พยาบาลต้อง ตรวจดู ลักษณะของแผลฝีเย็บเมื่อแรกรับ และตรวจความ ผิดปกติทุกๆ 8 ชั่วโมง โดยใช้หลัก REEDA Scale ในการ ประเมิน ซึ่งประกอบด้วย
5) Bottom คือ การประเมนิ ทวารหนักและอวัยวะโดยรอบ ว่ามีอาการปวด บวม แดง หรือมีเลือดคั่ง หรือไม่ ซึ่งต้องระวัง เพราะรายที่มีการตกเลือดอาจเกิดจากการมีเลือดคั่งที่แผลฝีเย็บ ทาให้ฝีเย็บบวม และการบวมอาจเซาะไปจนถึงทวารหนักซึ่งจะมีอาการเจ็บปวดมาก
การส่งเสริมสัมพันธภาพ ระหว่างบิดา มารดาทารกและสมาชิกในครอบครัว
ส่งเสริมให้มารดามีโอกาสสัมผัสกับบุตรในระยะ sensitive period คือในช่วง 45 นาทีแรกหลังคลอด
จัดให้มารดาอยู่กับบุตรโดยเร็ว (Rooming in )เพื่อให้มารดาได้เรียนรู้ที่จะเลี้ยงดูพฤติกรรมของทารก
ให้กำลังใจให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการดูแลบุตร เช่น การอุ้มละการพูดคุย
ตอบสนองความต้องการของมารดาด้านร่างกายแลจิตใจ
กระตุ้นให้มารดามีสัมพันธภาพที่ดีกับบุตร
เป็นแบบแผนในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารก เช่นการพูดคุย การประสานลานสายตา การสัมผัสการดูแลทารกให้แก่มารดา
อ้างอิง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขขอนแก่น./(2560).//ผลของการใช้ถุงผ้ายางพลาสติกวัดปริมาณการสูญเสียเลือด ในระยะคลอด.//วารสารศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น,/ปีที่ 9/(ฉบับที่ 2),/ 25-36
เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์.Breastfeeding : ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนางานเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล; 2551
-ปิยะนุช ชูโต.(2562).การพยาบาลและการผดุงครรภ์สตรีในระยะคลอดและหลังคลอด.(พิมพ์ครั้งที่ 1). เชียงใหม่: สมาร์ทโคตติ้งแอนด์เซอร์วิส จำกัด