Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การสร้างเสริมภูมคิุ้มกันโรค - Coggle Diagram
การสร้างเสริมภูมคิุ้มกันโรค
B lymphocyte จะสร้าง antibody ซึ่งจะอยู่ในกระแสเลือดซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เป็นโรคครั้งต่อไป
T lymphocyte จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวที่จะมีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อที่ทำให้เกิดโรคโดยตรงจึงมีคุณสมบัติในการทำให้ผู้ที่ติดเชื้อหรือผู้ป่วยหายจากโรคโดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสเชื้อราและวัณโรค
ซอยด์ (Toxoid)
วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated หรือ killed vaccine)
Active Immunization วัคซีนซึ่งเตรียมมาจากเชื้อทำให้เกิดโรคทั้งหมดหรือบางส่วนอาจจะเป็นเชื้อที่ตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงซึ่งจะทำหน้าที่เป็น Antigen เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง antibody Passive Immunization การให้ Antibody ซึ่งมีผลป้องกันได้ทันทีที่เข้าไปในร่างกายซึ่งจะให้ในกรณีที่ต้องให้การป้องกันอย่างรีบด่วน antibody ที่ให้เข้าไปนี้จะอยู่ในร่างกายในระยะเวลาสั้นๆประมาณ 3-4 สัปดาห์ที่ใช้กันบ่อยคือ Gamma globuli
วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (Inactivated หรือ killed vaccine)
ระบบที่ทำหน้าที่คุ้มกันร่างกายประกอบด้วยสารน้ำและเซลล์หลายพวกทำหน้าที่ร่วมกัน»ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) Plasma cell »ฟาโกชัยท์ (Phagocyte) ชนิดต่างๆเช่นนิวโทรฟิล (Neutrophil) อิโอสิโนฟิล (Eosinophil) โมโนซัยท์ (Monocyte) มาโครฟาจ (Macrophage) เซลล์มาสท์ (Mast cell) และบาโซฟิล (Basophil)
วัคซีนป้องกันวัณโรค Bacillus Calmette-Guerin (BCG)
วัคซีนที่เตรียมจากเชื้อแบคทีเรียมีชีวิตสายพันธุ์ Mycobacterium bovis ครั้งละ 0. 1 ml ฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal) ให้ผิวหนังนูนขึ้นมา 6 มม. ตำแหน่งที่ใช้ฉีดคือบริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของต้นแขน
มีแผลติดเชื้อหรือแผลไฟไหม้ในบริเวณที่จะฉีด
มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด
เด็กที่ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการของโรคเอดส์
หญิงมีครรภ์
มีการเจ็บป่วยฉับพลัน
ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (รวมทั้งสเตียรอยด์)
BCG สามารถให้พร้อมกับวัคซีนอื่นๆได้%
ผู้ที่เคยได้รับการฉีดวัคซีน BCG แล้วโดยยืนยันว่าเคยมีปฏิกิริยาเป็นตุ่มนูนหลังจากที่ถูกฉีดมาก่อนในวัยทารกแต่ไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือเมื่อโตขึ้นไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำแต่เมื่ออายุ 6 เดือนหากไม่มีรอยแผลเป็นและไม่แน่ใจว่าเคยได้รับ BCG มาก่อนให้พิจารณาฉีด BCG ได้เลยโดยไม่ต้องทำการทดสอบ PPD skin test ก่อน
BCG อาจทำให้ PPD Skin test มีปฏิกิริยาโตกว่า10มม. ได้
วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (Hep B)
เป็นปฏิกิริยาเฉพาะที่มีปวดบวมบริเวณที่ฉีดอาจมีไข้ต่ำๆอาจเกิดขึ้นประมาณ 3-4 ชั่วโมง
ในกรณีตรวจพบว่าแม่เป็นพาหะของโรคโดยเฉพาะถ้า HBe Ag เป็นบวกด้วยเด็กแรกเกิดจะได้รับอิมโมโนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune Globulin: HBIG) 0. 5 ml. ภายใน 12 ชม. หลังคลอดร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีพร้อมกันคนละตำแหน่งและนัดมารับวัคซีนครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 1 เดือน (0, 1, 6)
เก็บที่ 4-8 องศาซ. ห้ามแช่แข็งเก็บได้นาน 3 ปี
เปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง
วัคซีนป้องกันโรคคอตีบไอกรนและบาดทะยัก (DTP)
ไข้ร้องกวนปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีดอาการมักเกิดเริ่มราว 3-4 ชั่วโมงหลังการฉีดและเป็นอยู่ไม่เกิน 2 วันมารดาให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นและให้ยาลดไข้ในกรณีที่เด็กตัวร้อนมากและร้องกวน
การเกิดภาวะ anaphylaxis หรือ encephalopathy ภายใน 7 วันหลังการฉีด DTP เป็นข้อห้ามของการฉีดวัคซีนไอกรนทั้งแบบ whole cell (DTwP) และ acellular (DTaP) ซึ่ง DTaP มีอัตราการเกิดปฏิกิริยาต่ำ
วัคซีนป้องกันหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน MMR (Measles-Mumps-Rubella)
เป็นวัคซีนเตรียมจากไวรัสมีชีวิตตามโครงการEPI (Expand Program Immunization) ฉีดครั้งละ 0. 5 มล. ในชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) ครั้งแรกเมื่ออายุ 9 K2 เดือนครั้งที่สองเมื่ออายุ 2 1/2 ปี 3
ไม่ให้ในสตรีมีครรภ์หรือกำลังจะตั้งครรภ์ใน 3 เดือนข้างหน้า (ในแบบ MMR)
ผู้ที่มีประวัติ Anaphylaxis (มีลมพิษ, ปากและคอบวม, หายใจลำบากความดันโลหิตต่ำและช็อค) หลังได้รับไข่หรือ Neomycin
ผู้ที่ได้รับ Immune globulin ได้รับเลือดหรือพลาสมามาภายใน 3 เดือน
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีCD4น้อยกว่าร้อยละ15หรือมี clinical stage C
ในเด็กที่ปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
ผู้ที่ได้รับ Steroid ขนาดสูง (2 mg / kg / day) มาแล้วมากกว่า 14 กัน»ประมาณร้อยละ 5-15 ของเด็กที่ได้รับวัคซีนจะมีไข้สูงภายหลังได้รับวัคซีนแล้ว 7-12 วันหรืออาจมีผื่นบางๆขึ้นอยู่ระยะสั้น
วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ (ไข้ไขสันหลังอักเสบ) Poliomyelitis
ชนิดรับประทานคือวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน (Oral Poliomyelitis Vaccine: OPV) เป็นวัคซีนที่เตรียมจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ยังมีชีวิตอยู่แต่เป็นสายพันธุ์ที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงประกอบด้วยเชื้อไวรัสโปลิโอ 2 ชนิด (bivalent OPV 1, 3) ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ต่อเชื้อไวรัสโปลิโอที่เยื่อบุลำไส้ซึ่งจะยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคทั้งยังก่อภูมิคุ้มกันได้เร็วและอยู่ได้นาน
ให้ตอนอายุ 2, 4, 6, 18 เดือน, 4-5 ปี
เกิดจากเชื้อไวรัสเชื้อไวรัสจะเข้าทางปากมีการแบ่งตัวในระบบทางเดินอาหารและแพร่กระจายเข้าสู่ไขสันหลังเชื่อจะถูกขับออกมาทางคอของผู้ป่วยประมาณ 1-2 สัปดาห์และทางอุจจาระเป็นเวลาหลายสัปดาห์
1.OPVเป็นเชื้อที่มีชีวิตดังนั้นจึงไม่ให้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิดหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว
2.สำรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV องค์การอนามัยโรคแนะนำให้ OPV แก่เด็กที่ติดเชื้อ (HIV ได้รวมทั้งเด็กที่มีอาการของโรคเอดส์ด้วย
3.ไม่ควรให้ OPV ในหญิงตั้งครรภ์โดยไม่จำเป็น
4.หากมีการอาเจียนภายใน 5-10 นาทีหลังให้วัคซีนควรให้ซ้ำอีกครั้งแต่หากยังอาเจียนอีกควรรอครั้งต่อไป
5.OPV เก็บไว้ที่ช่องแช่แข็งหากนำมาออกมาให้บริการแต่ไม่เปิดใช้งานสามารถนำกลับไปที่ช่องแช่แข็ง 5-10 ครั้งเมื่อเปิดใช้แล้วเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาซ. ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมงเก็บได้นาน 6 เดือนหากไม่ใช้จะเก็บได้นาน 2 ปี
วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis vaccine)
หลังฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันโรคจะเกิดขึ้นเต็มที่และเกินระดับที่ป้องกันได้ 1 เดือนหลังฉีดวัคซีนครั้งที่สองหลังจากนั้นจะค่อยๆลดลงแต่ยังอยู่ในระดับที่ป้องกันได้อย่างน้อย 1 ปีเมื่อให้กระตุ้นอีกครั้งหนึ่งหลังฉีดวัคซีน 2 เข็มแรกแล้ว 1 ปีภูมิคุ้มกันจะเกิดสูงมากกว่าครั้งแรกและอยู่ได้นาน 4-5 ปี%
ในผู้ที่จะเข้าสู่พื้นที่มีโรคชุกชุมควรฉีด 2 เข็มแรกก่อนเข้าพื้นที่ 1 เดือน
ไม่ควรฉีดในกรณีที่มีไข้สูง / มีประวัติการแพ้วัคซีนหญิงตั้งครรภ์
ในผู้ที่จะเข้าสู่พื้นที่มีโรคชุกชุมควรฉีด 2 เข็มแรกก่อนเข้าพื้นที่ 1 เดือน
หากเริ่มด้วยวัคซีนเป็นจะมาต่อด้วยเชื้อตายก็สามารถทำได้โดยฉีดอีก 1 เข็มเท่านั้นโดยต้องห่างจากครั้งแรก 6-12 เดือน
ัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine)
ชนิดที่มีปริมาณของไวรัสแอนติเจน 360 ยูนิตขนาด 0. 5 มล. ใช้สำหรับเด็กอายุ 2-18 ปีฉีด 0. 5 มล. เข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 3 ครั้งครั้งที่ 2 ห่างครั้งแรก 1 เดือนครั้งที่ 3 ห่างครั้งแรก 6 12 เดือน
ชนิดที่มีปริมาณของไวรัสแอนติเจน 720 ยูนิตขนาด 0. 5 มล. ใช้สำหรับเด็กอายุ 2-18 ปีฉีด 0. 5 มล. เข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 2 ครั้งครั้งที่ 2 ห่างครั้งแรก 6-12 เดือน
เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) ใช้ Aluminium hydroxide เป็น adjuvant ได้แก่ Avaxim, Havrix, vagta, Epaxa
ชนิดที่มีปริมาณของไวรัสแอนติเจน 1, 440 ยูนิตขนาด 1. 0 มล. ใช้สำหรับผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปีฉีด 1. 0 มล. เข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 2 ครั้งครั้งที่ 2 ห่างครั้งแรก 6-12 เดือน
วัคซีนป้องกันโรคไข้สุกใส (Varicella vaccine)
เป็นวัคซีนชนิด live attenuated viral vaccine มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ถึงร้อยละ 70-90 และมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสุกใสที่รุนแรงได้ถึงร้อยละ 95 ได้แก่ VARILRIX, VARIVAX SC
เป็นวัคซีนผงแห้งเตรียมจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster สายพันธุ์ OKA strain ที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง
สำหรับเด็กอายุ 1-12 ปีฉีดเข้าใต้หนัง 1 ครั้งหรือ 2 เข็มขนาด 0. 5 มล. โดยให้วัคซีนเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปีหรือห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
การให้ในเด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวต้องให้ระยะโรคสงบมาแล้วอย่างน้อย 1 ปีหยุด) เคมีน้ำบัดมาอย่างน้อย 3 เดือน)
ผู้มีอาการป่วยปานกลางถึงรุนแรงไม่ว่าจะมีไข้หรือไม่ก็ตามยังไม่ควรรับวัคซีนสุกใส
ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีสามารถให้วัคซีนได้เมื่อCD4มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 15
ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงเทียบเท่าprednisolone 2 มก. / กก. / วันเป็นเวลาต่อเนื่อง 14 วันขึ้นไปสามารถให้วัคซีนนี้ได้ภายหลังจากหยุดยาแล้วอย่างน้อย 1 เดือน
ไม่ควรให้วัคซีนในผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบในวัคซีนเช่น neomycin และ gelatin
ควรหลีกเลี่ยงการให้ยาSalicylatesเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ภายหลังรับวัคซีนป้องกันสุกใส
ไม่ควรให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์
ผู้ที่ได้รับอิมมูโนโกลบินหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดควรเว้นระยะห่างก่อนการรับวัคซีนชนิดนี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์
วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Haemophilus Influenza type B / HIB)
ัคซีนนี้สามารถให้พร้อมกับวัคซีน DTP หรือ MMR หรือ HepB หรือ OPV ได
พบได้น้อยอาจจะปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีดจะหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมงอาจพบมีอาการไข้สูงมีพื้น
ไม่ควรฉีดในคนตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
เป็นเชื้อแบคทีเรียสำคัญที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรครุนแรงเช่นปอดอักเสบเยื่อหุ้มสมองอักเสบก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและความพิการพบบ่อยในเด็กอายุ 2 เดือน-5 ปีติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดโดยการไอจามรดกัน
ให้ตอนเด็กอายุ 2, 4, 6, 18 เดือนในเด็กเล็กให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณกึ่งกลางต้นขาด้านหน้าค่อนไปด้านนอกครั้งละ 0. 5 มล.
ห้ามฉีดให้กับผู้แพ้ส่วนประกอบของโปรตีนของ tetanus
เป็นวัคซีนชนิดคอนจูเกต (Conjugated vaccine) นส่วนของเชื้อที่เป็นโพลีแซคคาไลน์คือ polyribitol phosphate มาเชื่อมเข้ากับโปรตีน (Carrier protein) วัคซีนมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการติดเชื่อฮิบได้มากกว่าร้อยละ 90. 4 ลดอัตราการเป็นพาหะของเชื้อฮิบในลำคอมากกว่าร้อยละ 64. 5
วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าไวรัส (Rotavirus Vaccine)
ทารกที่เป็น severe combines immunodeficiency disease (SCID) ไม่ควรรับวัคซีนนี้เนื่องจากมีรายงานการเกิด adverse effect เกิดภาวะอุจจาระร่วงรุนแรงภายหลังรับวัคซีน
ทารกที่กินนมแม่ไม่ส่งผลต่อการได้รับวัคซีนตามปกติ
ผู้มีประวัติความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบทางเดินอาหารอันอาจเป็นปัจจัยซักน่าทำให้เกิดลำไส้กลืนกันและยังไม่ได้รับการแก้ไขเช่น Meckel 's diverticulum
การให้วัคซีนป้องกันโรต้าไวรัสพร้อมกับ oral polio vaccine จะไม่ส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดจาก OPV แต่ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่อวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าลดลงได้เล็กน้อยสำหรับประเทศไทยแนะนำให้OPV) หลังจากให้วัคซีน) ป้องกันโรต้าไวรัสโรต้าไปแล้ว 2 สัปดาห์
วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine)
วัคซีน PPSV23 และ PCV 7 สามารถให้วัคซีนพร้อมกับวัคซีนชนิดอื่นๆได้ควรให้คนละตำแหน่งกับวัคซีนอื่นๆ
ควรให้วัคซีน PCV 7 และ PPSV23 ให้ครบก่อนทำการตัดม้ามก่อนรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกันและก่อนทำ cochlear implant อย่างน้อย 2 สัปดาห์
PPSV23 แนะนำให้เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปโดยทั่วไปแนะนำให้ PPSV23 จำนวน 2 ครั้งในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงและให้ครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 5 ปี%
เด็กที่เคยเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงมาก่อนควรได้รับวัคซีน PPSV23 และ PCV7 ให้ครบตามที่แนะนำถึงแม้จะป่วยในระหว่างที่ให้วัคซีนยังไม่ครบ
. PCV 7 แนะนำให้ในเด็กอายุ 6 สัปดาห์-23 เดือนและเด็กอายุ 24-59 เดือนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงแนะนำให้ในเด็กอายุ 6 สัปดาห์-9 ปี
ข้อห้าม
ผู้ที่มีปฏิกิริยาแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบใดๆของวัคซีน
ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์
ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน
วัคซีนป้องกันฮิวแมนแปบปิโลมาไวรัส (Human Papillomavirus Vaccine)
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรให้วัคซีนในหญิงก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกซึ่งอยู่ในช่วงอายุที่แนะนำ»ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีดอาจมีไข้คลื่นไส้อาเจียนปวดศีรษะหน้ามือเป็นลม
วัคซีนป้องกันติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18 (quadrivalent vaccine; HPV4) หรือ Gardasil% (20 | 40/40 | 20 mg) อายุที่แนะนำคือ 9-26 ปีตารางการฉีด (คือ 0, 2, 6 เดือน)
วัคซีนป้องกันติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16. 18 (bivalent vaccine; HPV2) หรือ Ceryarix (20/20 mg) อายุที่แนะนำคือ 10-25 ปีตารางการฉีดคือ 0, 1, 6 เดือนฉีดขนาด 0. 5 มล. เข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในเด็กโตและผู้ใหญ่
ข้อห้าม
ไม่ให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์
ไม่ให้วัคซีนในเด็กหญิงที่อายุต่ำกว่าที่กำหนด
ผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบที่ผสมในวัคซีน
ในผู้หญิงที่อายุมากกว่าที่กำหนดมีข้อมูลในแง่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพยังไม่เพียงพอ
ในผู้ชายมีเพียง HPV4 ซึ่งมีข้อบ่งชี้ว่าใช้ได้ในเพศชายอายุ 9-26 ปีเพื่อป้องกันโรคหูดบริเวณอวัยวะเพศที่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีผลให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลง
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine)
ัคซีนนี้สามารถใช้ได้ในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปถึงผู้ใหญ่อายุ 49 ปีโดยให้ทางฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular) หรือฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังลึกๆ (Deep Subcutaneous)
-6-35 เดือนใช้ขนาด 0. 25 ml. ฉีด 2 ครั้งในปีแรกหลังจากนั้นอีกปีละหนึ่งครั้งเป็นประจำปี
-3-8 ปีใช้ขนาด 0. 5 ml. ฉีด 2 ครั้งในปีแรกหลังจากนั้นฉีดปีละหนึ่งครั้งเป็นประจำปี
-9 ปีขึ้นไปใช้ขนาด 0. 5 ml. ฉีด 1 ครั้งในปีแรกหลังจากนั้นฉีตปีละหนึ่งครั้งเป็นประจำปี
ข้อบ่งชี้ใช้ในกลุ่มเสี่ยง
-ผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปีเด็กอายุ 6-59 เดือน
-ผู้ที่เป็นหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังผู้ติดเชื้อเอชไอวีโรคเลือด
-ผู้ที่ต้องรับประทานยา Salicylate เป็นเวลานานและต่อเนื่อง
-โรคไตเรื้อรังโรคทางเมตาบอลิกเช่นเบาหวาน
-ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหรือระบบประสาท
-ผู้ที่สามารถแพร่กระจายเชื้อไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
-บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสู