Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Respiratory Distress Syndrome - Coggle Diagram
Respiratory Distress Syndrome
คือ ภาวะหายใจลำบากในทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่อจากขาดแรงตึงผิว(Surfactant)ในปอด
สาเหตุ
การขาดสารลดแรงตึงผิว (Pulmonary Surfactant insufficiency)ซึ่งอยู๋ที่ผิวของถุงลม ร่วมกับโครงสร้างของปอดมีพัฒนาการไม่เต็มที่
พยาธิสรีรวิทยา
เกิดจากการขาดสารลดแรงตึงผิว Surfactant ของถุงลมปอด ทำให้ขณะทารกหายใจออกเกิดภาวะ 1.Alveolar collapse,2.Small lung
compliance,3.Decrease lung compliance ทำให้ทารกออกแรงในหารหายใจเพิ่มขึ้น ร่างกายต้องการออกวิเจนมากกว่าที่ได้รับ การระบายอากาศที่ถุงลมลดลง เสียดุล Ventilation - Perfusionratio เกิด Hypoxemia +Co2 สูงทำให้เกิด Acidosis แรงดันเลือดไปปอดสูงมี Right to Left Shunt
อาการและอาการแสดง
1.หายใจเร็ว (Tachypnea) มากกว่า 60 ครั้ง/นาที หรือหายใจลำบาก (Dyspnea)อาจเร็วถึง 100 คร้ง/ นาที
6.ปีกจมูกบาน (Flaring nose /Nasal flaring)
7.อาการเขียว (Cyanosis ) เมื่อหายใจในอากาศธรรมดา (Room air)
5.หายใจมีเสียงคาง (moaning)
4.เสียงหายใจผิดปกติ มีการกลั้นหายใจขณะหายใจออก (Expiratoryt Grunting) จากเสียงหุบแคบระยะหายใจออกเพื่อคงปริมาตรภายในปอด
8.อาการอื่นๆ เช่น อุณหภูมิต่ำ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
3.หายใจโดยหน้าอกและหน้าท้องเคลื่อนไหวไม่พร้อมกัน
BP ต่ำ ทารกดูซีด คล้ำ แม้ ้ Hct ไม่ต่ำ เนื่องจาก peripheral circulationไม่ดี ปัสสาวะออกน้อย
2.หน้าอกบุ๋ม ( Retraction)บริเวณ intercostal ,Subcostal และ substernal retraction จาการหดตัวอยา่งแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจ
ภาวะแทรกซ้อน
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( Bronchopulmonary Dysplasia)
Retinopathy of Prematurity (ROP)
ลำไส้เน่า (NEC)
การรักษา
1.รักษาแบบประคับประคอง
แก้ไขภาวะ acidosis จาก Metabolic และการหายใจ
เลี่ยงการเจาะเลือดโดยไม่จำเป็น ลดการใช้ออกซิเจน
ให้สารอาหารและน้ำอย่างเหมาะสม เพียงพอ เลี่ยงการให้น้ำมากเกินไป
Monitor O2 sat
ควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้อุ่นอยู่เสมอ (Radiant warmer )
ป้องกันภาวะภาวะแทรกซ้อน
ให้การดูแลที่นุ่มนวลและมีความชำนาญ
Record V/S การเคลื่อนไหวของร่างกาย และดูดเสมหะสม่ำเสมอ
2.การให้ออกซิเจน
ปริมาณที่ให้ขึ้นกับอาการและค่า Arterial Blood Gas ควรให้ PaO2 อยู่ที่60-80 mmhg, ph 7.35-7.45,Pco2 40-50 mmHg,O2 Sat 90-95% cและทารกต้องไม่มี Cyanosis
การให้ O2 Box ให้มีความชื้นและอุณหภูมิพอเหมาะ ให้ไม่น้อยกว่า 5 Lit /min เพื่อป้องกัน CO2 คั่งเลี่ยง O2 ที่เข้มข้นสูง เพื่อป้องกันภาวะออกซิเจนเป็นพิษ
3.การช่วยหายใจ 10-30% ต้องช่วยหายใจด้วย Continuous Positive Airway Pressure : CPAP เพื่อออกซิเจนเข้าไปถึงถุงลม และค้างอยู่จำนวนหนึ่งตลอดเวลาขณะหายใจออกเพื่อป้องกัน Atelectasis และช่วยไม่ให้ทารกออกแรงมากขณะหายใจและการแลกเปลี่ยนก๊าซในถุงลมปอดดีขึ้น โดยเริ่มให้ FiO2 0.4-0.6 ความดัน 5-7 cmH2O สลับกับปรับออกซิเจน 10% ต่อครั้ง ไม่เกิน 8 cmH2O จะทำให้เกิด Pneumothorax
4.การรักษาด้วยสารลดแรงตึงผิว (Surfactant Replacement Therapy )ทำให้หน้าที่ลดแรงตึงผิวของถุงลม ทำให้ขณะหายใจออกถุงลมไม่แฟบ หายใจเข้าได้ง่ายใช้แรงมาก
ได้แก่ Survanta และ Alveofact ที่ได้จากปอดของสัตว์และชนิดสังเคราะห์ขึ้น ได้แก่ ExoSurt ตั้งแต่แรกเกิดหรือ 2 hrs หลังจากที่มีอาการคงที่หลังคลอดใช้ในทารกอายุครรภ์ระหว่าง 27-29 wks
ปัญหาและกิจกรรมการพยาบาล
1.มีภาวะพร่องออกซิเจนเนื่องจากการหายใจไม่มีประสิทธิภาพจากการขาดสารลดแรงตึงผิว
กิจกรรมการพยาบาล
ดูแลให้ได้รับการตรวจตา เมื่ออายุ 4-6 wks. โดยเฉพาะทารกที่อายุน้อยกว่า 28 wks เพื่อป้องกัน ROP
ประเมินภาวะขาดออกซิเจน โดยติดตามค่าO2 Sat สังเกตและบันทึกการหายใจ สีผิว
จัดให้นอนและเปลี่ยนท่านอนตามเหมาะสม
ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง
2.ได้รับสานน้ำและสารอาหารไม่เพียงพอเนื่องจากภาวะหายใจลำบาก
กิจกรรมการพยาบาล
ให้น้ำและสารอาหารตามแผนการรักษา พลังงานที่ควรได้รับ 60-70 kcal/kg./day ปกติให้ 10 % Dextrose 120-150 cc./kg
เริ่มให้นมเมื่อทารกไม่มีอาการท้องอืด
ชั่งน้ำหนักทุกวัน
สังเกตและบันทึกปริมาณปัสสาวะ (Record I/O )ปกติทารกปัสสาวะ 2.5-4 cc./kg./hr. ถ้าต่ำกว่า 0.5-1 cc./kg./hr ถือว่าออกน้อย
สังเกตความตึงตัวของผิว (skin turgor) ภาวะบวม
ติดตามผล electrolyte