Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
สรุปองค์ความรู้ 12 ยาสมุนไพร - Coggle Diagram
สรุปองค์ความรู้ 12 ยาสมุนไพร
12.1ขมิ้นชันแคปซูล
รูปแบบ
ยาแคปซูล
กลไกการออกฤทธิ์
•มีฤทธิ์ขับลม ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ สมานแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นการ หลั่งสารเมือกมาเคลือบ
•มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะอาหารโดยเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผล กระตุ้นการ หลั่ง mucin มาเคลือบกระเพาะอาหารและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจาก turmerone และ curcumin แต่มีฤทธิ์ขับน้ำดี
•ต้านเชื้อ Helicobacter pylori
•รักษาอาการอุจจาระร่วง
ข้อบ่งใช้
: แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร สมานแผลในกระเพาะอาหาร
ขนาดและวิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม ถึง 1 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
ฤทธิ์ข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์ : อาจมีอาการผิวหนังอักเสบจากการแพ้
ข้อควรระวัง :
•ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์
•ควรระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์
•ควรระวังการใช้ในเด็ก เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิผล และความปลอดภัย
•ควรระวังการใช้ร่วมกับสารกันเลือดเป็นลิ่ม (Anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด (Antiplatelets)
•ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีกระบวนการเมแทบอลิซึม ผ่านเอนไซม์ Cytochrome P450
•ควรระวังการใช้ร่วมกับยารักษาโรคมะเร็งบางชนิด เช่น doxorubicin, chlormethine, cyclophosphamide และ camptothecin เนื่องจาก curcumin อาจมีผลต้านฤทธิ์ยาดังกล่าว
คำแนะนำ
ควรใช้เมื่อมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เนื่องจากมีกรดในกระเพาะอาหาร และมีอาการแสบท้อง ร่วมด้วย
การรักษาแผลในกระเพาะอาหารควรใช้คู่กับฟ้าทะลายโจรจึงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ชื่อทางการค้า
: KHAOLAOR CURMIN 500, อภัยเบศร แคปซูลขมิ้นชัน, แหลมทองการแพทย์ ขมิ้นชันชนิด แคปซูล, ขมิ้นชันชนิดแคปซูล อ้วยอันโอสถ, ขมิ้นชัน แคปซูล
12.2 ยาเม็ดฟ้าทะลายโจร
รูปแบบ
ยาเม็ดฟ้าทะลายโจร เป็นยาเม็ดแคปซูล ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มิลลิกรัม และ 500 มิลลิกรัม
กลไกการออกฤทธิ์
สารสกัดฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสารสำคัญ คือ andrographolide และอนุพันธ์ต่างๆ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และมีผลควบคุมการทำงานของเซลล์ในระบบ ภูมิคุ้มกัน ส่งผลในการลดการอักเสบและเพิ่มภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อ แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียอีกด้วย
ข้อบ่งใช้
ช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอ ป้องกันและบรรเทาหวัด
ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย
ขนาดและวิธีใช้
เป็นยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้งขนาด 250 มิลลิกรัม และ 500 มิลลิกรัม
•หากบรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ ให้รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร
•หากบรรเทาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3-6กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อน
•หากบรรเทาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อน
ฤทธิ์ข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์
อาจเกิดผลข้างเคียงตามมาหลังการรับประทานเล็กน้อย เช่น ไม่อยากอาหาร อาเจียน ท้องเสีย ผื่น ขึ้น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล หรือเหนื่อยง่าย เป็นต้น
ข้อควรระวัง
ห้ามใช้ในผู้หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เนื่องจากมีการติดเชื้อ แบคทีเรีย เกิดอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น และห้ามใช้ในผู้ที่มีการแพ้ฟ้าทะลายโจร หากมีอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร เช่น เกิดผื่น ลมพิษ หน้าบวม ริมฝีปากบวม ให้หยุดใช้ยาทันที และห้ามใช้ฟ้า ทะลายโจรอีกต่อไป
คำแนะนำ
•ในต้นฟ้าทะลายโจรมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ซึ่งละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ แต่ ละลายน้ำได้น้อย ดังนั้นตำรับยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสูตรยาดองเหล้าหรือยาทิงเจอร์จึงมีฤทธิ์แรงที่สุด ส่วน ชนิดชงจะมีฤทธิ์รองลงมา และแบบยาเม็ดจะมีฤทธิ์อ่อนที่สุด
•ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับใช้รักษา "หวัดร้อน" (อาการเหงื่อออก กระหายน้ำ เจ็บ ท้องผูก ปัสสาวะสีเข้ม) แต่ฟ้าทะลายโจรจะไม่เหมาะกับการนำมาใช้รักษาผู้ที่มีอาการ "หวัดเย็น" (ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะบ่อย รู้สึกหนาวสะท้านบ่อย อุ้งมืออุ้งเท้าเย็น) เพราะอาจจะเกิดอาการกำเริบขึ้นได้ เช่น มีอาการ หนาวสั่น คลื่นไส้ เป็นต้น
•ข้อควรระวังในการใช้ ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณ ในการลดความดันโลหิตอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากใช้ฟ้าทะลายโจรอาจจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือมี อาการมึนงง วิธีการแก้ก็คือให้หยุดใช้ทันที หลังจากนั้น 3-4 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้นเอง เพราะตัวยาสามารถถูก ขับออกไปได้และไม่ตกค้างในร่างกาย
ผลข้างเคียงของฟ้าทะลายโจร สำหรับบางรายที่ใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรแล้วเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย มีอาการปวดเอว หรือมีอาการวิงเวียนศีรษะ แสดงว่าคุณแพ้สมุนไพรชนิดนี้ หากมีอาการดังกล่าวให้ หยุดการใช้ยา และเปลี่ยนไปใช้ยาสมุนไพรชนิดอื่นแทน แต่ถ้ามีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะลดขนาดในการ รับประทานลงตามความเหมาะสม
•การใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการต่าง ๆ หากใช้ติดต่อกัน 3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือ มีอาการรุนแรงมากขึ้น คุณควรหยุดใช้และให้ไปพบแพทย์ทันที
•ไม่ควรรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรติดต่อกันนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะอาจจะส่งผลทำให้ ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแขนและขา และยังรวมไปถึงอาการท้องอืด หน้ามืดตามัว และมือ เท้าชา
ชื่อทางการค้า
ยาเม็ดฟ้าทะลายโจร, ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร
12.4 มะขามแขก
รูปแบบ
แคปซูล ยาชง
กลไกการออกฤทธิ์
สารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ Sennoside A และ B ซึ่งเป็น Anthraquinone กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ใหญ่ ทำให้เกิดการขับถ่าย และกระตุ้นการหลั่งของน้ำ เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกมา
ข้อบ่งใช้
ใช้เป็นยาระบาย รักษาอาการท้องผูกในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
ขนาดและวิธีใช้
•ผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 12 ปี ให้รับประทานยาครั้งละ 2-4 เม็ด (15-30 มิลลิกรัม) วันละครั้ง ก่อนนอน (ควรเริ่มรับประทานยาครั้งละ 2 เม็ดก่อน หากอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้นให้เพิ่มเป็นครั้งละ 4 เม็ด วัน ละครั้งก่อนนอน)
•เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานยาครั้งละ 1-2 เม็ด (7.5-15 มิลลิกรัม) วันละครั้งก่อนนอนหรือตอน เช้า
•เด็กอายุ 2-6 ปี ให้รับประทานยาครั้งละ 3.75-7.5 มิลลิกรัม วันละครั้งตอนเช้า
•ใช้ใบและฝักของมะขามแขกตากแห้งประมาณ 1-2 กำมือ (3-10 กรัม) หรือใช้ฝัก 4-5 ฝัก นำมาต้ม กับน้ำดื่ม หรือใช้วิธีบดเป็นผงชงกับน้ำดื่มเพื่อเป็นยาระบาย
ฤทธิ์ข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์
ปวดมวนท้อง ผื่นคัน
ข้อควรระวัง
•ควรระวังการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือในผู้ป่วย inflammatory bowel disease
•การรับประทานยาในขนาดสูง อาจทำให้เกิดไตอักเสบ
•ไม่ควรใช้ยานี้ต่อเนื่องกันเกิน 2 สัปดาห์ เพราะจะทำให้ท้องเสีย ซึ่งส่งผลให้มีการสูญเสียน้ำ และ เกลือแร่มากเกินไป โดยเฉพาะโพแทสเซียม และการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ลำไส้ใหญ่ชินต่อยา ถ้า ไม่ใช้ยาจะไม่ถ่าย
•ควรระวังการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
•การใช้มะขามแขกร่วมกับยาต้านฮีสตามีนซึ่งเป็นยาแก้แพ้ อาจทำให้ฤทธิ์การเป็นยาระบายลดลง
•ในผู้ป่วยที่ได้รับยาระบายมะขามแขกร่วมกับ Barium อาจเกิดอาการอักเสบที่ทวารหนักได้
คำแนะนำ
1.โดยทั่วไปจะให้รับประทานวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเย็นหรือก่อนนอน (ให้รับประทานยาพร้อมกับดื่มน้ำ ตาม 1 แก้ว) เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ระบายในตอนเช้า เพราะยานี้ออกฤทธิ์หลังจากรับประทานไปแล้วประมาณ 612 ชั่วโมง หรือผู้ป่วยจะรับประทานยาในช่วงเวลาที่ต้องการจะถ่ายก็ได้ (ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้)
2.ควรรับประทานยาเมื่อมีอาการท้องผูกแบบเฉียบพลันเท่านั้น และควรรับประทานยาในช่วงเวลาสั้น ๆ คือ ไม่เกิน 7 วัน เนื่องจากการรับประทานยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อการ ทำงานของลำไส้ ทำให้เกิดการพึ่งยาระบาย (Laxative dependency) เป็นผลให้เมื่อหยุดรับประทานยา ร่างกายจะไม่สามารถขับถ่ายได้เองตามปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นสาเหตุของการทำลายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อบริเวณล้าไส้ และยังพบด้วยว่าท้าให้แร่ธาตุในร่างกายถูกรบกวน คือ ทำให้ ระดับโพแทสเซียม และแคลเซียมต่ำ
3.ผู้ป่วยควรฝึกการขับถ่ายให้เป็นไปตามธรรมชาติและหยุดการใช้ยาเพื่อป้องกันการติดยา
4.ควรใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุไว้บนฉลากยาหรือตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาในขนาด ที่น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุไว้ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
5.ในกรณีที่ต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานาน ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์
6.การใช้ยาในเด็กอายุระหว่าง2-12 ปี ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์ โดยเฉพาะในเด็กอายุ 2-6 ปี
7.สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ การดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณวันละ 8-10 แก้ว
ชื่อทางการค้า
Emulax Senna, Senokot
12.3 ครีมไพจีซาล
รูปแบบ
ครีมทาภายนอก
กลไกการออกฤทธิ์
ไพลมีสารสำคัญคือ (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl) butadiene (DMPBD) และ (E)-4-(3',4'dimethoxyphenyl)but-3-en-2-ol (compound D) สามารถออกฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการทำงาน ของ เอนไซม์ cyclooxygenase (COX )และ lipoxygenase (LOX) สารกลุ่ม phenylbutenoids ที่ออกฤทธิ์ จำเพาะต่อ COX-2 นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม curcuminoids (เช่น cassumunins, cassumunarins และ curcumin) ที่สามารถออก ฤทธิ์เป็น anti-oxidant ได้ดี
ข้อบ่งใช้
บรรเทาอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดยอก
ขนาดและวิธีใช้
ทาและถูเบา ๆ บริเวณที่มีอาการวันละ 2-3 ครั้ง
ฤทธิ์ข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์
อาการระคายเคืองต่อผิวหนัง
ข้อควรระวัง
•ห้ามทาบริเวณขอบตาและเนื้อเยื่ออ่อน
•ห้ามทาบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผลหรือมีแผลเปิด
คำแนะนำ
คำแนะนำว่า ไม่ควรใช้ในปริมาณมากหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
ชื่อทางการค้า
Plygesal
12.5 ยาอมมะแว้ง
รูปแบบ
ชนิดผง/ยาอมชนิดเม็ดและชนิดลูกกลอน
กลไกการออกฤทธิ์
ยาอมมะแว้งประกอบด้วย มะแว้งต้นและมะแว้งเครือ มีสารสำคัญ คือ อัลคาลอยด์ชนิดโซลาโซดีน (Solasodine) และ โซลานีน (Solanine) ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท และ ระบบการหายใจ จึง ช่วยบรรเทาอาการไอได้ นอกจากนี้ ในผล มะแว้งต้น และ มะแว้งเครือยังมีสารลิกนิน (Lignin) และ ซาโปนิน (Saponin) ซึ่งท้าหน้าที่เหมือนยาปฏิชีวนะ ช่วยระงับการอักเสบ และ ละลายเสมหะได้ดี
ข้อบ่งใช้
เมื่อมีอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ
ขนาดและวิธีใช้
1.ชนิดผง
-ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทาน
-เด็ก อายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลิกรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ รับประทาน
2.ชนิดเม็ดและชนิดลูกกลอน
-ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือรับประทาน หรือใช้อม
-เด็ก อายุ 6-12 ปี รับประทานครั้งละ 200-400 มิลลิกรัม เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ รับประทาน หรือใช้อม
ฤทธิ์ข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์
-
ข้อควรระวัง
ในผู้ป่วยที่ต้องจำกัดการใช้เกลือ ไม่ควรใช้น้ำมะนาวแทรกเกลือ
คำแนะนำ
ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 15 วัน แต่การใช้ยาติดต่อกันเกินสองสัปดาห์อาจส่งผลให้ตับ ทำงานหนัก และเมื่อทานยาไปแล้วสองสัปดาห์แต่อาการไม่ดีขึ้นก็ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อสังเกตอาการต่อไป หรือเพื่อปรับเปลี่ยนยาหรือรูปแบบการรักษา
ไม่แนะนำให้รับประทานในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ
ชื่อทางการค้า
-