Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 1 แนวคิดและหลักการของการพยาบาล เด็กและวัยรุ่น, น.ส.ปาจารีย์…
บทที่ 1 แนวคิดและหลักการของการพยาบาล
เด็กและวัยรุ่น
มโนทัศน์เกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่น
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554)
น้อมนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาสุขภาพ
ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564)
“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศ
พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง”
ปรัชญานําทาง “เศรษฐกิจพอเพียงสู่สุขภาพพอเพียง”
7 ประการ
ยืดทางสายกลาง
มีความสมดุลพอดี
รู้จักพอประมาณ
การมีเหตุผล
มีระบบภูมิคุ้มกัน
รู้เท่าทันโลก
มีคุณธรรม จริยธรรม
ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559)
น้อมนําปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวม
“คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”
การส่งเสริมสุขภาพ
การส่งเสริมสุขภาพ
หมายถึง กระบวนการที่ทําให้ประชาชนมีความสามารถเพิ่มขึ้นในการควบคุมและปรับปรุงภาวะสุขภาพของตนเอง และจัดการกับสิ่งแวดล้อม ที่มีผลต่อสุขภาพเพื่อให้บรรลุถึงภาวะสุขภาพดี
องค์การอนามัยโลก(WHO)
สุขภาพ = สุขภาวะ
ภาวะที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง ของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ และการอยู่อย่างเป็นสุขในสังคม
นโยบายการสร้างเสริมสุขภาพเด็ก
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด
แม่ควรเว้นการมีบุตรอย่างน้อย 2 ปี หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ก่อนอายุ 20 ปี และหลังอายุ 35 ปี
หญิงตั้งครรภ์ต้องการอาหาร การพักผ่อนการเอาใจใส่จากสามีและบุคคลรอบข้าง
เด็กควรได้รับการดูแลสุขภาพ เอาใจใส่ ให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีจากคนและสิ่งแวดล้อม
ให้นมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก หลังจากนั้นควรได้อาหารอื่นควบคู่กับนมแม่
เด็กแรกเกิด 6 ปี ควรได้รับการตรวจสุขภาพและติดตาม
การเจริญเติบโตให้เป็นไปตามมาตรฐาน
เด็กทุกคนควรได้รับวัคซีนตามกําหนด หญิงก่อนมีคู่ครองควรได้รับวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยัก
เด็กที่เกิดภาวะขาดน้ําอย่างรุนแรงจากการถ่ายเหลว ควรให้สารละลายน้ําตาลเกลือแร่ หรือยาที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแนะนํา
ไม่ประมาทเมื่อเด็กเป็นหวัด สังเกตอาการ และควรรีบพาไปพบแพทย์
ไม่ควรให้ยุงกัด เพราะยุงเป็นพาหะของโรค มาลาเรียไข้เลือดออกไข้สมองอักเสบ
ให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคเอดส์
สุขอนามัย และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีโดยดื่มน้ำสะอาด ล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย
จัดสภาพแวดล้อมเด็กให้ปลอดภัย
ในภาวะภัยพิบัติฉุกเฉิน ควรดูแลสุขภาพเด็ก ให้วัคซีน
อาหาร เอาใจใส่เป็นพิเศษ
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
สิทธิเด็กขั้นพื้นฐาน
1. สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด
สิทธิในการชีวิตอยู่รอดและส่งเสริมชีวิต
ได้รับโภชนาการที่ดี
ได้รับความรักความเอาใจใส่จากครอบครัวและสังคม
ได้รับบริการด้านสุขภาพ
การให้ทักษะชีวิตที่ถูกต้อง
การให้ที่อยู่อาศัยและการเลี้ยงดู
2. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนารอบด้าน
การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ
การล่วงละเมิด การทําร้าย การกลั่นแกล้ง รังแก
การถูกทอดทิ้ง ละเลย
การลักพาตัว
การใช้แรงงานเด็ก
การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ
3. สิทธิที่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง
ได้รับการศึกษาทั้งในและนอกระบบ
เข้าถึงข่าวสารที่เหมาะสม
มีเสรีภาพในความคิด มโนธรรมและศาสนา
พัฒนาบุคลิกภาพ ทั้งทางสังคมและศาสนา
พัฒนาบุคลิกภาพ ทั้งทางสังคมและจิตใจ
พัฒนาสุขภาพร่างกาย
4. สิทธิการมีส่วนร่วม
แสดงทัศนะของเด็ก
มีเสรีภาพในการติดต่อข่าวสารข้อมูล
มีบทบาทในชุมชน
แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ผลกระทบต่อเด็ก
กฎบัตรออตาวาเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ
การสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ
การสร้างเสริมกิจกรรมชุมชนเข้มแข็ง
การสร้างนโยบายสาธารณสุขเพื่อสุขภาพ
การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล
การปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพ
บทบาทครอบครัว
การดูแลเด็กโดยที่ใช้ครอบครัวเป็นหลัก
ตระหนักว่าครอบครัวเป็นหลักที่มั่นคงของเด็ก
เอื้ออํานวยและประสานความร่วมมือกับพ่อแม่
ยกย่องให้เกียรติ
ยอมรับความเป็นปัจเจกบุคคล
แลกเปลี่ยนและร่วมมือกับพ่อแม่ในการดูแลสุขภาพ
กระตุ้นและเอื้อให้มีเครือข่ายครอบครัว
สร้างความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก
ประคับประคองครอบครัว
กําหนดรูปแบบการดูแลสุขภาพให้ยืดหยุ่น
บทบาทพยาบาล
ส่งเสริมให้บิดามารดาเป็นต้นแบบชีวิตที่ดีของเด็ก
สร้างความเข้าใจให้บิดาเลี้ยงดูบุตรอย่างเหมาะสม
พัฒนาคุณภาพงานบริการให้คําปรึกษาเกี่ยวกับครอบครัว
ส่งเสริมให้บิดามารดาดูแลสุขภาพของเด็กอย่างเต็มความสามารถ
ให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกรักษา
เป็นตัวกลางประสานระหว่างกลุ่มผลประโยชน์เพื่อเป้าหมายสุขภาพ
เป็นปากเสียงให้กับประชาชนในเรื่องสุขภาพ
สนับสนุนจัดกิจกรรมของครอบครัวในการพัฒนาชุมชน
รณรงค์เรื่องครอบครัวศึกษา สร้างความเข้าใจผ่านสื่อ
มโนทัศน์การพยาบาลเด็ก
การพยาบาลเด็ก
หมายถึง การวินิจฉัยและแก้ไข ปัญหาสุขภาพของเด็ก ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้น
ความแตกต่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ
1. ด้านลักษณะโครงสร้างและกายวิภาค
ขนาดและรูปร่าง
ศีรษะมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลําตัว
กระดูกกะโหลกศีรษะและกระดูกทรวงอกอ่อน
หูรูดของกระเพาะอาหารส่วนบนปิดไม่สนิท
ความจุกระเพาะอาหารเล็ก
2. ด้านสรีรวิทยา
ค่าปกติของส่วนประกอบของเลือด
ค่าสัญญาณชีพ
การทําหน้าที่ของไตยังไม่สมบูรณ์
ความต้องการอาหารและน้ําตามสัดส่วนของน้ําหนักตัวมากกว่าผู้ใหญ
การดูดซึมสารน้ําทางเส้นเลือดดําช้า
ภาวะกรดด่างในร่างกายเกิดขึ้นได้ง่าย
ความต้านทานโรคมีน้อย
ศูนย์ควบคุมความร้อนที่สมองยังไม่ดี
ระบบประสาทส่วนกลางยังไม่เจริญ
กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจไม่เจริญเต็มที
3. ระดับสติปัญญาและพฤติกรรมการแสดงออกด้านจิตใจอารมณ์มีน้อยกว่าผู้ใหญ่
4. การตอบสนองด้านจิตใจอารมณ์ขณะเจ็บป่วยและขณะอยู่โรงพยาบาลขึ้นอยู่กับพัฒนาการ
หลักการพยาบาลเด็ก
1. การใช้กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลผู้ป่วยเด็ก
การประเมินปัญหา (Assessment)
การวินิจฉัยการพยาบาล (Nursing diagnosis)
การวางแผนการปฏิบัติ (Planning)
การปฏิบัติการพยาบาล (Implementation)
การประเมินผล (Evaluation)
2. บทบาทของพยาบาลเด็กในปัจจุบันพยาบาลเด็กมีบทบาทที่ขยายออกไป
บทบาทด้านการปฏิบัติการพยาบาลโดยตรง
การให้สุขศึกษา เด็กและญาติ
การปกป้องเด็ก ปกป้องสิทธิความเป็นบุคคล
การจัดการเกี่ยวกับเด็กเป็นรายกรณี
หลักการ ทฤษฎี และการเจริญเติบโตและ
พัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดถึงวัยรุ่น
การแบ่งวัย
วัยทารกแรกเกิด : แรกเกิด – 28 วัน
วัยทารก : 28 วัน – 1 ปี
วัยเตาะแตะ : 1 – 3 ปี
วัยก่อนเรียน : 3 – 6 ปี
วัยเรียน : 6 – 12 ปี
วัยรุ่น : 12 – 21 ปี
ความหมาย
พัฒนาการ
คือ การเปลี่ยนแปลงที่มีทิศทางและดำเนินไปอยู่ตลอดเวลา เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่มีรูปแบบหรือลักษณะที่แน่นอนจากวัยหนึ่งไปสู่อีกวัยหนึ่ง
*เป็นผลของการประสานกันระหว่างกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม
การเจริญเติบโต
คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงโดยการเพิ่มขนาดและรูปร่าง ปริมาณทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือมีการขยายมากขึ้น อาจเป็นทั้งร่างกายหรือเฉพาะที่ เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ขนาดรอบศีรษะ รอบอก
หลักการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
มีทิศทางเดียวกัน
1.1 Cephalocaudal : จากศีรษะไปสู่ส่วนปลายเท้า
1.2 Proximodistal : จากส่วนกลางลำตัวไปสู่ส่วนปลายที่เป็นรยางค์
1.3 Mass to specific : จากโครงสร้างใหญ่ๆ และง่ายๆไปสู่โครงสร้างละเอียดยุ่งยาก
มีลำดับแน่นอน : ลำดับในทุกๆคน สามารถคาดทำนายได้ เช่น จากการคลานไปคืบ
คืบได้ก่อนยืน
ไวต่อการกระตุ้น
ทักษะใหม่เด่นกว่าพัฒนาการเก่า : ฝึกฝนทักษะใหม่อย่างสมบูรณ์ ให้ความสนใจพัฒนาการที่ผ่านมาน้อยลง
อัตราเร็วของการเจริญเติบโตและพัฒนาการแตกต่างกัน
มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
พัฒนาการในแต่ละด้านสัมพันธ์กันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน (ไม่สามารถแยกกันเด็ดขาด)
การเจริญเติบโต พัฒนาการมีระยะวิกฤต : พัฒนาการบางอย่างจะเกิดขึ้นในระยะหนึ่งเท่านั้น ถ้าเกิดปัญหาจะเกิดผลในช่วงนั้นทันที เช่น แม่ติดโรคหัดเยอรมัน
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
1.ปัจจัยทางพันธุกรรม
เพศ
ลักษณะรูปร่าง
หน้าตา
2.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมในครรภ์ : สุขภาพมารดา ยา บุหรี่ อายุ
สิ่งแวดล้อมขณะเกิด : การคลอดลำบาก ยา การติดเชื้อ
ฮอร์โมน : ฮอร์โมนไทรอยด์ อะดรีโนคอร์ติคอย
โรคของเด็ก : เจ็บป่วยเรื้อรัง พิการแต่กำเนิด ติดเชื้อ
ภาวะโภชนาการ : ทุพโภชนาการในช่วง 6 เดือนแรก
สัมพันธภาพกับบุคคลอื่น : บุคคลสำคัญในชีวิต เช่น เด็กกำพร้า
การเล่น : เรียนรู้จากการเล่นทำให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
พัฒนาการทางอารมณ์-สังคม
เด็กจะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด และขยายวงกว้างออกไป
ปฏิสัมพันธ์กับสังคมจะหล่อหลอมบุคลิกภาพของบุคคลให้แตกต่างกัน
สามารถควบคุมพฤติกรรม ขณะเกิดอารมณ์ได้ดีขึ้น
พัฒนาการทางการเคลื่อนไหว
การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่
เกาะยืน
ลุกยืนได้เองยืนเอง
เกาะเดิน
กระโดดขึ้น
พัฒนาการทางสมอง-สติปัญญา
เชื่อว่าสติปัญญาของบุคคล เกิดจากพันธุกรรมและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
การเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านร่างกาย
รูปร่างและสัดส่วน : ศีรษะของทารกจะโตเร็วที่สุดเมื่ออายุได้ 2 เดือนในครรภ์มารดา ความยาวของศีรษะจะเป็นร้อยละ 50 ของความยาวทั้งหมด ภายหลังเกิดในวัยทารก ล าตัวจะเป็นส่วนที่เติบโตเร็วที่สุด
อวัยวะและระบบต่างๆ : พัฒนาการทางด้านร่างกายเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในด้านหน้าที่ร่วมไปกับการมีวุฒิภาวะ
น้ำหนักและส่วนสูง
ส่วนสูง : การเจริญเติบโตของกระดูก
น้ำหนัก : อัตราการเพิ่มค่อนข้างเร็วช่วงสั้นๆ หลัง 2 ปี อัตราค่อนข้างคงที่
พัฒนาการทางภาษา
เกี่ยวข้อง ประสานงานกับความคิด จิตใจ และความสามารถทางสรีระ
ท่าทางจะพัฒนาก่อนการพูด
พูดมากขึ้นการใช้ท่าทางลดลง
*ควรส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสฟังเสียงต่างๆและพูดกับเด็ก เพื่อเพิ่มทักษะในการสื่อสารและให้เด็กรู้จักคำศัพท์ต่างๆ
พัฒนาการทางด้านจริยธรรม
ประกอบด้วย งานพัฒนาการ 2 ประการคือ
1) ความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยจริงใจ
2) สอดแทรกหลักของความยุติธรรม เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับโดยยึดหลักของความเห็นอกเห็นใจ เคารพและนับถือในสิทธิซึ่งกันและกัน
ทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก
ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
โครงสร้างบุคลิกภาพ
ในแง่ระดับความรู้สึกตัวว่ามี 3 ระดับ
จิตสำนึก
จิตใต้สำนึก
จิตไร้สำนึก
โครงสร้างบุคลิกภาพ
ในแง่ของการทำงาน
Id Ego Superego
เน้นถึงพัฒนาการในลักษณะที่เป็นที่พอใจในความต้องการพื้นฐาน 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นปาก(Oral stage)
ขั้นที่ 2 ขั้นทวารหนัก(Anal stage)
ขั้นที่ 3 ขั้นอวัยวะเพศ(Phallic or Oedipal stage)
ขั้นที่ 4 ขั้นแฝง(Latency stage)
ขั้นที่ 5 ขั้นวัยรุ่นหรือขั้นอวัยวะเพศ(Genital stage)
ทฤษฎีทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก
แบ่งขั้นพัฒนาการออกเป็น 6 ขั้น 3 ระดับ
ระดับที่ 1 ระดับก่อนกฎเกณฑ์
ขั้นที่ 1 ยอมทำตามสิ่งที่สังคมกำหนดว่าดีหรือไม่ดี(7 ปี)
ขั้นที่ 2 เด็กจะมองความถูกผิดอยู่ที่ความสามารถจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการ(7-10 ปี)
ระดับที่ 2 ระดับตามกฎเกณฑ์
ขั้นที่ 3 พัฒนาการช่วงนี้เด็กจะพยายามทำตามกฎเกณฑ์ ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในโอวาท(10-13 ปี)
ขั้นที่ 4 เด็กจะมองความถูกผิดอยู่ที่ความสามารถจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการ(13-16 ปี)
ระดับที่ 3 ระดับเหนือกฎเกณฑ์
ขั้นที่ 5 มีหลักศีลธรรมประจำใจ เข้าใจสิทธิมนุษยชน กระทำพฤติกรรมตามความเชื่อส่วนตัว ยอมรับกฎเกณฑ์ที่เป็นประชาธิปไตย(มากกว่า16 ปี)
ขั้นที่ 6 สร้างคุณธรรมประจำใจ
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์
ระยะประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว
1.1 ขั้นฝึกฝนพฤติกรรมปฏิกิริยาสะท้อน( 0-1 เดือน)
1.2 ขั้นปฏิกิริยาตอบสนองซ้ าๆระยะแรก(1-4 เดือน)
1.3 ขั้นปฏิกิริยาตอบสนองซ้ำๆระยะที่ 2(4-8 เดือน)
1.4 ขั้นประสานระบบพฤติกรรมเกี่ยวกับประสาทสัมผัส(8-12 เดือน)
1.5 ขั้นปฏิกิริยาตอบสนองซ้ าๆระยะที่ 3(12-18 เดือน)
1.6 ขั้นประมวลความคิดเพื่อหาวิธีใหม่( 18-24 เดือน)
ระยะก่อนปฏิบัติการ
2.1 ขั้นก่อนความคิดรวบยอด(2 – 4 ปี)
2.2 ขั้นนึกรู้ได้เอง(4 – 7 ปี)
ระยะที่คิดอย่างเป็นรูปธรรม(7-11 ปี)
ระยะที่คิดอย่างเป็นนามธรรม(12-15 ปี)
ทฤษฎีจิตสังคมของอิริคสัน
ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้วางใจหรือรู้สึกไม่ไว้วางใจ
ขั้นที่ 2 ความรู้สึกเชื่อมั่นในตน หรือสงสัยไม่แน่ใจในความสามารถของตน
ขั้นที่ 3 การเป็นพัฒนาความคิดริเริ่ม หรือ ความรู้สึกผิด
ขั้นที่ 4 การรู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จ หรือ รู้สึกด้อย
ขั้นที่ 5 การรู้เอกลักษณ์ตนเองหรือการสับสนในเอกลักษณ์ตนเอง
ขั้นที่ 6 ความรู้สึกว่าตนมีเพื่อนหรือมีความรู้สึกอ้างว้าง
ขั้นที่ 7 ความรู้สึกรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่หรือความรู้สึกเฉื่อยชา
ขั้นที่ 8 ความรู้สึกมั่นคง และ หมดหวัง
แนวคิดการส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการเด็ก
แนวคิดในการดูแลสุขภาพเด็ก
แนวคิดสุขภาพแบบองค์รวม
มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย
ปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และเป็นประโยชน์
ความสำคัญของการเข้าใจการเจริญเติบโต
และพัฒนาการชีวิตของเด็ก
เพื่อติดตามและเฝ้าระวัง การเจริญเติบโตและพัฒนาการ
เพื่อแยกเด็กที่มีปัญหาการเจริญเติบโตและพัฒนาการล่าช้าได้แต่เนิ่นๆ
เพื่อลดปัญหาภาวะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพของเด็ก
เพื่อให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการได้อย่างเต็มศักยภาพ
เพื่อให้การเลี้ยงดูเด็กได้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก
น.ส.ปาจารีย์ วิเศษศักดิ์
UDA6280124