Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหาร วิชาการบริหารการพยาบาล …
หน่วยที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหาร
วิชาการบริหารการพยาบาล
(Nursing Administration)
ทฤษฎีการบริหารแบบนีโอคลาสิคหรือแบบดั้งเดิม (Classical Theory) เน้นการบริหารที่ตัวงาน บริหารอย่างมีระเบียบแบบแผน กฎเกณฑ์ และเหตุผล
1.ทฤษฎีการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
นำเอาวิธีการตั้งปัญหาและหาแนวทางเพื่อไปสู่จุดหมายที่ต้องการ
เฮนรี่ แก็นต์ (Henry L Gantt) เจ้าของผลงาน Gantt 's chart เป็นการจัดตารางสำหรับการควบคุมการปฏิบัติงงานที่กำหนดเวลาในอนาคตไว้ในแนวนอนและงานที่ปฏิบัติไว้ในแนวตั้ง ปัจจุบันใช้กันอย่างแพร่หลาย
แฟรงค์ บังเกอร์ กิลเบรธ (Frank Bunker Gilbreth) สนับสนุนแนวคิดของเทเลอร์ โดยเชื่อว่าการแบ่งงานออกตามความชำนาญเฉพาะด้านและแบ่งงานเป็นส่วนๆ (division of work) จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น
เฟรดเดอริควินสโลว์ เทเลอร์ (Frederick winslowtaylor) บิดาแห่งการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าการจัดสิ่งจูงใจใหม่ๆจะช่วยให้คนทำงานได้เต็มศักยภาพ โดยเสนอหลักที่สำคัญไว้ 4 ประการ คือ
1) การลองผิดลองถูก --> 2) มีการวางแผนแทนคนงาน--> 3) คัดเลือกคนงานที่มีความสามารถแล้วฝึกอบรม --> 4) แบ่งงานกันทำระหว่างผู้บริหารและคนงาน หลักการนี้ว่า “Time and motion study
ลิเลียน กิลเบรธ (LilianGilbreth) ใช้ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยามาช่วยส่งเสริมงานด้าน Motion Studies ให้ดียิ่งขึ้น และได้ศึกษาการบริหารโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมที่มีการศึกษาเป็นแบบแผนเช่นนี้
2.ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร (Administrative management) มีหลักการให้ผู้บริหารเป็นผู้ประสานกระบวนการต่างๆ ภายในองค์การเข้าด้วยกัน
เฮ็นรี่ ฟาโยล (Henry Fayol ค.ศ. 1841-1925) เป็นผู้บุกเบิกแนวความคิดนี้ โดยได้ระบุหน้าที่พื้นฐานหรือกระบวนการบริหารที่ผู้บริหารต้องปฏิบัติไว้ 5 ประการ (POCCC) คือ
1.การวางแผน (planning) --> 2.การจัดองค์การ (organizing) -->3.การบังคับบัญชาและสั่งการ (commanding) -->4.การประสานงาน (coordinating) --> 5.การควบคุม (controlling)
พัฒนาหลักการบริหารขึ้น 14 ประการ
แบ่งงานกันทำ-->หลักการอำนาจหน้าที่ในการบังคับบัญชา-->หลักการเกี่ยวกับระเบียบวินัย-->หลักความเป็นเอกภาพในการบังคับบัญชา -->หลักความเป็นเอกภาพในทิศทาง -->หลักผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นรองผลประโยชน์ขององค์การเป็นหลัก -->หลักความยุติธรรมต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง -->หลักการรวมศูนย์อำนาจ -->หลักการมีสายบังคับบัญชา -->หลักความเป็นระเบียบแบบแผน -->หลักความเสมอภาค-->หลักความมั่งคงในการทำงาน -->หลักความริเริ่มสร้างสรรค์ -->หลักความสามัคคี
ลูเทอร์ กูลิคและลินดอลล์ เออร์วิค (Luther Gulick and LyndallUrwick)
ได้เพิ่มกระบวนการบริหารที่ Fayol จาก POCCC เป็น POSDCoRB มีขั้นตอนดังนี้
O (Organizing) การจัดองค์กร : การกําหนดโครงสร้างของหน่วยงาน
S (Staffing) การบริหารบุคคล : การคัดเลือก การพัฒนาและรักษาบุคลากร
P (Planning) การวางแผน : กําหนดสิ่งที่ต้องการ และวิธีการเพื่อให้บรรลุผลตามต้องการ
D (Directing) การสั่งการ
CO (Co-ordinating) การประสานงาน
R (Reporting) การรายงานต่อฝ่ายบริหาร : การประเมินผลเพื่อจัดทำรายงาน
B (Budgeting) การจัดทำงบประมาณ : วางแผนรายรับ-รายจ่าย และการควบคุม
3
.
ทฤษฎีระบบราชการ (bureaucracy)
หรือการบริหารแบบบูโรเครติก (Bureaucratic Organization)
แมกซ์ วีเบอร์ (Max Weber 1864 - 1920) เป็นผู้เสนอทฤษฎีแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์การซึ่งเน้นการมีเหตุผลเป็นสำคัญ ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 7 ประการดังนี้
1.มีการแบ่งงานกันทำ (division of work)
2.มีการจัดระบบตำแหน่งหน้าที่ตามสายบังคับบัญชาระดับสูงมายังระดับต่ำ (scalar chain)
3.มีการกําหนดระเบียบข้อบังคับ กฎเกณฑ์ต่างๆ (rule, regulation and procedures)
4.บุคลากรต่างทำหน้าที่ที่กําหนดไว้อย่างเป็นทางการ (impersonal)
5.การจ้างงานใช้หลักคุณสมบัติทางวิชาชีพ (professional qualities)
6.มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ (career aspects)
7.มีอำนาจหน้าที่ (legal authority)
ทฤษฎีการบริหารยุคนีโอคลาสิก(NEO–Classical Theory)เป็นทฤษฎีการบริหารที่เน้นลักษณะ และผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนในองค์การ
เอลตัน เมโย (Elton Mayo)
เป็นผู้วางรากฐานทฤษฎีมนุษย์สัมพันธ์ ผู้บริหารจึงต้องสนใจความรู้สึกของผู้ทำงานด้วยงานจึงจะสำเร็จได้เงินอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งจูงใจที่จะทำให้เกิดการยอมรับและปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ขององค์การ
แมคเกรเกอร์ (Douglas McGregor)
เจ้าของทฤษฎีเอ็กซ์
และทฤษฎีวาย (X and Y theory)
สมมุติฐานทฤษฎีเอ็กซ์
บุคคลโดยเฉลี่ยต้องถูกบังคับ ควบคุม สั่งการจึงจะทำงาน
คนส่วนใหญ่มักไม่มีความพยายามและความรับผิดชอบ
คนส่วนใหญ่จะขี้เกียจ ไม่ชอบการทำงาน มักเลี่ยงงาน
คนส่วนใหญ่ชอบให้มีการชี้นำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมีความทะเยอทะยานน้อย
สมมุติฐานทฤษฎีวาย
คนโดยทั่วไป มีความขยันหมั่นเพียรและความรับผิดชอบ
คนโดยพื้นฐานมีความคิดริเริ่มด้วยตัวของเขาเองถ้าไดรับการจูงใจที่ถูกต้อง
โดยพื้นฐานของคนแล้ว พร้อมที่จะให้ความร่วมมือมือ สนับสนุน
คนทั่วไปโดยพื้นฐานจะพยายามพัฒนาตนเองและวิธีการทำงานอยู่เสมอ
วิลเลี่ยม กูซี่ (William G. Quchi)
ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการตัดสินใจบริหาร (participation of the participants in decision making)
แนวคิดของทฤษฎีแซดเชื่อว่า
2) ผู้ปฏิบัติงานจะขาดความคุ้นเคยกัน เพราะสภาพแวดล้อมของงานที่จัดไว้ ทำให้เกิดช่องว่างของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโดยไม่จำเป็น
3) ผู้ปฏิบัติงานต่างก็มีจิตสำนึกที่ดีในด้านความผูกพันทางใจ ความรัก ความสามัคคีอยู่แล้ว
1) ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกัน โดยอยู่ในกรอบของปรัชญาขององค์การที่ระบุไว้
4) ผู้ปฏิบัติงานสามารถไว้วางใจได้ โดยทำงานไม่บกพร่อง ผู้บริหารเพียงแต่เอาใจใส่ ดูแลสวัสดิภาพ และความเป็นอยู่ได้ดีเท่านั้น
เชสเตอร์ บาร์นาร์ด (Chester I. Barnard. 1938)
“เป็นบิดาแห่งการบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์”(Behavioral Science) มีแนวคิดเกี่ยวกับองค์กรไว้ว่า องค์กรเป็นระบบของการร่วมแรงร่วมใจ เพื่อจะทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ ความเต็มใจของสมาชิกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
อับราฮัม มาสโลว์(Abraham Maslow)
เป็นนักจิตวิทยาที่ค้นเรื่องลำดับขั้นของความต้องการของมนุษย์
ความต้องการทางด้านความปลอดภัย
ความต้องการทางด้านสังคม
ความต้องการทางด้านร่างกาย
ความต้องการทางด้าน การยกย่องและเห็นคุณค่า
ความต้องการทางด้านความสมหวังในชีวิต
เฟรเดริคเฮิร์ซเบิร์ก(Frederick Herzberg)
ให้ความสำคัญกับการต้องการของมนุษย์โดยแบ่งปัจจัยออกเป็นสองปัจจัย
ปัจจัยจูงใจ คือปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจให้คนทำงานอย่างมีความสุขและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกซึ่งถือว่าเป็น “ปัจจัยภายใน”
ปัจจัยค้ำจุน คือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความพอใจในการทำงานแต่ยังไม่พอ ที่จะนำไปใช้ในการจูงใจถือว่าเป็น “ปัจจัยภายนอก”
ทฤษฎีการบริหารสมัยใหม่ (Modern theory) เชื่อว่าการบริหารงานจะประสบผลสำเร็จ ต้องทำงานเป็นกลุ่มหรือเป็นทีม (term) และงานเหล่านี้จะต้องจัดเป็นระบบ (system)
ทฤษฎีระบบ (System theory)
ระบบปิด : เป็นระบบที่มีความสมบูรณ์ภายในตัวเอง ไม่พยายามผูกพันกับระบบอื่นใดและแยกคนจากสภาพแวดล้อมต่างๆในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งใดยาก
ระบบเปิด : เป็นระบบที่อาศัยการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคล องค์การหรือหน่วยงานอื่นๆ ในลักษณะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์นั้นต้องสมดุล
ทฤษฎีบริหารตามสถานการณ์ (Contingency Theory) วิธีนี้ในทางปฏิบัติไม่มีวิธีการบริหารใดที่ดีที่สุด (no one best way) ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของสถานการณ์ในขณะนั้น
วรูม และ เยตัน (Victor Vroom, Phillip Yetton and Jago)
เสนอทฤษฎีความเป็นผู้นำเชิงสถานการณ์ Leader Participation Model หลักการสำคัญคือ การเน้นเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของผู้นำ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ตามมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
โรเบิร์ต เฮาส์ (Robert House)
เสนอแนวคิดผู้นำเชิงสถานการณ์ คือ ทฤษฎีเส้นทาง-เป้าหมาย(Path-goalTheory) กล่าวว่า ภาวะผู้นำเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ ใช้แรงจูงใจเป็นแรงผลักให้สู่เป้าหมายทั้งส่วนบุคคลและขององค์การ
เฮร์เซย์และแบลนชาร์ด (Hersey and Blanchard)
ทฤษฎีวงจรชีวิตของเฮร์เซย์และแบลนชาร์ด เสนอทฤษฎีภาวะผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership Theory:SLT) โดยแบ่งระดับความพร้อมของผู้ตามเป็น 4 ระดับ โดยเรียงจากลำดับต่ำสุดไปสู่สูงสุด
R3 หมายถึง มีความสามารถ แต่ไม่มีความเต็มใจที่จะทำ ถือว่าความพร้อมปานกลาง :
R2 หมายถึง ไม่มีความสามารถ แต่เต็มใจที่จะทำ ถือว่าความพร้อมปานกลาง
R1 หมายถึง ไม่มีความสามารถ และไม่มีความเต็มใจที่จะทำ ถือว่าความพร้อมต่ำ
R4 หมายถึง มีความสามารถ และเต็มใจที่จะทำ ถือว่าความพร้อมสูง
เฮร์เซย์และแบลนชาร์ด
เชื่อว่า รูปแบบผู้นำต้องเหมาะสมกับความพร้อมของผู้ตาม
รูปแบบผู้นำ 4 รูปแบบ
S2 คือ การสอนงาน (Coaching)
S3 คือ การสนับสนุน (Supporting)
S1 คือ การออกคำสั่ง (Direction)
S4 คือ การมอบหมายงาน (Delegating)
พฤติกรรมพื้นฐานของผู้นำ มี 4 แบบ
S1 สั่งการ (Telling) คือ งานสูง-สัมพันธ์
S2 ขายความคิด (Selling) คือ งานสูง-สัมพันธ์สูง
S3 แบบมีส่วนร่วม (Participating) คือ งานต่ำ-สัมพันธ์สูง
S4 มอบอำนาจ (Delegating) คือ งานต่ำ-สัมพันธ์ต่ำ
ฟิดเลอร์
พัฒนารูปแบบจำลอง “ความเป็นผู้นำตามสถานการณ์” เป็นรูปแบบจำลองภาวะผู้นำ เครื่องมือเรียกว่า Last Perferred Co-worker : LPC
ทฤษฎีการบริหารเชิงปริมาณ ( Quality Theory)
1.การบริหารศาสตร์ (Management Science) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจให้กับผู้บริหาร ในการบริหารการพยาบาลจะใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Operational Research)
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System : MIS ) เน้นการออกแบบและนำเอาข้อมูลสารสนเทศโดยอาศัยคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหาร (Computer Based Information System : CBISs)
3.การจัดการปฏิบัติการ (Operations Management) เป็นทฤษฎีใหม่ที่พัฒนามาจากทฤษฎีการจัดการ เน้นการใช้แนวทางปริมาณช่วยในการตัดสินใจ
ทฤษฎี 7 's ซึ่งเป็นแนวคิดแบบจำลองของแมคคินซีย์ (MC Kinsey) เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้เกิดความสำเร็จในองค์การสูงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์การ
Hard Ss เป็นอุปกรณ์แห่งความสำเร็จ
2) กลยุทธ์ (Strategy) จะมีแผนกำหนดวิธีการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การจ
3) ระบบ (System) วิธีการดำเนินงานขององค์ควรมีระเบียบวิธีปฏิบัติงาน
1) โครงสร้าง( structure) การจัดระเบียบขององค์การจะช่วยให้องค์การนั้นประสบผลสำเร็จ
Soft Ss เป็นส่วนเนื้อหาแห่งความสำเร็จ
3) ทักษะ (skills) หมายถึง ความสามารถของผู้บริหารที่มีความเข้มงวดและผ่อนปรนอย่างเหมาะสม
4) ค่านิยมร่วม (shared values องค์การใดจะประสบผลสำเร็จในการบริหารงานนั้นต้องหลอมให้ปัจจัย 7' s ให้เป็นที่ยอมรับ
2) บุคลากร (staff) จะต้องมีมีความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ และพฤติกรรมการทํางานที่ตอบสนองเป้าหมายขององค์การ
1) แบบการบริหาร (style)ผู้บริหารในองค์การต้องรู้งานและทำงานอย่างจริงจัง
การบริหารคุณภาพทั้งองค์การ (T. Q. M. = total quality management)
เป็นแนวคิดการบริหารที่ยึดคุณภาพเป็นหัวใจของทุกเรื่อง เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ ชนะการแข่งขัน ทรัพยากรมนุษย์ คือ ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จและการมีคุณภาพ
การรื้อปรับระบบ (reengineering)
เน้นความสำคัญของผู้รับบริการเป็นหลัก (focus or custorTher) การบริการต้องมีคุณภาพค่าใช้จ่ายถูกรวดเร็วไม่ซับซ้อน ให้ความสําคัญต่อกระบวนการทำงาน (organization charige arourxd process) ไม่ใช่ตัวองค์การ
1) การปรับระบบด้านการจัดการทางการพยาบาล (nursing management) เน้นรูปแบบการมีส่วนร่วมของหน่วยงานในองค์การมีการกระจายอำนาจ
2) การปรับระบบด้านบริการพยาบาล (nursing Service) ความสะดวกรวดเร็ว/มีความพึงพอใจ
องค์การสมัยใหม่ (Modern Organization)
องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
Peter M. Senge แนะนำว่าองค์การต้องสร้างวินัย 5 ประการ ดังต่อไปนี้ บุคลากรที่มีความรอบรู้ (personal mastery) รูปแบบความคิด (mental models) วิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) การเรียนรู้เป็นทีม (team learning) และความคิดเป็นระบบ (System thinking)
องค์การสมรรถนะสูง (High Performance Organisation)
การมีค่านิยมร่วมกันทั่วทั้งองค์การ (Shared values)
การมุ่งเน้นที่ยุทธศาสตร์ให้องค์การดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน (Strategic focus and alignment)
การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและแสวงหาแนวทางในการบรรลุเป้าหมายนั้น (Setting ambitious targets and achieving them)
องค์การยุคหลังสมัยใหม่ (Post Modern Organization)
ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos theory)
ศึกษาถึงกฎเกณฑ์และคุณสมบัติของปรากฏการณ์ทางวัตถุ ในทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยาที่มักเกิดความยุ่งเหยิงขนาดเล็ก ๆ ขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่เป็นไปตามภาวะที่ควรจะเป็น
การจัดองค์การแบบแชมรอค (Shamrock Organization)
มีรากฐานมาจากชื่อต้นที่เป็นต้นไม้ประจำชาติของไอร์แลนด์ได้ถูกนำมาเทียบเคียงกับการแบ่งกลุ่มงาน
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (professional core)
กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจากภายนอก (outsourcing vendors)
กลุ่มพนักงาน
5s Model
SMILE : ยิ้มเเย้มเปี่ยมน้ำใจ องค์การที่มีความสุข
SMOOTH : ความร่วมมือไร้ความขัดเเย้ง องค์การไม่มีความขัดเเย้งเเละมีการผนึกความร่วมมือ
SMART : ฉลาดทรงภูมิปัญญา องค์การสมัยใหม่มุ่งสู่ความเฉลียวฉลาด มีความเเปลกใหม่ มีนวัตกรรมใหม่
SIMPLIFY : ทำเรื่องยากให้ง่ายเเละรวดเร็ว องค์การต้องปรับปรุงให้ง่ายขึ้น
SMALL : จิ๋วเเต่เเจ๋ว องค์การสมัยใหม่จะมีขนาดเล็กลงเเต่มีคุณภาพมากขึ้น
องค์การเสมือนจริง (Virtual Organization)
คือหลักจิตวิทยาที่ต้องได้รับความร่วมมือจากมนุษย์ด้วยกัน (Collaborated) ที่อยู่บนพื้นฐาน ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
มีความไว้วางใจ (Trust)
การบริหารตนเอง (Self-Organization)
การพึ่งพากันมีความยืดหยุ่น (Flexibility)
ขอบเขตขององค์การไม่ชัดเจน
มีการร่วมมือ
ไม่มีสถานที่ตั้งองค์การ
1.การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมสังคมกับชุมชนเครือข่าย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหาร
ได้แก่คน (man) ก่อให้เกิดผลสำเร็จทั้งปริมาณและคุณภาพของงานเครื่องจักร (machine) ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคุ้มค่าเงินทุน (money) หล่อเลี้ยงให้กิจกรรมขององค์กรดำเนินไปโดยไม่ติดขัด วัสดุสิ่งของ (material) จัดหามาเพื่อดำเนินการผลิต
จัดทำโดย
นางสาวนฤมล ดีสมจิตร ชั้นปีที่3 เลขที่ 43 (603101043)