Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กรณีศึกษาที่ 2, กรณีศึกษาที่ 4 - Coggle Diagram
กรณีศึกษาที่ 2
การประเมินและการวินิจฉัย
-
-
3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการได้แก่เก็บปัสสาวะส่งตรวจหรือเพาะเชื้อ จะพบว่ามีค่าถ่วงจำเพาะสูง พบเซลล์เม็ดเลือดขาว (WBC) มากกว่า 105 cell/ml3 ย้อมติดสีแกรมลบ พบเชื้อ E.coli มากกว่า 105 colonies/ml
:check:จากกรณีศึกษาพบว่า
-
3.การตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยส่งตรวจ Urine analysis พบว่ามี Urine Analysis WBC 10-20 cells / HPF Squamous epithelial Cell 1-2 cells / HPF Bacteria numerous มีการติดเชื้อในร่างกาย
1.จากการซักประวัติ มารดามีพฤติกรรมกลั้นปัสสาวะอยู่บ่อยครั้งทำให้มีอาการปัสสาวะแสบคัด ปวดหน่วงท้องน้อย ปัสสาวะกระปริดกระปรอย
การพยาบาล
ระยะคลอด
1.แนะนำเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์คลอดเช่น มดลูกหดรัดตัวบ่อยขึ้น มีมูกหรือน้ำเลือดออกมาจากช่องคลอด หากเกิดอาการปวดท้อง ปวดหน่วงในช่องคลอด ปวดหลัง ปวดเอว ควรรีบมาพบแพทย์ทันที
-
-
-
-
-
-
-
ระยะตั้งครรภ์
-
-
-
-
4.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเพื่อเพิ่มโปรีตีน วิตามินและเกลือแร่ให้กับมารดาและทารก อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาหารที่มีรสชาติเผ็ด เครื่องเทศ
3.แนะนำการสวมใส่เสื้อผ้าที่แห้ง ไม่รัดแน่น โดยเฉพาะกางเกงใน ควรทำความสะอาด แห้งและไม่ควรใส่รัดจนเกินไป
2.แนะนำให้รักษาทำความสะอาดร่างกาย โดยการอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธ์ภายนอกทุกครั้งภายหลังการขับถ่ายและก่อนที่มารดาจะทำความสะอาดร่างกายและอวัยวะสืบพันธ์ มารดาควรล้างมือก่อนทุกครั้ง
1.แนะนำมารดาไม่ควรกลั้นปัสสาวะและสังเกตุอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะลำบาก มีไข้ ปัสสาวะสีขุ่นอาจมีเลือดปน ปวดเหนือหัวหน่าวหรือหลัง เป็นต้น ถ้ามีอาการให้รีบมาพบแพทย์
-
10.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายสำหรับมารดาตั้งครรภ์อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้หกล้ม หรือหลีกเลี่ยงการยกของหนักอย่างสม่ำเสมอ
-
-
-
13.ดูแลประเมินสัญญาณชีพทุก 4 ชม.และฟัง FHS ทุก 4 เพื่อประเมินอาการเปลี่ยนแปลงของมารดาและการเต้นหัวใจของทารก
การป้องกันและการรักษา
- การให้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ ยา ampicillin 500 mg วันละ 3-4 ครั้งนาน 7-10 วันแต่รายที่มีอาการรุนแรงควรให้ ampicillin 1 mg ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำทุก 4-6 ชั่วโมงนาน 3 วันและติดตามผลการตรวจเพาะเชื้อเป็นระยะ
- รายที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงควรรักษา
ภาวะขาดน้ำและภาวะไม่สมดุลของสารน้ำ
และอิเลคโตรไลต์โดยให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ
สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อเชื้อที่พบบ่อยคือ E.coli อาจเกิดจากการอุดกั้นของท่อทางเดินปัสสาวะหรือมีปัจจัยเสริมต่อการติดเชื้อเช่นท่อทางเดินปัสสาวะของเพศหญิงที่สั้นและอยู่ใกล้ทวารหนักจึงมีโอกาสสัมผัสต่อเชื้อโรคได้ง่ายกว่า การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของระบบทางเดินปัสสาวะในขณะตั้งครรภ์จากผลของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะยืดขยาย ทำให้มีปัสสาวะคั่ง เกิดการติดเชื้อและมีการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะและอาจลุกลามไปที่ไตหรือกรวยไต :star: จากกรณีศึกษาพบว่า มารดามีอาชีพขายของในห้างสรรพสินค้าจึงมีพฤติกรรมชอบกั้นปัสสาวะอยู่บ่อยครั้งหรืออาจมีปัจจัยเสริมที่เป็นเพศหญิง มารดาจึงมีท่อปัสสาวะที่สั้นละอยู่ใกล้กับทวารหนักจึงทำให้มีการติดเชื้อได้ง่าย
อาการและอาการแสดงได้แก่ปัสสาวะบ่อยปัสสาวะแสบขัดโดยเฉพาะตอนใกล้จะสุดกลั้นปัสสาวะไม่ได้ปวดหลังหรือปวดหัวเน่ามีไข้ต่ำ ๆปัสสาวะสีขุ่นอาจมีเลือดปนเป็นต้น :<3:จากกรณีศึกษาพบว่ามีอาการปัสสาวะแสบคัดปวดหน่วงท้องน้อยตอนใกล้จะสุด ปัสสาวะกระปริดกระปรอย
ผลของโรคติดต่อทางเดินปัสสาวะต่อภาวะสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ได้แก่ การแท้ง ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้าการคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกเกิดน้อยหรือพิการแต่กำเนิดเป็นต้น
กรณีศึกษาที่ 4
การป้องกันและการรักษา
- หญิงตั้งครรภ์
ทุกรายควรได้
รับการตรวจ
หาเชื้อ HIV ดังนี้
- 1 การตรวจเพื่อคัดกรองหาแอนติบอดีด้วยวิธีต่าง ๆเช่น ELISA โดยควรตรวจติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้งถ้าพบผลบวกทั้ง 2 ครั้งจะวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อวิธีนี้มีความไวร้อยละ 99. 5
- 3 การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีอื่นเช่น immunofluorescence, radioimmunoprecipitation และตรวจหาแอนติเจนของ HIV ด้วยวิธี PCR (polymerase chian reaction) การตรวจหา virus DNA เป็นต้น
- สตรีที่ติดเชื้อ HIV ไม่แนะนำให้ตั้งครรภ์
- ป้องกันและรักษา
ภาวะแทรกซ้อนโดย
เฉพาะในรายที่มี CD4 ต่ำกวา 200 เซลล์โครโน
1 เซลล์ไมโครลิตร CD4 เป็นต้น
- 1 ถ้า Tuberculin skin test ได้ผลบวกควรให้ยา INH รับประทานร่วมกับ pyridoxine วันละครั้งนาน 2 เดือน
- 2 ป้องกันการติดเชื้อ pneumocystis Carinii โดยให้ยา trimeroprim และ Sulfamethoxazole 480 mg 2 เม็ด 3 สัปดาห์
- 3 รายที่มีอาการแสดงของโรคควรให้ยา zidovudine (AZT) แต่ในปัจจุบันพบว่าการใช้ยาร่วมกันระหว่างกลุ่ม nucleoside analogue เช่น AZT ร่วมกับ protease inhibitors เช่น Saquinavir จองประสิทธิภาพในการกดระดับ HIV-RNA ได้ดีกว่าการใช้ยารักษาเพียงกลุ่มเดียว
- 4 รายที่มีภาวะแทรกซ้อนให้การรักษา
ตามอาการเช่นรักษาโรคติดเชื้อฉวย
โอกาสรักษามะเร็งเป็นต้น
:forbidden:จากกรณีศึกษาพบว่า แพทย์ให้การรักษาหลังคลอดโดยให้ทารกกินนมผสมไม่ให้กินนมแม่เด็ดขาดและแพทย์ให้นัดมาตรวจหลังคลอดเป็นระยะ
:
- หญิงตั้งครรภ์ควร
ได้รับคำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับ
การตรวจเลือดทั้งในหญิงตั้งครรภ์และสามีโดยเต็มใจ
- หญิงตั้งครรภ์ที่ผลการตรวจหาเชื้อ HIV เป็นลบ
ควรเน้นย้ำถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อ
ส่วนในรายที่มีผลเลือดเป็นบวกต้องให้ข้อมูล
และคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว
- ติดตามภาวะความรุนแรงของโรคโดยตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการเช่นตรวจนับจำนนอดแดงปัสสาวะไตเตอร์
หัดเยอรมันซิฟิลิสไวรัสตับอักเสบบีตรวจภาพลายรส
ทรวงอกตรา เช่นตรวจนับจำนวนเม็ดเป็นต้น
- ในระยะคลอดดูแลป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโดยยึดหลัก universal precaution พิจารณาวิธีคลอดที่เกิดการบาดเจ็บหรือเกิดบาดแผลน้อยที่สุดหลีกเลี่ยงการใช้หัตถการ
หรือการทำให้เกิดบาดแผลในทารกเช่นการช่วยคลอดด้วยคีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศ
การเจาะถุงน้ำเร็วเกินไปแต่ถ้ามีการแตกของถุงน้ำคร่าควรให้ยากระตุ้นการหดรัดตัว
ของมดลูกเพื่อลดระยะเวลาของการคลอดภายหลังถุงน้ำคร่ำแตกหลีกเลี่ยง
การทำ internal fetal monitoring หรือ scalp blood sampling การผ่าตัดคลอดทารกทางหน้าท้องอาจช่วยลด
การแพร่กระจายเชื้อจากมารดาสู่ทารกได้
- ในระยะหลังคลอดให้การดูแลเช่นเดียวกับ
มารดาหลังคลอดปกติเน้นย้ำเรื่องการแพร่กระจาย
เชื้อโดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- ทารกที่มารดามีการติดเชื้อควรได้รับการวินิจฉัยแรกคลอด
ได้แก่ การตรวจ viral DNA ด้วยวิธี PCR ส่วนการตรวจ
หาแอนตี้บอดีควรตรวจเมื่อทารกอายุหลัง 15-18 เดือน
เนื่องจากแอนตี้บอดีย์ที่ผ่านรกมาจากมารดาจะ
ค่อยๆหายไปใน 15-18 เดือนหลังคลอดกับทารก
- งดเลี้ยงบุตรด้วยน้ำนมมารดาและให้เลี้ยงด้วย
นมผสมอย่างเดียวไม่จำเป็นต้องแยกมารดา
- แนะนำเรื่องการคุมกำเนิดและการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
- แนะนำให้มารดามารับการตรวจติดตามภาวะ
ของโรคและเฝ้าระวังอาการและอาการแสดงของ
โรคเอดส์โดยมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอตรวจเช็ค
มะเร็งปากมดลูกทุกปีถ้าผล CD4 ตากวา 200 เซลล์ / ไมโครลิตร
ตรวจพบเชื้อ HPV ภายหลังการรักษาการอักเสบ
ของปากมดลูกหรือผลการตรวจลงปากมดลูกใน
ครั้งก่อนไม่พบ endocervical cell ควรตรวจเช็คมะเร็งปากมดลก
6 เดือนเป็นต้น
- แนะนำเรื่องการรับประทานอาหารออกกำลัง
กายหลีกเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดการแพเพื่อส่งเสริมสุขภาพ
ให้แข็งแรงจากกรณีศึกษาพบว่า แพทย์ให้การรักษา
หลังคลอดโดยให้ทารกกินนมผสมไม่ให้กินนม
แม่เด็ดขาดและแพทย์ให้นัดมาตรวจหลังคลอดเป็นระยะ
-
การประเมินและการวินิจฉัย
-
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจ vaginal Swab
เพื่อดูเชื้อราทำ gramstain ดูการติดเชื้อหนองในตรวจ Pap Smear เพื่อหามะเร็งปากมดลูกตรวจ VDRL เพื่อตรวจหา เชื้อซิฟิลิส ส่วนการตรวจอื่น ๆเช่นเจาะเลือดดูจำนวนเม็ดเลือดแดง
ปริมาณเกล็ดเลือดการทำงานของตับและไต
- การตรวจร่างกายจะพบอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง มีไข้ ถ่ายเหลว มผื่นหรือจ้ำเลือดตามตัวที่ไม่ทราบสาเหตุมีอาการทางประสาทซีด
lymphocytopenia และเกล็ดเลือดต่ำบางรายมีการติดเชื้อของรากฟันชนิดรุนแรง มีการติดเชื้อที่ตาโดยเฉพาะในระยะท้ายของโรคจะพบ cytomegalovirus retinitis ส่วนใหญ่จะพบการติดเชื้อที่ช่องคลอดเรื้อรังโดยเฉพาะเชื้อราและหูดหงอนไก่หรือ cervical intraepithelial neoplasm (CIN)
ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นต้น
- การซักประวัติซักประวัติเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
การพยาบาล
ระยะตั้งครรภ์
-
-
-
4.ให้คำแนะนำแก่มารดาตั้งครรภ์และครอบครัวเกี่ยวกับการตัดสินใจในการเลือกสิ้นสุดการตั้งครรภ์หรือดำเนินการตั้งครรภ์ต่อโดยทั่วไปถ้าอายุครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์แพทย์จะแนะนำให้ทำแท้งเพื่อการรักษา
5.ให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการรับเชื้อหรือการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นเช่นการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยหรือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เป็นต้น
6.แนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงหลีกเลี่ยงความเครียดเฝ้าระวังการติดเชื้ออย่างอื่น ๆ เพิ่มการรับประทานอาหารที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกันเช่น อาหารพวกเมล็ดธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี ผักปลอดสารพิษ ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม ของหมักดอง อาหารกระป๋องอาหารที่มีสารกันบูดเป็นต้น
7.สังเกตุอาการและอาการแสดงของโรคเอดส์ จดบันทึกอาการที่เปลี่ยนแปลงทุกระยะและรายงานแพทย์หรือพยาบาลให้ทราบโดยเร็ว
ระยะคลอด
-
-
1.ในระยะคอดดูแลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโดยยึดหลัก Universal precautions รวมทั้งดูแลไม่ให้เกิดบาดแผลทั้งในมารดาและทารกเช่นหลีกเลี่ยงการโกนขนบริเวณหัวหนาว หลีกเลี่ยงการเจาะถุงน้ำหรือการตัดแผลฝีเย็บโดยเฉพาะในครรภ์แรกเมื่อศีรษะทารกคลอดควรรีบดูดสารคัดหลั่งจากปากและจมูกของทารกออกให้หมดและให้เร็วที่สุด อย่างนุ่มนวล
-
ระยะหลังคลอด
-
-
-
5.ดูแลด้านจิตใจ การอยู่ร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัวโดยอาจจะตั้งจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เพื่อให้การดูแลที่เหมาะสม
-
-
-
-
สาเหตุ เกิดจากเชื้อ human immunodeficiency virus (HIV) สามารถติดต่อได้ทางเลือด สารคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์ การให้เลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันรวมทั้งติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกโดยเฉพาะในช่วงใกล้คลอลและในขณะคลอดเป็นต้น
:fire: จากกรณีศึกษาพบว่า อาจเกิดจากที่มารดามีเพศสัมพันธ์หลายคนและอาจไม่ได้ป้องกันโรคหรืออาจเกิดจากที่ในระยะคลอดหรือระยะใกล้คลอดโดยสารคัดหลั่งหรือเลือดมารดาที่อาจปนเปื้อนและทำให้ติดเชื้อสู่ทารกได้