Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การเรียนรู้แบบบูรณาการ ด้วย Storyline Approach - Coggle Diagram
การเรียนรู้แบบบูรณาการ ด้วย Storyline Approach
Storyline มาจากค าว่า story และ line
หมายถึง
เส้นทางของเรื่องราว หรือแนวทางของ
เรื่อง เป็นการด าเนินเรื่องราวที่เรียงติดต่อเป็นล าดับ การเรียนรู้แบบบูรณาการด้วย Storyline
Approach เป็นวิธีการที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขึ้นในประเทศสกอตแลนด์ โดยสตีฟเบล
(Steve Bell) และแซลลี่ ฮาร์กเนส (Sallie Harkness) ซึ่งทั้งสองท่านเรียกได้ว่าเป็นผู้ให้ก าเนิด
การเรียนรู้แบบนี้ และทั้งสองท่านได้ร่วมกันพัฒนาวิธีสอนนี้กับเพื่อน (Jeff Creswell, 1997)
หลักการของ “Storyline”
เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ (Child Centred) แนวคิดของจอห์น ดิวอี้ ( John Dewey ) เชื่อ
ว่าเด็กต้องมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบบูรณาการด้วย
Storyline Approach ผู้สอนต้องตระหนักคุณค่าว่าผู้เรียนทุกคนต้องมีประสบการณ์และทักษะ
เดิมของตนเอง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานส าคัญในการสร้างความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ของผู้เรียนและ
ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาติดตามการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เน้นการปฏิบัติและการเสริมแรง การเรียนรู้แบบบูรณาการด้วย Storyline Approach
ถือว่าเป็น Constructivist way of working นั้นคือให้ผู้เรียนลงมือกระท า หรือปฏิบัติด้วยตนเอง
เป็นเรื่องการตัดสินใจ และการแก้ปัญหา เป็นการเรียนรู้แบบ Active learning ซึ่งเป็น
กระบวนการที่จะช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา ทักษะและทัศนคติแก่ผู้เรียน ผู้เรียนที่เรียนด้วย
Storyline Approach จะได้ประสบการณ์การท างานซึ่งเป็นการเสริมแรง โดยผู้สอนให้ความส าคัญ
ในการท างานเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณค่าและมีความหมาย
หลักการสร้าง Storyline
เจฟ เครสเวล (Jeff Creswell, 1997) ได้เสนอหลักการในการสร้าง Storyline ไว้ 6 ประการ พอ
สรุปได้ดังนี้
ยึดหลักของการเล่าเรื่อง Storyline จะมีองค์ประกอบต่างๆ ที่ผสมผสานอยู่ด้วยกันสาม
ส่วน คือ ตัวละคร ซึ่งอาจเป็นคนหรือสัตว์ ดังนั้นกิจกรรมจึงควรเกี่ยวข้องกับคนหรือสัตว์ หรือเล่า
เรื่องในอดีตในรูปของต านาน ความเชื่อ
ยึดหลักของการวางโครงเรื่องให้น่าติดตาม เรื่องราวต้องสนุกและน่าสนใจ ผู้เรียนต้อง
สนุกที่จะได้เรียนรู้ตลอดเวลา6
ยึดหลักว่าผู้สอนเป็นผู้ก าหนดโครง สร้าง โดยน าเนื้อหาและจุดประสงค์ในหลักสูตรมา
วางกรอบของเส้นทางเดินเรื่อง โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือท ากิจกรรมค้นหารายละเอียดต่างๆ และ
เรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อตอบค าถามหลักของผู้สอน
ยึดหลักให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของเรื่องราว หรือประสบการณ์ต่างๆ Storyline ต้องให้ผู้เรียน
ได้น าความรู้หรือประสบการณ์เดิมของตนเองมาวิเคราะห์เชื่อมโยง เพื่อตอบค าถามหลัก
องค์ประกอบส าคัญของ Storyline
Storyline เป็นการด าเนินเรื่องหรือผูกเรื่องที่มีความต่อเนื่องกันประดุจดังเส้นเชือก โดยมีการตั้ง
ค าถามหลัก (Key Questions) เป็นตัวเชื่อมการด าเนินเรื่อง องค์ประกอบส าคัญของเรื่องที่จะท า
ให้เกิดเป็น Storyline นั้น มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้
การจัดฉาก (Setting the Scene) เป็นการระบุเวลา สถานที่ สิ่งแวดล้อม
มีตัวละคร (Character) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในข้อ 1
การด าเนินชีวิต (Way of Life) เป็นการด าเนินชีวิตหรือเรื่องราวของตัวละครในข้อ 2
มีเหตุการณ์ส าคัญเกิดขึ้น หรือมีปัญหาที่ต้องแก้ไข (Events, incidents or real
problems tobe solved) เป็นหัวใจส าคัญของการเรียนรู้แบบบูรณาการด้วย Storyline
Approach เพราะค าถามจะเป็นตัวน าไปสู่กิจกรรมที่หลากหลาย เป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนและเป็นตัวเชื่อมโยงการด าเนินเรื่องให้ต่อเนื่องกันเป็นล าดับภายในหัวข้อเดียวกัน
ยึดหลักเกี่ยวกับการด าเนินเรื่อง การด าเนินเรื่องต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ผู้เรียน
ต้องใช้ความคิด/ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมเพิ่มประสบการณ์ใหม่จากการท ากิจกรรมต่างๆ ได้เรียนรู้
สิ่งใหม่ ๆ
ยึดหลักโครงสร้าง ผู้สอนต้องให้ผู้เรียนสร้างรูปแบบการสร้างมโนทัศน์ของตนเองให้
นักเรียนแสวงหาข้อมูล การค้นพบเสนอข้อค้นพบและพิสูจน์สิ่งที่เขาได้คิด ด้วยกระบวนการเรียนรู้
จากกิจกรรมที่หลากหลาย
บทบาทของผู้เรียน
ผู้เรียนต้องใช้ประสบการณ์หรือความรู้เดิมที่เป็นพื้นฐานส าคัญในการท าให้เกิดการเรียนรู้
ใหม่ โดยผู้เรียนต้องตอบค าถามหลักของผู้สอน ด้วยการไปค้นหาค าตอบ (Discover) ผู้เรียนต้อง
ใช้ทักษะการคิด การแสวงหาความรู้ เพื่อเติมเรื่องราวหรือประสบการณ์ให้เต็มและต้องพร้อมที่จะ
พิสูจน์ข้อค้นพบหรือรูปแบบการสร้างมโนทัศน
ประโยชน์ของการสอนด้วย Storyline
เป็นการสอนที่สนองตามต้องการ 4 ประการของผู้เรียน ได้แก่
1.1 การสื่อสาร (Communication) เด็กทุกคนต้องการพูดและการรับฟัง Storyline เน้น
การปรึกษาหารือ พูดคุยร่วมกันวางแผน รับฟังซึ่งกันและกันและเสนอความคิดเห็น
1.2 การสร้างหรือการลงมือท าด้วยตนเอง (Building/Construction) โดยธรรมชาติ เด็ก
ทุกคนต้องการสร้างสิ่งต่างๆ ต้องการใช้มือของตนเอง (Love to make things with hands)
หรือสร้างด้วยปัญญา การสร้าง (Construct) เป็นการใช้จินตนาการการวางแผน จัดหาข้อมูลสร้าง
ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง เป็นการผลิตงานที่ได้จากความสามารถโดยมิได้เน้นที่การจ าข้อมูล
1.3 การคิดและการลงมือปฏิบัติ (Thought and Action) โดยธรรมชาติเด็กทุกคน รู้จัก
ถามค าถามและต้องการรับฟังค าตอบในสิ่งที่ตนอยากทราบ เทคนิควิธี Story line เปิดโอกาสให้
ผู้เรียนได้กระท า ได้คิดอย่างอิสระทุกขั้นตอนเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละคนได้ค้นพบสืบค้น
ท้าทายให้คิดส ารวจ และสร้างจินตนาการผู้เรียนจะได้ฝึกการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ
1.4 ความต้องการที่ยอมรับว่า ตนเองมีค่า สามารถแสดงความรู้สึกได้ (Self-expression)
เทคนิคการคาดคะเนคำตอบ
ให้ตอบค ำถำมเป็นรำยบุคคล
ครูให้แบบสอบถาม แบบปรนัย หรือแบบอัตนัย เมื่อนักเรียนคาดคะเนค าตอบ ครูควรถาม
นักเรียนว่าหาค าตอบอย่างไรเพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้
ให้ตอบเป็นทีม
นักเรียนอาจจับกลุ่มกันคาดคะเนค าตอบร่วมกันหรืออาจใช้วิธีการคิด คนเดียว – คิดคู่ –
คิดเป็นทีม หรือเรียกว่า Think – Pair – Share