Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 4 การป้องกันและช่วยเหลือเด็ก ที่ได้รับอุบัติเหตุและสารพิษ, นางสาว…
บทที่ 4 การป้องกันและช่วยเหลือเด็ก
ที่ได้รับอุบัติเหตุและสารพิษ
กระดูกหัก (Bone Fracture)
คือ การมีรอยแยก รอยแตก หรือไม่มีความต่อเนื่องกันของเนื้อกระดูก
ชนิดของกระดูกหัก
แบ่งตามบาดแผล
กระดูกหักชนิดไม่มีแผล
(Closed fracture)
กระดูกหักแบบแผลเปิด
(Open fracture)
แบ่งตามรอยที่มี
การหักของกระดูก
กระดูกหักทั่วไป
กระดูกที่แตกออกเป็น 2 ชิ้น
กระดูกหัก
ยุบเข้าหากัน
ภาวะที่กระดูกทั้ง 2 ด้านได้รับแรงกด ส่งผลให้กระดูกแตกทั้ง 2 ด้าน
กระดูกเดาะ
กระดูกที่แตกเพียงด้านเดียว ส่วนอีกด้านโก่งไปตามแรงกด
การปฐมพยาบาล
ทำการปฐมพยาบาลด้วยวิธี CPR
ถ้ามีเลือดออกให้
ทำการห้ามเลือดก่อน
เสมอไม่ว่ากระดูกจะหักหรือไม่
ให้หาสายรัด (เชือก สายไฟ ผ้าพันคอ เน็คไท)
มาผูกรัดเหนือบาดแผลให้แน่น
ให้คลายสายรัดทุก 15 นาที
โดยคลายนานครั้งละ 30 - 60 วินาที
ประเมินบริเวณที่บาดเจ็บ
ดามกระดูกที่หัก
การดามชั่วคราวง่ายๆ
ทำได้โดยการใช้แผ่นไม้ พลาสติกแข็ง ไม้บรรทัด ท่อนไม้ หนังสือพิมพ์หรือ นิตยสารพับทบหลายๆชั้นทำเป็นเฝือกวางแนบกับส่วนที่หัก
โดยปลายทั้ง 2 ข้างครอบคลุมถึงข้อที่อยู่เหนือและใต้ส่วนที่หัก ควรมีสิ่งนุ่มๆรองรับผิวหนัง แล้วรัดทั้งหมดด้วยการใช้เทป เชื้อก ด้าย
อาการหลังการใส่เฝือก
เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน เกิดจากการกดผิวหนังมากเกินไป
มีอาการบวมแดงบริเวณต่ำกว่าเฝือก อาจเกิดากการไหลเวียนเลือดไม่ดี
นิ้วมือหรือนิ้วเท้าข้างที่ใส่เฝือกสีเขียวคล้ำ หรือซีดขาว บวมมากขึ้น อาการชา ซ่า เกิดจากการกดเส้นประสาทมากเกินไป
มีเลือด น้ำเหลือง หนอง ไหลซึมออกจากเฝือก หรือมีกลิ่นเหม็น
หากมีอาการปวดมากและรู้สึกคับเฝือก
ไม่สามารถขยับนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้างที่ใส่เผือก เฝือกหลวม บุบสลาย หรือแตกหัก หรือมีวัตุแปลกปลอมเข้าไปในเฝือก
ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ประคบน้ำแข็งตรงบาดแผล
ลดอาการปวด บวมอักเสบ การไหลของเลือดได้
ประคบไว้นานประมาณ 20 นาทีหรือจนกว่าจะชา
หาถุงน้ำแข็ง(ควรใช้ผ้าบางๆมาพันรอบของที่เย็นป้องกันการโดนน้ำแข็งกัด)
มาประคบทันทีในระหว่างรอรถโรงพยาบาล
ขณะประคบน้ำแข็ง ให้ยกช่วงกระดูกที่หักให้สูงขึ้นเพื่อช่วยลดอาการบวม (ถ้าทำได้)
ข้อควรระวัง
ถ้าส่วนที่หักเป็นปลายแขนหรือมือ ให้ใช้ผ้าคล้องคอ
ถ้าส่วนที่หักเป็นนิ้วมือ ให้ใช้ไม้ไอศกรีมดามนิ้ว
อย่าพยายามดึงข้อ หรือจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วยตัวเอง
ถ้ากระดูกโผล่ออกมานอกเนื้อ ห้ามดึงกระดูกให้กลับเข้าที่ เพราะทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล ควรใชผ้าสะอาดปิดปากแผลเอาไว้ใช้เฝือกดาม
ผู้ป่วยกระดูกหักขาส่วนบน กระดูกสันหลัง ศีรษะหรือคอ อุ้งเชิงกรานหรือสะโพก ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกาย
งดให้ผู้ป่วยดืมน้ำหรือ อาหารจนกว่าจะพบแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจจะได้รับการผ่าตัด
ภาวะสำลักสิ่งแปลกปลอม
ในทางเดินหายใจ
วิธีช่วย
กรณีเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบ
five back blows กับ five chest thruts
1.วางเด็กคว่ำลงบนแขน และวางแขนนั้นลงบนตัก โดยให้ศีรษะของเด็กอยู่ต่ำกว่าตัว
ใช้สันมือเคาะหลังระหว่างกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้าง 5ครั้งติดต่อกัน
จากนั้นพลิกเด็กให้หงายบนแขนอีกข้าง จับเด็กให้มั่นคงปริเวณท้ายทอย โดยการประคองคอให้ดี วางแขนบนหน้าตักโดยให้ศีรษะอยู่ต่ำ จากนั้นกดกลางหน้าอกด้วยนิ้วชี้และนิ้วกลาง บริเวณกึ่งกลางหัวนมทั้งสองข้าง 5 ครั้ง
ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา
หากเด็กหมดสติ ให้ทำการประเมินการหายใจ การเต้นของชีพจร และให้การช่วยเหลือการหายใจสลับกับการเคาะหลังและกดหน้าอก
2.อ้าปากเด็กดูว่ามีอะไรในปากหรือไม่
ถ้ามองเห็นให้หยิบออก
ถ้ามองไม่เห็น ห้ามควานหาเพราะทำให้ติดลึกกว่าเดิม
1.อย่าตกใจ โทร 1669
กรณีเด็กที่อายุมากกว่า 1 ปี
ถ้าเด็กไม่สามารถพูด หรือ
อาการหนัก เช่น ซึด เขียว หายใจลำบาก
กดซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา
ให้ทำการกดท้อง โดยให้ยืนหรือคุกเข่าด้านหลังผู้ป่วย ใช้มือโอบรอบเอวของเด็ก กำมือเป็นกำปั้นและวางกำปั้นด้านข้าง (ด้านหัวแม่มือ) บนกึ่งกลางหน้าท้องเหนือสะดือเด็กแต่ใต้ลิ้นปี่ กดโดยให้แรงมีทิศทางเข้าด้านใน และเฉียงขึ้นบน ทำซ้ำ 5 ครั้ง
Heimlich maneuver
1.กระตุ้นให้เด็กไอเอง
เด็กหมดสติ
ให้ประเมินการหายใจ การเต้นของชีพจร และให้การช่วยเหลือการหายใจสลับการกดท้อง
การกดท้องในเด็กหมดสติ ทำโดยให้เด็กอยู่ในท่านอนราบ ผู้ช่วยนั่งคร่อมตัวเด็ก วางสันมือบนท้องเด็กตำแหน่งสูงกว่าสะดือเด็ก กดในทิศทางเข้าด้านในและเฉียงขึ้น กด 5 ครั้ง แล้วเปิดปากสำรวจดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาไหม
การป้องกัน
เลือกขนิดและขนาดอาหารที่เหมาะสม
ให้แก่เด็กในวัยต่างๆป้องกันการสำลัก
ไม่ควรป้อนอาหารเด็กในขณะเด็กกำลังวิ่งเล่น
เลือกชนิด รูปร่าง ขนาดของเล่นให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก
จัดเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตราย
ปัญหาที่เกิดหลังการสำลัก
เกิดการอุดกั้นของหลอดลมส่วนปลาย
เกิดภาวะปอดแฟบ
เกิดภาวะปอดพอง
หอบหืด
เกิดการอุดกั้นการระบายของเสมหะในทางเดินหายใจ
ทำให้เกิดปัญหาการอักเสบติดเชื้อ
ปอดอักเสบ
หลอดลมอักเสบ
เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนต้น
การจมน้ำ (Drowning)
Drowning ผู้ที่เสียชีวิตจากการจมน้ำภายใน 24 ชั่วโมง
Near - Drowning ผู้ที่จมน้ำแต่ไม่เสียชีวิตทันที มีชีวิตเกิน 24 ชั่วโมง อาจเสียชีวิตในเวลาต่อมา
การจมน้ำ
การจมน้ำเค็ม
(Salt - water Drowning)
ปริมาตรน้ำที่ไหลเวียนในร่างกายลดลง เกิดภาวะ Hypovolemia ส่งผลให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ระดับเกลือแร่ในร่างกายสูงขึ้น
ทำให้เกิด หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจวาย ช็อก
ทำให้เกิดภาวะ pulmonary edema เนื่องจากน้ำเลือดไหลออกนอกหลอดเลือดเข้าไปในถุงลมปอด
Hypertonic solution
การจมน้ำจืด
(Fresh - water Drowning)
Hypotonic Solution
น้ำจะซึมผ่านเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของปอดอย่างรวดเร็ว
ทำให้เกิด
ภาวะ Hypervolemia
ระดับเกลือแร่ในเลือดลดลง
ภาวะปอดแฟบ จากการที่น้ำไปทำลายสารเคลือบถุงลม
เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก hymolysis
หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย
วิธีช่วยเด็กจมน้ำ
กรณีที่เด็กรู้สึกตัว
จัดให้นอนท่าตะแคงกึ่งคว่ำ
นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
ให่รีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้ผ้าคลุมตัว เพื่อให้เกิดความอบอุ่น
กรณีที่เด็กหมดสติ
ตรววจดูการหายใจพร้อมกับคลำชีพจรที่ข้อพับแขนไปพร้อมๆกัน ใช้หน้าอังไปที่จมูก ว่าลมอุ่นๆมาปะทะไหม
ถ้าไม่ลมหายใจ ให้โทรเรียกหน่วยรถพยาบาล 1669
ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยนวดหัวใจสลับกับการช่วยหายใจ
การนวดหัวใจ
เด็กโต
ตำแหน่งกึ่งกลางท่อนล่างกระดูกหน้าอก (กึ่งกลางหน้าอกตำแหน่งราวนม)
ลึก 5 ซม.(1/3 ความหนาของทรวงอก)
กดโดยใช้สันมือข้างเดียว อีกข้างเปิดทางเดินหาย
100 -120 ครั้ง/นาที
เด็กเล็ก < 1 ปี
ตำแหน่งกึ่งกลางท่อนล่างกระดูกหน้าอก (กึ่งกลางหน้าอกตำแหน่งราวนม)
ลึก 4 ซม.(1.5 นิ้ว หรือ1/3 ความหนาของทรวงอก)
100 -120 ครั้ง/นาที
กดโดยใช้นิ้วมือสองนิ้ว มืออีกข้างเปิดทางเดินหายใจ
ผู้ใหญ่
ตำแหน่งกึ่งกลางท่อนล่างกระดูกหน้าอก (กึ่งกลางหน้าอกตำแหน่งราวนม)
ลึก 5- 6 ซม.(2.0 -2.4 นิ้ว)
100 -120 ครั้ง/นาที
กดโดยใช้สองมือ
การเป่าปาก
เด็กโตใช้ปากครอบปาก
เด็กเล็กใช้ปากครอบทั้งปากและจมูก
เป่าปากนาน 1 วินาที เป่า 2 ครั้ง หน้าอกต้องยกตามการเป่าปาก
นวดหัวใจ + การเป่าปาก นาน 2 นาที และเช็กชีพจร
วิธีป้องกัน
สอนให้เด็กว่ายน้ำอย่างถูกวิธี
ให้ใส่เสื้อชูชีพเมื่ออยู่บนเรือ
ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด
ไม่ให้เล่นใกล้แหล่งน้ำ
เล่นน้ำในสระว่ายน้ำเพียงลำพัง
สารพิษ (Poisons)
การประเมินภาวะ
การได้รับสารพิษ
เพ้อ ชัก หมดสติ มีอาการอัมพาตบางส่วน ขนาดช่องม่านตาผิดปกติ อาจหดหรือขยาย
หายใจขัด หายใจลำบาก มีเสมหะมาก ปลายมือปลายเท้าเขียว หรือริมฝีปาก ลมหายใจมีกลิ่นสารเคมี
การคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง น้ำลายฟูมปาก หรือมีรอยไหม้บริเวณริมฝีปาก มีกลิ่นสารเคมีบรืเวณปาก
ตัวเย็น เหงื่ออกมาก มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง
การปฐมพยาบาล
ได้รับ ยาแก้ปวด ลดไข้
อาการและอาการแสดง
ยาแอสไพริน
เหงื่อออกมาก ปลายมือปลายเท้าแดง ชีพจรเต้นเร็ว หายใจเร็ว ใจสั่น
คลื่นไส้อาเจียน
หูอื้อ เหมือนมีเสียงกระดิ่งในหู การได้ยินลดลง
ยาพาราเซตามอล
คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
ง่วงซึม
เหงื่ออกมาก ความดันโลหิตต่ำ สับสน
การปฐมพยาบาล
ทำให้สารพิษเจือจาง
ทำให้อาเจียน
ให้สารดูดซับสารพิษ
ได้รับสารพิษทางการหายใจ
ก๊าซที่เกิดการระคายเคือง
ต่อระบบทางเดินหายใจ
เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
เช่น คอ หลอดลม และปอด
ก๊าซที่ทำให้อันตรายทั่วร่างกาย
ทำให้เม็ดเลือดแตก ปัสสาวะเป็นเลือด ดีซ่าน ตาเหลือง ตัวเหลือง
เช่น ก๊าซอาร์ซีน ไม่มีสี กลิ่นคล้ายกระเทียม
ก๊าซที่ทำให้ขาด O2
เช่น
คาร์บอนไดออกไซด์
ไฮโดรเจน
คาร์บอนมอนนอกไซด์
ไนโตรเจน
วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมหมดสติ ถึงแก่ความตายได้
การปฐมพยาบาล
นำผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์
ประเมินการหายใจ และการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ นำส่งโรงพยาบาล
กลั้นหายใจและรีบเปิดประตู หน้าต่าง เพื่อให้อากาศถ่ายเท ปิดท่อก๊าซ
ได้รับสารพวกน้ำมันปิโตเลียม
อาการและอาการแสดง
แสบร้อนบริเวณปาก คลื่นไส้ อาเจียน
หายใจมีกลิ่นน้ำมัน เนื่องจากอาจจะสำลักเข้าไปในปอด
อัราการหายใจเพิ่มขึ้น และชีพจรเพิ่ม อาจมีอาการขาด O2
การปฐมพยาบาล
รีบนำส่งโรงพยาบาล
ห้ามทำให้อาเจียน
ถ้าผู้ป่วยอาเจียนระหว่างนำส่งโรงพยาบาล ให้จัดศีรษะต่ำ เพื่อป้องกันการสำลักน้ำมันเข้าปอด
สารเคมีถูกผิวหนัง
อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี อาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นจากความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยา
บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค
ล้างด้วยน้ำสะอาดนานๆ อย่างน้อย 15 นาที
ปิดแผล แล้วนำส่งโรงพยาบาล
ได้รับสารกัดเนื้อ
การปฐมการพยาบาล
ถ้ารู้สึกตัวดีให้ดื่มนม
อย่าทำให้อาเจียน
รีบนำส่งโรงพยาบาล
อาการและอาการแสดง
ไหม้พอง ร้อนบริเวณริมฝีปาก ปาก ลำคอและท้อง
คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ
มีภาวะช็อค
สารเคมีเข้าตา
อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี อาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นจากความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยา
บรรเทาอาการปวดและรักษาช็อค
ล้างตาด้วยน้ำสะอาด 15 นาที โดยการเปิดน้ำก็อกไหลรินค่อยๆ
ปิดตา แล้วนำส่งโรงพยาบาล
ได้รับสารพิษทางปาก
นำส่งโรงพยาบาล เพื่อทำการล้างท้องเอาสารพิษออกจากกระเพาะ
ทำให้ผู้ป่วยอาเจียน
ให้นม เพื่อให้สารพิษเจือจาง
ข้อห้ามใน
การทำให้อาเจียน
ได้รับสารพิษชนิดกัดเนื้อ เช่น กรด ด่าง
หมดสติ
รับประทานสารพิษพวกปิโตรเลียม
ให้สารดูดซับสารพิษในระบบทางเดินอาหาร สารที่ใช้ได้ผลดี คือ Activated charcoal ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ1 แก้ว ให้ดื่ม หรือถ้าไม่มีให้ใช่ไข่ขาว 3-4 ฟองตีให้เข้ากัน
จำแนกตามลักษณะการออกฤทธิ์
ชนิดทำให้ระคายเคือง
(Irritants)
เกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อน และอาการอักเสสบในระยะต่อมา
เช่น
ฟอสฟอรัส
สารหนู
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
ชนิดที่กดระบประสาท
(Narcotics)
ทำให้หมดสติ หลับลึก ปลุกไม่ตื่น ม่านตาหดเล็กลง
เช่น
ฝิ่น
มอร์ฟิน
พิษจากงูบางชนิด
ชนิดกัดเนื้อ
(Corrosive)
สารละลายพวก กรดและด่างเข้มข้น น้ำยาฟอกขาว
ทำให้เนื้อเยื่อไหม้ พอง
ชนิดที่กระตุ้นระบบประสาท
(Dililants)
เช่น
ยาอะโทรปีน
ทำให้เกิดอาการเพ้อคลั่ง ใบหน้า ผิวหนังแดง ชีพจรเต้นเร็ว ช่องม่านตาขยาย
บาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก (Burns)
อาการ
ความลึกของบาดแผล
ระดับที่ 1 (First degree burn)
บาดแผลที่มีการทำลายของเซลล์หนังกำพร้าชั้นผิวนอกเท่านั้น ปกติจะหายได้เร็ว ไม่ทำให้เกิดแผลเป็น
ระดับที่ 2 (Second degree burn)
ชนิดตื้น (Superficial partial thickness burns)
หายได้เร็วภายใน 2-3 สัปดาห์
ทำให้เกิดแผลพุพองเป็นตุ่มน้ำใส ผิวอาจหลุดลอกเป็นเนื้อสีชมพู หรือสีแดง รู้สึกปวดแสบ ปวดร้อนเนื่องจากเส้นประสาทยังไม่ได้ถูกทำลาย
การทำลายของชั้นผิวหนังกำพร้า ชั้นนอกและชั้นในสุด และหนังแท้ส่วนตื้น มีเซลล์ที่สามารถเจริญขึ้นทดแทนที่ตาย
ชนิดลึก (Deep partial thickness burns)
บาดแผลที่ถูกทำลายของหนังแท้ส่วนลึก
ทำให้เกิดแผลเป็นสีเหลืองขาว แห้ง ไม่ค่อยปวด
จะหายภายใน3-6 สัปดาห์
การใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้แผลไม่เกิดการติดเชื้อ
ระดับที่ 3 (Third degree burn)
ไม่มีอาการเจ็บปวด เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลาย
มีโอกาสเกิดแผลหดรั้งทำให้ข้อติดสูงมาก
แผลที่มีการทำลายของหนังกำพร้าและหนังแท้ทั้งหมด ต่อมเหงื่อ รูขุมขน และเซลล์ประสาท
ความกว้างของบาดแผล
แผลขนาด 1 ฝ่ามือของผู้ป่วย เท่ากับ 1% ของผิวหนังทั่วร่างกาย
ผู้ใหญ่
หน้าอก = 18%
แขนซ้าย = 9% แขนขวา = 9 %
ขาขวา = 18% ขาซ้าย = 18%
ฝีเย็บ = 1%
หลัง = 18%
หัว (หน้า + หลัง) = 9%
บาดแผลที่มีขาดใหญ่ทำให้สุญเสียน้ำ โปรตีน เกลื่แร่ อาจทำให้เกิดภาวะช็อกได้
เด็ก
หน้าอก = 18%
แขนซ้าย = 9% แขนขวา= 9%
หลัง = 18%
ขาขวา = 13.5% ขาซ้าย = 13.5%
หัว (หน้าและหลัง) = 18%
ฝีเย็บ = 1%
การพยาบาล
แผลที่ตุ่มน้ำใส ไม่ควรเอาเข็มเจาะ เพราะถ้าเข็มไม่สะอาด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ
ถ้ามีบาดแผลมีขนาดกว้าง อาจทำให้เกิดภาวะช็อก หรือเกิดแผลที่ใบหน้าอาจทำให้หายใจลำบากควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
ล้างแผลหรือแช่แผลด้วยน้ำสะอาด
แล้วใช้ผ้าก็อซหรือผ้าสะอาดปิดแผล
สาเหตุ
น้ำร้อน
น้ำมันร้อนๆ
วัคถุที่ร้อน
กระแสไฟฟ้า
ความร้อน
สารเคมี
รังสี
รังสีเรเดียม
รังสีนิวเคลียร์
แสงแดด
การรักษา
ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ (Topical antibiotic)
ให้สารน้ำ Ringer's lactate ป้องกันภาวะขาดน้ำและช็อก
แนะนำให้ใส่ผ้ายืด เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนหนา หลังจากผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนัง (Skin graft)
นิยมใช้ 1% Silver sulfadiazine มีฤทธิ์กว้าง
นางสาว ปิยวรรณ แสวงวงษ์ เลขที่ 71 รุ่น 36/1 รหัสนักศึกษา 612001072