Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ควาสำคัญของโภชนาการต่อสุขภาพและการคำนวณปริมาณและพลังงานสารอาหาร…
ควาสำคัญของโภชนาการต่อสุขภาพและการคำนวณปริมาณและพลังงานสารอาหาร
ความหมายและความสำคัญของโภชนาการต่อสุขภาพ
ความหมายของสารอาหาร
สารอาหาร (Nutrients)
มีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย
คาร์โบไฮเดรต,โปรตีน ,ไขมัน ,วิตามิน , เกลือแร่ , น้ำ
สารไม่ใช่สารอาหาร ( Non nutrients)
เป็นสารอาหารที่ได้จากอาหารแต่ไม่ใช่อาหาร
ขัดขวางการดูดซึม
ไฟเตท , ออกซาเลท , แทนนิน
โทษต่อร่างกาย
โลหะหนัก (อาหารทะเล)
มีประโยชน์ต่อร่างกาย
เส้นใยอาหาร , สารพฤกษเคมี (อยู่ในพืช)
ความหมายของภาวะโภชนาการ
ภาวะโภชนาการ
หมายถึงสภาวะทางสุขภาพของบุคคลที่มีผลมาจากสารอาหารในระดับเซลล์
ภาวะโภชนาการดี (Desirable nutritional status)
เป็นภาวะที่ได้รับสารอาหารทั้งชนิดและปริมาณเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ
ภาวะโชนาการไม่ดี(Poor nutritionnal status)
หรือ
ทุพโภชนาการ (Malnutrition)
เป็นภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือได้รับเพียงพอแต่ร่างกายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสารอาหารที่ได้รับ หรือ ได้รับเกิน
ภาวะโภชนาการขาด (Under nutrition )
โรคมาราสมัส (Marasmus)
เกิดจากการขาดโปรตีนและพลังงาน
โรคปากนกกรจอก
เกิดจากการขาดวิตามินบี 2
โรคควาชิออร์กอร์ (Kwashiorkor)
เกิดจากการขาดดปรตีนอย่างมาก
โรคคอพอก
เกิดจากการขาดเกลือไอโอดีน
ภาวะโภชนาการเกิน (Over nutrition)
ได้รับมากเกินไปจนเกิดการรสะสม
โรคอ้วน
โรคเบาหวาน
โรคความดันโลหิตสูง
โรคหลอดเลอดหัวใจและสมอง
ความหมายของอาหารและโภชนาการ
อาหาร
หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เข้าสู่ร่างกายโดยวิธีการดืม การกิน หรือการฉีด
หมู่ที่ 5 น้ำมัน
หมู่ที่ 4 วิตามิน
หมู่ที่ 3 แร่ธาตุ
หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต
หมู่ที่ 1 โปรตีน
โภชนาการ
หมายถึง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่เกี่ยวข้องกับระบบการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของอาหารในร่างกายของสิ่งมีชีวิต เช่น การย่อย การดูดซึม การนำไปใช้รวมทั้งการพัฒนาการของร่างกาย
ความสำคัญของโภชนาการกับสุขภาพ
ด้านสุขภาพจิต
โภชนาการที่ดีทำให้จิตใจแข็งแรง มีความมั่นคงในอารมณ์ กระตือรือร้น วุฒิภาวะทางอารมณ์เจริญเร็วกว่าผู้มีภาวะโภชนาการไม่ดี
ด้านสุขภาพกาย
อาหารทำให้ร่างกายเจริญเติบโต อาหารทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ไม่เจ็บป่วยง่าย
ชนิดและคุณค่าของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย
คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate)
จำแนกตามขนาดโมเลกุล
โมโนแซกคคาไรด์ (monosaccharide)
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่มีโมเลกุลเล็กที่สุด
กลูโคส (glucose)
เป็นน้ำตาลที่พบมากในธรรมชาติที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากร่างกายใช้กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานโดยเฉพาะสมอง
ฟรักโทส (fructose)
เป็นน้ำตาลที่หวานที่สุด พบในผัก ผลไม้ และน้ำผึ้ง
กาแลกโทส(galactose)
เป็นน้ำตาลที่พบมากในนม และผลิตภัณฑ์จากนม
ไดแซคคาไรด์(disaccharide)
ประกอบด้วย โมโนแซคคาไรด์ 2 ตัว มารวมกัน
มอลโทส (maltose)
พบได้มากในข้าวมอลต์ เมล็ดข้าวที่กำลังงอก น้ำนมข้าว และข้าวโพด
แล็กโทส (lactose)
เป็นน้ำตาลซึ่งมีรสหวานน้อย เป็นน้ำตาลนม พบมากในน้ำนมและผลิตภัณฑ์จากนม
ซูโครส (sucrose)
หรือ น้ำตาลทราย หรือน้ำตาลอ้อยพบได้มากในอ้อย ตาล มะพร้าว ผลไม้ที่มีรสหวานทุกชนิด
โอลิโกแซคคาไรด์ (oligosaccharide)
ประกอบด้วยโมโนแซคคาไรด์ตั้งแต่ 3-10 โมเลกุล
น้ำตาลแรฟฟิโนส (Raffinose)
พบในถั่ว
โพลีแซคคาไรด์(polysaccharide)
ประกอบด้วยโมโนแซคคาไรด์ตั้งแต่ 10 โมเลกุลขึ้นไปเชือมต่อกัน
โพลีแซคคาไรด์ที่ย่อยได้( digestible polysaccharide)
แป้ง(starch)
พบได้ในพืช
ไกลโครเจน (glycogen)
พบในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และเครื่องใน
โพลีแซคคาไรด์ที่ย่อยไม่ได้( indigestible polysaccharide)
ใยอาหาร(dietary fiber)
พบมากตามใบผัก ก้านผัก และเปลือกนอกของผลไม้สุก
หน้าที่และความสำคัญของคาร์โบไฮเดรต
ช่วยให้เผาผลาญไขมันเป็นไปตามปกติ(ถ้ารับคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ)
ช่วยร่างกายทำลายสารพิษ
สงวนคุณค่าของโปรตีนไว้ไม่ให้เผาผลาญเป็นพลังงาน (ถ้ารับคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ)
คาร์โบไฮเดรตในรูปเส้นใยอาหารจะช่วยอุ้มน้ำและเพิ่มมวลอุจจาระให้ขับถ่ายปกติ
ให้พลังงานแก่ร่างกาย คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี
โปรตีน(Protein)
จำแนกชนิดของโปรตีน
โปรตีนสมบูรณ์ (complete protein or hight-quality protein)
จะประกอบด้วยกรดอมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายครบทุกชนิดและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ได้แก่ โปรตีนที่อยู่ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณ์จากสัตว์
โปรตีนไม่สมบูรณ์ (incomplete protein)
จะประกอบด้วยกรดอมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกายไม่ครบทุกชนิดส่วนใหญ่โปรตีนที่พบในพืชเป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์
หน้าที่และความสำคัญของโปรตีน
ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย
ควบคุมการทำงานของร่างกาย
สร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ
รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย
เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
ให้พลังงาน โปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี
ไขมัน(Lipid)
จำแนกไขมันตามบทบาทและหน้าที่ในร่างกาย
ฟอสฟอลิปิด (phospholipids)
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเมมเบรนของเซลล์ต่างๆ
โคเลสเตอรอล (cholesterol)
เป็นไขมันที่พบมากในอาหารประเภทสัตว์ ไม่พบในอาหารประเภทพืช
ไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides:TG)
เป็นไขมันที่บริโภคมากที่สุด ได้จากพืช สัตว์ และกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต เช่น น้ำตาล
อยู่ในรูปของแข็ง เรียก
ไขมันแข็ง (fats)
อยู่ในรูปของเหลว เรียก
น้ำมัน (oil)
หน้าที่และความสำคัญของไขมัน
ไขมันรวมตัวกับโปรตีน เรียกว่า ไลโปโปรตีน ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบผนังเซลล์และไมโตคอนเดรีย ซึ่งถ้าขาดไขันผนังเซลล์ของร่างกายจะอ่อนแอ และเซลที่ตายจะไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้
เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาท เส้นประสาทจะมีไมันหุ้ม ซึ่งทำให้เส้นประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ป้องกันการกระเทือนของอวัยวะภายในร่างกาย
ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
ให้พลังงานแก่ร่างกายสูงสุด คือ 9 แคลอรี ต่อ 1 กรัม
ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน
ไขมันในอาหารช่วยให้อาหารมีรส กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่ดี ทำใหอิ่มท้องนาน
วิตามิน(Vitamin)
วิตามินที่ละลายในไขมัน(fat-soluble vitamin)
วิตมินดี(vitamin D)
ขาดวิตามินดีจะ ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกต่ำ กระดูกแตกและหักง่าย ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน(osteoporosis)และโรคกระดูกอ่อน(rikets)
ป้องกันโรคกระดูกอ่อน ช่วยให้กระดูกหนาแน่นและแข็งแรง มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และภูมิคุ้มกัน
รับวิตามินดีจาก ปลาที่มีไขมันมาก ไข่ ตับ นม และเนย และร่างกายสามารถสร้างเองได้จาก7-ดีไฮโดรโคเลสเตอรอลที่ผิวจากแสงแดดอ่อนๆ
วิตมินอี(vitamin E)
ถ้ารับวิตามินอีจากอาหารจะไม่มีอันตราย แต่ถ้าได้รับจากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทำให้เสี่ยงต่อภาวะเลืดออกโดยเฉพาะเลือดออกในสมอง
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียงจากโรคหัวใจโดยช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด สร้างฮอร์โมน และสร้างเม็ดเลือดแดง
แหล่งอาหารที่มีวิตามินอีได้แก่ ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนต์ น้ำมันพืช เช่นน้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกทานตะวัน ดอกคำฝอย ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม บร็อคโคลี
วิตามินเอ (vitamin A)
ช่วยในการมองเห็น , ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ
ขาดวิตามินเอจะ มองเห็นได้ยากในที่มืด โรคตาบอดกลางคืน
ได้รับวิตามินเอมากเกินไป มุมปากแห้งและแตก ผิวแพ้แสง ผมร่วง ตับถูกทำลาย ถ้าขณะมีครรภ์ทำให้ทารกที่เกิดมาจะพิการ มีความผิดปกติที่กะโหลกศีรษะ ฯลฯ
พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์ทะเล ผลไม้ ผักใบเขียวเข้ม และผักสีเหลือง เช่น นม เนย ตับ ไข่แดง น้ำมันตับปลา มะระกอสุก มะม่วงสุก แคนตาลูป แครอท ฟักทอง ผักบุ้ง ตำลึง กวางตุ้ง
วิตามินเค (vitamin K)
ถ้าขาดวิตามินเค ทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย และป้องกันแคลเซียมไม่ให้สลายออกจากกระดูก
ร่างกายสามารถสังเคาระห์เองได้โดยแบคทีเรียในลำไส้ และได้รับจากแหล่งอาหาร เช่น ผักโขม กะหล่ำปี ผักกาดหอม ดอกกะหล่ำ ได้รับจากปลา ตับหมู ตับวัว ไข่ ฯลฯ
ช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด
วิตามินที่ละลายในน้ำ(water-soluble vitamin)
วิตามินบี 6 (pyridoine)
สร้างฮีโมโกลบิน สร้างภูมิคุ้มกัน
พบมากในเนื้อปลา ไข่ นม ตับ ถั่ว ธัญพืชและผักใบเขียว
ไบโอติน (biotin)
เป็นโคเอนไซม์สังเคราะห์กรดไขมันและกรดอะมิโน และร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้จากแบคทีเรียในลำไส้และได้จากอาหาร
อาหารที่มีไบโอตินมาก ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไต ไข่แดง ถั่ว ยีสต์
กรดแพนโทเทนิก (pantothenic acid) หรือวิตามินบี 5
พบในอาหารเกือบทุกชนิด ได้แก่ ยีสต์ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ นม ไข่
ช่วยสร้างฮอร์โมนและโคเลสเตอรอล
โฟเลต (folate) หรือกรกโฟลิก (folic acid) หรือวิตามินบี 9
ช่วยในการสังเคราะห์กรดนิวคลีอิกซึ่งเป็นสารพันธุกรรม สร้างเซลล์ต่างๆ สร้างเม็ดเลือดแดง
หากขาดโฟเลสจะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง
โฟเลตพบมากในอาหารที่มาจากพืช ได้แก่ ผักใบเขียวสด ผลไม้ ถั่ว และพบในเครื่องในสัตว์และเนื้อหมู
ไนอาซิน (niacin)
ถ้าได้รับไนอาซินมากเกินไป จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ตับถูกทำลาย เป็นแผลในกระเพาะอาหาร
ช่วยในการทำงานของเส้นประสาทและสมองส่วนปลาย ช่วยรักษาสมดุลของผิวหนัง ลิ้น และเนื้อเยื่อในระบบย่อยอาหาร
ถ้าขาดไนอาซินจะทำให้เป็น โรคลิ้้นเลื่อน (pellagra) มีปัญหาที่ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหารและระบบประสาท
พบใน ตับ หัวใจ ไต เนื้อสัตว์ต่างๆ พบน้อยในไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม
วิตามินบี 12 (cobalamin)
มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ โดยเฉพาะกระดูกไขสันหลัง ระบบประสาทส่วนกลาง และระบบทางเดินอาหาร
หากขาดวิตามินบี 12 จะทำให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ เกิดโรคโลหิตจางเป็นพิษ ชนิดเพอร์นิเซียส(pernicious anemia)่ส่วนใหญ่พบการขาดในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร คนที่รับประทานมังสวิรัติ คนที่ผ่าตัดระบบทางเดินอาหาร
พบในอาหารที่มาจากสัตว์ ไม่พบในพืชและผลไม้ อาหารที่มีวิตามินบี 12 ได้แก่ ตับ ไต หัวใจ เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์จากนม
วิตามินบี 2 (riboflavin)
ช่วยในการเจริญเติบโต ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยบำรุงผิวหนัง
ถ้าร่างกายขาดจะทำใหเป็นแผลที่มุมปากหรือ โรคปากนกกระจอก และโรคโลหิตจาง
วิตมินบี 2 พบได้ใน ตับ เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียวโดยเฉพาะยอดอ่อน นม ถั่ว ฯลฯ
วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid)
สร้างคอลลาเจนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สร้างโปรตีนในการสร้างผิวหนัง เส้นเอ็น หลอดเลือด รักษาแผล ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก และทำหน้าที่สำคัญในการต้านอนุมูลอิสระ
ถ้าร่างกายขาดวิตามินซีทำให้มีเลือดออกตามไรฟันได้ง่ายหรือโรคลักปิดลักเปิด(scurvy) เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นแผลจะหายช้า
พบในผักต่างๆ เช่น บล็อคโคลี กะหล่ำดอก ผักใบเขียว มะเขือเทศ พริก ผลไม้ต่างๆ เช่น แคนตาลูป ฝรั่ง มะละกอ แตงโม และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น สับปะรด เชอรี่ กีวี่ ฯลฯ
วิตามินบี 1 (thiamine)
ช่วยให้เกิดความอยากอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น ช่วยในการทำงานงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท
ถ้าร่างกายขาดวิตามมินบี 1 ทำให้เกิดโรคเหน็บชา กล้ามเนื้อไม่ีแรง
แหล่งอาหารของวิตามินบี 1 ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืช เนื้อหมูเครื่องในสัตว์ ไข่ และนม
เกลือแร่ (Minerals)
เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการจำนวนน้อย
แมงกานีส (manganese;Mn)
ควบคุมการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด มีความสำคัญต่อกระบวการเผาผลาญสารอาหาร ช่วยในการสังเคราะห์กรดไขมันและโคเลสเตอรอล ควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
การขาดแมงกานีสจะส่งผลเกี่ยวกับการต้านทานกลูโคส ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลที่มากเกินออกจากเลือดได้ เด็กมีการเจริญเติบโตช้า แคระแกร็น การเผาผลาญน้ำตาลไม่ดี ระบบย่อยอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กับประสาท หรือมีภาวะเดินเซ
แหล่งที่พบได้แก่ อาหารทะเล หอยนางรม ตับสัตว์ ไข่แดง ผักต่างๆ เช่น คะน้า กะหล่ำปี กะหล่ำดอก ผลไม้ เช่น กล้วย สับปะรด แอปเปิ้ล ถั่วต่างๆ เช่น อัลมอลต์ ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน
โครเมียม (chromium;Cr)
โครเมียมในร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อมีอายุมากขึ้น จึงพบโครเมียมในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งการขาดโครเมียมทำให้อินซูลินทำงานไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตลดลงและระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
พบโครเมียมากในที่สุดใน บริเวอร์ยีสต์ และพบใน ไข่แดง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ธัญพืชไม่ขัดสี เนย
มีความสำคัญในกระบวนการเผาผลาญกลูโคส ช่วยกระตุ้นการสังคราะห์กรดไขมันและโคเลสเตอรอล ทำหน้าที่ร่วมกับอินซูลินในการนำน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าสู่เซลล์
ซีลีเนียม (selenium;Se)
ถ้าขาดทำให้ผู้ป่วยเป็น โรคคีชาน (keshan disease)ประสาททำงานผิดปกติ ปวดเมื่อยกล้ามตา กล้ามเนื้อไวต่อการสัมผัสหรือการถูกกด การมองเห็นไม่ชัด ถ้าขาดในขณะตั้งครรภ์ จะทำให้เด็กเกิดมาปัญญาอ่อน
ควบคุมสุขภาพของสายตา ผิวหนัง และเส้นผม เพิ่มศักยภาพของระบบภูมิคุ้มกัน
ถ้าได้รับมากเกินไปหรือสูง ทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องร่วง สูญเสียผมและเล็บ
อาหารที่มีซีลีเนียมมากที่สุด ได้แก่ บริเวอร์ยีสต์ เครื่องใน เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา หอย
ทองแดง (copper;Cu)
ถ้าขาดจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและกระบวนการสร้างและสลายของร่างกาย ถ้าขาดอย่างรุนแรงจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง
พบใน หอยนางรม ตับ ไต สมองสัตว์ ผักใบเขียว
ช่วยในกระบวนการสร้างเนื้อหนังขึ้นใหม่ในบริเวณที่มีแผล ช่วยในการสร้างฮีโมโกลบิน
ไอโอดีน (iodine;I2)
ช่วยทำงานของต่อมไทรอยด์ ควบคุมการเผาผลาญของร่างกาย
หากมีการขาดตั้งแต่เด็กจะทำให้ร่างกายเตี้ยแคระแกร็นและสมองไม่เจริญ (cretinism) ส่วนผู้ใหญ่ จะมีต่อมไทรอยด์บริเวณคอโตขึ้น เรียกว่าโรคคอพอก (goitre) ในวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตรมีคาามต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น
พบได้ในอาหารทะเล น้ำดื่ม และเกลืออนามัย
สังกะสี (zine;Zn)
การขาดเกลือแร่สังกะสี ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำลง การเจริญเติบโตลดลง แผลหายช้า สูญเสียความไวในการรับรส ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงแข็ง
พบมากในอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางลม ตับ ตับอ่อน เนื้อสัตว์ ไข่ พืชพบมากในจมูกข้าวสาลี รำข้าว และเมล็ดฟักทอง
ควบคุมให้กระบวนการต่างๆในร่างกายดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคอยซ่อมแซมบำรุงเอนไซม์และเซลล์ต่างๆ มีส่วนสำคัญอย่างมาในระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น ฯลฯ
เหล็ก (iron;Fe)
เป็นเกลือที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงในส่วนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน
หากร่างกายได้รับไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และก่อให้เกิดโรคโลหิตจาง
พบใน เครื่องในสัตว์ ไข่แดง หอยนางลม ถัวเมล็ดแห้งต่างๆ ผักใบเขียวบางชนิด
เกลือแร่ที่ร่างกายต้องการจำนวนมาก
โพแทสเซียม (potassium;K)
ช่วยรักษาสมดุลกรดด่าง ควบคุมสมดุลของน้ำ กระตุ้นการส่งสัญญาณประสาทสำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ
มักพบการขาดโพสแทสเซียมร่วมกับโรคหรืออาการอื่น เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง โรคขาดโปรตีนและพลังงานอย่างรุนแรง และการได้รับยาบางอย่าง เช่น ยาขับปัสสาวะ ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (hypokalemia)
พบมากในผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม ฝรั่ง แคนตาลูป ลูกพรุน ผักใบเขียวทุกชนิด นม และไข่
โซเดียม(sodium;Na)
ทำหน้าที่รักษาสมดุลกรดด่างร่มกับโพแทสเซียม ควบคุมสมดุลน้ำ เกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยส่งสัญญานประสาท
โดยปกติจะพบการขาดโซเดียมจากมีอาการท้องเสีย อาเจียนรุนแรง หรือมีเหงื่อออกมากทำให้มีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ความดันโลหิตต่ำ
พบใน นม ผักและเนื้อสัตว์ทุกชนิด
ฟอสฟอรัส (phosphorus;P)
ทำงานร่วมกับแคลเซียมในการเป็นโครงสร้างของกระดูกและฟัน จำเป็นสำหรับกระบวนการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน
อาหารที่มีโปรตีนสูงจะพบฟอสฟอรัสสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ นมและไข่
คลอไรด์ (choride;Cl)
พบในอาหารธรรมชาติเกือบทุกชนิดและพบมากที่สุดในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และอาหารอื่นๆที่มีการปรุงด้วเกลือโซเดียมคลอไรด์
ทำหน้าที่รักษาสมดุลกรดด่างในเลือด ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย เป็นส่วนนประกอบของกรดเกลือในกระเพาะอาหาร
แมกนีเซียม (magnesium;Mg)
ทำงานร่วมกับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามิน ในการสร้างกระดูก เกี่ยวข้องกับการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ
หากขาดแมกนีเซียมจะทำให้กล้ามเนื้อบิด สั่น
พบมากในผักสีเขียวและอาหารหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด
กำมะถัน (sulfur;S)
เป็นเกลือแร่ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ถูกเรียกว่าเป็น " เกลือแร่แห่งความงาม (beauty mineral) เพราะมีส่วนช่วนในการรักษาผิวให้มีสุขภาพดี กระจ่างใส ช่วยให้ผิว ผม และเล็บแข็งแรง
กำมะถันมีในอาหารที่เป็นแหล่งของโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ นมถั่ว ไข่ โดยเฉพาะไข่แดง ผักต่างๆ เช่น หัวหอมใหญ่ กระเทียม กะหล่ำปี หัวไชเท้า ผลไม้ต่างๆ เช่น อะโวคาโด สับปะรด
แคลเซียม (calcium; Ca)
ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหัวใจ
แคลเซียมพบมากในนมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย
ถ้าขาดแคลเซียมทำให้เป็นตะคริวและมีอาการชา และถ้าร่างกายขาดแคลเซียมเป็นเวลานานจะทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน
น้ำ (Water)
หน้าที่และความสำคัญของน้ำ
ช่วยในการกระจายและนำสารอาหารไปส่วนต่างๆในร่างกาย
น้ำเป็นส่วนประกอบของเซลล์ เป็นส่วนประกอบของเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำตา เหงื่อ ปัสสาวะ และน้ำย่อย
ช่วยในการทำงานของเซลล์และปฏิกิริยเคมีต่างๆ
น้ำเป็นส่วนประกอบของสารโครงสร้างเซลล์
น้ำช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
น้ำเป็นสารหล่อลื่นในร่างกายป้องกันการเสียดสีของอวัยวะภายใน
ความต้องการน้ำของร่างกาย
ในแต่ละวันร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 1450-2800 มิลลิลิตร ซึ่งร่างกายจะได้รับน้ำจากการเผาผลาญอาหารตามปกติประมาณ วันละ 200-300 มิลลิลิตร จึงต้องได้รับจากการดื่มน้ำประมาณ 500-1500 มิลลิลิตร จากน้ำในอาหารที่ับประทาน 700-1000 มิลลิลตร จึงจะเกิดความสมดุล
น้ำ จัดเป็นสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้ ปริมาณน้ำใร่างกายขึ้นอยู่กับอายุและองค์ประกอบของร่างกายซึ่งร่างกายมีกลไกลควบคุมการสมดุลน้ำให้อยู่ในเกณฑ์พอเหมาะ การขาดน้ำทำให้เกิดอันตราย เช่น การไม่มีน้ำดื่มเป็นเวลา 2-3 วัน หรือเกิดท้องเดินอย่างรุนแรง สามารถทำให้เสียชีวิตได้
การคำนวณปริมาณและพลังงานจากสารอาหาร
ปริมาณพลังงานที่ควรได้รับแต่ละวัน
การคำนวนพลังงานจากสารอาหาร
พลังงานจากโปรตีน
ร้อยละ 10 จากทั้งหมด 2,000 กิโลแคลอรี คิดเป็น (10/100) x 2,000 = 200 กิโลแคลอรี ซึ่งจะต้องได้จากโปรตีน 200/4 = 50 กรัม
พลังงานจากไขมัน
ร้อยละ 30 จากทั้งหมด 2,000 กิโลแคลอรี คิดเป็น (30/100) x 2,000 = 600 กิโลแคลอรี ซึ่งจะต้องได้จากไขมัน 600/9 = ประมาณ66.6กรัม
พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต
ร้อยละ 60 จากทั้งหมด 2,000 กิโลแคลอรี คิดเป็น (60/100) x 2,000 = 1,200 กิโลแคลอรี ซึ่งจะต้องได้จากคาร์โบไฮเดรต 1,200/4 = 300 กรัม
พลังงานจากไขมันอิ่มตัว
ร้อยละ 10 จากทั้งหมด 2,000 กิโลแคลอรี คิดเป็น (10/100) x 2,000 = 200 กิโลแคลอรี ซึ่งจะต้องได้จากไขมันอิ่มตัว 200/9 = ประมาณ 20 กรัม
วิธีการคำนวณพลังงาน
คำนวณพลังงานจากน้ำหนักตัวและระดับกิจกรรม
ความต้องการพลังงานต่อวัน
= น้ำหนักตัว x ระดับกิจกรรม
คำนวณพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน (Total Daily Energy Expenditure ;
TDEE)
ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเล็กน้อย1-3 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.375
ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาปานกลาง 3-5 วัน/สัปดาห์ = BMR x 1.725
นั่งทำงานอยู่กับที่และไม่ได้ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายน้อยมาก = BMR x 1.2
ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างหนักหรือเป็นนักกีฬาทำงานใช้แรงมาก= BMR x 1.9
คำนวณพลังงานจากน้ำหนัก
ความต้องการพลังงานสำหรับเพศชาย
นิยมคำนวณที่ค่า 31 เช่น นาย ก น้ำหนังก 60 กิโลกรัม ต้องการพลังงานเท่ากับ 60x31 =1860 กิโลแคลอรี
ความต้องการพลังงานสำหรับเพศหญิง
นิยมคำนวณที่ค่า 27 เช่น นางสาว ข น้ำหนัก 50 กอโลกรัม ความต้องการพลังงานต่อวันเท่ากับ 50x27 = 1350 กิโลแคลอรี
โดยปกติร่างกายจะต้องการพลังานวันละ 20-35 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันส่วนเกินหรือน้ำหนักตัวแลกิจกรรมทางกายในแต่ละวัน
คำนวณพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับการดำรงชีวิต (Basal Metabolic Rate ; BMR)
BMR สำหรับเพศชาย
= 66.5 + (13.7 x น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)) + (5 x ส่วนสูง(เซนติเมตร)) - (4.7 x อายุ)
BMR สำหรับเพศหญิง
= 665 + (9.6x น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)) + (1.8 x ส่วนสูง(เซนติเมตร)) - (4.7 x อายุ)
การคำนวณอาหารแลกเปลี่ยนและพลังงานจากอาหารแลกเปลี่ยน
หมวดผลไม้
ผลไม้ 1 ส่วนใ้คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
ได้แก่ผลไม้ดังต่อไปนี้
กล้วยเล็บมือนาง กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยหักมุม เงาะ ชมพู่ แตงโม ทุเรียน ฝรั่ง มะม่วงดิบ มะม่วงสุก มะระกอสุก สับปะรด ส้มเขียวหลวน ส้โอ แอปเปิ้ล สาลี่ องุ่น(แดงนอก) องุ่นเขียว ลูกเกด มะขามหวาน มะขามเทศ ขนุน พุทราไทย พุทราแอปเปิ้ล น้อยหน่า มังคุด ละมุด ลิ้นจี่ ลำไย ลางสาด พลับสด มะพร้าวอ่อน (เนื้อ) แคนตาลูป ลูกตาลสด น้ำแอปเปิ้ล น้ำส้ม น้ำสับปะรด น้ำองุ่น น้ำผลไม้รวม
หมวดเนื้อสัตว์
ประเภทที่ 2 เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (Lean meat)
เนื้อสัตว์ 1 ส่วน มีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 3 กรัม ให้พลังงาน 55 กิโลแคลอรี
ได้แก่
ไก่อ่อน,เนื้อ ไก่อ่อน,ปีก ไก่อ่อน,ต้นน่อง เป็ดไม่มีหนัง ห่านไม่มีหนัง ลูกชิ้นไก่ ลูกชิ้นหมู ปลาซัลมอน ปลาทูน่าในน้ำมัน ปลาซาร์ดีน ปลาหมอ ปลาจารเม็ดขาว แฮม หอยนางลม หมู,เนื้อสัน(ไม่มีมัน) วัว,เนื้อสัน(ไม่มีมัน)
ประเภทที่ 3 เนื้อสัตว์ไขมันปานกลาง (Medium fat meat)
เนื้อสัตว์ 1 ส่วน มีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 5 กรัม ให้พลังงาน 75 กิโลแคลอรี
ได้แก่
หมูเนื้อไม่มีมัน หมู,ขา (ไม่ติดมัน) ซี่โครงหมู(ไม่มีมัน) ซี่โครงวัว(ไม่มีมัน) ไก่แก่,เนื้อ ไข่เป็ด ไข่ไก่ เต้าหู้แข็ง เต้าหู้ขาวอ่อน นมถั่วเหลืองไม่หวาน
ประเภทที่1 เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (Very lean meat)
เนื้อสัตว์ 1 ส่วน มีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 0-1 กรัม ให้พลังงาน 35 กิโลแคลอรี
ได้แก่
ปลาช่อน ปลากระพงขาว ปลาเก๋า ปลาใบขนุน ปลาตาเดียว ปลากระบอก ปลาทู ปลาหางเหลือง ปลาสิกุน ปลาทราย ปลาน้ำดอกไม้ ปลาไส้ตัน ปลาเนื้ออ่น ปลาหมอเทศ ปลาอินทรีย์ ปลาทูน่าในน้ำเกลือ ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นเนื้อ หอยเชลล์ หอยลาย หอยแครง หอยแมลลงภู่ กุ้งทะเล กุ้งน้ำจืด กุ้งฝอย เนื้อปู ปลาหมึก ไก่อ่อน อกไก่ สันในเนื้อ เนื้อน่องไม่มีหนัง เลือดหมู เลือดไก่
ประเภทที่ 4 (High fat meat)
เนื้อสัตว์ 1 ส่วน มีโปรตีน 7 กรัม ไขมัน 8 กรัม ให้พลังงาน 100 กิโลแคลอรี
ได้แก่
ปลาสวาย เป็ดเนื้อและหนัง วัว,เนื้อติดมัน หมู,เนื้อติดมัน หมูบด หนังหมู ซี่โครงหมูติดมัน หมูแผ่น หมูยอ ไส้กรอกหมู ไส้กรอกอีสาน แหนม เบคอน กุนเชียง
หมวดผัก
มีพลังงานแลสารอาหารน้อยมาก โดยผัก 1 ส่วน ประกอบด้วยผลไม้สุก1/2 ถ้วยตวง หรือ 70 กรัม หรือเป็นผักดิบ 3/4 -1 ถ้วยตวง หรือ 70 กรัม
ได้แก่
ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักสลัด ผักกาดหอม ผักบุ้งจีน ผักบุ้งแดง ผักปวยเล้ง ผักแว่น ฟัก,แฟง น้ำเต้า แตงกวา แตงร้าน แตงโมอ่อน มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือจาน มะเขือเทศ บวบ บอน สายบัว กวางตุ้ง กะหล่ำปี ดอกกะหล่ำ หัวปลี ยอดฟักทองอ่อน ใบสะระแหน่ ใบโหระพา ตั้งโอ๋ ขึ้นฉ่าย ขมิ้นขาว พริกหนุ่ม พริกหยวก
ได้แก่
ฟักทอง แครอท บล็อคโคลี คะน้า ถั่วลันเตา ถั่วพู ถั่วงอก ถั่วแขก ถั่วฝักยาว ยอดชะอม ยอดมะพร้าว ยอดกระถิน ยอดแค ยอดสะเดา ยอดกุยช่าย ดอกผักกวางตุ้ง ดอกขจร ดอกโสน มะรุม ขนุนอ่อน หอมหัวใหญ่ ข้าวโพดอ่อน แขนงกะหล่ำ ต้นกระเทียม ขิง พริกหวาน พริกชี้ฟ้า ใบทองหลาง ใบแมงลัก ใบกระเพา ใบยอ ตำลึง เห็ดเปาฮื้อ เห็ดนางลม หน่อไม้ รากบัว
หมวดนม
นมพร่องมนเนย (Low fat milk)
มีคุณค่าทางโภชนาการ
คือ คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม โปรตีน 8 กรัม
ไขมัน 5 กรัม พลังงาน 120 กิโลแคลอรี
นมธรรมดาหรือนมครบส่วน (Whole milk)
มีคุณค่าทางโภชนาการ
คือ คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 8 กรัม พลังงาน 150 กิโลแคลอรี
นมขาดมันเนย (Non-fat milk หรือ Skim milk)
มีคุณค่าทางโภชนาการ
คือ คาร์โบไฮเดรต 12 กรัม โปรตีน 8 กรัม ไขมัน 0-3 กรัม พลังงาน 90 กิโลแคลอรี
หมวดข้าว- แป้ง
คุณค่าทางโภชนาการโดยเฉลี่ย
คือ คาร์โบไฮเดรต 18 กรัม โปรตีน 2 กรัม พลังงาน 80 กิโลลแคลอรี
ได้แก่ อาหารดังต่อไปนี้
ข้าวต้ม ข้าวสวย, ข้าวซ้อมมือ ข้าวเหนียวสุก ขนมจีน ก๋วยเดี๋ยว (ลวก) เส้นหมี่ขาว (ลวก) บะหมี่สำเร็จ (แห้ง)บะหมี่ (ลวก) ก๋วยจั๊บ (ลวก) วุ้นเส้น เส้นใหญ่ มักกะโรนี, สปาเก็ตตี้ (ลวก) ขนมปปังปอนด์ มันฝรั่ง มันเทศ ข้าวโพด เการัด สาคู แปะก๊วย ถั่วเล็ดแห้ง (สุก)
หมวดไขมันหรือน้ำมัน
ประเภที่ 2
กลุ่มไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (PUFA) ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย มายองเนส น้ำสลัดน้ำข้น น้ำสลัดน้ำใส
ประเภทที่ 3
กลุ่มกรดไขมันอิ่มตัว (SFA) ได้แก่ น้ำมันหมู น้ำมันไก่ เนยขาว (Shortening) เนยสด (Butter) ครีมนมสด กะทิ (หัว)
ประเภทที่ 1
กลุ่มไขมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (MUFA) ได้แก่ น้ำมันมะกอก นำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง เนยถั่วลิสง ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ งา เนยถั่ว